กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1100.1 ภาคภูมิใจ
กาแพงเมืองปราณกระบี่เคยเป็ นสถานที่ที่หาซื้อเหล้าได้ง่ายกว่า หาบน้า
ขนหมี ตลาดที่ทุกวันนี้ครึกครื้นเป็ นดั่งหนังสือใหม่ที่เขียน ต่อเนื่องเหมือนหางหมาแซมด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มีก็ยังดีกว่าไม่ดี ถึงอย่างไรก็ดีกว่าความเงียบ วังเวง กลายเป็ นสถานที่ที่ให้คนต่างถิ่นมาราลึกถึงความหลังครั้งเก่า ก่อนได้อย่างเดียวเท่านั้น
ไม่เหมือนเฒ่าหูหนวกที่รู ้สึกเป็ นกังวลใจ พยายามคิดหาคาพูด อ้อมไปอ้อมมา เซี่ยโก่วที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเฉินผิงอันใน เวลานี้กลับถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าขุนเขา ท าไมถึงบาดเจ็บ ไม่เบาเลยล่ะ อีกฝ่ ายมีฝีมือเลิศล้าค้าฟ้ าเลยหรือ อยากให้ข้ากับเสี่ยว โม่ช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาหรือไม่? เจ้าขุนเขาวางใจเถอะ ข้า กับเสี่ยวโม่ หากไม่พูดถึงเวทกระบี่ ความสามารถในการอาพราง ลมปราณและเปลี่ยนแปลงรูปโฉมล้วนเป็ นมือดี ข้ายังมีเวทกระบี่ เฉพาะอีกบทหนึ่งที่สามารถสะบั้นผลกรรมได้ด้วย ไม่ได้ชมตัวเอง หรอกนะ แต่ไม่ด้อยไปกว่าฝี มือที่ฉุนหยางหลวี่เหยียยนแสดงไว้ที่ นอกฟ้ าเลย รับรองว่าต่อให้อีกฝ่ ายจะเชี่ยวชาญการคานวณการ อนุมานก็ยังสืบสาวเบาะแสมาไม่ถึง”
หากเป็ นเซียนเหริน หากนางปล่อยกระบี่ออกไปสองทีก็ถือว่า นางไม่คู่ควรจะเป็ นคนรักของเสี่ยวโม่
ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานทั่วไป นางยังพอจะมีความมั่นใจอยู่ บ้าง ยกตัวอย่างเช่นคนประเภทจิงเฮาที่ไม่ต่างจากกระดาษเปียกเลย จริงๆ
รวมเล่มคนผ่านทางของเฉินหลิงจวินเล่มนั้น หน้าแรกๆ สิบกว่า หน้า นางแอบเปิดอ่านมาแล้ว
ก็หนีไม่พ้นว่ามีพวกเทียนซือใหญ่ภูเขามังกรพยัคฆ์ หรือไม่ ก็ฮว่อหลงเจินเหรินแห่งยอดเขาพาตี้ “ตัวสารองผสานมรรคา” ขอบเขตสิบสี่ที่ค่อนข้างรับมือได้ยากพวกนี้ นางไม่ค่อยกล้าพูดแบบ ไม่เหลือช่องว่างเกินไปนัก ต้องเรียกเสี่ยวโม่ให้มาด้วยกันถึงจะมั่นคง มาก
เฉินผิงอันอ้อมมือไปด้านหลัง ตบที่ด้ามกระบี่เบาๆ เอ่ยว่า “เพิ่งจะ ต่อสู้กับคนอื่นมาถือว่าเอาชนะได้อย่างหวุดหวิดกระมัง ราคาที่ต้อง จ่ายไม่น้อยเลย เย่โหยวที่อยู่ในฝักถูกฟันหักไปแล้ว ไม่ต้องให้พวก เจ้ากอบกู้ศักดิ์ศรีให้ หนี้ครั้งนี้ได้ชาระกันหมดสิ้นแล้ว”
เฒ่าหูหนวกพอจะเข้าใจเรื่องราวความสัมพันธ ์ของผู้คนในโลก อยู่บ้าง อาศัยเพียงบทสนทนานี้ก็กระจ่างแจ้งอยู่ในใจได้แล้ว
ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่งไม่เห็นตัวเองเป็ นคนนอกเลยจริงๆ อิ่นกวานหนุ่ม ก็ไม่เห็นนางเป็ นคนนอกเช่นกัน
เซี่ยโก๋วยกนิ้วโป้ ง “นับแต่โบราณมาคนมีความสามารถก็มักจะ ถูกสวรรค์ทดสอบเสมอ ผู้ที่ผ่านด่านได้ก็ได้สะสมพลังแห่งมรรคา เจ้า ขุนเขาผ่านศึกนี้ไปแล้ว การฝึกตนต้องบุกรุดหน้าเหมือนผ่าล าไม้ไผ่ ราบรื่นไร ้อุปสรรค ตรงดิ่งไปยังขอบเขตบินทะยานได้อย่างแน่นอน!”
