กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1097.2 จินตนาการ
เฉินผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึก
เลือกที่จะทาภารกิจทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในศึกเดียว ก็ดูเหมือนใช่ ว่าจะท าไม่ได้?
โจวมี่ไม่สนใจการโต้คารมของคนวัยเดียวกันที่มาจากบ้านเกิด เดียวกันสองคนนี้อีก เขาเอาแต่พูดกับตัวเองว่า “คนบนโลกต่างก็ เข้าใจผิดคิดว่าการปรากฏตัวของหลิวไฉที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่ไร ้ชื่อเสียง ได้เลื่อนติดอันดับสิบคนรุ่นเยาว์ของหลายใต้หล้าก็เพราะเป็ นการถือ กาเนิดขึ้นมาตามโชคชะตา ผงาดขึ้นตามแนวโน้มสถานการณ์ ได้รับความโปรดปรานจากฟ้ าดิน รู ้สึกว่าวิถีแห่งฟ้ าไม่ยินดีให้หนิง เหยาโดดเด่นเหนือใคร ก็เหมือนในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่บนเส้นทางวร ยุทธมีเฉาสือนาไปก่อน ภายหลังก็มีเซียนกระบี่เฉินตามมา วิถีกระบี่ ก็ดูเหมือนว่าควรจะเป็ นเช่นนี้เหมือนกัน หลิวไฉถึงได้ถูกนามา เปรียบเทียบกับหนิงเหยา รู ้สึกว่าหากหลิวไฉได้หลอมกระบี่ไปอีกร ้อย ปี ในขอบเขตที่เท่ากันบางขอบเขต หลิวไฉก็มีโอกาสที่จะช่วงชิง ความสูงต่าบนวิถีกระบี่กับหนิงเหยา แต่กลับไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่ ผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉต้องเผชิญหน้าด้วยอย่างแท้จริง ไม่ใช่หนิงเหยา แต่ เป็ นเซียนกระบี่เฉิน”
ความคิดของหม่าขู่เสวียนไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป ไม่ เพียงแต่ไม่รู ้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น กลับกันยังเสียดาย ที่ทาไมตนถึงไม่มีศัตรูคู่อาฆาตเช่นนี้บ้าง?
แน่นอนว่าเฉินผิงอันก็ถือเป็ นศัตรูคู่อาฆาตของเขาเช่นกัน แต่ผู้ ฝึกกระบี่หลิวไฉกลับเป็ นกุญแจสาคัญในการตัดสินแพ้ชนะที่โจวจื่อ สร ้างขึ้นมาเพื่อเฉินผิงอันโดยเฉพาะ ความหมายย่อมแตกต่างกัน
แต่ความเข้าใจผิดๆ ที่คิดว่าหลิวไฉมีโอกาสจะงัดข้อกับหนิง เหยาบนวิถีกระบี่เช่นนี้ ในช่วงเวลานั้นก็สมเหตุสมผลจริงๆ เพราะคน ส่วนใหญ่ต่างก็รู ้สึกว่านครบินทะยานย้ายไปอยู่ใต้หล้าห้าสี ไม่ใช่ อดีตกาแพงเมืองปราณกระบี่ที่มีโชคชะตาวิถีกระบี่เข้มข้นอีกต่อไป ตามหลักแล้วความเร็วในการฝ่ าทะลุขอบเขตของหนิงเหยาก็น่าจะ ชะลอช ้าลง ทุกครั้งที่ขอบเขตของนางเลื่อนขึ้นหนึ่งขั้น วันเวลาใน การหยุดชะงักของขอบเขตถัดไปก็จะยิ่งนานมากกว่าเดิม ถ้าอย่าง นั้นก็มีความเป็ นไปได้ที่หลิวไฉซึ่งในมือได้ครอบครองน้าเต้าเลี้ยง กระบี่สองใบของมรรคาจารย์เต๋าจะไล่ตามมาทัน
แต่ความจริงล่ะเป็ นอย่างไร? ยังจะเป็ นอย่างไรได้อีก แน่นอนว่า ต้องรู ้สึกตัวอย่างเชื่องช ้าว่าตัวเองเข้าใจหนิงเหยาผิดไป
ที่แท้ไม่ว่านางจะหลอมกระบี่อยู่ในกาแพงเมืองปราณกระบี่ หรือไม่ ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างเลย
เมื่อหมื่นปีก่อน ผู้ฝึ กกระบี่ในโลกมนุษย์ก็มีอยู่แค่สองประเภท นั่นคือเฉินชิงดูกับผู้ฝึกกระบี่คนอื่นเว้นจากเฉินชิงตู
ทุกวันนี้หนิงเหยากลับมีลางและมีวี่แววว่าจะมาเสริมในส่วนของ เฉินชิงตูที่ขาดไปแล้ว
เพียงแต่ไม่รู ้ว่าด่านสวรรค์ที่ขอบเขตบินทะยานต้องผสานมรรคา เป็ นขอบเขตสิบสี่จะขัดขวางนางไว้ได้หรือไม่?
