กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1100.2 ภาคภูมิใจ
เซี่ยโก่วสอบถามผู้ถวายงานทั่วไปอีกครั้ง “สหายหลงเซิง ฟัง เข้าใจหรือไม่?”
เดิมทีเฒ่าหูหนวกอยากพูดหลักการเหตุผลที่ล้าลึกแต่เข้าใจง่าย สักประโยคว่าท าไมจะฟังไม่เข้าใจเล่า เพียงแต่ติดขัดที่บารมีของ “ป๋ า ยจิ่งแห่งยุคบรรพกาล” ซึ่งสะสมมาเนิ่นนาน คาพูดมาถึงที่ปากแล้ว เฒ่าหูหนวกถึงได้เปลี่ยนใหม่ว่า “ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แค่รู ้สึกว่าเป็ น เหตุผลที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก”
เซี่ยโก๋วตบไหล่ของเฒ่าหูหนวก สายตาฉายแววเวทนา “ความสามารถในการท าความเข้าใจแย่ไปสักหน่อย มิน่าเล่าถึงได้ ขอบเขตถดถอย”
เฉินผิงอันถามถึงต้นสายปลายเหตุระหว่างนางกับเกาอี้จนพอจะ เข้าใจคร่าวๆ แล้วก็เอ่ยว่า “จากลากันตรงนี้”
แม้ว่าเหวยอวี้เตี้ยนอยากจะพูดคุยให้มากกว่านี้สักหน่อย แต่เขา ออกคาสั่งไล่แขกแล้วนางจึงได้แต่เอ่ยขอตัวลา แต่จู่ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่ง ขึ้นได้จึงถามว่า “เกาอี้ผู้นั้น?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “น่าจะถูกผู้อาวุโสหลงเซิงท าให้ตกใจถอยหนี ไปแล้ว”
เฒ่าหูหนวกรู ้สึกอ่อนใจเป็ นทบทวี
เหวยอวี้เตี้ยนเดินมาถึงหน้าประตูร ้านเหล้าของตัวเองแล้วก็อดไม่ ไหวหันกลับไปมองอีกรอบ
อยู่ดีๆ นางก็นึกถึงบทกวีบทหนึ่งที่อาจารย์มักจะท่องเป็ นประจา มิตรภาพในปัจจุบันดุจกระแสน้าไหลเชี่ยว เพียงชั่วพริบตาก็ กลายเป็ นฝุ่ นคละคลุ้ง มิตรภาพในยุคโบราณดุจทองค าแท้ หลอม ร ้อยรอบสีสันก็ไม่แปรเปลี่ยน
อิ่นกวานหนุ่มท่านนี้มีมาดของวิญญูชนผู้กล้าดั่งจอมยุทธ พเนจรในยุคโบราณจริงๆ
คงเป็ นเพราะยังมีเวลาเหลืออีกเกือบครึ่งก้านธูป มาถึงมุมกาแพง แล้ว เฉินผิงอันมองเซียนกระบี่พสุธาที่รู ้สึกเหมือนโครงกระดูกในร่าง จะแยกออกจากกัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น อริยะปราชญ์ ของศาลบุ๋นที่นั่งพิทักษ์สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้เผยตัวมา “ห้ามไม่ให้คน ทะเลาะกัน” ปล่อยเจ้าสานักหนุ่มไว้อยู่อย่างนี้ ขอบเขตหยกดิบคน หนึ่งที่อายุขัยการฝึ กตนแค่สองเจี่ยจื่อ (หนึ่งเจี่ยจื่อเท่ากับหกสิบปี สองเจี่ยจื่อเท่ากับหนึ่งร ้อยยี่สิบปี) แล้วยังเป็ นผู้ฝึกกระบี่ด้วย อายุน้อย แค่นี้ก็เปิดสานักก่อตั้งพรรคได้แล้ว อย่าว่าแต่อยู่ในหลิวเสียทวีปเลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลก็ถือเป็ นบุคคลที่เก่งกาจมากแล้ว
เซี่ยโก่วถามอย่างใคร่รู ้ “ทาไม่ไม่เรียกเหวยอวี้เตี้ยนมา ให้นาง มาพูดกับเซียนกระบี่ที่ยังนอนหลับกรนครอกๆ ผู้นี้ต่อหน้าให้ชัดเจน กันไปเลย?”
