กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 49.2 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 49.2 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
เซี่ยโก่วกลับมีความเห็นที่ต่างออกไป ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ในเมื่อ เปลี่ยนร่างแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดด้วย สะสมบุญกุศลคุณความดี ถือว่าเป็นเรื่องดี สามร้อยห้าร้อยปีให้หลังใครเป็นใคร เวลานี้ใครเล่า จะรู้ได้”
คนหนุ่มเอ่ยอย่างตกตะลึง “นี่คือคาพูดของสหายป๋ ายจิ่งเอง หรือ?”
เชี่ยโก๋วยกสองมือเท้าเอว ขมวดคิ้วเอ่ยสั่งสอนว่า “แยกดีชั่วไม่ ออกใช่ไหม พูดภาษาคนเป็นไหม?!”
คนหนุ่มเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ภาษาคน?”
เซี่ยโก่วชี้ไปที่อีกฝ่ าย “เจ้านะเจ้า ไม่มีสติปั ญญาเอาเสียเลย ตอนนี้ยังฟั งไม่เข้า แล้วก็พูดภาษาคนไม่เป็นด้วย”
นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ เซี่ยโก่วก็ถามว่า “หยวนฮว่าจิ้ง ตระกูลเหวย ของตรอกอี้ฉือห่างจากบ้านเจ้าไกลหรือไม่?”
หยวนฮว่าจิ้งฉงนไม่เข้าใจ สองตระกูลบนถนนเส้นเดียวกันจะ ห่างกันได้แค่ไหนกันเขียว ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่งถามเช่นนี้มีเจตนาอะไร?
แต่เขาก็ยังบอกที่อยู่ไปอย่างละเอียด จวนตระกูลเหวยหาได้ง่าย อยู่ด้านข้างถัดไปจากจวนตระกูลเฉา…เซี่ยโก่วใช้สายตาเวทนามอง หยวนจวี่ไฉ คนต่างถิ่นคนหนึ่งที่เพิ่งเหยียบย่างมาเยือนแจกันสมบัติ ทวีปถามเจ้าว่าภูเขาลั่วพั่วอยู่ที่ไหน เจ้าบอกว่าอยู่ติดกับภูเขาพีอวิ๋น แล้วถามเจ้าอีกว่าภูเขาพีอวิ๋นอยู่ที่ไหน เจ้าดันบอกว่าอยู่แถวอาเภอ ไหวหวงกับแม่น้าเถี่ยฝู…หยวนฮว่าจิ้งรู้ว่าตัวเองพูดผิดไป สาหรับขุน นางในเมืองหลวงแล้วตรอกอี้ฉือย่อมหาเจอได้ง่าย แต่ผลกลับ กลายเป็ นว่าเวลานี้เอง “ผู้ติดตาม” อย่างหยวนซานกลับเปิ ดปาก รายงานเรื่องหนึ่ง บอกว่ามีลูกหลานสกุลหยวนมาขอพบ กาลัง เดินทางมายังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยแห่งนี้ คนผู้นี้นา ความมาบอก หวังว่าหยวนฮว่าจิ้งจะเข้าร่วมการประชุมครั้งหนึ่งของ
ทางตระกูลได้
หยวนฮว่าจิ้งโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก เตรียมจะนาทาง ให้ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่งด้วยตัวเอง ไปเยือนตรอกอี้ฉือรอบหนึ่งก็ถือว่าผ่าน ทางไปพอดี
คาดไม่ถึงว่าเซี่ยโก่วจะเปลี่ยนใจกะทันหัน บอกว่าค่อยไปเคาะ ประตูบ้านตระกูลเหวยดึกหน่อย เดิมทีนางอยากจะไปเยี่ยมเยือน ตระกูลเหวยจริงๆ ถามเถ้าแก่เหวยที่เป็นคนในยุทธภพซึ่งแค่พบเจอก็ ถูกชะตาว่าเกี่ยวกับเรื่องผู้ถวายงานประจาตระกูลและเงินเดือน เขาได้ ปรึกษากับพวกผู้ใหญ่แล้วหรือยัง พอจะมีเค้าลางอะไรบ้างไหม ช่าง เถอะๆ ใจร้อนก็กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ ค่อยๆ วางแผนไปละกัน หลีกเลี่ยง