เฒ่าหูหนวกได้ยินแล้วจิตแห่งมรรคาก็สะท้านไหว สูดลมหายใจ ดังเฮือก คงไม่ใช่ว่าภูเขาลั่วพั่วแห่งนั้นมีขนบธรรมเนียมแบบเดียวกับ คฤหาสน์หลบร ้อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยนหรอกนะ?
ตนมีนิสัยตรงไปตรงมา ไม่ถนัดพูดค าหวาน ไปถึงภูเขาลั่วพั่ว แล้วจะกลายเป็ นว่าเข้ากับคนอื่นไม่ได้ จะต้องนั่งเก้าอี้เย็นอยู่ที่นั่น หรือไม่?
ในเมื่อตอนนี้ยังหาร่องรอยของเซียนกระบี่เกาอี้ไม่พบ เหวยอวี้ เตี้ยนจึงปลุกความกล้าตามคนกลุ่มนั้นไป นางอยู่ใกล้ในระยะประชิด แต่กลับไม่ได้ยินเนื้อหาบทสนทนาของพวกเขา
เฉินผิงอันหยุดเดิน หันกลับมาถาม “เซียนกระบี่เหวยยังมีธุระ หรือ?”
เหวยอวี้เตี้ยนกล่าวอย่างเขินอาย “ผู้เยาว์เป็ นคนรุ่นหลัง ไม่กล้า เรียกตัวเองว่าผู้ฝึกกระบี่หรอก”
ที่แท้สถานะผู้ฝึ กกระบี่ของนางก็ค่อนข้างจะกระอักกระอ่วน เพราะกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมีประวัติความเป็ นมาที่ไม่ถูกต้องชอบ ธรรม วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินก็ยิ่งเป็ นซี่โครงไก่
เฉินผิงอันกล่าว “อีกเดี๋ยวข้าต้องไปจากที่นี่แล้ว รบกวนสหาย เหวยมีธุระอะไรก็ว่ามาได้เลย”
เหวยอวี้เตี้ยนรีบอธิบาย “ไม่กล้าปิดบัง ข้ามาที่นี่ก็เพื่อหลบภัย หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือหลบการตามตอแยจากเซียนกระบี่เกาอี้แห่ง พรรคชิงกุ่ยผู้นั้น”
เฉินผิงอันกล่าว “พอจะเดาได้แล้ว แต่นี่เป็ นบุญคุณความแค้น ส่วนตัวระหว่างตระกูลและสานักของพวกเจ้า ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง กับข้ากระมัง? ถอยไปพูดหนึ่งก้าว จากบันทึกในคฤหาสน์หลบร ้อน ผู้ฝึ กกระบี่คนสุดท้ายของพรรคกระบี่ซ่างซื่อที่เดินทางไปฝึ ก ประสบการณ์สังหารปีศาจที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ก็เป็ นเวลาเกือบ สองร ้อยปีแล้ว ส่วนผู้ฝึกลมปราณสองกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ก็ ไม่มีผลงานทางการสู้รบใดๆ ถูกบันทึกไว้ ไม่มีทางที่เซียวสวิ้นอิ่นก วานคนก่อนจะจงใจละคุณความชอบทางการต่อสู้ของพรรคกระบี่ ซ่างซื่อพวกเจ้าไป”
เหวยอวี้เตี้ยนกล่าวอย่างเขินอายว่า “เจ้าประมุขพรรคกระบี่ซ่าง ซื่อคนปัจจุบันของพวกเรา…”
เฉินผิงอันตัดบทคาพูดของอีกฝ่ าย “รู ้จัก ติงฝ่ าอี๋ ฉายาว่าถง จวิน พกกระบี่ “เจี้ยงเจิน” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตคือ “เจียเสิน” ดูแล ภูเขาฟานเคอของพรรคกระบี่ซ่างซื่อ เจ้าประมุขติงเชี่ยวชาญศาสตร ์ บ าบัดด้วยพลังจิตและวิชาท านายดวงชะตาด้วยดอกเหมย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งยังเชี่ยวชาญการฟังเสียงแล้วทานาย มีเรื่องเล่าลือมหัศจรรย์