เฉินผิงอันกล่าว “สมมติว่าเกาอี้คือคนที่มาทวงหนี้เหวยอวี้เตี้ยน จริงๆ มีพวกเราอยู่ด้วย ส่วนลึกในใจของเหวยอวี้เตี้ยนย่อมอดที่จะ รู ้สึกว่ามีที่พึ่งก็ไม่ต้องกลัวอะไรไม่ได้ ผู้ฝึ กบ าเพ็ญตน ตราบใดที่ พละกาลังยังไม่สิ้นสุดลงก็ไม่สามารถอาศัยกาลังภายนอกมาช่วยให้ หลุดพ้นจากหายนะได้ เรื่องนี้จะขัดต่อการฝึกตน”
เฒ่าหูหนวกพยักหน้า “คือหลักการเหตุผลข้อนี้”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ลงมือรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ?”
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “นี่ข้าช่วยชีวิตเขาหรอกนะ”
เฒ่าหูหนวกยังคงพยักหน้าเอ่ยคล้อยตาม ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่งพูดถูก แล้ว
หากเปลี่ยนไปเป็ นฉีถิงจี้ตอนที่ยังเป็ นหนุ่ม หากเขาได้ยินคาพูด ในใจประโยคนั้นเหมือนกัน คาดว่าไอ้หมอนี่คงได้ออกเดินทางแล้ว
เซี่ยโก่วเหล่ตามองเฒ่าหูหนวก แล้วก็เริ่มใช ้สถานะของผู้ถวาย งานอันดับรองออกค าสั่งต่อผู้ถวายงานทั่วไปว่า “ปลุกเขาให้ตื่นสิ”
อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ขอบเขตไม่มีประโยชน์ กว่าจะคว้าจับคนที่เข้า มาอยู่บนภูเขาลั่วพั่วช ้ากว่านางได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็ น
ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่เป็ นตัวรองรับโทสะของคนอื่นมาจนชินแล้ว นางก็
ไม่ควรจะคว้ากระชากแรงๆ สักหน่อยหรือ? สมองของเฒ่าหูหนวกไม่ได้ขาดเส้นประสาทไปสักหน่อย มีหรือ
จะท าตาม เฉินผิงอันกล่าว “ปลุกเขาให้ตื่น ทาเวลารีบพูดคุยกับเขาสัก
หน่อย เดี๋ยวข้าต้องกลับแจกันสมบัติทวีปแล้ว”
เฒ่าหูหนวกถึงได้ลงมือ ทรุดตัวลงนั่งยอง ยื่นมือไปกดไหล่เขา เขย่าสองสามที ท าให้จิตวิญญาณ เส้นเอ็นกระดูกและลมปราณของ เซียนกระบี่หนุ่มกลับเข้าที่ทั้งหมด
เห็นว่าเกาอี้ฟื้นแล้ว เฉินผิงอันก็กล่าวว่า “บุญคุณความแค้น ส่วนตัวระหว่างเจ้ากับเหวยอวี้เตี้ยน ข้าฟังมาคร่าวๆ แล้ว ราชวงศ์ที่ สกุลเหวยอยู่คือสถานที่ที่ไร ้เหตุผลไร ้คุณธรรมจริงๆ ไม่ควรท าลาย สัญญา เจ้าบุกเดี่ยวมาหาเหวยอวี้เตี้ยนถึงที่นี่เพราะคิดจะทวงหนี้ กลับไปพร ้อมต้นพร ้อมดอก นี่ไม่มีปัญหาใดๆ ข้าไม่สนใจความรัก ความแค้นประเภทนี้ การที่เซี่ยโก่วลงมือกับเจ้าเพราะเจ้าไม่ควร พูดจา…หยาบโลนที่นี่”