หม่าขู่เสวียนพลันสังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดบนสีหน้า ของเฉินผิงอัน
ท าไม พอพูดถึงหนิงเหยาคนรักของเจ้า เจ้าเลยคิดถึงเรื่องที่ ตัวเองกินข้าวนิ่ม? ก็เลยรู ้สึกไม่ดีขึ้นมา?
ใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้แทบทุกคนต่างก็รู ้ถึงประวัติผลงานการ สู้รบของบรรพบุรุษย้ายภูเขาแห่งภูเขาตะวันเที่ยงว่ายอดเยี่ยมจนทา ให้คนต้องเดาะลิ้น สร ้างวีรกรรมยาวเป็ นพรวนที่จนถึงทุกวันนี้พอมอง ย้อนกลับไปก็ยังรู ้สึกตะลึงพรึงเพริด ตอนที่อยู่ในถ้าสวรรค์หลีจูก็ท า ร ้ายหลิวเสี้ยนหยางให้บาดเจ็บสาหัสก่อน ต่อมาก็บีบให้เฉินผิงอัน กับหนิงเหยาต้องร่วมมือกันต่อต้านศัตรู ทั้งสองฝ่ ายประมือกันอยู่ นาน แล้วยังเคยปล่อยหมัดใส่ซ่งจ่างจิ้ง สุดท้ายดูเหมือนว่าจะยังเคย ท้าทายฉีจิ้งชุน เพียงแค่เพราะอยากจะย้ายภูเขาพีอวิ๋นขุนเขาเหนือที่ ทุกวันนี้ตกเป็ นของเย่โหยวเสินจวินไป….
แต่กลับไม่รู ้ว่าแท้จริงแล้วปีนั้นหม่าขู่เสวียนก็เคยท้าทายพวกเขา มาก่อนเช่นกัน
หม่าขู่เสวียนในเวลานั้นมีความคิดผิดแผกไปจากคนปกติทั่วไป เขากลับรู ้สึกว่าเด็กสาวต่างถิ่นกับเจ้าคนบ้านนอกตรอกหนีผิง พวก เขาที่สถานะของคนหนึ่งคือฟ้ า ของอีกคนคือดิน หากสามารถเคียงคู่ กัน อสนีสวรรค์ชักนาอัคคีปฐพี กลิ้งผ้าห่มอะไรกัน ก็คงจะดีอย่าง มาก ดอกไม้สวยสุดปักบนกองขี้วัว ค่อนข้างจะน่าสนใจ
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ตัวปลอมก็คือตัวปลอม ถึงอย่างไรก็ ไม่ใช่ตัวจริง ได้แต่หาม้าตามแผนที่ (เปรียบเปรยว่ายึดติดตามทฤษฎี ไม่มีความคิดสร ้างสรรค์) คิดอะไรแปลกใหม่ไม่เป็ น”
โจวมี่กล่าว “อ้อ? ถ้าอย่างนั้นก็ขอเซียนกระบี่เฉินช่วยชี้แนะ หน่อยเถิด”
เฉินผิงอันกล่าว “จะแนะนาชื่อแรกเริ่มสุดของกระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตสองเล่มของข้าให้รู ้จักก็แล้วกัน พวกมันมีชื่อว่านกในกรงกับ จันทร์กลางบ่อ แล้วก็ขอแก้หน่อย ป๋ ายจวีกระบี่บินของหลิวไฉ แรกเริ่มเอามาใช ้รับมือกับนกในกรง กระบี่บินปี้ลั่วต่างหากที่ใช ้รับมือ กับจันทร ์กลางบ่อ แน่นอนว่าการวิเคราะห์ของเจ้าในเวลานี้ก็ไม่ได้มี ปัญหาใดๆ ข้าเอาเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหลายถุงมาหลอมเป็ น แม่น้าแห่งกาลเวลาสายหนึ่ง คือความคิดเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อน ไม่รู ้จักเจียมตน พยายามจะสร ้างพันโลกธาตุขนาดเล็กขึ้นมาในนก
