กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1098.1 พร่างพราว
ไม่ว่าเฉินผิงอันจะรู ้จริงหรือแกล้งท าเป็ นเข้าใจ หม่าขู่เสวียนก็ ตกใจจริงๆ แล้ว ฉวยโอกาสตอนที่ความคิดของหม่าขู่เสียน หยุดชะงัก ในเสี้ยวเวลาที่เขาอึ้งค้างไป เฉินผิงอันเหมือนได้รับการ อภัยโทษ ประหนึ่งนกในกรงที่หลุดออกจากกรงขัง ขยับเท้าถอยไป ข้างหลังหนึ่งก้าวอย่างว่องไว ริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็ นระลอก ด้านหลังก็ มีประตูบานหนึ่งเปิดออกมาจากความว่างเปล่า เรือนกายของเฉินผิง อันผลุบหายเข้าไปในพื้นที่ลับภูเขาสายน้าที่ถูกโจวมี่เปรียบเปรยว่า เป็ นรังไหม แล้วออกไปจากฟ้ าดินมายาของกาแพงเมืองปราณกระบี่ ทั้งอย่างนี้
ชุดสีแดงสดสะดุดตาหายไปจากการมองเห็น หม่าขู่เสวียนเห็น ไม่ชัดนัก แต่กลับไม่มีสีหน้าร ้อนใจแม้แต่น้อย ทว่าโจวมี่กลับมอง เบาะแสออก จึงอธิบายว่า “ใช ้วิธีการย้ายภูเขาคือวิชาอภินิหารที่ให้ ภูเขาตามมาอิงแอบข้า การขยับเท้าครั้งนั้นของเขาเป็ นแค่เวทอา พรางตาที่จงใจทาเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คืออยู่ในถิ่นของเขา เขา สามารถสับเปลี่ยนตาแหน่งของพื้นที่ลับได้ตลอดเวลา เทียบกับหด ย่อพื้นที่พันลี้แล้วตรงไปตรงมามากกว่า ลึกลับอาพรางมากกว่า การ ช่วงชิงกันระหว่างคนขอบเขตเดียวกันทั่วไปจะทาให้อยู่ในสถานะมิ พ่ายได้”
หม่าขู่เสวียนเอ่ย “เวลามีจ ากัด อย่ามัวพูดไร ้สาระอยู่เลย รีบพา ข้าตามไปเถอะ”
โจวมี่พยักหน้ายิ้มรับ ปัดเหนือหัวตัวเองเบาๆ หนึ่งทีก็มีสามบุป ผามารวมตัวกันจ าแลงออกมาเป็ นกวานเต๋าสีทองที่คล้ายเอาสถานที่ อย่างป๋ ายอวี้จิง นครเซียนจานและภูเขาทัวเยว่มาประกอบเข้าด้วยกัน เกิดเป็ นภาพบรรยากาศนับพันหมื่น หม่าขู่เสวียนย่อเรือนกายให้เล็ก เท่าเมล็ดงาแล้วกลายร่างเป็ นแสงรุ ้งเส้นหนึ่งที่ผลุบหายเข้าไปใน กวานเต๋า ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลที่นั่งพิทักษ์อยู่ในใจกลาง ของสรวงสวรรค์ โจวมี่เพ่งตามอง ไล่ตามเบาะแสของกลิ่นอายมรรคา ที่เฉินผิงอันทิ้งไว้ไป ก้าวยาวๆ ดุจดาวตก มือสองข้างกระชากประตู บานหนึ่งออกแล้วร่างก็วูบหายเข้าไปข้างใน มาถึงตลาดคึกคักแห่ง หนึ่งที่มีสะพานเล็กๆ พาดผ่านน้าไหลและบ้านเรือนผู้คน บริเวณ ใกล้เคียงคือลานผลิตเต้าเจี้ยว ขอแค่คนธรรมดาขยับเข้าใกล้โจวมี่ก็ จะเหมือนหิมะละลาย เรือนกายสลายหายไปกลายเป็ นความว่างเปล่า ได้ด้วยตัวเอง