เกาอี้เอนหลังพิงกาแพง แหงนหน้าจ้องเขม็งไปที่บุรุษชุดเขียวซึ่ง ยืนอยู่ตรงกลาง ก่อนจะใช ้หางตาเหลือบมองเด็กสาวสวมหมวกขน เตียว หัวเราะหยันเอ่ยว่า “ฝีมือดี ได้รับการสั่งสอนแล้ว กล้าบอกชื่อ แซ่หรือไม่”
เซี่ยโก่วทนกับเจ้าทิ่มที่ไม่รู ้จักมองสถานการณ์ให้ชัดเจนประเภท นี้ไม่ไหวจริงๆ จึงยกเท้าถีบออกไป ส้นเท้าเหยียบลงบนหน้าผากของ เซียนกระบี่หนุ่ม ท้ายทอยของอีกฝ่ ายกระแทกผนัง เป็ นเหตุให้เขา หมดสติไปอีกครั้ง
เฒ่าหูหนวกจึงได้แต่ทรุดตัวลงนั่งยอง ปลุกเซียนกระบี่หนุ่มผู้นั้น
ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เกาอี้ไม่กล้าเอ่ยคาอาฆาตอะไรอีกแล้ว เพียงแค่ก้มหน้าลง ยื่นนิ้ว ออกมาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก
เฉินผิงอันกล่าวต่ออีกว่า “ยามที่เหวยอวี้เตี้ยนเปิดร ้านขายเหล้า อยู่ที่นี่ เจ้าอย่าได้มารบกวนนางอีก แต่ขอแค่นางกลับไปยังใต้หล้า ไพศาล เจ้าจะเฝ้ าตอรอกระต่ายอยู่บนทะเลก็ดีหรือจะตามทวงหนี้ที่ หลิวเสียทวีปก็ช่าง แต่ละคนอาศัยความสามารถของตัวเอง ผลลัพธ ์ที่ ตามมาก็ต้องแบกรับกันไว้เอง”
เกาอี้ยกสองแขนกอดอก เงียบงันไม่เอ่ยคาใด
เหมือนเด็กหนุ่มบ้านรวยที่ชอบทาตัวกร่างในหมู่ชาวบ้าน แพ้ที่ ตัวคนไม่แพ้ที่มาด ต่อให้ถูกตีจนสมองเปิด เลือดกลบเต็มปากจนเปิด ปากพูดไม่ได้แล้วก็จะยังใช ้สายตาพูดจา วันนี้ขอแค่เจ้าไม่ฆ่าข้าให้ ตาย สักวันหนึ่งข้าก็ต้องฆ่าเจ้าให้ตายให้จงได้
เฒ่าหูหนวกหนวดคลึงปลายคาง ประหลาดใจนัก ก่อนหน้านี้ถูก ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่งตบจนกระเด็น ไฉนเจ้าเด็กนี่ถึงยังไม่รู ้หนักเบา ยังจะ แสดงความฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดออกมาทางสีหน้าเช่นนี้อีก?
ผู้ฝึกตนใหญ่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของหลิวเสียทวีป หากไม่ใช่จิงเฮาแห่ง ต าหนักชิงกงก็เป็ นสู่หนันยวนเจ้าของถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ มีแค่ ขอบเขตบินทะยานสองคนนี้เท่านั้น? ยอดเขาของทวีปแห่งหนึ่งก็ ไม่ได้สูงสักเท่าไรนี่นา
เมื่อเทียบกับฮว่อหลงเจินเหรินของอุตรกุรุทวีป หลิวจอี้เป่ า แห่งธวัลทวีปแล้วก็ยังห่างชั้นอยู่ระดับใหญ่
ในเมื่อเจ้าเด็กนี่ไม่ใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของจิงเฮาหรือสู่หนันยวน หรือว่าจะเป็ นลูกนอกสมรส?