ในกรง นี่ก็ต้องยกคุณความชอบให้การปรากฏตัวของหลิวไฉ กระบี่ บินสองเล่มนั้นของเขาได้มอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับข้า”
ความนัยในประโยคนี้ก็คือทั้งๆ ที่รู ้ว่าหลิวไฉรอตนอยู่บนเส้นทาง เบื้องหน้า เฉินผิงอันก็ไม่เพียงแต่ไม่เดินอ้อมผ่านไป กลับกันยังเดิน ขึ้นหน้าไปอีกก้าว ป๋ ายจวีของเจ้าสามารถมองเมินการกักกันของ แม่น้าแห่งกาลเวลาได้ไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะใช ้ทุกวิธี รวบรวมเงินเหรียญทองแดงแก่นทองมาจากทุกหนทุกแห่ง แล้วทุ่ม เงินลงไปตลอด ปี้ลั่วของเจ้าถูกเรียกขานว่าหนึ่งกระบี่ทาลายหมื่น กระบี่หรือ? ถ้าอย่างนั้นก็มาดูกันสิว่าสรุปแล้วเจ้าจะสามารถท าลาย กระบี่ได้กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านเล่ม?
โจวมี่กระจ่างแจ้งในฉับพลัน “ไม่กลัวว่าจะต้องกอดมรรคาตาย ไป คิดแต่จะก้าวเดินไปข้างหน้าเท่านั้น ที่แท้ผู้ฝึกกระบี่ก็เป็ นเช่นนี้”
หม่าขู่เสวียนจุ๊ปาก “หัวแข็งจริงๆ”
โจวมี่เผยสีหน้าชื่นชม ยิ้มเอ่ยว่า “เชื่อในชะตากรรมแต่ไม่ ยอมรับชะตากรรม ก็คือความเคยชินที่ดี”
หม่าขู่เสวียนใช ้เสียงในใจถาม “หมายความว่าอย่างไร?”
โจวมี่ตอบ “ค่อนข้างจะยุ่งยาก ดึงเส้นไหมไม่ง่ายแล้ว กลัวก็แต่ ว่านอกรังไหมยังมีรังไหม ข้าพอจะอนุมานได้ว่าสถานที่แห่งนี้ก็คือ หนึ่งในฟ้ าดินมายา นอกจากที่นี่แล้วยังมีฟ้ าดินส ารองอีกหลายสิบ แห่ง ตอนนี้ส่วนที่ข้าหารากฐานเจอก็มีสามสิบสองแห่งแล้ว แม้จะ
บอกว่าระดับความแข็งแกร่งของพวกมันธรรมดามาก ยังสู้ก าแพง เมืองปราณกระบี่แห่งนี้ไม่ได้ด้วยซ้า แต่หากเขาจะเอามาถ่วงรั้งมือ เท้าของเจ้าในช่วงเวลาที่เป็ นกุญแจสาคัญ ทาลายความตั้งใจเดิม ของเจ้า ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย”
หม่าขู่เสวียนพยักหน้า “ไอ้หมอนี่มีความคิดกลอุบายลึกล้ามา ตั้งแต่เด็กแล้ว เสแสร ้งก็เก่ง ปลิ้นปล้อนมาก หากว่ากันเรื่องกลอุบาย ปีนั้นซ่งจี๋ชินยังไม่เหมาะจะถือรองเท้าให้เขาด้วยซ้า ไม่เสียแรงที่เป็ น คนบนเส้นทางเดียวกัน ข้าแกล้งโง่ เขาก็แกล้งเป็ นคนดี ปีนั้นพวกเรา ต่างก็ท าส าเร็จ”