โจวมี่โบกชายแขนเสื้อก็มีลมปราณมหาศาลขุมหนึ่งถูกซัด ออกไป คนทุกคน สิ่งปลูกสร ้าง ภูเขาทั้งหมดที่อยู่ในฟ้ าดินแห่งนี้ถูก ปาด “ท่อนครึ่งบน’ ทิ้งไป จากนั้นโจวมี่ก็กระทืบเท้า โลกมนุษย์ซึ่ง เป็ น “ท่อนครึ่งล่าง” ของสถานที่แห่งนี้เหมือนเต๋าอ๋าวพลิกหลัง ทุก พื้นที่ดินยุบพังถล่ม เพียงแค่ชั่วพริบตาก็กลายเป็ นซากปรักหักพัก หมื่นสรรพสิ่งกลายเป็ นผุยผงที่ปลิวหายไประหว่างฟ้ าดิน ห่างไปไกล
มากมีจุดแสงจุดหนึ่งเปล่งวาบแล้วหายไป โจวมี่ยิ้มบางๆ หาเจอแล้ว หม่าขู่เสวียนที่นั่งนิ่งอยู่ในกวานเต๋าสีทองทามุทรากระบี่ก็มีแสงกระบี่ เส้นหนึ่งพุ่งออกจาก “ยอดเขา” เหมือนมังกรเดินลงน้า วิถีของแสง กระบี่มองดูคลายจะคดเคี้ยวหักเห แต่แท้จริงแล้วในทางลับกลับสอด รับกับลาคลองของแม่น้าแห่งกาลเวลาเส้นหนึ่งเท่ากับไหลตรงไปตาม กระแสน้า เป็ นเหตุให้นี่จึงเป็ นเส้นทางที่ตรงที่สุดและใกล้ที่สุด
แสงกระบี่เส้นนั้นพุ่งไปกระแทกเรือนกายจุดแสงที่ห่างออกไปพัน หมื่นลี้ซึ่งหลบไม่ทันฝ่ ายหลังใช ้พายุหมัดต้านรับปราณกระบี่ ดื้อดึงที่ จะต้านทานให้ถึงที่สุด หนึ่งโจมตีหนึ่งป้ องกัน สะเก็ดน้าจึงสาด กระเซ็นออกมา
หม่าขู่เสวียนได้ยินอย่างชัดเจนว่าเจ้าหมอนั่นสบถด่ามารดา ประหนึ่งสุนัขไร ้บ้านตัวหนึ่งที่หนีหายเข้าไปในที่ซ่อนตัวอย่าง กระเซอะกระเซิง หลบประกายเฉียบคมต่ออีกครั้ง ถ่วงเวลาไว้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีในการเล่นงานศัตรู โจวมี่กล่าว “อีกฝ่ ายน่าจะมั่นใจแล้วว่าข้าไม่ใช่ร่างจริงของโจว มี่”
หากโจวมี่ใช ้หม่าขู่เสวียนเป็ นท่าเรือร่างมนุษย์ที่เชื่อมต่อกับฟ้ า ดินเพื่อมาเล่นงานเฉินผิงอันที่นี่จริง ก็ไม่จาเป็ นต้องยุ่งยากสิ้นเปลือง กาลังเช่นนี้ เพราะสามารถปิ ดฉากได้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่กาแพงเมือง ปราณกระบี่นั่นแล้ว
หม่าขู่เสวียนกล่าวอย่างมีโทสะ “ข้ายังนึกว่าประโยคสุดท้ายนั่น ของเจ้าเป็ นคาพูดที่มีแค่เจ้าเท่านั้นถึงจะพูดได้ สามารถทาให้เขายิ่ง มั่นใจว่าเจ้าคือร่างจริง คิดไม่ถึงว่ากลับกลายเป็ นทาให้เขาเกิดความ สงสัยขึ้นมา?”
