กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1098.2 พร่างพราว
หม่าขู่เสวียนกล่าว “ค่อนข้างน่าเสียดาย ต้องโทษที่ข้าประมาท เกินไป สุดท้ายก็ไม่อาจเชิญเทพองค์ที่สามออกมาได้อย่างสมบูรณ์ แบบ”
โจวมี่ยิ้มเอ่ย “ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็ น บัณฑิต มีข้อพิถีพิถันที่ว่าระมัดระวังแม้ในยามอยู่เพียงล าพังในห้อง มืด ไม่ทาอะไรที่ผิดศีลธรรม เป็ นเหตุให้ในสมองของเขาไม่มีทางที่จะ เรียกชื่อของเฉินชิงตูออกมาตรงๆ”
หม่าขู่เสวียนเบ้ปากอย่างไม่เห็นเป็ นส าคัญ
โจวมี่กล่าว “เลือกเฉินชิงตูไม่สู้เลือกจั่วโย่ว”
หม่าขู่เสวียนพูดด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ “คิดจะจัดขบวนให้เอิกเกริก แน่นอนว่าต้องเลือกคนที่มีเวทกระบี่สูงที่สุด”
ต่อให้จะเป็ นตบะแค่ครึ่งเดียวของเฉินชิงตู เป็ นเวทกระบี่ที่ถูก ลดทอนไปครึ่งหนึ่ง ทว่าพลานุภาพก็คงไม่อ่อนด้อยกระมัง?
โจวมี่ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม สีหน้าอ่อนใจเป็ นทบทวี
ที่แท้ในฟ้ าดินภาพสะท้อนจิตใจของหม่าขู่เสวียนก็มีกระถางธูป บูชาเทพเจ้าสามใบตั้งวางไว้พร ้อมกัน ทว่าในกระถางแต่ละใบกลับ ปักธูปไว้แค่ก้านเดียว ควันธูปลอยกรุ่น บูชาคนสามคน
นอกจากมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ เฉาสือชุดขาวแล้วก็ยังมีผู้เฒ่า พกกระบี่อีกคนหนึ่งซึ่งก็คือเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแห่งกาแพงเมือง ปราณกระบี่ เฉินชิงตู
เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับสองคนแรก ใบหน้าของเฉินชิงตูค่อนข้าง จะพร่าเลือน เรือนกายล่องลอยไม่อยู่นิ่ง
การนิมิตภาพของหม่าขู่เสวียนคล้ายคลึงกับ “การสร ้างและการ หล่อหลอม” ที่ลี้ลับมหัศจรรย์บางอย่าง สามารถสร ้างเทวรูปไม้ แกะสลัก “ไร ้ใบหน้า” ไว้บนแท่นบูชาเทพได้
แน่นอนว่าระดับความสูงร่างทองของพวกเขาก็มีจากัดเช่นกัน นี่ ย่อมต้องเกี่ยวพันกับขอบเขตของหม่าขู่เสวียนเอง ผู้ฝึกลมปราณ หยุดอยู่ที่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ฝึกยุทธหยุดอยู่ที่ขอบเขตปลายทาง
ไม่อย่างนั้นหม่าขู่เสวียนที่ขวัญกล้าเทียมฟ้ า ในเมื่อขนาด มหาสมุทรความรู ้โจวมี่ก็ยังกล้านิมิตออกมาแล้ว ไฉนถึงไม่ยกบรรพ จารย์สามลัทธิมาตั้งบูชาไว้บนแท่นบูชาโดยตรงเลยเล่า?