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าจะไม่ยอมแพ้ก็ได้ หรือจะยอมแพ้แต่ปาก แต่ใจไม่ยอมแพ้ ล้วนตามใจเจ้า ข้าแค่จะอธิบายเรื่องจริงเรื่องหนึ่งให้ เจ้าฟัง”
เอ่ยประโยคนี้จบ เฉินผิงอันก็โคลงศีรษะ พูดพึมพาอยู่กับตัวเอง “ได้เวลาต้องหาโอกาสไปเยือนภูเขาเจินอู่สักรอบแล้ว”
เฉินผิงอันมองเกาอี้ “ในอาณาเขตทางทิศเหนือของภูเขาใหญ่ แสนดี้ ทางทิศใต้ของเมืองมายากลางทะเลเก่า ค าพูดของข้าใช ้ได้ผล ยิ่งกว่าศาลบุ๋น”
เกาอี้ได้ยินประโยคนี้ก็ทาท่าจะพูดแล้วหยุดไป สุดท้ายก็ยังไม่ได้ เอ่ยอะไร
เฉินผิงอันหมุนตัวเดินจากไป
เกาอี้แยกเขี้ยว ลุกขึ้นยืน ยื่นมือมานวดใต้ชายโครง เจ็บจน ใบหน้าของเขายับยู่ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเรือนกายเพรียวบาง ผู้นั้นมีพละกาลังน่าตกใจ นางขอบเขตอะไรกันแน่?!
หรือจะเป็ นผู้ฝึกยุทธหญิงขอบเขตปลายทางที่มีศาสตร ์คงความ เยาว์ อาพรางฝีมืออย่างลึกล้า? ใต้หล้าไพศาลมีบุคคลที่เป็ นเช่นนี้ ด้วยหรือ? เจิ้งเฉียน? คนผู้นั้นคือเขา?
เซี่ยโก่วพลันหันหน้ากลับมา ยกมือขึ้น ทาเอาเกาอี้ตกใจจน ถอยกรูดไปด้านหลัง แผ่นหลังแนบติดกาแพงอีกครั้ง
เฉินผิงอันค านวณเวลา เอ่ยว่า “พวกเจ้าแยกย้ายไปท าธุระของ ตัวเองกันเถอะ วันหน้าพวกเราค่อยไปรวมตัวกันที่ภูเขาลั่วพั่วอีกที เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องการฝึ กตนของขอบเขตเซียนเหริน ข้า จะต้องขอคาชี้แนะจากพวกเจ้าดีๆ เสียหน่อย”
เซี่ยโก่วทาสีหน้าสบายๆ เซียนเหรินฝ่าทะลุขอบเขตเลื่อนเป็ นบิน ทะยาน ง่ายจะตายไปนางเพียงแค่ถามอย่างสงสัยว่า “ไม่ค่อยเหมือน นิสัยการกระท าของเจ้าขุนเขาสักเท่าไรเลยนะ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่บอกกับข้าว่าตอนที่อายุยังน้อยก็ให้ พูดจาโอหังให้มากหน่อยหลังจากทดลองท าดูแล้วรู ้สึกว่าไม่ค่อยชิน แล้วยังค่อนข้างจะอึดอัดด้วย วันหน้าหากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง”
หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “บางทีอาจต้องรบกวนให้เจ้าช่วย จับตามองเจ้าหมอนี่หน่อย อย่างน้อยที่สุดก็สิบวันครึ่งเดือน”
เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ถูฝ่ ามือเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขาสงสัยว่า เขาจะเป็ นหมากที่เปลี่ยวร ้างยังไม่เคยเอาออกมาใช ้หรือ?”