โจวมี่ยิ้มบางๆ “เป็ นเจ้าที่วาดงูเติมขาเอง ตอนนั้นข้าก็เตือนเจ้า แล้วว่าให้หยุดแค่พอสมควร เดิมที่ควรแสร ้งทาเป็ นปลอมให้ถึงที่สุด แต่กลับกลายเป็ นการเปิดเผยความจริงทั้งหมด ก็เหมือนภาพวาด ภูเขาสายน้าที่ใช ้ฝี แปรงประณีตละเอียดลออ ทว่ากลับจงใจแต้ม ดอกไม้หนึ่งดอกด้วยฝีแปรงแบบเขียนตามอารมณ์เข้าไป ไม่ว่าใคร มาเห็นก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม”
ระหว่างที่พูด โจวมี่ก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้ว คราวนี้ใช ้เรือน กายพุ่งชนปราการที่กางกั้นระหว่างฟ้ าดินมายาสองแห่งโดยตรง ข้าม ผ่านดินแดนเปลี่ยนสถานที่ รอบด้านจึงเกิดเป็ นภาพที่แก้วใสแตก กระจายส่องประกายแสงพร่างพราว
ฝนใหญ่ตกกระหน่า กองทัพกองหนึ่งที่กาลังหนีภัยอยู่บน เส้นทางดินโคลนเฉอะแฉะสองข้างทางคือหีบที่กระจัดกระจายซึ่ง อาจจะหล่นร่วงลงมาเอง หรือไม่ก็ถูกสารถีผลักทิ้งลงมา หีบหลายใบ เปิดอ้า หนังสือที่อยู่ด้านในกระจายออกมา ตาราฉบับสมบูรณ์ที่การ สืบทอดมีระเบียบ มีตราประทับมากมายพวกนี้ผ่านอัคคีภัย ผ่านมอด กัดแทะ แต่กลับหนีภัยงครามครั้งนี้ไม่พ้น ในโลกที่เกิดสงคราม
วุ่นวาย สิ่งที่ไร ้ค่ายิ่งกว่าของโบราณ คาดว่าก็น่าจะเป็ นตาราแล้ว ทั้ง หนักทั้งเอาไปแลกเปลี่ยนเป็ นเงินไม่ได้ ไม่ทิ้งพวกมันแล้วจะทิ้งอะไร
โจวมี่ที่สวมกวานสีทองทรุดตัวลงนั่งยอง หยิบตาราเล่มหนึ่งที่ เปื้อนโคลนขึ้นมา หม่าขู่เสวียนเอ่ยเร่งรัดบอกว่าให้รีบหาร่องรอยของ เฉินผิงอัน โจวมี่บอกเขาว่าไม่ต้องร ้อนใจไป เขาพลิกเปิดหน้าต ารา อย่างว่องไว ยื่นมือไปชี้ที่อักษรคาว่า “เฉิน” แล้วกดไว้ครู่หนึ่ง จากนั้น ก็หาคาว่าผิงและคาว่าอันจากหน้าอื่น ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ ตารา ฉบับสมบูรณ์ที่หนึ่งหน้ามีค่าเท่าทองหนึ่งตาลึงเล่มนี้กลับถูกทาลาย ทิ้งไปทั้งอย่างนี้ เหลือไว้เพียงตัวอักษรสีทองสามคาที่ลอยอยู่กลาง อากาศ
จากนั้นโจวมี่ก็กระทืบเท้าเบาๆ ใช ้วิธีการที่คล้ายคลึงกับการ อัญเชิญเทพ ออกคาสั่งต่อพื้นดิน
ตัวอักษรสีทองสามตัวนั้นโงนเงนจะร่วงมิร่วงแหล่ สีสันหม่นหมอง สุดท้ายกลายมาเป็ นผุยผงไร ้ประกาย หล่นลงไปในดินโคลนตามสาย ฝน แต่กลับยังคงไม่เห็นเรือนกายของเฉินผิงอัน
หม่าขู่เสวียนกุมท้องหัวเราะก๊าก “เป็ นแรงไฟของเจ้าที่ยังไม่พอ หรือว่าร่างจริงของเจ้าเฉินผิงอันผู้นั้นเก็บกลั้นความโมโหไว้ได้เก่ง เกินไป?”