ไม่ให้ตระกูลเหวยเข้าใจผิดว่าตัวเองมีเจตนาร้าย ท าให้พวกเขาคิดไป โน้นไปนี่ หวาดผวาตกใจกลัว แบบนั้นจะไม่ดีแล้ว
หยวนฮว่าจิ้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่กล้าถามมาก เซี่ยโก่วหดย่อพื้นที่ออกไปจากโรงเตี๊ยม ส่วนเขาก็พาหยวนชาน กลับไปที่ตระกูลด้วยกัน
ชายแขนเสื้อสองข้างของเซี่ยโกวบรรจุ “ยันต์สามภูเขา” ที่เป็น ของเลียนแบบคุณภาพต่าไว้จนเต็ม “กระโดดโลดเต้น” ไประหว่าง เมืองหลวงกับภูเขาลั่วพั่ว ระหว่างทางก็จุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ ไปด้วย บันทึกท่องภูเขาและสายน้าที่กาลังจะตีพิมพ์และเรื่องราวผู้คน วิถีทางโลกที่ยิ่งนานก็ยิ่งคุ้นชินมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งค่อยๆ เข้าสู่ สภาวะอันงดงาม อีกสิ่งหนึ่งก็เรียกได้ว่าชานาญเข้าขั้น
เสี่ยวโม่ช่างโชคดีจริงๆ ที่แต่งตนเข้าบ้าน ถือว่าเก็บสมบัติได้ จริงๆ
ไปถึงตัวอ าเภออบ้านเกิด เซี่ยโก่วก็กลับมาสวมหมวกขนเตียว อีกครั้ง เดินตรงไปยังที่ว่าการผู้ตรวจการงานเตาเผาเขตหลง เฉวียนต้าหลี ที่ว่าการในช่วงกลางดึก แสงไฟยังคงสว่างไสว คาดว่า น่าจะง่วนกันอยู่กับเรื่องการเผาจอกเทพีบุปผา
เฉาเกิงซินอดีตขุนนางผู้ตรวจการคนก่อนได้เป็นขุนนางใหญ่ที่ มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมการประชุมเล็กแล้ว
เจี่ยนเฟิงขุนนางผู้ตรวจการคนปั จจุบันคือลูกหลานชนชั้นสูงที่มี ทั้งความรู้และความสามารถ ย่อมมีความเย่อหยิ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ จน ใจที่วิธีการในวงการขุนนางของเมืองหลวงใช้ไม่ได้ผลกับที่นี่ ดังนั้น จึงต้องชนตอกับทุกเรื่อง หลายปีมานี้ก็เริ่มเงียบขรึมขึ้นเรื่อยๆ จาก คนที่ไม่เคยดื่มเหล้าก็เริ่มชอบดื่มเหล้า ก็แค่ว่ายังไม่ถึงขั้นติดเหล้า เท่านั้น
เพราะถึงอย่างไรหมวกขุนนางของผู้ตรวจการนี้ก็ไม่ต่างจากผู้ ก ากับดูแลประตูไห่ไต้ในเมืองหลวงเมื่อครั้งอดีตเท่าใดนัก ไม่ใช่ว่าขุน นางคนใดก็จะสามารถสวมหมวกใบนี้ไว้บนหัวได้
ในความเป็ นจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นานเจี่ยนเฟิ งยังถึงขั้นมี ความคิดที่จะลาออกจากการเป็นขุนนาง ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นขุนนาง ได้รื่นรมย์สบายใจหรือไม่เท่าใดนัก ก็แค่รู้สึกจริงๆ ว่าตัวเองไม่อาจรับ หน้าที่ใหญ่ได้ แทนที่จะถูกทางราชสานักตาหนิแล้วค่อยย้ายออกไป ยังไม่สู้ให้ตนรู้กาลเทศะเป็นฝ่ายลาออกจากตาแหน่งด้วยตัวเอง ส่วน จะไปอยู่ที่ไหน ไปนั่งเก้าอี้เย็นในกั๋วจื่อเจียนที่เป็นที่ว่าการน้าใสก็ไม่ เลวเหมือนกัน เวลาอยู่ว่างๆ ยังสามารถอ่านตารา ศึกษาหาวิชา ความรู้เพิ่มเติมได้
คนเฝ้าประตูคนหนึ่งอ้าปากหาว เห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ที่ด้านนอกกลางดึกเขาก็พลันสะดุ้งโหยง ไม่เหลือความง่วงอีกต่อไป