ทุกวันนี้หลิวเสียทวีปมีชื่อเสียงที่ธรรมดา ธรรมดามากๆ โดย ภาพรวมแล้วด้อยกว่าฝูเหยาทวีปและเกราะทองทวีปมากนัก
เฉินผิงอันพยักหน้า “อย่าลืมล่ะว่าเกาอี้คือผู้ฝึกกระบี่ ไม่ใช่ผู้ฝึก ลมปราณทั่วไปที่มาเที่ยวเล่นภูเขาสายน้าเพิ่มพูนความรู ้ สาหรับผู้ ฝึ กกระบี่ของไพศาลแล้ว กาแพงเมืองปราณกระบี่แตกต่างจาก สถานที่ทั่วไป ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งสามารถพูดจาอย่างนั้นอยู่ที่นี่ได้ มี ความเป็ นไปได้แค่สองอย่างเท่านั้น หากไม่อายุยังน้อย แต่ได้เป็ นทั้ง เจ้าสานักและเป็ นทั้งเซียนกระบี่ จึงลาพองใจในตัวเอง ไม่รู ้ฟ้ าสูง แผ่นดินต่า บวกกับที่เคียดแค้นพรรคกระบี่ซ่างซื่อและตระกูลเหวย อย่างมาก รู ้สึกว่าข่มกลั้นความอัปยศแบกรับภาระหน้าที่หนักอึ้งมา เกือบร้อยปี แค้นใหญ่ก าลังจะได้ช าระในอีกไม่นาน ถึงได้หลงระเริง ลืมตน พลันเสียกิริยาหลุดปากพูดออกมา”
“หรือไม่ก็เป็ นเกาอี้ผู้นี้ที่ไม่เห็นกาแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ใน สายตามานานแล้ว และนี่ก็มีความเป็ นไปได้อยู่สองอย่างเช่นกัน หนึ่ง คือเขามีการสืบทอดที่เร ้นลับอาพรางอย่างมากไม่ถูกกับก าแพงเมือง ปราณกระบี่ ยกตัวอย่างเช่นผู้ถ่ายทอดมรรคาของเกาอี้เคยถามกระบี่ กับใครในกาแพงเมืองปราณกระบี่แล้วแพ้มาก่อน ต้องเสียเปรียบครั้ง ใหญ่ ผู้ฝึกกระบี่ประเภทนี้ที่คฤหาสน์หลบร ้อนมีบันทึกไว้ มีจานวนไม่ น้อย หรือไม่เกาอี้ก็เป็ นหมากตัวหนึ่ งที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ประคับประคองขึ้นมา ปีนั้นเอามาใช ้สร ้างความขัดแย้งภายในให้กับ หลิวเสียทวีป แน่นอนว่าความเป็ นไปได้สองอย่างนี้หากเอามารวมกัน ก็จะยิ่งสมเหตุสมผลมากกว่าเดิม”
เซี่ยโก่วเอ่ยชื่นชม “เจ้าขุนเขามีสายตาเฉียบแหลม เห็นเพียง เล็กน้อยก็มองออกถึงภาพใหญ่ ว้าว!”
เฉินผิงอันมองเซี่ยโก่ว ฝ่ายหลังพยักหน้า
เฒ่าหูหนวกใช ้เสียงในใจพูดกับลูกศิษย์ว่า “โยวอี้ ไปถึงภูเขาลั่ว พั่วแล้วคงพึ่งอาจารย์ไม่ได้แล้วล่ะ บางทีเจ้าอาจต้องยืนหยัดด้วยล า แข้งของตัวเองแล้ว”
โยวอวี้ถามอย่างประหลาดใจ “ไฉนอาจารย์ถึงพูดอย่างนี้ล่ะ ขอรับ?”