เกี่ยวกับเขาแพร่ไปตามราชส านักต่างๆ ของหลิวเสียทวีป คือผู้สืบ ทอดสายของหมอผีในยุคบรรพกาล ว่ากันว่าสามารถสาปแช่งสังหาร ผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันได้โดยที่ไม่ต้องเห็นเลือด แล้วก็สามารถ ช่วยเหลือคนอย่างที่มองไม่เห็น จึงเป็ นเหตุให้ถูกบนภูเขาเรียกขาน ว่าคนเห็นผี ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องด้วยง่ายๆ นอกจากเรื่องที่เห็นกัน ภายนอกพวกนี้แล้ว อันที่จริงยังมีเรื่องวงในอีกบางส่วนที่ข้ารู ้ชัดเจน ดี ข้าเดาว่าต้องเป็ นเจ้าประมุขติงที่ช่วยทานายดวงให้เจ้า ให้เจ้ามา รอคอยโชควาสนาที่นี่ วิ่งเข้าหาโชคหลบเลี่ยงเคราะห์ร ้าย? หรือจะ บอกว่าท านายได้ล่วงหน้านานแล้วว่าสหายหลงเซิงจะลงมือช่วยเหลือ เพราะเห็นแก่คุณธรรม?”
เฒ่าหูหนวกรีบโบกมือปฏิเสธเป็ นพัลวัน “ตบะไม่ได้เรื่อง ไม่กล้า
หาเรื่องใส่ตัวหรอก”
เหวยอวี้เตี้ยนหยิบถุงผ้าแพรใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ปลุกความกล้ายื่นส่งให้กับอิ่นกวานหนุ่มที่ได้ยินชื่อเสียงมานานทั้งยัง เลื่อมใสเคารพบูชาอย่างมากผู้นี้ด้วยใบหน้าแดงก่า ในใจเตือนตัวเอง ไม่หยุดว่าให้รีบพูดรีบอธิบาย “ครั้งนี้ลงจากภูเขาเดินทางไกล เจ้า ประมุขมอบถุงผ้าแพรให้ข้าทั้งหมดสามใบ ใบหนึ่งให้ข้าเลือกวันฤกษ์ งามยามดีมาเปิดร ้านขายเหล้าอยู่ที่นี่ ด้านบนยันต์ลมฟ้ ามีคาทานาย ระบุไว้ว่า “เจอมังกรให้หยุด เจอเขียวยินดี” ครั้งหนึ่งคือให้หวังเคอลูก ศิษย์ของข้าเดินทางตอนกลางคืน หวังเคอก็ได้รับโชควาสนาเป็ น กระบี่คู่รวมเป็ นหนึ่ง สุดท้ายคือถุงผ้าใบนี้ เจ้าประมุขบอกข้าว่า
หลังจากเจอมังกรพบเขียวแล้วค่อยเปิดออก แต่ก็กาชับข้าซ้าไปซ้า มาว่ามิอาจอ่านเนื้อหาข้างในได้ ได้แต่ต้องมอบให้กับยอดฝี มือ “มังกร” (หลง) เขียว” คนใดคนหนึ่งก็พอ”
เฉินผิงอันรับถุงผ้าแพรมา หยิบแผ่นกระดาษเล็กๆ ออกมาดูแวบ หนึ่งแล้วก็ใส่กลับลงไปในถุง ยื่นส่งคืนให้กับเหวยอวี้เตี้ยน สีหน้า คลายลงได้หลายส่วน เขาเอ่ยว่า “ต่อจากนี้เจ้าก็ท าการค้าอย่าง สบายใจได้เลย วันหน้าหากข้าเดินทางไปเที่ยวเยือนหลิวเสียทวีปจะ ไปเป็ นแขกที่พรรคกระบี่ซ่างซื่อและสกุลเหวยเฝิ นโจว ส่วนสหาย เหวยจะได้กลับหลิวเสียทวีปเมื่อไหร่ วันหน้าก็รอจดหมายจากเจ้า ประมุขติงแล้วกัน”