เซี่ยโก่วตบป้ายสงบสุขที่ห้อยไว้ตรงเอวก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น นางไม่ลืมเตือนคนเฝ้ าประตูว่า “ในสมุดอย่าเขียนต าแหน่งขุนนาง ของข้าลงไปนะ เขียนแค่ว่าเซี่ยโก่วผู้ฝึกตนทาเนียบภูเขาลั่วทั่วก็พอ”
คนเฝ้ าประตูพยักหน้ารับด้วยความตกตะลึง แต่ก็คิดว่าแค่ท า ตามที่อีกฝ่ายบอกไปก็พอ
เรื่องของการเผาจอกเทพีบุปผา คือคาสั่งที่ส่งมาจากจวนราชครู อีกทั้งยังเป็นงานในหน้าที่ เจี่ยนเฟิงจึงไม่กล้าเพิกเฉยแม้แต่น้อย ได้ เรียกขุนนางผู้ช่วยของที่ว่าการและช่างผู้อาวุโสหลายคนมาตั้งแต่ แรก เพื่อปรึกษาเรื่องรายละเอียดกับเหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาที่ก็มี ภาระหน้าที่ติดตัวเช่นกัน เจี่ยนเฟิงบอกให้ทางห้องครัวเปิดเตาเล็ก เหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาไม่จาเป็ นต้องกินอาหาร แต่พวกเพื่อน ร่วมงานและช่างอาวุโสทั้งหลายกลับต้องเติมท้องให้อิ่ม
ผู้ตรวจการงานเตาเผาขั้นสี่ชั้นเอก แน่นอนว่าต้องมีเลขาธิการ ฝ่ายบู๊คอยจับตามองอยู่เฉพาะ เจี่ยนเฟิงรู้ว่า “เซี่ยโก่ว” ให้เกียรติมา เยือน ว่ากันว่านางคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งคนใหม่ของภูเขาลั่วพั่ว หากเป็ นตอนที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ บางทีเจี่ยนเฟิงอาจจะยังวางมาด ของขุนนางใหญ่แห่งราชสานักต้าหลี ขุนนางหลักแห่งจวน ผู้ตรวจการ แต่คืนนี้เขากลับบอกให้ช่างอาวุโสทั้งหลายของเตาเผา มังกรรอสักครู่รีบกินบะหมี่หมูผัดพริกที่เหลืออยู่อีกเล็กน้อยในชามให้ หมด วางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืน เช็ดปากลวกๆ แล้วเจี่ยนเฟิ งก็เดิน เร็วๆ ออกไปจากห้องครัวเพียงล าพัง ในใจพึมพ า กลัวว่าจะเป็ น
สถานการณ์ที่ว่าผู้ที่มาไม่มีเจตนาดี ผู้ที่มีเจตนาดีไม่มาเยือน คิดไม่ ถึงว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเดียวจะยิ้มกว้าง กุมมือเอ่ยว่า “คารวะ ผู้ตรวจการเจี่ยน ใต้เท้าเจี่ยน”
เจี่ยนเฟิ งรู้สึกตกใจที่ได้รับความเมตตาโดยไม่คาดฝั นอยู่บ้าง คารวะกลับคืน “คารวะเซียนกระบี่เซี่ย”
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “ใต้เท้าเงี่ยน ข้ามาหาอู๋ไฉ่ สะดวกน าความไป บอกหรือไม่ บอกไปว่าเซี่ยโก่วมาหานาง จะพานางไปเดินเล่น จะท า ให้เสียการเสียงานหรือไม่?”
เจี่ยนเฟิงยิ้มเอ่ย “สะดวก รูปแบบของจอกเทพีบุปผาแต่ละชนิด พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว ไม่เสียงานหรอก”
ต่อให้จะเป็นแค่ค าพูดตามมารยาท ภูเขาลั่วพั่วก็ถือว่าพิถีพิถัน มากแล้ว
คนเฝ้าประตูจวนเสนาบดีเทียบเท่ากับขุนนางชั้นสาม นั่นก็ยิ่งไม่ ต้องพูดถึงว่าบุคคลตรงหน้าก็คือ “เซี่ยโก่ว”
พูดถึงแค่เลขาธิการฝ่ ายบุ๋นของจวนราชครูกลุ่มนั้น บางครั้งที่ ปรากฏตัว ขอแค่เป็ นคนที่มีงานราชการติดตัว ใครบ้างจะกล้าดู แคลนพวกเขา?