เป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่ได้รับการแต่งตั้งเช่นเดียวกัน การแต่งตั้งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ราชวงศ์สกุลซ่งต้าหลีและแคว้น เล็กใต้อาณัติบางแห่งของแจกันสมบัติทวีป แม้ว่าทั้งสามฝ่ ายจะเป็ น ระบบการสืบทอดที่ชอบธรรมสมเหตุสมผล แต่ระดับขั้นกลับต่างกัน ราวก้อนเมฆกับดินโคลน และการจินตนาการกับความคิดที่เกี่ยวข้อง กับคนบางคนของเฉินผิงอันก็จะเท่ากับว่าเป็ นการ “เปิ ดใบหน้า”
รวมถึงทาสีลงทองให้กับเทวรูปนั้น ทาให้เทวรูปมีชีวิตชีวาเหมือนจริง ยิ่งขยับเข้าใกล้ความเป็ นจริงมากกว่าเดิม
หม่าขู่เสวียนได้ตั้งใจจัดเตรียม “เทวรูป” สามองค์ไว้ให้เฉินผิงอัน โดยเฉพาะ
มรรคกถาของโจวมี่ วรยุทธของเฉาสือ เวทกระบี่ของเฉินชิงตู
บังเอิญพอดีที่สามคนนี้ต่างก็ทยอยกันปรากฏตัวที่กาแพงเมือง ปราณกระบี่
ในฟ้ าดินพื้นที่ลับแห่งหนึ่งที่ขุนนางบุ๋นคนหนึ่งกาลังตั้งโต๊ะขอ ฝนอยู่ริมล าคลอง และชาวบ้านที่เดินไปตามถนนก็เผากระดาษรูป ราชามักร เฉินผิงอันใช ้มือข้างหนึ่งกดกระบี่ ยื่นมืออีกข้างไปเช็ด คราบเลือดที่ไหลจากหูมาจนถึงจอนผม
ถูกตีอยู่ตลอด บาดเจ็บไม่เบา โชคดีที่ไม่ได้ทาร ้ายไปถึงร่างจริง จิตวิญญาณและรากฐานมหามรรคา
หากจะบอกว่าการปรากฏตัวของโจวมี่คือปริศนาที่หม่าขู่เสวียน ให้เบาะแสไว้นานแล้ว ถ้าอย่างนั้นคาตอบของปริศนาข้อนี้ก็คือคาว่า จินตนาการ
สมมติว่าสิ่งที่หม่าขู่เสวียนพูดคือเรื่องจริง เขาไม่ยอมรับคาเชิญ จากโจวมี่เดินขึ้นสวรรค์ไป ถ้าอย่างั้นไม่ว่าจะเป็ นตบะขอบเขตของ โจวมี่หรือวิชาหมัดที่แท้จริงของเฉาสือแน่นอนว่าเฉินผิงอันต้องเข้า ใกล้ความจริงได้ดียิ่งกว่าหม่าขู่เสวียน
ซึ่งก็หมายความว่าวิชาอภินิหารที่มองดูคล้ายเป็ น…..กลโกงนี้ ของหม่าขู่เสวียน มีขีดจ ากัดตามธรรมชาติ ไม่อาจอาศัยแค่นิมิตของ เขาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเป็ นจินตนาการที่เฉินผิงอันมอบให้ด้วย
ก็เหมือนการตกปลาที่ต้องได้กาไรไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน มหาสมุทรความรู ้โจวมี่ที่ถูกหม่าขู่เสวียนจินตนาการออกมา มือหนึ่ง ถือคันเบ็ด ปลาที่ตกก็คือ “ชื่อ” ของคนบางคนที่เฉินผิงอันคิดถึง
ขอแค่เฉินผิงอันงับเหยื่อ คิดถึงใครคนหนึ่ง หม่าขู่เสวียนก็จะ ฉวยโอกาสนี้ยกคันเบ็ดขึ้นทันทีแล้วเก็บปลาใส่ข้อง ทาให้มันกลาย มาเป็ น “ความจริง” และคนผู้นี้ก็คือผลเก็บเกี่ยวที่หม่าขู่เสวียนได้ รับมา
ซึ่งก็จะกลายมาเป็ นศัตรูในจินตนาการของเฉินผิงอันในตอนนี้
ยกตัวอย่างเช่นเฉาสือ
เพราะความคิดของเฉินผิงอันก็คือแม่น้าที่น้าไหลเชี่ยวกรากสาย หนึ่ง บุคคลทุกคนที่เฉินผิงอันรู ้จักก็คือปลาเล็กปลาใหญ่ที่ว่ายอยู่ใน น้า
ไม่ถูกสิ นอกจากเฉาสือแล้วยังมีโจวมี่นั่นด้วย!