ดูเหมือนเฉินผิงอันจะเดาจุดประสงค์ของพวกเขาออก จึงยิ้ม บางๆ พูดด้วยน้าเสียงที่แฝงไว้ด้วยแววเย้ยหยัน “ให้โอกาสพวกเจ้า แล้ว แต่กลับไม่ยอมใช ้กันนะ”
โจวมี่พลันใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “ต้องระวังแล้ว”
หม่าขู่เสวียนหลุดหัวเราะพรืด “ระวังอะไร เจ้าท าลายปราการ ต่อไป สามารถชัดให้แหลกสลายไปได้ทั้งหมดเลยยิ่งดี ไม่สาเร็จก็ไม่ เป็ นไร ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ปล่อยเขาไว้อยู่แล้ว”
ทันใดนั้นฟ้ าดินพลันแปรเปลี่ยน ฟ้ าครามหมื่นลี้สวยงามน่ามอง ไม่เหลือเกล็ดหิมะอีกแม้แต่ชิ้นเดียว พื้นดินที่เดิมทีมีหิมะสะสมหนา ชั้นก็ไม่เหลือหิมะสีขาวให้เห็นอีกต่อไป
ขณะเดียวกันบนหัวกาแพงเมืองก็มีเส้นเส้นหนึ่งฟันผ่ามาในแนว ขวาง แต่กลับมองไม่เห็นแสงกระบี่
ระดับความสูงที่เส้นแนวขวางนั้นพุ่งผ่านบังเอิญอยู่ตรงช่วงเอว ของหม่าขู่เสวียนและโจวมี่พอดี ราวกับว่ามีเซียนกระบี่ที่มองไม่เห็น คนหนึ่งวาดกระบี่ฟันผ่าฟ้ าดิน
โจวมี่ยังคงมีสีหน้าเป็ นปกติ ยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้ร่างถูกฟันขาด ออกเป็ นสองท่อนไม่มีภาพที่เลือดสดสาดกระเซ็นออกมา แม้ว่าเรือน กายจะไม่ใช่ภาพมายา สิ่งที่แสงกระบี่ฟันไปก็เป็ นของที่จับต้องได้จริง เพียงแต่ว่าตรงช่วงเอวที่ถูกฟันขาดออกเป็ นสองท่อนกลับมีล าแสง แก้วใสพร่าตาไหลนองออกมาเป็ นระลอก ลาแสงสองเส้นหนึ่งลอยสูง หนึ่งลดต่าคล้ายกับพยายามจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน อยากจะประกอบ ร่างกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่กลับถูกปณิธานกระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่ ขัดขวาง เรือนกายนี้เหมือนเปลือกว่างเปล่าคล้าย“กระสอบฟาง” เพียงแต่ว่ากระสอบฟางภายใต้เนื้อหนังมังสานี้กลับมีมูลค่าควรเมือง อย่างแท้จริง ถึงกับเป็ นร่างแก้วใสที่จาแลงออกมาจากเงินเหรียญ ทองแดงแก่นทองจ านวนมาก