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หากว่ามีจุดใดที่ลาบากใจจริงๆ ก็ รบกวนใต้เท้าเจี่ยนบอกกับข้าอย่างตรงไปตรงมา”
เจี่ยนเฟิ งเอ่ย “ไม่เป็ นไรจริงๆ ข้าจะพาเซียนกระบี่เซี่ยไปพบ เหนียงเนียงเทพีบุปผาท่านนั้นเดี๋ยวนี้”
เซี่ยโก่วกุมหมัดขอบคุณ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ใต้ เท้าเงี่ยนไม่เห็นเหมือนที่เล่าลือกันเลยนะ”
นี่ก็รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดีไม่ใช่หรือ?
เจี่ยนเฟิงเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “บอกว่าข้าคือก้อนหินในห้องส้วมที่ ทั้งเหม็นทั้งแข็งใช่ไหม? ท าอะไรค่อนข้างจริงจัง ชอบหาข้อต าหนิ พูดจาหรือท าอะไรก็มักจะไม่ไว้หน้าใคร?”
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ ไม่ได้พูดอะไร
เจี่ยนเฟิงยิ้มตาม “คงเป็นเพราะสถานะที่สูงส่งของเซียนกระบี่เชี่ย จึงไม่จ าเป็ นต้องให้ข้าประจบสอพลอ เผชิญหน้ากับคนอื่น เกรงว่า “ผู้ตรวจการเจี่ยน” ก็คงจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นคนที่ใช้อานาจบีบ คั้นผู้อื่นกระมัง”
ถึงอย่างไรอีกเดี๋ยวตนก็จะเป็นฝ่ ายม้วนเสื่อไสหัวจากไปเองแล้ว เจี่ยนเฟิงจึงยินดีที่จะพูดความในใจที่หากไม่เอ่ยออกมาก็ไม่สบายใจ อย่างเช่นเขาเตรียมเอกสารฉบับหนึ่งไว้เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานก็จะ ยื่นส่งไปที่จวนผู้ว่าของอู๋ยวน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ร้ายแรงอะไร แค่ แนะนาให้ขึ้นเงินเดือนของช่างในเตาเผาทางการ ไม่เพียงเท่านี้ ยัง จะต้องมอบของบางอย่างเพิ่มเติมแก่พวกช่างผู้อาวุโสด้วย อย่างเช่น ว่าชื่อเสียงบางอย่างที่ราชสานักมอบให้หรืออย่างเช่นการทิ้งชื่อไว้ใน
อักขรานุกรมท้องถิ่น….ต้องรู้ว่าทุกวันนี้เตาเผาของชาวบ้านในเขต เป๋ าซีนั้นเสนอราคาเช่นไร เวลาผ่านไปนานเข้าจวนผู้ตรวจการจะไม่ อาจรั้งใครไว้ได้เลย
ตอนที่อายุยังน้อยก็มักจะรู้สึกว่า “การรู้จักวางตัวในวงการขุน นางสาคัญกว่าการรู้จักลงมือทางาน คือประโยคในเชิงลบอย่าง สิ้นเชิง ช่วงเวลาหลายปี ที่ผ่านการฝึ กประสบการณ์ในจวน ผู้ตรวจการก็เคยคิดว่า “การเลือกคนถูกสาคัญยิ่งกว่าการวางตัวให้ เก่ง” มาเป็นขุนนางในท้องถิ่น จากแรกเริ่มสุดที่เปี่ยมไปด้วยปณิธาน อันยิ่งใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ที่ชนกาแพงไปทุกเรื่อง นี่ทาให้ในใจของ เจี่ยนเฟิ งที่เคยหยิ่งทระนงทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด รู้สึกว่าตัวเอง เหมือนเครื่องกระเบื้องใบหนึ่งที่ถูกเผาอยู่ในเตาเผามังกร