เวลานี้เฉินผิงอันพลันกระจ่างแจ้ง เจ้าหม่าขู่เสวียนชาติสุนัข มี มันสมองแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?! โจวมี่ที่ปรากฏตัวบนหัวกาแพง เมืองเป็ นครั้งแรกก็คือการบอกเป็ นนัยต่อเฉินผิงอันชัดๆ
เป็ นเหตุให้โจวมี่ผู้นั้น ช่วงแรกยังเป็ นแค่ชั้นวางดอกไม้ เป็ นแค่ การข่มขู่เท่านั้น คาดว่าตอนนั้นวิธีการของเขาก็คงจะไม่สูงส่งไปยังไง รอกระทั่งหม่าขู่เสวียนร่ายวิชาอภินิหารในการนิมิตภาพ โจวมี่ที่เฉิน ผิงอันคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงถือว่าเป็ นเฉินผิงอันที่ มอบความสมจริงให้กับอีกฝ่ าย เป็ นเหตุให้นาทีนั้นโจวมี่ที่เป็ นของ ปลอมถึงได้กลายมาเป็ นผลงานจริงระดับรองตามความหมายที่ แท้จริง ก็เหมือนคนผู้หนึ่งที่ชื่อยังคงอยู่แต่ตัวตายไปแล้ว ในที่สุดก็ได้ กลายมาเป็ นคนมีชีวิต
ในบางความหมายแล้ว นี่เป็ นการรนหาเรื่องใส่ตัวของเฉินผิงอัน เอง เพราะในใจกลัวอะไรก็จะเจอกับสิ่งนั้นเข้าจริงๆ
ห ม่ า ขู่ เ ส วีย น ห ล อ ก เ ฉิ น ผิง อัน อ ย่ า ง เ จ็ บ แ ส บ โ ด ย ไ ม่ กระโตกกระตาก ก็เหมือนงานพิธีแต่งตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า ครั้งหนึ่ง หม่าขู่เสวียนรับผิดชอบ “ในนาม” เฉินผิงอันรับผิดชอบ “ลง มือปฏิบัติจริง” สุดท้ายจึงมีการแต่งตั้งองค์เทพที่ถูกต้องตามระบบ เกิดขึ้น
มนุษย์ธรรมดายามเข้าวัดต้องจุดธูป โดยทั่วไปแล้วจะจุดธูปสาม ดอก
คิดดูแล้ววิถีแห่งการอัญเชิญเทพของหม่าขู่เสวียนก็น่าจะเป็ นพิธี การที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร
ทางที่ดีที่สุดขอให้เป็ นเช่นนี้
หากหม่าขู่เสียนจุดธูปเก้าดอกอะไรขึ้นมา…เฉินผิงอันก็ต้องฝืน ทนไว้ให้ได้นานขนาดนั้น
ไม่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่นานนัก ไม่รู ้ว่าโจวมี่ผู้นั้นใช ้วิธีการใดถึงได้ เหมือนวิญญาณร ้ายตามติดเช่นนี้ เฉินผิงอันไม่รอให้อีกฝ่ ายไล่ตาม มาถึงที่นี่ก็ฝื นเปลี่ยนลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ไปเฮือกหนึ่งแล้ว เปลี่ยนสถานที่ทันที จริงดังคาด เท้าหน้าของเฉินผิงอันเพิ่งจากไป ฟ้ าดินแห่งนี้ก็มีฝนกระหน่าตกลงมา เมล็ดฝนใหญ่เท่าเมล็ดถั่วเหลือง ทุกเมล็ดล้วนเกิดจากการรวมตัวกันของปราณกระบี่ ตกกระทบให้ ภูเขาสายน้าบนพื้นดินกลายเป็ นเหมือนตะแกรงที่มีรูอยู่นับไม่ถ้วน
หม่าขู่เสวียนจุ๊ปากเอ่ยอย่างประหลาดใจ “เวทกระบี่ของเฉินชิงตู แค่ตบะครึ่งเดียวก็เกินจริงขนาดนี้เชียวหรือ?”
