กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1100.3 ภาคภูมิใจ
เกาอี้จึงได้แต่คิดขึ้นมาในใจ ถือว่าเป็ นการก้มหัวยอมรับผิดกับ นาง พริบตานั้นรอบด้านก็พลันสว่างไสว ดวงจิตดวงนี้กลับคืนสู่อิสระ อีกครั้ง เขาทาตามสัญญา ไม่กล้าข้ามธรณีประตูเข้าไปในฟ้ าดินที่ ถูกนางเปลี่ยนให้กลายเป็ นพื้นที่ต้องห้ามแห่งนั้น เกาอี้นั่งขัดสมาธิ พูดกับตัวเองว่า “เจ้าบอกว่าสถานที่แห่งนี้ยังมีเส้นสายเวทกระบี่ หลงเหลืออีกหลายสาย ยังคงวนเวียนไม่ไปไหน เป็ นโชควาสนาของ ข้า อยู่ที่นี่ข้าถึงจะมีโอกาสได้กลับคืนไปยังหลิวเสียทวีป ช่วยช่วงชิง โชควาสนาใหญ่เทียมฟ้ าที่รอคอยอย่างยากลาบากมานานนับพันปี ให้กับเจ้าได้ ผลล่ะเป็ นเช่นไร ข้ายังไม่ได้ขึ้นไปบนหัวกาแพงก็ต้อง ได้รับความอัปยศอย่างใหญ่หลวงขนาดนี้แล้ว ปีนั้นเจ้าและข้าผูก พันธะสัญญาถึงได้ท าให้เจ้าหลุดพ้นหายนะมาได้ต่างก็พูดกันว่าเมื่อ เจ้านายได้รับความอัปยศ ขุนนางต้องตาย แต่เจ้ากลับแสร ้งท าเป็ น มองไม่เห็นหรือ?”
โลกมนุษย์ของใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้มีโชควาสนาผุดขึ้นจาก ทั่วสารทิศ เมื่อเทียบกับปีนั้นที่สองใต้หล้าอย่างไพศาลและเปลี่ยวร ้าง เชื่อมโยงถึงกัน เหตุการณ์ผิดปกติก็ยิ่งเกิดขึ้นเยอะมากกว่า
พูดถึงแค่หลิวเสียทวีป ช่วงนี้ก็มีถ้าสวรรค์ยุคโบราณแห่งหนึ่งที่ ถือกาเนิดขึ้นตามโชคชะตาปรากฏขึ้นมา หากไม่ใช่ขอบเขตหยก
ดิบก็อย่าหวังว่าจะเข้าแย่งชิง พวกเซียนดินกล้ามาลุยน้าขุ่นก็ยังไม่ พอให้ยัดซอกฟันด้วยซ้า
ว่ากันว่าชิงกงไท่เป่าจิงเฮาออกเดินทางไกลไปต่างทวีปในครั้งนี้ก็ เพื่อตามหากองหนุน ที่แข็งแกร่งอย่างลับๆ ถึงจะสามารถข่มอยู่เหนือ หัวของถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ได้อย่างมั่นคง
ผู้ยิ่งใหญ่บนภูเขาของหนึ่งทวีปยอมลดสถานะของตัวเองสมคบ คิดกับผู้ฝึกตนบนยอดเขาของทวีปอื่น เห็นได้ชัดว่าจิงเฮาต้องการ ครอบครองซากปรักแห่งนี้มากแค่ไหน
น้าเสียงเยียบเย็นดังแว่วขึ้นมา “การผูกพันธะยุคโบราณ แบ่ง คร่าวๆ ได้สามชนิด พวกเราไม่ได้มีสถานะเป็ นนายและบ่าว เจ้าและ ข้าคือเจ้าบ้านกับแขกที่มีสถานะเท่าเทียมกันตามความเห็นของข้า เนื้อหนังมังสาร่างนี้ของเจ้าก็คือเรือนพักหลังหนึ่ง ข้าช่วยให้เจ้า เปลี่ยนจากตัวประกันเชื้อพระวงศ์ที่ไร ้ชื่อเสียงคนหนึ่งมามีชีวิตอย่าง ในทุกวันนี้ภายในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งร ้อยปีได้ ก็คือโชควาสนาที่ เมื่อก่อนเจ้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงหากจะพูดถึง ค่าเข้าพัก ข้าก็ได้ จ่ายเงินไปมากพอแล้ว เกาอี้ เจ้าไม่ควรได้คืบแล้วจะเอาศอก คาดหวังไปมากกว่านี้แล้ว”