คุยเล่นพลางเดินกันไปถึงห้องโถงหลัก เซี่ยโก่วได้เจอกับอู่ไฉ แล้วก็ตกลงกับนางว่าจะไปเที่ยวเล่นในตัวอาเภอยามค่าคืนด้วยกัน
เจี่ยนเฟิงและจวนผู้ตรวจการต่างก็ไม่มีปั ญหา เหนียงเนียงหนึ่ง ในสิบสองเทพีบุปผาท่านนั้นก็ไม่เห็นต่าง อู๋ไฉ่จึงตามเซี่ยโก่วออก จากจวนผู้ตรวจการไปด้วยกัน เมื่อครู่นี้เซี่ยโก่วฉวยโอกาสเหลือบ มองกระดาษเขียนแบบที่อยู่บนโต๊ะสี่ห้าที เหมือนจะเป็นภาพลายเส้น ที่งดงามวิจิตรที่สุด นี่ทาให้เซี่ยโก่วรู้สึกอยากได้ บันทึกท่องเที่ยว ภูเขาสายน้าเล่มนั้นของตนต้องมีภาพสอดแทรกบ้างนะ หาไม่แล้วต่อ ให้ตัวอักษรจะดีแค่ไหนก็อาจตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่ามีความบกพร่อง ในความสมบูรณ์แบบอยู่เหมือนกัน
เดินไปบนถนนที่ไม่มีการห้ามเข้าออกยามวิกาล เซี่ยโก่วพาอู๋ไฉ่ เดินไปบนถนนหลักสายนั้น แล้วยังถือโอกาสแวะไปเยือนตรอกหนีผิง ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วย
หลายปีมานี้คนต่างถิ่นที่ฝึ กตนอยู่ในอาเภอไหวหวงและภูเขา ใหญ่ทางทิศตะวันตกต่างก็ได้รับผลเก็บเกี่ยว หลังจากที่พวกเขา ทยอยกันกลับบ้านเกิด กลับไปถึงพรรคจวนตระกูลเซียนของตัวเองก็ คิดไม่ถึงว่าจะมีความน่ายินดีที่ไม่คาดฝั นรอพวกเขาอยู่ ลาพังแค่ หัวข้อพูดคุยก็ช่วยให้พวกเขาขอเหล้าหมักตระกูลเซียนจากสหายรัก ในอดีตมาดื่มได้หลายไห หรือไม่ก็ได้ไปนั่งลงในวงข้าวที่เดิมทีไม่มี คุณสมบัติจะได้เข้าร่วม ได้เจอกับบุคคลยิ่งใหญ่บนภูเขาบางส่วนที่ คาดไม่ถึง
และเรื่องที่พวกเขาถูกถามมากที่สุดก็หนีไม่พ้นสองเรื่อง เคยไป เยือนตรอกหนีผิงมาไหม? เคยได้เจอกับเฉินอิ่นกวานที่ปีนั้นยังไม่ได้ ร่ารวยหรือไม่?
คนที่หน้าบางหน่อยก็บอกไปตามตรงว่าเฉินอิ่นกวานออกจาก บ้านเกิดเดินทางไกลไปนานแล้ว น้อยครั้งที่จะปรากฏตัวในตรอกหนี ผิง เป็นเหตุให้ไม่เคยได้เจอกัน
คนที่หน้าหนาหน่อยก็จะแต่งเสริมคาพูด บอกว่าเคยเจอหน้ากัน มาก่อน แต่ก็แค่ผงกศีรษะทักทายกันบนถนนเท่านั้น ไม่ได้พูดคุยกัน สักเท่าไร
คนที่หน้าไม่อายก็พูดโอ้อวดเลิศเลอเกินจริง ขาดก็แค่ไม่ได้พูด ว่าตัวเองคือแขกประจาของบ้านบรรพบุรุษเฉินผิงอันเท่านั้น หรือไม่ก็ บอกว่าเคยเห็นเฉินผิงอันต่อสู้กับวานรย้ายภูเขากับตาตัวเอง ระหว่าง นั้นเขาส่งเสียงร้องให้กาลังใจ เคยพูดจาผดุงความเป็นธรรม….ต่อให้ คนฟั งจะกึ่งเชื่อกึ่งกังขาก็ไม่สะดวกจะไปพิสูจน์จริงเท็จ เพราะถึง อย่างไรก็มีใต้หล้าอีกแห่งหนึ่งกั้นขวางอยู่กับนครบินทะยานที่รักษา คฤหาสน์หลบร้อนแห่งนั้นเอาไว้ได้ ถ้าอย่างนั้นภูเขาลั่วพั่วที่ปิดภูเขา ไปนานแล้วก็ไปได้ง่ายน่ะสิ หรือว่าธรณีประตูจวนราชครูต้าหลีคงไม่ สูงสินะ?