โจวมี่ยิ้มถาม “ในที่สุดก็เสียใจภายหลังแล้วรึ?”
หม่าขู่เสวียนหลุดหัวเราะพรืด “เสียใจภายหลังอะไรกัน ชั่วชีวิตนี้ ข้าชอบเป็ นคนใบ้กินหวงเหลียนที่สุด อย่าปล่อยให้สิ้นเปลืองอยู่เลย มีเวทกระบี่ครึ่งหนึ่งของเฉินชิงตู เจ้าก็สามารถลงมืออย่างจริงจังได้ แล้ว”
โจวมี่คลี่ยิ้มบางๆ มือข้างหนึ่งถือกระบี่ หนึ่งกระบี่ฟันผ่าฟ้ าดิน ภาพสะท้อนในหัวใจของเฉินผิงอันติดต่อกันไปหลายแห่ง
เพื่อขัดขวางแสงกระบี่เส้นนี้ กระบี่เย่โหยวที่มีระดับขั้นเป็ นอาวุธ เซียนถึงกับถูกฟันหักครึ่งคาที่
ชุดคลุมอาคมสีแดงสดที่เป็ นอาวุธเซียนเหมือนกันก็ถูกปราณ กระบี่ที่พุ่งมาด้วยพลานุภาพมิอาจต้านทานฉีกกระชาก
ยืนอยู่ท่ามกลางดินแดนไท่ซวีที่กว้างใหญ่ไร ้ที่สิ้นสุด เฉินผิงอัน เอากระบี่ที่หักออกเป็ นสองท่อนสอดกลับไปไว้ในฝักกระบี่ยาว ด้านหลัง แม้ว่าชุดคลุมอาคมบนร่างจะเสียหายอย่างหนัก ทว่าตอนนี้ กลับยังสามารถกลับคืนมาผสานกันเหมือนเดิมได้
เกือบจะถูกหนึ่งกระบี่ฟันร่าง ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตเซียนเหริน คนหนึ่ง ต่อให้เรือนกายถูกฟัน เมื่อผ่านการพักฟื้นก็สามารถกลับคืน มาเป็ นดังเดิมได้ แต่เพียงแต่ว่าต้องสูญเสียตบะไปอย่างแท้จริง กลัวก็ แต่ว่าจะลามไปท าร ้ายถึงจิตวิญญาณด้วย
โจวมี่ยกกระบี่ฟันลงไปกลางนภากาศอีกครั้ง
ฟันให้สะพานโค้งสีทองแหลกสลายกลายเป็ นผุยผง
เวทกระบี่ที่ใช ้ในการป้ องกันของเฉินผิงอันบทนี้ ดูเหมือนว่าจะ แอบเรียนมาจากจอมยุทธพเนจรสวี่รั่วอย่างนั้นหรือ?
ทั่วทั้งดินแดนไท่ซวีส่งเสียงก้องสะเทือนรุนแรงจากการที่ถูก ปราณกระบี่กระตุ้น
เฉินผิงอันยืนอยู่บนเสาต้นหนึ่งของสะพานโค้งสีทองที่ปริแตก ถามว่า “ราคาที่เจ้าต้องจ่ายคืออะไร?”
คนทรงของบนภูเขาตั้งแท่นพิธีอัญเชิญเทพเจ้าจาเป็ นต้องทา ตามกฎระเบียบบางอย่าง แม้ว่าผู้ฝึ กลมปราณจะมีวิธีการมากมาย สามารถเลือกใช ้ทางลัดที่ลดทอนความเสียหายของตัวเองให้เหลือ น้อยที่สุดได้ ทว่าราคาที่ผู้ฝึกลมปราณจาเป็ นต้องจ่ายกลับไม่เคยถูก ละเว้นไปได้
โจวมี่คร ้านจะใช ้เสียงในใจพูดเตือนแล้ว เขาเปิดปากโดยตรงว่า “ไม่สู้สังหารเขาก่อนแล้วพวกเจ้าค่อยมาร าลึกความหลังกันใหม่?”