เกาอี้วางสองหมัดไว้บนหัวเข่า สายตาฉายประกายเร่าร ้อน จู่ๆ ก็ ก่นด่าออกมา ด่าว่านังโสเภณีชั้นต่า สักวันหนึ่งข้าจะต้องได้นอนกับ เจ้า…
อีกฝ่ ายกลับยังคงไม่สะทกสะท้านเหมือนเดิม มองเสียงด่าเสียง สาปแช่งหยาบคายของเขาเป็ นเสียงนกเสียงแมลงในป่าเท่านั้น
เกาอี้กล่าว “ผู้ฝึกบาเพ็ญตนอย่างพวกเจ้าจะไม่มีเจ็ดอารมณ์หก ปรารถนาจริงๆ หรือ? หากบอกว่าการพิสูจน์มรรคาเลื่อนเป็ นเซียน ต้องใช ้สิ่งนี้มาเป็ นราคาที่ต้องจ่าย ความหมายของการเป็ นอมตะไม่ เสื่อมสลายจะอยู่ที่ไหน?” ความหมาย
น่าจะเป็ นเพราะคาพูดประโยคนี้ไปกระตุ้นความปรารถนาในการ พูดคุยของอีกฝ่ ายนอกกประตูจึงมีเรือนกายของสตรีสะพายกระบี่ สวมชุดกระโปรงสีขาวโปร่งบางผู้หนึ่งโผล่ออกมา ใบหน้าของนาง งดงามแต่เย็นชา นางก็คือ….ผีหญิงตนหนึ่งที่เกาอี้บังเอิญไปเจอตอน ที่ไปหาประสบการณ์ที่ภูเขาหวงเหมาตอนยังเป็ นเด็กหนุ่ม
ร่างทองสูงหกจังปรากฏเต็มความว่างเปล่า
รูปโฉมที่แสดงไร ้มลทินไร ้จุดด่างพร ้อย มีแต่สีทองบริสุทธิ์
รู ้แค่ว่านางแซ่เจิ้ง แต่ไม่รู ้ขอบเขตที่แน่ชัด ทว่าเวทกระบี่ของนาง กลับสูงมาก ยามที่เกาอี้ตกอยู่ในอันตรายหรืออาจถึงตายอยู่หลาย ครั้ง ล้วนเป็ นนางที่ยื่นมือมาช่วยเหลืออย่างลับๆ
ช่วงแรกเริ่มของการฝึกตน เกาอี้เข้าใจผิดคิดว่านางคือผีหญิง เซียนดินตนหนึ่ง รอกระทั่งเขาเลื่อนเป็ นเซียนดินจึงเดาออกว่านาง อาจจะเป็ นผีเซียนขอบเขตหยกดิบในต านาน ทุกวันนี้ตัวเกาอี้เองมี ขอบเขตเป็ นหยกดิบแล้ว จึงเดาได้ว่าอย่างน้อยนางน่าจะเป็ น
ขอบเขตเซียนเหริน เกาอี้ไม่รู ้ว่าในอนาคตเมื่อตนเลื่อนเป็ นเซียนเห ริน นางจะมีขอบเขตสูงกว่าตนอีกหรือไม่?
นางมองไปยังทิศทางหนึ่งในความว่างเปล่า สีหน้าเดี๋ยวมืดเดี๋ยว สว่างไม่แน่นอน “พวกเขาสี่คน เซียนกระบี่สองคนในนั้นขอบเขต เดียวกับข้า แต่หากจะลงมือกันจริงๆ เกรงว่าข้าคงได้แต่เอาชนะผู้ฝึก กระบี่หนุ่มโอสถทองคนนั้นเท่านั้น”
เกาอี้ทิ้งตัวนอนหงายไปด้านหลัง “ไม่รู ้ว่าเหตุใด เพียงแค่มอง สบตากับเขาก็เผาผลาญจิงชี่เสินของข้าไปหมด ชีวิตนี้ยังไม่เคยเจอ เรื่องประหลาดแบบนี้เลย” นางยิ้มบางๆ “ชีวิตนี้? เพิ่งจะกี่ปีเอง?