ดูเหมือนว่าจะได้รับคาสั่งบางอย่างจากหม่าขู่เสวียน โจวมี่ยื่นมือ ออกไปหมายจะคว้า “บ่อสายฟ้ า” ขนาดเท่าเมล็ดพุทรามาไว้ในมือ แต่กลับมีแสงกระบี่อีกเส้นพุ่งตกลงมาที่หัวก าแพง ฟันแสกหน้าร่าง ของโจวมี่ร่างนี้ เรือนกายที่เดิมที่ถูกตัดแบ่งออกเป็ นบนกับล่าง กลายเป็ นถูกแบ่งสี่ส่วน แสงกระบี่สองครั้งนี้ อันที่จริงไม่อาจพูดว่า
เป็ นแสงกระบี่หนึ่งเส้นได้เพราะรอยผ่าขนาดมโหฬารนั้นเรียบเนียน เป็ นแผ่นเดียว แสงกระบี่เปล่งประกายพาดขวางไปทั่วทั้งฟ้ าดินขนาด เล็กแห่งนี้
แสงกระบี่พุ่งผ่านว่องไวสุดขีด ปรากฏเพียงวูบเดียวก็จางหาย ทว่ากลับต่อเนื่องไม่ขาดจังหวะ ฟันแล้วก็ฟันอีก สับร่างของโจวมี่ให้ กระจัดกระจาย แสงกระบี่ที่ตัดสลับถักทอยังคงเหลือค้างในจุดเดิม เป็ นเหตุให้ร่างของโจวมี่ที่อยู่บนหัวกาแพงเมืองมีรอยกรีดเป็ นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย แค่พอจะมองเห็นสภาพโดยรวมได้คร่าวๆ อเนจอนาถจน แทบไม่อาจทนมองได้
ทว่าเรือนกายของหม่าขู่เสวียนกลับหายไปแล้ว เฉินผิงอันพลัน หมุนตัวแล้วส่งกระบี่หนึ่งออกไป
กลางอากาศสูงมีบุคคลผู้หนึ่งที่ตัวเล็กเท่าเมล็ดฝุ่ น ทันใดนั้น เรือนกายก็กลายร่างเป็ นกายธรรมใหญ่โตโอฬารสูงพันจิ้ง ยกเท้า ข้างหนึ่งกระทืบใส่เฉินผิงอันที่ตัวเล็กจ้อยอยู่บนพื้นดินอย่างอามหิต
ร่างจาแลงที่สวมเสื้อเกราะหลากสี เปี่ยมไปด้วยบารมีน่าเกรงขาม ร่างนี้ของหม่าขู่เสวียน ตั้งแต่ฝ่ าเท้าไปจนถึงไหล่ถูกแสงกระบี่เส้น หนึ่งที่เปล่งวาบขึ้นผ่าแบ่งเหมือนก้อนเต้าหู้ การกรีดผ่านี้ไม่มี หยุดชะงักแม้แต่น้อย
แสงกระบี่ไม่เพียงแต่ฟันกายธรรม ปราณกระบี่ยังระเบิดออกไป สองข้าง ประหนึ่งมือใหญ่คู่หนึ่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ที่ฉีก กระชากร่างกายธรรมของหม่าขู่เสวียนออก
เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ หากเปลี่ยนมาเป็ นผู้ฝึกตนขอบเขต เดียวกัน อยู่ในฟ้ าดินบ้านตน ถูกแสงกระบี่ฟันผ่าร่างกายธรรมก็เป็ น เรื่องปกติ
แต่หม่าขู่เสวียนไม่ใช่เซียนเหรินทั่วไป ร่างทองเขาไม่ควร เปราะบางมิอาจรับการโจมตีเช่นนี้ได้ถึงจะถูก
และเวลานี้เอง เส้นเอ็นหัวใจของเฉินผิงอันก็พลันขึงตึง ในชั่ว ประกายไฟแลบ เขารีบใช ้ความคิดอย่างว่องไว สุดท้ายเลือกวิธีพบ กันตรงกลาง หลีกเลี่ยงไม่ยอมต่อสู้ อาพรางร่องรอยซ่อนตัว