โจวมี่คลี่ยิ้ม จากนั้นก็หยิบเอาตาราสองสามเล่มจากบนพื้น ขึ้นมา ประกอบชื่อคาว่า “เฉินผิงอัน” จากตาราที่เป็ นกระดาษขาว ตัวอักษรสีดาอีกครั้ง
จากนั้นพลิกหาคาว่า ‘ลั่วพั่ว’ และค าว่า “ภูเขา” ก่อนจะหาค าว่า อื่นจากคาว่า “เสินอิ่น และค าว่ากวานจากค าว่า ‘กวานโหยว
หลีกเลี่ยงไม่ให้ขายหน้าอีกครั้ง โจวมี่ก็ยังประกอบคาศัพท์ ออกมาเป็ นค าว่า “ก าแพงเมืองปราณกระบี่” “ถ้าสวรรค์หลีจู’ และ ‘ตรอกหนีผิง” ไปพร ้อมกันด้วย
เมื่อเป็ นเช่นนี้ เบื้องหน้าโจวมี่ก็มีตัวอักษรที่มีประกายแสง ศักดิ์สิทธิ์เอ่อล้นอยู่สองแถวแบ่งออกเป็ นค าว่า “เฉินผิงอันแห่งภูเขา ลั่วพั่ว” และ “อิ่นกวานแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่
นอกจากนี้ด้านข้างอักขระแต่ละตัวยังมีตัวอักษรเล็กๆ แถวหนึ่ง เขียนเป็ นค าอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ตรอกหนีผิง ถ้าสวรรค์หลีจู
โจวมี่เอ่ย “ต้องสาเร็จแน่นอน”
หม่าขู่เสวียนรู ้ใจ รอกระทั่งริมฝีปากของโจวมี่ขยับเบาๆ เขาก็ ออกคาสั่งถัดไป หม่าขู่เสวียนที่เฝ้ าตอรอกระต่ายปล่อยหมัดออกไป ก่อนหมัดหนึ่ง ยังคงเป็ นวิชาหมัดและพละก าลังของเฉาสืออยู่ เหมือนเดิม
ปณิธานหมัดยังเหนือกว่าหมัดที่เฉาสือปล่อยออกไปในศึกเขียว ขาวที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางระดับหนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าตอนนั้นไม่ว่า
จะเป็ นเฉาสือหรือเฉินผิงอันต่างก็มีความรู ้ใจกันดียิ่ง ทั้งสองคนล้วน ไม่ได้ปลดปล่อยฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่
เฉินผิงอันที่ถูกบังคับเรียกมา เนื่องจากไม่รู ้ว่าหม่าขู่เสวียนร่าย ใช ้วิธีการอะไรจึงไม่อาจจ่ายยาให้ถูกกับโรค ยากมากที่จะโต้ตอบ กลับคืนไปอย่างเท่าเทียมกัน ได้แต่พยายามป้ องกันอย่างเต็มก าลัง นอกชุดคลุมอาคมสีแดงสดมียันต์หลากหลายสีสันหลายหมื่นแผ่น ลอยอยู่ ทับซ ้อนกันเป็ นชั้นๆ ประหนึ่งแม่น้ายาวแห่งยันต์หลายสิบเส้น ที่ร ้อยเรียงกันเป็ นวงกลมวงหนึ่ง ปกป้ องร่างจริงให้อยู่ใจกลาง น่า เสียดายที่แม้ว่าจะมีวิธีการมากมาย แต่กระนั้นก็ยังถูกหมัดนั้นของ หม่าขู่เสวียนต่อยให้กระแสไหลรินของยันต์แตกสลาย เส้นแสงบิด เบี้ยว เกิดเป็ นภาพบรรยากาศวุ่นวาย เฉินผิงอันกลับทาเพียงแค่ เหลือบมองโจวมี่ผู้นั้นยกสองข้างขึ้นบังเบื้องหน้าตัวเอง จากนั้น ร่างกายของเขาก็เหมือนกลายเป็ นก้อนหินก้อนหนึ่งที่กระแทกลงบน ม่านผ้าฝ้ ายผืนหนึ่งที่ถูกคลี่กางออก ผืนผ้าถูกดึงรั้งให้ยุบตัวลงไป รวมกันตรงกลางที่ก้อนหิน ฟ้ าดิน ภูเขา สายน้า ผู้คนและสิ่งปลูก สร ้างทั้งหลายล้วนบีบอัดกันอยู่ในรอยยับย่นของผ้าผืนนั้น