เซี่ยโก่วใช ้เสียงในใจถาม “เจ้าขุนเขา มีเรื่องอะไรหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “หัวฝูหรงบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขา ของพรรคกระบี่ซ่างซื่อหรือก็คืออาจารย์ของหวังอวี้เตี้ยน ครั้งที่สองที่ นางไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่มีความสัมพันธ ์ที่ดีมากกับจวนห นิง เป็ นแขกประจาของที่จวน”
เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้งทันใด “หากรู ้แต่แรกว่ามีความสัมพันธ ์ชั้นนี้ อยู่ ข้าก็น่าจะซ้อมให้เจ้าประมุเซียนกระบี่อะไรนั่นอีราดไปเลย”
เฉินผิงอันถาม “ขอละลาบละล้วงถามหน่อย ท าไมสหายเหวยถึง ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ล่ะ?”
สกุลเหวยในหมู่บ้านซ่างเมี่ยวจังหวัดเฝินโจวหลิวเสียทวีป คือ ตระกูลลัทธิเต๋าที่มีต้นกาเนิดยาวไกล คือหนึ่งในหกแท่นบูชาใหญ่ ของใต้หล้าไพศาล อารามต้าฝูที่ชื่อเสียงเลื่องลือแห่งนั้นก็คือศาล ประจ าตระกูลของเหวยอวี้เตี้ยน รูปปั้นลอยลงสีในอาราม ด้านในมี เสินจวินที่ประจาการตอนกลางวันทั้งหมดสามร ้อยหกสิบห้าองค์ คือ ไม้เด่นเกินไพร เป็ นอันดับหนึ่งในทวีป
เหวยอวี้เตี้ยนเก็บถุงผ้าแพรลงไปอย่างระมัดระวัง รู ้สึกโล่งอก พอ ได้ยินค าถาม นางก็ตอบด้วยสีหน้านอบน้อมว่า “ผู้เยาว์ไม่ใช่ตัวอ่อน เซียนกระบี่แต่กาเนิด เนื่องจากบรรพบุรุษในตระกูลเคยออกทะเล จึง ได้คราบร่างเซียนกระบี่ยุคโบราณมาหนึ่งชิ้นและการสืบทอดเวท กระบี่ หนึ่งในนั้นก็มีกระบี่บินเล่มหนึ่งที่เป็ นของตกทอด สืบทอดต่อ กันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าเนื่องจากวาสนาอานวย ตอนที่อายุยังน้อยกระบี่ บินเล่มนี้ยอมรับข้าเป็ นนายด้วยตัวเอง มันพุ่งเข้ามาในช่องโพรงแห่ง ชะตาชีวิตแล้วหล่อเลี้ยงบารุงตัวเอง กระบี่บินถูกบรรพบุรุษท่านนั้นตั้ง ชื่อให้ชั่วคราวว่า “เสี้ยวผิน” ปีนั้นข้าบังเอิญโชคดีหลอมใหญ่มันได้ ส าเร็จ ใช ้เวลาถึงร ้อยกว่าปีเต็ม จนถึงทุกวันนี้ยังได้แค่คลาเจอวิชา อภินิหารแห่งชะตาชีวิตบทเดียวเท่านั้น ก็แค่เลียนแบบกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่คนอื่น ประคับประคองตัวไว้ได้แค่หนึ่งก้าน ธูป เมื่อหมดเวลาก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม หากเจอคนอ่อนแอก็จะ อ่อนแอตามไปด้วยจริง แต่เจอคนแข็งแกร่งกลับไม่แน่เสมอไปว่าจะ แข็งแกร่งตามไปด้วย”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่น่าสนุกเช่นนี้ ก่อนที่ เซียนกระบี่ยุคโบราณผู้นั้นจะสละร่างจากไป ยามที่หล่อหลอมมัน ขึ้นมาต้องทุ่มกาลังอย่างสุดความสามารถแน่นอน
เฉินผิงอันคิดแล้วก็ถามว่า “เกี่ยวกับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่ ได้มาไม่ง่ายเล่มนี้ เจ้าประมุขติงไม่มีค าท านายให้บ้างหรือ?”