ที่แท้บนหัวกาแพงเมืองแห่งนั้น โจวมี่ไม่เพียงแต่กลับคืนสู่ รูปลักษณ์เดิม “คน” ทั้งคนเปลี่ยนมาสมจริงยิ่งกว่าเดิม พลังอานาจก็ ยิ่งแปรเปลี่ยน ไอ้ชาติสุนัขเอ้ย สมจริงยิ่งกว่าโจวมี่ตัวจริงเสียอีก
พริบตานั้นเฉินผิงอันก็ยังเกือบจะเข้าใจไปว่าอันที่จริงปีนั้นหม่าขู่ เสวียนกับโจวมี่ก็ได้สมคบคิดกันแล้ว และได้ทิ้งวิธีรับมือไว้เบื้องหลัง รอคอยแค่วันนี้มาถึง เพื่อที่จะได้สังหารตนบังคับช่วงชิงเอาหนึ่งอีก ครึ่งนั้นไป
ใบหน้าของโจวมี่ประดับรอยยิ้ม สีหน้าผ่อนคลายอย่างหาที่ เปรียบมิได้ ยกมือขึ้นสูงอย่างง่ายๆ ประกบสองนิ้วเข้าด้วยกันแล้วตวัด ลงมา
ชี้ไปยังตาแหน่งที่เฉินผิงอันยืนอยู่ เท้าหน้าของเฉินผิงอันเพิ่ง จากไป บนพื้นดินที่อยู่นอกนครก็มีร่องที่ลึกมากร่องหนึ่งแผ่ลาม ตามหลังเขาไปติดๆ
อีกแค่นิดเดียว แค่นิดเดียวจริงๆ ฟ้ าดินของนกในกรงก็จะถูก แหวกออกแล้ว จุดที่ลึกที่สุดและจุดที่ไกลที่สุดของร่องลึกล้วนสัมผัส ไปถึงอาณาเขตริมขอบของฟ้ าดินแล้ว
เฉินผิงอันที่อาพรางร่องรอยหัวใจสะท้านไหว ขมวดคิ้วไม่พูดไม่ จา
หรือว่าจะเป็ นโจวมี่ตัวจริง?
หาไม่แล้ววิธีการเช่นนี้ หากไม่ใช่ผู้ฝึกตนใหญ่บนยอดเขาที่เป็ น ขอบเขตบินทะยานก็ไม่อาจสร ้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้เลย
หูได้ยินสองคาว่า “ออกมา” ที่หม่าขู่เสวียนเป็ นคนพูด ประหนึ่ง อริยะลัทธิเต๋าที่คาพูดหลุดออกจากปากคาถาตามติด เฉินผิงอันถูก กระชากลากออกมาจากในพื้นที่ลับแห่งหนึ่งถูกบีบให้ต้องเผยกาย
ทะเลเมฆกลิ้งชัดตลบ มือสีทองข้างหนึ่งปั่นคว้านก่อให้เกิดรูโหว่ แล้วยื่นมือไปหาเฉินผิงอันที่อยู่กลางอากาศซึ่งหลบเลี่ยงไม่ทันด้วย ความเร็วที่ฟ้ าผ่าไม่ทันป้ องหู
หนึ่งกระบี่ส่งออกไป สามารถลอดทะลุฝ่ ามือสีทองที่ใหญ่ราว ขุนเขาข้างนั้นได้จริง แต่กระนั้นก็ยังถูกพลังอานาจมหาศาลรุนแรง กระแทกใส่ เฉินผิงอันจึงได้แต่ปล่อยหมัดออกไปต้านรับ
พื้นดินสั่นสะเทือน ฝุ่ นผงปลิวคละคลุ้ง เฉินผิงอันที่ถูกแรง กระแทกชัดใส่คุกเข่าลงข้างเดียวอยู่ในใจกลางของหลุมยักษ์ กระอัก เลือดออกมาคาหนึ่ง
หม่าขู่เสวียนบอกว่าตัวเองไม่เรียนหมัด แต่ทาไมฝ่ ามือที่บอกได้ ยากว่าเป็ นเวทคาถาหรือวิชาอภินิหารนี้ถึงได้มีพลังอานาจไม่เป็ นรอง หมัดของเฉาสือเลย?