หม่าขู่เสวียนกับเฉินผิงอันก็เหมือนเด็กน้อยในชนบทสองคนที่ เล่นสนุกกัน จัดวางขบวนทัพ ปั้นดินเป็ นป้ อมประจัญบาน คนหนึ่ง บอกว่าข้ามีกองทัพแสนนาย อีกคนหนึ่งบอกว่าข้ามีทหารเทพมา คอยช่วยเหลือ
เจ้ามาข้าไป ขอแค่กล้าคิดก็พอ แน่นอนว่านั่นก็เป็ นแค่การ โต้คารมที่ใช ้ฝีปากเท่านั้น
แต่ก็เหมือนว่ามีเด็กคนหนึ่งแอบขี้โกง เขาสามารถทาให้ความ ฝันกลายเป็ นความจริงแต่อีกคนกลับได้แต่อาศัยความคิดที่เลื่อนลอย เท่านั้น
4 เ ฉินผิงอันและโจวมี่ต่างก็มีคาถาม แต่หม่าขู่เสวียนกลับตอบไม่ ตรงคาถาม “อันที่จริงเจ้าเดาได้แล้วว่าตัวเองได้ตกอยู่ในสภาพการณ์ บางอย่างที่ถูกข้าพลิกเปลี่ยนจากแขกมาเป็ นเจ้าบ้าน แต่เจ้าแค่คิด
ไปสามครั้งก็ล้วนถูกข้าทานายได้ล่วงหน้า ดังนั้นทุกครั้งล้วนไม่ได้ผล หากเจ้ายังถูกความคิดที่ว่าเรื่องเดิมไม่ทาซ้าสามคอยกดเอาไว้ หลังจากนี้แม้แต่คิดเจ้าก็จะไม่กล้าคิดอีกแล้ว”
โจวมี่ถอนหายใจ พูดด้วยสีหน้าเสียดายว่า “ไฉนต้องเป็ นฝ่ าย มอบค าตอบไปให้เองด้วยเล่า จะเป็ นการสร ้างปัญหาแทรกซ ้อน ระวัง ว่าทุกสิ่งที่ทามาจะเสียเปล่า หม่าขู่เสวียนหนอหม่าขู่เสวียน สรุปแล้ว เจ้าคิดอย่างไรกันแน่?”
เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์
พริบตานั้นแท่นบูชาและเทวรูปที่อยู่ในฟ้ าดินภาพสะท้อนจิตใจ ของหม่าขู่เสวียนก็พลันพังครืนลงมา ประหนึ่งว่าเทวรูปทั้งหลายใน สุสานเทพเซียนบ้านเกิดของพวกเขาได้กลับคืนสู่ที่พานัก ฝุ่ น กลับคืนสู่ฝุ่น ดินกลับคืนสู่ดิน
โจวมี่ตกตะลึงไปเล็กน้อย แล้วก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุในทันที เขาหัวเราะเสียงดังก่อนที่เรือนกายจะสลายไปก็ได้เอ่ยชื่นชมอย่าง จริงใจว่า “เฉินผิงอัน ฝีมือดียิ่งนัก ยังคงยืนยันคากล่าวก่อนหน้านี้ ความจริงมิเคยหลอกลวงข้า”
ที่แท้เฉินผิงอันได้ใช ้วิธีใช ้กระบี่ฟันตัวเองอีกอย่างหนึ่ง ฟันโจวมี่ เฉาสือและเฉินชิงตูที่อยู่ในจิตใจของตัวเองทิ้งไปพร ้อมกัน
หม่าขู่เสวียนดีดปลายเท้า เขาเองก็เหยียบอยู่บนเสาต้นหนึ่งของ สะพานโค้งสีทองเช่นกัน ทรุดตัวลงนั่งยองแล้วยิ้มถาม “จ่ายราคาสูง ขนาดนี้ก็เพื่อเล่นเป็ นเพื่อนข้ามาจนถึงตอนนี้ต้องการอะไรกันแน่?”