เกาอี้เงียบไม่ตอบ
นางยืนพิงอยู่หน้าประตู หันหลังให้กับเกาอี้ที่อยู่ในห้อง “ตอนนี้รู ้ แล้วหรือไม่ว่าท าไมเขาถึงต้องยุ่งเรื่องคนอื่น แล้วท าไมข้าถึงได้เลือก จะหลบเลี่ยงไม่ออกมาพบหน้าพวกเขา?”
เกาอี้เอ่ย “เจ้าบอกว่าเจ้าเคยหยุดเท้าอยู่ที่ภูเขาห้อยหัว…”
สีหน้าของนางเผยแววเสียใจ พึมพาว่า “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว อย่าได้พูดถึงอีกเลย”
รอกระทั่งบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาแล้ว ผี เทพและเซียน โบราณทั้งหลายล้วนเหมือนหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิที่พากันแหวกหน้า ดินผุดออกมาหลังฝนตก
หลบหายนะได้ส าเร็จ ได้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรม รอจังหวะลง มือ ในที่สุดเมื่อฝนผ่านพ้นท้องฟ้ าก็สดใส ได้กลับมาเห็นแสงตะวัน อีกครั้ง
เซียนกระบี่ผีหญิงแซ่เจิ้งที่ซ่อนตัวอยู่ในดวงจิตของเกาอี้เป็ น เพียงแค่คนหนึ่งในนั้น
นางเคยมีข้อตกลงร่วมกับคนในอดีตบางคน ไม่ต้องเอ่ยค า สาบานอะไรทั้งนั้น เป็ นแค่สัญญาของวิญญูชน
ผลคือเขากลับผิดค าสัญญา
แต่หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือเป็ นนางที่ผิดคาสัญญาก่อน
ที่แท้ปีนั้นเขาอยู่ที่ภูเขาห้อยหัว ระหว่างที่คนทั้งสองกาลังจะจาก ลากัน เขาเคยเอ่ยเตือนนางมาก่อนว่าอย่าได้ทดลองผสานมรรคา นางอดทนอยู่นานหลายปี ในที่สุดก็ยังทนไม่ไหว บอกตัวเองอย่าง ภาคภูมิว่า “เชื่อในมรรคาไม่เชื่อในคากล่าวของอีกฝ่ าย” ผลคือ ผสานมรรคาล้มเหลว ทุกสิ่งที่ทามาต้องสูญเปล่าในครั้งเดียว ต้อง สูญเสียเรือนกายที่มีเนื้อหนังมังสาไป
นี่ก็น่าจะเป็ นดั่งคากล่าวที่ว่าหายนะยากจะหลบหนี ฟ้ าดินยากจะ แปรเปลี่ยน คาว่าภัยพิบัติใหญ่ เมื่อมาอยู่ในหายนะที่ว่านี้ ทุกคนต่าง ก็ต้องมีเคราะห์กรรมเป็ นของตัวเอง
เกาอี้กล่าว “ตอนนี้จะเอาอย่างไร?”
นางถอนหายใจเบาๆ “หากเจ้าได้รับการยอมรับจากสายกระบี่ บางสายจากที่นี่ ข้าก็จะช่วยเจ้าช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งบน มหามรรคามา พวกคนอย่างจิงเฮาแห่งหลิวเสียทวีป ครองต าแหน่ง โดยไม่ทาอะไรสักอย่าง ควรจะยกตาแหน่งให้คนอื่นได้แล้ว”
เกาอี้ถาม “แล้วเจ้าล่ะ?”