คาพูดเหลวไหลบนโต๊ะสุราพวกนี้ บังเอิญกับที่ไปยืนยันกับข่าว ลือเล็กๆ บางอย่างก่อนหน้านี้ได้พอดี พวกเจ้าของเรือและผู้ดูแลเรือ ข้ามทวีปกลุ่มนั้นไม่ได้โกหกจริงเสียด้วย อิ่นกวานพูดจาตลกขบขัน หล่อเหลามีเสน่ห์ดุจต้นไม้หยกรับลม!
คิดดูแล้วเฉินผิงอันตอนที่ยังเป็ นหนุ่มก็น่าจะเป็ นหนุ่มน้อยที่ หน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง
ใช่แล้วๆ หาไม่แล้วจะตกหลุมรักกับหนิงเหยาตั้งแต่แรกพบเลย ได้อย่างไร?
ในเมื่อเดินเล่นในเมืองเล็กกันไปแล้ว เซี่ยโก่วก็เลยถือโอกาสนี้ พาอู่ไข่ไปเปิดหูเปิดตาที่ภูเขาลั่วพั่วด้วย เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ยกไม้เท้าเดินป่ าไผ่เขียวที่อยู่ในมือชี้ไปยังเนินภูเขาเล็กๆ ที่อยู่ข้าง
ทาง “เจ้าดูสิ ภูเขาเจินจูที่ไม่สะดุดตาลูกนี้ก็คือที่ตั้งของไข่มุกของ มังกรตัวสุดท้ายในโลกมนุษย์เมื่อครั้งอดีต”
อู๋ไฉ่ตกใจสะดุ้งโหยง รีบกุมมือเขย่าท่องพึมพ า บางทีอาจเป็ น เพราะรู้สึกว่าดูไม่จริงใจมากพอ เด็กสาวเทพีบุปผาก็เลยยกสองมือ ขึ้นพนม กราบไปทางภูเขาเล็กลูกนั้นสามครั้ง
เซี่ยโก่วลาพองใจ เล่ารายละเอียดที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ให้ฟั ง “ในอดีตเพื่อเสริมค่าใช้จ่ายทางการทหาร ราชสานักต้าหลีก็เลยมี มาตรการในการ “ขายภูเขา” เจ้าขุนเขาบ้านข้ามีสายตาเฉียบแหลม จึงหมายตาภูเขาเจินจูลูกนี้มาตั้งแต่แรก เจ้าลองเดาดูสิว่าเขาจ่ายเงิน เหรียญทองแดงแก่นทองไปกี่เหรียญ?”
อู๋ไฉ่ถามหยั่งเชิง “ถุงเล็กหนึ่งใบ สิบกว่าเหรียญ?”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อ “นี่ก็คือความห่างชั้นของฝี มือในด้านการทา การค้าระหว่างเจ้ากับเจ้าขุนเขาบ้านข้าแล้ว ห่างชั้นจนมิอาจเทียบ กันได้ติดเลยล่ะ เขาจ่ายเงินเหรียญทองแดงแก่นทองซื้อภูเขาเจินจูมา ไว้ในกระเป๋ าแค่เหรียญเดียวเท่านั้น”
อู๋ไฉ่เบิกตากว้าง “แค่เหรียญเดียวเองหรือ?!”
นี่ไม่เรียกว่าเก็บตกของดีแล้ว ต้องบอกว่าปล้นกันเอาไปถึงจะถูก มากกว่ากระมัง?