เฉินผิงอันงอเข่านั่งขัดสมาธิลงบนเศษหินของสะพาน เอ่ยว่า “ใช ้เรื่องจริงมาพิสูจน์ให้เห็นว่า จะการต่อสู้กี่ครั้งก่อนหน้านี้ก็ล้วน เป็ นข้าที่เล่นสนุกเป็ นเพื่อนเจ้า”
หม่าขู่เสวียนถามอย่างสงสัย “จริงหรือ?” เฉินผิงอันหัวเราะหยัน “ข้าจะหลอกคนโง่ไปท าไม?” หม่าขู่เสวียนเอียงศีรษะ เหม่อมองคนวัยเดียวกัน
ครั้งนี้การที่เฉินผิงอันบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ราคาที่ต้องจ่ายก็สูง ถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งกระบี่ยาวเล่มนั้นก็ยังหักไป สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ ของปลอม
หม่าขู่เสวียนเปิดปากถาม “พอได้ยินประโยคนั้นของโจวมี่ เจ้าก็ เข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้วจริงๆ หรือ? แม้กระทั่งคนสามคนที่ข้า อัญเชิญเทพลงมาคือใคร ตอนนั้นก็เดาได้แล้วด้วย? เจ้าคิดได้จริงๆ หรือว่าคนสุดท้ายก็คือเฉินชิงตู?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะ “เจ้ายังจะคิดถึง “เฉินชิงตู” อีกหรือ? เอา สิ ลองท าดู ดูสิว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่เจ้าเชิญมาจะปล่อยกระบี่ เร็วกว่า หรือเป็ นข้าที่จะทาลายความทรงจาเร็วกว่ากัน?”
หม่าขู่เสวียนถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าคงจะไม่ได้ใช ้วิธีการ ย้อนทวนกระแสแม่น้าแห่งกาลเวลาหรอกกระมัง?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “เคยคิดจะลองทาดู แต่ตอนนี้ยังไม่มี ความสามารถนั้น ไม่อาจถ่วงรั้งร่างของพวกเจ้าเอาไว้ได้ แล้ว นับประสาอะไรกับที่วิธีการเช่นนี้ แม่น้าแห่งกาลเวลาที่ถูกผลาญไปมิ อาจเอากลับคืนมาได้ ราคาที่ต้องจ่ายไม่ได้น้อยไปกว่าตอนนี้เลย”
หม่าขู่เสวียนพยักหน้า “นี่ต่างหากถึงจะถือว่าสมเหตุสมผล หา ไม่แล้วก็ไร้เหตุผลเกินไป จะไม่ใช่ว่าขอบเขตบินทะยานที่ขอบเขตสูง กว่าเจ้าหนึ่งขั้นก็ยังต้องถูกเจ้ากาเล่นไว้ในฝ่ ามือหรอกหรือ”
หม่าขู่เสวียนลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “หากข้าชนะ แน่นอนว่าไม่ว่าเรื่อง อะไรเจ้าก็ไม่ต้องคิดหวัง แต่หากข้าไม่ทันระวังแพ้เจ้า เจ้าต้องรับปาก ข้าเรื่องหนึ่ง”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าพูดมาก่อน จะรับปากหรือไม่ก็อีกเรื่อง”
หม่าขู่เสวียนเอ่ย “ทางฝั่งของจวนสกุลหม่า ใครที่เจ้าคิดว่า สมควรตายก็ให้ตายไปซะ ให้พวกเขาตายเร็วหน่อย คนที่ควรรอดก็ ให้รอด เจ้าอย่าได้ใช ้การเปลี่ยนแปลงความทรงจามาควบคุมใจคน อีก”
เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ
หม่าขู่เสวียนยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้าจะถือว่าเจ้ารับปากแล้ว”