นางกล่าว “รอให้เจ้าสะสมคุณูปการได้มากพอ สามารถยกเรือน บินทะยานตอนกลางวันได้แล้วค่อยแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน”
เกี่ยวกับซากปรักถ้าสวรรค์ที่เป็ นพื้นฐานแห่งความสาเร็จบน มรรคาแห่งนั้น ขอแค่เฉินชิงหลิวไม่ลงมือ อันที่จริงโอกาสชนะของ นางก็มีไม่น้อย
เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้ไม่มีความจาเป็ นต้องบอกกับเกาอี้ หลีกเลี่ยงไม่ให้เขามองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ประมาทเลินเล่อ กลับ กลายเป็ นว่าจะทาให้เสียเรื่อง
และเวลานี้เอง
กระบี่หนึ่งก็พลันฟันเปิดพันธนาการของฟ้ าดินสองแห่งในเสี้ยว วินาที
แสงกระบี่เส้นนี้กลับไม่ได้เหมือนฟันจากข้างนอกมาข้างใน แต่ เหมือนฟันจากข้างในเปิดประตูออกไปข้างนอกอย่างไรอย่างนั้น
มีบุรุษสวมชุดเขียวสะพายกระบี่คนหนึ่งเดินออกมาจากประตู บานนั้น เขาเอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ไม่ได้เป็ นอิ่นกวานแล้ว แต่กลับ ทาเรื่องที่สิงกวานจะทา”
ในที่สุดเฉินผิงอันก็เข้าใจแล้วว่าทาไมหลี่เซิ่งถึงได้ให้ตนมาที่นี่
ถือเป็ นการช่วยศาลบุ๋นเตือนนางว่าวันหน้าจะทาอะไรอย่าได้ล้า เส้น?
ผีหญิงสะพายกระบี่สวมชุดกระโปรงสีขาวขมวดคิ้วน้อยๆ
เกาอี้ตะลึงพรึงเพริดสุดขีด รีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน
ข้างกายของเฉินผิงอันมีบุคคลผู้หนึ่งที่อาพรางตัวอยู่ที่นี่มานาน แล้ว คือสาวงามรูปโฉมงามพิลาส เรือนกายสูงเพรียวคนหนึ่ง โฉม หน้าของนางถึงกับไม่เป็ นรองสตรีกระโปรงขาวผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย
พรสวรรค์ที่น่ากลัวของป๋ ายจิ่งไม่ได้อยู่แค่วิถีแห่งการหลอมกระบี่ เท่านั้น แต่เป็ นความวิปริต ไร ้เหตุผล…ในทุกด้าน ตามค ากล่าวของ เฒ่าตาบอด หากไม่เป็ นเพราะสวรรค์ริษยาป่ านนี้นางก็คงได้ผสาน มรรคาไปนานแล้ว
ในยุคบรรพกาล ขอบเขตต่ากว่าสิบสี่ลงมา ผู้ฝึกกระบี่ป๋ ายจิ่งไร ้ ศัตรูทัดเทียมได้ยิ่งกว่าเสียวโม่จริงๆ
ป๋ ายจิ่งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “แม่นางท่านนี้ มีฉายาหรือไม่ ไหนลอง บอกให้ฟังหน่อยสิ?”
สตรีกระโปรงขาวสีหน้าเย็นชา ไม่เอ่ยอะไรสักค า
เฉินผิงอันอธิบายว่า “หากเดาไม่ผิดล่ะก็ ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าผู้ นี้นางชื่อเจิ้งตั้น ไม่มีฉายา ว่ากันว่ากราบอาจารย์เรียนเวทกระบี่มา จากเยว่หนวี่ เวทกระบี่ของเยว่หนวีเคยมีชื่อเสียงทัดเทียมกับคน พิฆาตมังกร เจิ้งตั้นมีความจริงใจในการเรียนรู ้บนมรรคา ศึกษาวิชา ได้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในศาสตร ์แห่งการต่อสู้ด้วย มือเปล่า ครบทั้งระยะไกลระยะใกล้ ภายในอัดแน่นด้วยจิตวิญญาณ ภายนอกแผ่กระจายพลังอานาจ ปราณกระบี่ฟาดฟันจนเมฆาสาย ขาดรุ ้งสะบั้น”
เจิ้งตั้นตกตะลึงเล็กน้อย พยักหน้าเอ่ยว่า “อาจารย์เฉินชมกัน เกินไปแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “หลี่เซิ่งหวังว่านับจากวันนี้ไปผู้อาวุโสจะไม่ กระทาการล้าเส้น”
เจิ้งตั้นพยักหน้า “มีหลี่เซิ่งอยู่ กฎระเบียบก็ยังคงอยู่”
เฉินผิงอันก็ไม่พูดอะไรมากอีก ถึงอย่างไรตนก็ช่วยน าความมา บอกต่อแล้ว
ป๋ ายจิ่งแสยะยิ้ม “ฟังจากน้าเสียงแล้วคือหากจอมปราชญ์น้อยไม่ อยู่ก็จะก่อกบฏแล้วอย่างนั้นรึ?”