เหวยอวี้เตี้ยนลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ทุกครั้งที่เจ้าประมุข ท านาย ตบะจะถูกลดทอนลง ผลาญพลังจิตไปเยอะมาก ทว่าต่อให้ เป็ นเช่นนี้เจ้าประมุขก็ยังทานายให้ข้า แต่คาทานายค่อนข้าง ครอบคลุมอย่างกว้างๆ มีแค่ประโยคเดียวเท่านั้น บอกว่า “หนึ่งแล้ว สองสองแล้วยังมีสาม” ยามที่เจ้าประมุขทานายดวงให้คนอื่นก็มักจะ ยึดหลักคาสั่งสอนของบรรพบุรุษที่ว่าให้คาทานายแล้วไม่ให้ ค าอธิบาย”
เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ข้ามีคาแนะนา ให้ตระกูล หรือไม่ก็พรรคกระบี่ซ่างซื่อของเจ้าช่วยจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้เจ้าก็ดี หรือต้องติดค้างน้าใจคนอื่นก็ช่าง แต่ก็ต้องช่วยตามหากระบี่บินเล่ม หนึ่งให้เจ้า แล้วเจ้าก็ลองใช ้กระบี่หลอมกระบี่”
สีหน้าของเหวยอวี้เตี้ยนเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ อะไรคือใช ้ กระบี่หลอมกระบี่ แล้วเหตุผลล่ะคืออะไร?
เซี่ยโก่วพยักหน้ารับแรงๆ เจ้าขุนเขาของพวกเราช่างหัวไว เหลือเกิน นางกับเสี่ยวโม่รวมกันแล้วก็ยังสู้ไม่ได้
เฉินผิงอันจึงได้แต่อธิบายอย่างอดทนว่า “บางทีกระบี่บินเล่มนี้ไม่ ควรตั้งชื่อว่า “เสี้ยวผิน” ควรเปลี่ยนชื่อไปเป็ นทานองว่า ‘จิวตั๋ว” น่าจะเหมาะสมยิ่งกว่า คาว่า “สาม” ของเจ้าประมุขติง บางทีอาจพูด ว่ากระบี่บินเล่มนี้สามารถเป็ นนกพิราบ (จิว) ที่ยึด (ตั๋ว) รังนกกางเขน ของกระบี่บินสามเล่มได้ มีโอกาสอาจจะได้ครอบครองวิชาอภินิหาร ของกระบี่บินสามเล่ม บางทีนี่อาจจะอธิบายได้ว่าทาไมเซียนกระบี่ยุค โบราณที่นั่งเดียวดายอยู่บนทะเล ปิดด่านจนตายผู้นั้น ตอนที่สละร่าง จากไปถึงได้ยินดีทุ่มเทพลังและความคิดจิตใจดึงมันออกมา แต่ก็ไม่ ยอมให้มันผสานรวมกับจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อเพิ่มเติมโชค วาสนาตระกูลเซียนในชาติหน้าของตัวเอง นี่ก็เป็ นเพราะเขา ภาคภูมิใจและให้ความสาคัญกับกระบี่บินเล่มนี้มาก หากถูกหลอมให้ กลายเป็ นภาพมายาได้ ต่อให้เขาอาจจะยังมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ ได้สืบทอดโชควาสนาเซียนต่ออีกครั้ง อีกทั้งสติปัญญายังเปิดออก จดจ าชาติก่อนของตัวเองได้ ได้ขึ้นเขากลับมาฝึกตนอีกรอบ ทว่าบน โลกนี้ก็ได้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีกระบี่บินที่มีความมหัศจรรย์ได้ เท่านี้อีกแล้ว”
สีหน้าของเหวยอวี้เตี้ยนปิติยินดีอย่างล้นเหลือ ดีใจเกินกว่าจะ พูดออกมาได้