เฒ่าหูหนวกหน้าบูดส่ายหน้า ไม่ได้อธิบาย ก็เพราะอาจารย์เข้า กับขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วไม่ได้น่ะสิ
เกาอี้กลับลงไปนั่งบนพื้น เริ่มสูดลมหายใจ ปรับลมปราณ
หนึ่งฝ่ ามือกับอีกหนึ่งฝ่ าเท้าของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวทา ให้ลมปราณในร่างเขาพลิกตลบเหมือนแม่น้าไหลเชี่ยวทะเลพลิกคว่า โชคดีที่ไม่ได้ทาร ้ายไปถึงรากฐานมหามรรคา
ในเรือนตาหนักสวรรค์ซึ่งเป็ นช่องโพรงอันลี้ลับตามคากล่าวของ ลัทธิเต๋าของเกาอี้มีดอกไม้สามดอกผลิบาน ลอยอยู่กลางอากาศ เรียงลาดับสูงต่ากัน น่าเสียดายที่ยังอยู่ห่างจากขอบเขตที่เสินชี่จิง รวมเป็ นหนึ่งอีกระยะใหญ่ ทว่าในดอกไม้สีทองดอกที่สูงที่สุด ถึงกับมี บ้านหลังหนึ่งที่เหมือนของจริงจับต้องได้ถูกสร ้างเอาไว้ ประตูใหญ่หัน ไปทางทิศตะวันออก จุดที่ห่างไปไกลมากคือทะเลเมฆกว้างใหญ่ ไพศาล ริ้วน้ากระเพื่อมขึ้นลง มีต้นไม้เทพสูงเทียมฟ้ าต้นหนึ่งตั้ง ตระหง่าน บนต้นไม้มีชื่อสีชาดและฉิวสีเขียวขดตัวอยู่ ก็คือการ จ าแลงจากมหามรรคาที่กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มของเกาอี้ จาแลงออกมา ไม้เทพมหาสมุทรบูรพา กิ่งไม้ทะยานสูง
ในเรือนของดอกไม้สีทองเวลานี้มีภาพเหตุการณ์ที่ดวงจันทร ์ กลางดึกถูกเมฆหมอกปกคลุมเกิดขึ้น เมื่อเกาอี้แบ่งดวงจิตดวงหนึ่ง มาในห้องโถงของเรือนหลังนี้ คนบางคนที่เดิมทียืนอยู่นอกประตูก็ หายวับไป ได้ยินเพียงเสียงคนเดินแต่ไม่เห็นร่างคน ด้านนอกประตูมี เสียงแผ่วเบาของเสียงเกี๊ยะไม้กระทบพื้นดังมาเป็ นระลอก
ดวงจิตดวงนี้ของเกาอี้เอ่ยว่า “เขาก็คือเฉิน…”
เสียงฟ้ าค ารามฤดูใบไม้ผลิพลันดังกึกก้องระหว่างฟ้ าดิน สะท้อน สองค าว่า “ระวังค าพูด” ซ้าไปซ้ามา
จิตใจของเกาอี้สะท้านไหว สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดปากเอ่ยชื่อของอีก ฝ่ายออกมา
เกาอี้ที่ปล่อยผมสยายเปลือยเท้าเดินมาถึงตรงธรณีประตู เอ่ยว่า “มีฟ้ าดินสองแห่งกางกั้น เจ้าต้องระมัดระวังตัวขนาดนี้ด้วยหรือ? แล้ว นับประสาอะไรกับที่เจ้าก็เคยพูดเองว่าสถานะของตัวเจ้าใช่ว่าจะ เปิดเผยแก่ใครไม่ได้ เคยมีคุณูปการต่อโลกมนุษย์ เป็ นเหตุให้ไม่ถูก ศาลบุ๋นพันธนาการ นครเฟิงตูก็ไม่ควบคุม ก็แค่ว่าสูญเสียเรือนกายที่ มีเลือดเนื้อไปจึงจาเป็ นต้องบุกเบิกจวนสร ้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ขึ้นมาในจิตใจของข้า เพื่อประคับประคองวิญญาณที่แท้จริงไม่ให้ดับ ลง”
เห็นว่าอีกฝ่ ายยังคงไม่คิดอยากจะออกมาพบตน เกาอี้ก็ถามต่อ อีกว่า “บัณฑิตแซ่หลิ่วที่เจ้าคิดถึงคานึงหาอยู่ตลอดผู้นั้น สรุปว่าเป็ น ใครกันแน่? ถึงได้ท าให้เจ้าปล่อยวางไม่ได้เสียที?”
พริบตานั้นเกาอี้ก็สูญเสียการรับรู ้ทั้งหมดไป ราวกับว่าถูกจับขัง ไว้ในกรงขังที่กาลเวลาไหลวนเวียน รอบด้านมืดสนิท มีเพียง ความคิดที่ยังดารงอยู่