เจิ้งตั้นยิ้มบางๆ “ ผู้อาวุโสอยากจะคิดอย่างไรก็เป็ นเรื่องของผู้ อาวุโส”
หากไม่เป็ นเพราะมีดวงจิตดวงหนึ่งอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เรือนกายที่มี เลือดเนื้อ คาดว่าเกาอี้คงเหงื่อเปียกเต็มสันหลังไปแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “เซียนกระบี่เกาตื่นเต้นหรือไม่?”
เกาอี้หน้าดาทะมึน
คลื่นลูกหนึ่งสงบลง คลื่นอีกลูกหนึ่งก็โถมขึ้นมาอีก
มีคนผู้หนึ่งเดินก้าวเข้ามาในพื้นที่ลับแห่งนี้ ยังคงเข้ามาได้ราว กับเข้ามาในดินแดนไร ้ผู้คน “เจิ้งตั้น นครจักรพรรดิขาวขาดหุนเจ่อ อยู่คนหนึ่ง เจ้าสนใจหรือไม่?”
เจิ้งตั้นคารวะผู้ที่มาเยือนอย่างนอบน้อม เอ่ยอย่างไม่ลังเลว่า “ข้า ยินดีติดตามอาจารย์เจิ้งฝึกตนไปบนมหามรรคา”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า “รอกระทั่งเรื่องราวที่หลิวเสียทวีปสิ้นสุดลง สะสางหนี้กับเกาอี้จนหมดสิ้นแล้ว เจ้าก็ไปเฝ้ าประตูที่นครจักรพรรดิ ขาว”
อารมณ์ของเกาอี้ซับซ ้อนอย่างถึงที่สุด เพียงแต่ว่าเมื่อมองไปยัง คนชุดเขียวอีกครั้ง เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ล่ะ?
เจิ้งจวีจงยิ้มถาม “เฉินผิงอันอยากจะไปดูที่นครจักรพรรดิขาว หน่อยหรือไม่? ไม่อย่างนั้นวันหน้าเมื่อเจ้าเดินทางไปเยือนทวีปแดน เทพแผ่นดินกลาง นครจักรพรรดิขาวกลับปิดประตูเพื่อความมงคล ไปแล้ว จะเปิดอีกเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่นอนหรอกนะ”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ต้องกลับแจกันสมบัติทวีปแล้ว”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นค่อยเจอกันใหม่วันหน้า”
ก่อนจะออกเดินทาง เจิ้งจวีจงยิ้มมองไปยังป๋ ายจิ่ง “สหายป๋ างจิ่ง ขอแค่เจ้ายอมสังหาร โม่เชิงก็จะสามารถหลุดพ้นทัณฑ์แห่งการ ผสานมรรคาไปได้”
เฉินผิงอันสีหน้าไร ้อารมณ์
ป๋ ายจิ่งแสยะยิ้ม “ตอนที่ปิดด่านอยู่กับเฒ่าตาบอดก็คิดได้แล้ว เพียงแต่ว่าเส้นทางผสานมรรคาเส้นนี้ออกจะต่าช ้าไปสักหน่อย ไม่มี ความหมายอะไร”
เจิ้งจวีจงกล่าว “น่าเสียดายนัก ในเมื่อเดิมทีชะตาชีวิตลิขิต มาแล้วว่าแม้กระทั่งคนรักก็ยังสังหาได้ บนโลกมนุษย์ใบนี้จะยังมี มนุษย์คนใดมีสิ่งของสิ่งใดที่สังหารไม่ได้อีก ฟาดฟันกระบี่ไปตลอด ทางทั่วโลกมนุษย์จนกระบี่หัก ฟันจนใต้หล้านี้ไม่เหลือผู้ฝึกกระบี่อีก ต่อไป ป๋ ายจิ่งก็จะมีโอกาสเสี้ยวหนึ่งในการเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้า”
ป๋ ายจิ่งเม้มปาก
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “เป็ นเส้นทางที่ต่าช ้า? ไฉนต้องหลอกตัวเองด้วย เล่า พบเจอผู้คนด้วยรูปโฉมของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว เดิมทีก็ ต้องฟาดฟันจิตวิญญาณของตัวเองก่อนแล้วค่อยพิฆาตจิตมารโม่ เซิง เป็ นสิบสี่ก่อน แล้วค่อยใช ้กระบี่ฟันกระบี่ ใช ้กระบี่ฟันเส้นทาง ผสานมรรคาในใต้หล้า แล้วค่อยแสวงหาขอบเขตสิบห้า ไฉนพอถึง เวลาเข้าจริงกลับกลายเป็ นว่าเสียใจภายหลังแล้วเล่า?”