เซี่ยโก่วเห็นท่าทางตกอกตกใจของสหายรักก็เอ่ยอย่างพึงพอใจ ว่า “ข้าขึ้นเขามาค่อนข้างช้า มีครั้งหนึ่งได้ขอความรู้จากเจ้าขุนเขา
อย่างถ่อมตัว เวลานั้นเจ้าขุนเขายังไม่ใช่ผู้ฝึ กตนที่เชี่ยวชาญการ มองลมปราณเลยนะ แล้วจะมีสายตาที่เฉียบคม ทาการค้าที่ลงมือเร็ว ก็ได้ ลงมือช้าก็ชวดแบบนี้ได้อย่างไร”
“เจ้าขุนเขาถ่อมตัวมาก บอกว่าตัวเองแค่รู้สึกว่าเงินเหรียญ ทองแดงแก่นทองแค่เหรียญเดียวก็ซื้อภูเขาลูกหนึ่งมาได้แล้ว การค้า
ครั้งนี้ก็ต้องคุ้มค่ามาก”
“ตอนนั้นเจ้าขุนเขามีรอยยิ้มเต็มใบหน้า บอกว่าเงินหนึ่งเหรียญ ซื้อภูเขาหนึ่งลูกเชียวนะ คนโง่เท่านั้นแหละถึงจะไม่ซื้อ”
อู๋ไฉ่ที่เหมือนฟั งตาราสวรรค์ฟั งมาถึงตรงนี้ก็อดไม่ไหวเปิดปาก วิจารณ์อย่างขลาดกลัวว่า “โก่วจื่อ หากข้ามีเงินที่ซื้อได้แค่ภูเขาลูก เดียวก็คงจะซื้อที่นี่เหมือนกัน อยู่ใกล้กับเมืองเล็กมากนี่นะ แล้ว นับประสาอะไรกับที่ขึ้นเขาลงเขาก็ต้องผ่าน จะได้ให้พวกเพื่อนบ้านที่ ในอดีตเคยดูถูกข้าได้รู้ว่าทุกวันนี้ตัวเองคือ “นายท่านเจ้าของที่ดิน” ที่ร่ารวยมีเงินแล้ว”
เซี่ยโก่วดวงตาเป็นประกาย ลูบหัวของอู๋ไฉ่ พยักหน้า เอ่ยชื่นชม ว่า “ความคิดดี เดี๋ยวคราวหน้ากลับไปข้าจะไปสอบถามเจ้าขุนเขา ดู สิว่าปีนั้นเจ้าขุนเขามีความคิดนี้หรือไม่”
อู๋ไฉ่ พูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ไม่ได้ๆ เป็ นแค่ความคิดไร้ เดียงสาของข้า ค าพูดเหลวไหลประเภทนี้ โก่วจื่อเจ้าอย่าเอาไปบอก อาจารย์เฉินนะ…”
เซี่ยโก่วพยักหน้า “วางใจเถอะ ข้าจะบอกว่าเป็นการคาดเดาของ ข้าเอง ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”
อู๋ไฉ่โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก แต่ไม่นานก็อกสั่นขวัญ แขวนขึ้นมาอีก “คงไม่ถูกด่ากระมัง?”
เซี่ยโก่วถือไม้เท้าไว้ในมือ ตีไหล่ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ร้องเหอะ
ตอบว่า “เจ้าขุนเขาอ่อนโยน ไม่เคยด่าใคร”
หลังจากนั้นเซี่ยโก่วก็วางมาดของ ‘คนบ้านนอกเข้ากรุง” อย่าง เต็มที่ แนะนาขนบธรรมเนียมผู้คนให้อู๋ไฉ่ฟั ง
อย่างเช่นเล่าเรื่องเคล็ดลับในการจัดเรียงเตาเผามังกรทั้งหลาย ความเป็ นมาของภูเขาเครื่องกระเบื้องและสุสานเทพเขียน รายละเอียดของต้นท้อทั้งหลายที่อยู่ในตรอกเถาเย่…นอกจากนี้เมือง เล็กยังมี “หนวดมังกร” ที่ไม่สะดุดตาอีกสองเส้น หนวดมังกรเส้นหนึ่ง ในนั้นคือลาคลองหลงเหว่ย (หางมังกร) ในช่วงแรกสุดเปลี่ยนชื่อเป็น ล าคลองหลงซวี (หนวดมังกร) หลังจากนั้นก็มีการตั้งชื่อว่าแม่น้าเถี่ย ฝู น่าเสียดายที่ยากจะมองเห็นหินดึงซึ่งในอดีตกระจัดกระจายอยู่เต็ม น้าได้อีกแล้ว
บางครั้งที่เซี่ยโก่วลงจากภูเขาก็จะไปคลาหาก้อนหินในลาคลอง หาไปหามาล้วนเป็ นหินดีงูที่สีซีดไปนานแล้ว เดิมทีคิดอยากจะมอบ เรื่องน่าตะลึงระคนยินดีให้กับหมี่ลี่น้อยสองชามใหญ่ๆ แต่สุดท้าย กลับยากที่จะทาความปรารถนาให้เป็นจริง