หม่าขู่เสวียนยกมือขึ้น สายฟ้ าแลบสีทองจานวนนับไม่ถ้วนพุ่ง กระแทกเข้าใส่พื้นที่ใจกลางใต้หลุมใหญ่อย่างบ้าคลั่ง
โจวมี่ออกโองการสั่งเทพอีกข้อ บังคับเรียกเฉินผิงอันที่เป็ น “เจ้าของที่ดิน ของฟ้ าดินแห่งนี้กลับมา
แสงกระบี่สีม่วงเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากหว่างคิ้วของโจวมี่ แทงไป ที่ศีรษะของเฉินผิงอัน ใกล้ในระยะประชิด มิอาจหลบเลี่ยงได้
เฉินผิงอันได้แค่เบี่ยงศีรษะหลบ แสงกระบี่เล็กบางก็กรีดบาดแผล ลึกจนเห็นกระดูกทิ้งไว้บนใบหน้าของเขา
การต่อสู้ครั้งนี้หม่าขู่เสวียนครองความได้เปรียบอย่างมั่นคง ร่วมมือกับโจวมี่เล่นงานจนเฉินผิงอันที่เป็ นเจ้าบ้านถึงกับไม่มีแม้แต่ เรี่ยวแรงให้เอาคืน
รอกระทั่งแสงวิเศษในยันต์สั่งเทพแผ่นนั้นถูกผลาญไปสิ้น ใน ที่สุดเฉินผิงอันก็กลับคืนมามีอิสระอีกครั้ง เขาหนีหายเข้าไปในความ ว่างเปล่าไร ้ที่สุดสิ้น ทว่าโจวมี่กลับเหมือนเงาตามติดมาอีกครั้ง เปลี่ยนสถานที่ เผยร่างกายธรรมเหยียบอยู่บนพื้นดินก็เหยียบให้ ขุนเขาลูกหนึ่งใต้ฝ่ าเท้ากลายเป็ นผุยผง ก้มหัวค้อมเอว ใช ้แผ่นหลัง ยันม่านฟ้ าเอาไว้ กายธรรมสวมเกราะทองกลายมาเป็ นเทพสูงหมื่นจั้ง ที่ถือแส้สายฟ้ าเส้นยาวไว้ในมือ ฟาดแส้สะบัดลงพื้นปลายแส้ตวัด ม้วนหลายตลบ ฟาดโบยลงพื้นหลายครั้ง พริบตาเดียวก็ทาให้เมือง หลวงที่มีชาวบ้านนับล้านคนอยู่อาศัยกลายเป็ นซากปรักพังภินท์ กลายเป็ นซากปรักสนามรบที่ตระกูลเซียนใช ้ประลองวิชาคาถาไปนับ แต่นี้
แสงกระบี่เล็กบางเส้นหนึ่งไต่ตามแส้ยาวสายฟ้ าและแผ่ขยาย ออกไป
หม่าขู่เสวียนเพียงแค่ดีดนิ้วก็สะบั้นมันขาด แสงกระบี่ของเซียน กระบี่ท่านหนึ่งกลับมิอาจต้านทานการโจมตีได้ถึงขนาดนี้
สถานการณ์ไม่คล้อยตาม เฉินผิงอันจาเป็ นต้องเปลี่ยนสนามรบ อีกครั้ง ใช ้ตาแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร ์มาเปลี่ยนแปลงการไหลหายไป ของกาลเวลา พยายามถ่วงเวลาไว้ให้ได้มากที่สุด
สรรพชีวิตจานวนนับไม่ถ้วนบนพื้นดินที่ยังไม่พัฒนาสติปัญญา เงยหน้าเหม่อมองแสงเพลิงที่แหวกผ่าม่านฟ้ า สาดสะท้อนให้กลางดึก ของฟ้ าดินแห่งนี้สว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน คล้ายกับหายนะที่มา เยือนโดยไม่คาดฝัน
หนองน้าใหญ่ยักษ์ในดินแดนป่ าเถื่อนแห่งหนึ่งถูกดาวตกจาก นอกฟ้ าดวงหนึ่งหล่นกระแทกเติมเต็มจนกลายเป็ นพื้นที่ราบเรียบ