ป๋ ายจิ่งยู่หน้า รู ้สึกไม่เป็ นธรรมอย่างถึงที่สุด สอดสองมือรองไว้ใต้ ท้ายทอย เชิดศีรษะขึ้นสูงทอดสายตามองไปยังทิศไกล “เดิมทีชีวิตนี้ ก็ไม่รู ้จักความกลัดกลุ้มอยู่แล้วนะ”
กลัวที่สุดว่าจะได้เจอกับความอ่อนโยน เมื่อได้เจอแล้วก็จะยิ่งตัด ใจไม่ลง
เจิ้งจวีจงพยักหน้า “ป๋ ายจิ่งที่เป็ นเช่นนี้ถึงจะเป็ นป๋ ายจิ่ง ไม่เสีย แรงที่ในศึกเดินขึ้นฟ้ าเป็ นผู้ฝึ กตนหญิงคนแรกที่เดินนาเข้าไปใน ประตูสวรรค์ก่อน”
เฉินผิงอันได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึงไป หันหน้าไปมองป๋ ายจิ่ง
สตรีคนแรกที่เดินผ่านประตูสวรรค์อย่างนั้นหรือ?
เขาเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็ นครั้งแรก
เมื่อก่อนแค่เคยได้ยินมาว่าในศึกเดินขึ้นฟ้ าครั้งนั้น คือนักพรต คนแรกของโลกมนุษย์ที่เป็ นผู้เปิดเส้นทางเดินขึ้นสู่ที่สูง ส่วนผู้ฝึกตน
ชายคนแรกที่เข้าไปในประตูใหญ่คือผู้นาของผู้ฝึกกระบี่ที่เป็ นสิบผู้ กล้าแห่งใต้หล้ายุคบรรพกาลเช่นเดียวกัน
ป๋ ายจิ่งกล่าวด้วยน้าเสียงเรียบเฉยว่า “นับตั้งแต่วันแรกที่หลอม กระบี่ฝึกบาเพ็ญตนข้าก็ได้ให้ค าปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าต้องใช ้เรือน กายของมนุษย์ที่ไม่ใช่เทพมองพื้นดินมาจากบนฟ้ า”
เจิ้งจวีจงขอตัวกลับไปด้วยรอยยิ้ม
มิน่าเล่าจูเหลี่ยนที่อยู่บนภูเขาถึงได้พูดประโยคนั้นกับเสี่ยวโม่ว่า เจ้าเคยเจอแม่นางที่หยิ่งทระนงยิ่งกว่าเซี่ยโก่วหรือไม่?
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “เซี่ยโก๋ว เสี่ยวโม่รู ้เรื่องในอดีตพวกนี้หรือไม่?”
ป๋ ายจิ่งกลับคืนมาเป็ นปกติแล้ว นางหัวเราะร่า “รู ้สิ ข้าเล่าให้เขา ฟังทุกเรื่องนั่นแหละ”
เฉินผิงอันอดกลั้นอยู่นาน สุดท้ายก็อดไม่ไหวด่าออกมา “มารดา มันเถอะ เจ้าโง่เสี่ยวโม่นี่นะ”
ป๋ ายจิ่งบ่น “ห้ามพูดถึงเสี่ยวโม่แบบนี้นะ”
เฉินผิงอันพูดไม่ออก นาทีถัดมาก็หวนกลับมาถึงแจกันสมบัติ ทวีปแล้ว ร่างของเขาอยู่ที่อาเภอหย่งเจียเมืองหลวงของแคว้นอวี้เซ วียน
คงเป็ นเพราะความหยิ่งทระนงก็คือหัวกาแพงสูงลิ่ว เมื่อคนที่ชอบ เดินอยู่บนหัวก าแพงใต้ฝ่าเท้าจึงจะเป็ นความหยิ่งทระนง