นางไม่รู ้ว่าควรจะขอบคุณอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้อย่างไรดี
คงไม่อาจเอาอย่างในนิยายบุรุษมากความสามารถกับโฉม สะคราญที่ชอบใช ้เรือนกายตอบแทนกันอย่างพร่าเพื่อหรอกกระมัง
ต่อให้นางยอมทาเช่นนี้ เขาก็คงไม่พึงใจไม่ต้องการตนอยู่ดี
เฒ่าหูหนวกพยักหน้าเบาๆ ไม่น่าจะห่างจากความเป็ นจริงไปสัก เท่าไรแล้ว
โยวอวี้มีสีหน้าเป็ นปกติ สภาพจิตใจไร ้ริ้วคลื่นกระเพื่อมแม้แต่ เสี้ยวเดียว
ปีนั้นจะใช่ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่ ขอบเขตจะสูงหรือต่า แต่ใต้เท้าอิ่นก วานก็ยังคงเป็ นใต้เท้าอิ่นกวาน
เฉินผิงอันเอ่ยเตือนว่า “เรื่องบนภูเขาบางเรื่อง ในเมื่อไม่ใช่เรื่อง ปกติทั่วไป ถ้าอย่างนั้นเมื่อได้รับโชควาสนาแล้วก็ต้องเจอกับเคราะห์ กรรมด้วย”
เหวยอวี้เตี้ยนรีบทาจิตแห่งมรรคาให้สงบ
เฉินผิงอันกล่าว “ส่วนวิธีทวงหนี้จะเป็ นเช่นไร จะใช ้วิธีการแบบ ไหนมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเจ้า ก็ต้องดูที่บุพเพระหว่างเจ้าและคนผู้นั้น ยกตัวอย่างเช่น…..
รออยู่พักหนึ่ง เห็นว่าอิ่นกวานหนุ่มไม่ได้เปิดปากพูดต่อ เหวยอวี้ เตี้ยนก็ได้แต่ถามว่า “ยกตัวอย่างเช่น?”
เห็นว่านางยังคงไม่เข้าใจ เฉินผิงอันก็ได้แต่ถอยไปเลือกอันดับ รอง ช่วยอธิบายให้นางฟังว่า “ยกตัวอย่างเช่นเซียนกระบี่ยุคโบราณ ผู้นั้นกลับชาติมาเกิดใหม่ เหมือนอย่างเกาอี้ที่ตามตอแยเจ้าไม่เลิกรา
หรืออาจจะไม่ใช่เกาอี้ แต่เป็ นคนอื่น ในช่วงเวลาที่เจ้าหลอมกระบี่บิน เพิ่มเติมมาเป็ นเล่มแรก บางทีเขาอาจจะเดินมาอยู่ตรงหน้าเจ้า ถึง เวลานั้นเจ้าจะทาอย่างไร?”
จิตใจของเหวยอวี้เตี้ยนวุ่นวายเหมือนเชือกพันกันยุ่งเหยิง
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช ้าว่า “วัฏจักรแห่งผลและกรรมเช่นนี้ ทวงหนี้ ใช ้หนี้ หลบเลี่ยงไปก็ไม่มีประโยชน์ หนีไม่พ้นว่าท าอะไรไว้ก็ต้องรับ ผลกรรมนั้นเอง ต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่แบ่งบนภูเขา ล่างภูเขา ติดหนี้คืนเงิน เปลี่ยนจากกรรมสัมพันธ ์เป็ นบุญสัมพันธ ์ ก็ คือการฝึกตน ฝึกตนอยู่ในภูเขา ปฏิบัติอยู่นอกภูเขา บนภูเขาและ ล่างภูเขามีเส้นทางให้เดิน ก็คือมรรคา ชีวิตคนความสัมพันธ ์ผู้คน สอดคล้องกับกฎแห่งสวรรค์ ก็คือกถา เมื่อรวมกันแล้วก็คือฝึ ก บ าเพ็ญมรรคกถา”
เหวยอวี้เตี้ยนหยุดเดิน ก้มหัวคารวะตามขนบของลัทธิเต๋าด้วย ท่าทางจริงจัง “จดจ าไว้ในใจแล้ว น้อมรับคาสั่งสอน”