แรงผลักมหาศาลเป็ นเหตุให้ฟ้ าดินเล็กใกล้จะปริแตก เสียง แตกร ้าวของด่านฟ้ าแกนดินดังขึ้นๆ ลงๆ ดินแดนมายาประหนึ่งเครื่อง กระเบื้องที่กาลังจะแตกออกเป็ นเสี่ยงๆ
แต่เฉินผิงอันกลับไปจากที่แห่งนี้ หนีไปยังพื้นที่ลับอีกแห่งหนึ่ง เหมือนกับคนผู้หนึ่งที่เดินออกจากประตูข้างของเรือน เดินอ้อม เส้นทางกลับเข้ามาในประตูหลัก บุกกลับมาสังหารอีกครั้ง
คิดไม่ถึงว่าขอบฟ้ าจะมีระฆังทองสัมฤทธิ์ใบหนึ่งโผล่ขึ้นมา มีมือ ยักษ์สีขาวสะอาดราวกับหยกโผล่มา เพียงแค่โบกเบาๆ ทีเดียว เสียง กัมปนาทดังสนั่นก็สะเทือนให้ฟ้ าดินทั้งแห่งพังแตก
เจ้าของมือยักษ์ข้างนั้นอย่างโจวมี่ใช ้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า “ผ่านไปครึ่งก้านธูปแล้ว”
หม่าขู่เสวียนแยกเขี้ยว “เท่าที่ข้ารู ้มา เวลาที่ไอ้หมอนี่ต่อสู้กับ ผู้อื่นล้วนจะต้องปะทะซึ่งหน้า ไม่เคยเผ่นหนีอย่างนี้นี่นา”
ยึดครองความได้เปรียบไปทั้งหมด แต่กลับไม่อาจทาให้เฉินผิง อันบาดเจ็บสาหัสได้ ไม่อาจเปลี่ยนจากข้อได้เปรียบมาเป็ นชัยชนะ ก็ เหมือนกับในกระเป๋ ามีตั๋วเงินปึกใหญ่ แต่กลับไม่อาจแลกเปลี่ยนมา เป็ นเงินสดได้ ถึงอย่างไรก็ไม่ดี
โจวมี่ยิ้มเอ่ย “ก่อนหน้านี้เขาหลอมกระบี่ยังไม่ประสบความสาเร็จ หนีไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร ยังไม่สู้ทุ่มสุดพลังลองเสี่ยงดูสักตั้ง ตอนนี้ทั้งๆ ที่รู ้ว่าสู้ศัตรูไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเลือกจะหลบหนีทั้งนั้น”
หม่าขู่เสวียนเอาสองมือรองใต้ท้ายทอย นั่งอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมที่เกิดจากการนาสิ่งต่างๆ มาประกอบรวมกัน “วิ่งหนีหัวซุก หัวซุนอยู่นานขนาดนี้ ไม่รู ้ว่าเขาไขปริศนาไปถึงไหนแล้ว”
โจวมี่กล่าว “เลิกถ่วงเวลาเสียที ช ้ากว่านี้อาจเกิดการ เปลี่ยนแปลง”
หม่าขู่เสวียนยิ้มเอ่ยอย่างเกียจคร ้าน “การละเล่นครั้งนี้ เจ้าคือคน นอก”
ส าหรับหม่าขู่เสวียนแล้ว การไล่ฆ่าอย่างผ่อนคลายสบาย อารมณ์และการเผ่นหนีอย่างอัดอั้นของเฉินผิงอันในครั้งนี้เหมือนการ เล่นซ่อนหาที่พวกเด็กๆ ชอบเล่นกันเป็ นประจา
หม่าขู่เสวียนเอ่ยอย่างเสียดาย “บุกรังจนศัตรูแตกตื่นไปเสียแล้ว ไม่ติดกับ”
โจวมี่กล่าว “เจ้าจงใจให้เขาเลือกกาแพงเมืองปราณกระบี่ คือ หมากที่วางได้ดีแน่นอนว่าเขาย่อมต้องคิดถึง “ข้า” กับเซียนกระบี่ ใหญ่ผู้อาวุโส ไม่จ าเป็ นต้องให้เจ้าวางแผนและปูพื้นไปมากกว่านี้ แต่ ระหว่างที่เขายังคงถูกปิดหูปิดตา เจ้าไม่ได้ทาให้เขาคิดถึงสามคาว่า “เฉินชิงตู” อยู่ตลอดเวลา ก็คือการวางหมากที่ห่วยแตก”