ไม่ต้องหันหน้าไปมอง เฉินผิงอันพลิกมือส่งกระบี่ออกไปอีกครั้ง
แต่กลับถูกโจวมี่ที่เหมือนเงาตามติดใช ้สองนิ้วคีบปลายกระบี่ ของกระบี่เย่โหยวไว้ได้อย่างง่ายดาย โจวมี่ยกมือขึ้นก็มีปราณกระบี่ มารวมตัวกันกลายเป็ นกระบี่ยาว มอบกระบี่หนึ่งเป็ นของขวัญ กลับคืนด้วยการแทงเข้าที่ไหล่ของเฉินผิงอัน
เรือนกายของเฉินผิงอันกลายเป็ นแสงกระบี่หลายสิบเส้น ก่อนจะ ไปรวมตัวกันกลายเป็ นร่างจริงห่างไปไกลร ้อยกว่าลี้
นาทีถัดมาก็เห็นเพียงว่าบนพื้นดิน หม่าขู่เสวียนที่คล้ายกับ ท านายเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าได้ปล่อยหมัดมาทางตนแล้ว
ระหว่างหมัดนี้กับเฉินผิงอัน ประหนึ่งมีกระจกหลายร ้อยบานที่ แตกออกแล้วเศษกระจกสาดกระเซ็นไปสี่ทิศ เกิดเป็ นประกายแสง พร่างพราว
นี่ก็คือความได้เปรียบจากการครอบครองฟ้ าอานวยดินอวยพร ทว่าต่อให้จะสร ้างระเบียงกระจกยาวขึ้นมาต้านทานหมัดนี้ชั่วคราว เฉินผิงอันก็ยังต้องหดย่อพื้นที่ขยับออกไปด้านข้างถึงจะหลบพายุ หมัดนั้นมาได้
ประหลาดยิ่งนัก โจวมี่ทามุทราเอ่ยคาว่าถอนออกมาคาเดียว ร่อง ลึกบนพื้นดินก่อนหน้านี้ก็หายวับไปในชั่วพริบตา ราวกับว่าเวลาไหล ย้อนกลับ ทุกอย่างกลับคืนมาดังเดิม
หม่าขู่เสวียนกระดิกนิ้วให้เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันกาลังจะอ้าปากพูด โจวมี่กลับเดินเนิบช ้ามาด้านหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “เวทกระบี่ของผู้ที่ได้แกะสลักตัวอักษรไว้บนหัวกาแพงเมือง เซียนกระบี่เฉินช่างทาให้คนผิดหวังเหลือเกิน”
เฉินผิงอันกล่าว “แม้กระทั่งชื่อของข้าก็ยังไม่กล้าเอ่ยออกมา เป็ นเพราะกลัวว่าข้าจะหาสถานที่ซ่อนตัวของเจ้าพบ หรือกังวลว่าจะ ถูกร่างจริงสาวไปเจอเบาะแส แค่ความคิดเดียวของเขาก็จะท าลาย ร่างทองแก้วใสร่างนี้ของเจ้าให้แหลกสลาย?”
โจวมี่กล่าว “ข้าไม่กล้าเรียกชื่อเจ้าตรงๆ แล้วเซียนกระบี่เฉินกล้า เรียกชื่อโจวมี่ตรงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “ข้าคือเศษสวะ แต่ก็ไม่ขัดให้เจ้า เป็ นเศษสวะยิ่งกว่านี่นา”
โจวมี่กล่าว “ข้าเคยอ่านเรื่องเล่าสองเรื่องในหนังสือเล่มหนึ่ง ตัว เอกของในเรื่องเล่าจะรอดชีวิตได้หรือไม่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาคือตัว เอก แต่เป็ นเพราะพวกเขาสามารถรอดชีวิตไปได้ถึงได้เป็ นตัวเอก”
“ภูมิหลังของเรื่องเล่านี้ก็คือสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าตรอกหนีผิง อ าเภอไหวหวง ตัวเอกแซ่เฉิน”
“ก่อนหน้านั้นก็ยิ่งมีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เริ่มต้นที่ตระกูล ปัญญาชนแห่งหนึ่งของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง มีจุดหักเหอยู่ที่ กาแพงเมืองปราณกระบี่ หลายฉากเหตุการณ์ดาเนินอยู่ในใต้หล้า เปลี่ยวร ้าง ช่วงท้ายเรื่องอยู่ที่ไพศาล ทว่าฉากจบยังไม่ได้กาหนดไว้”
เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “เข้าใจแล้ว เป็ นวิธีการที่ดี