กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1101.3 หากไม่มีธุระอื่น
เฉินผิงอันพยักหน้ากล่าว “สมัยโบราณมีชื่อว่าเลี่ยนตัน คือ พื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลแห่งหนึ่งที่กลิ่นอายแห่งมรรคามารวมตัวกันไม่ สลายหายไปไหน เคยเดินผ่านหลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้าไปดูข้างใน อาศัยแค่มองลมปราณก็พอจะมองออกคร่าวๆ ว่าเป็ นนักพรตที่ เชี่ยวชาญคาถาอัคคีคนหนึ่ง สร ้างเตาหลอมโอสถวารีอยู่ในอาราม ฉงหยาง คาดว่าน่าจะเป็ นคนมหัศจรรย์ที่กล้าหลอมโอสถทองในนอก ไปคู่กันเลย ข้าเดาว่าขอบเขตของเจ้าอารามอาจจะไม่สูงสักเท่าไร แต่ฝีมือด้านยานอกกลับไม่ตื้นเขิน ทาไม ได้เจอหน้ากันแล้วหรือ?”
คนทั้งหลายที่เจอในตรอกเถียนสุ่ยก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะไป ขอวาสนาเซียนที่อารามฉงหยาง
ระบบสืบทอดสายเต๋ามีมากมายหลากหลาย พูดถึงแค่พรรคยา นอกกับพรรคยาใน ช่วงขอบเขตโอสถทองก็มีเส้นแบ่งอยู่เส้นหนึ่ง ต่ากว่าโอสถทอง ยานอกเหนือกว่า พวกนักพรตที่เชื่อมั่นในการ หลอมเงินและทอง กินยาเพื่อกลายเป็ นเซียน อาศัยวัตถุภายนอกมา สร้างความมั่นคงแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ส่วนใหญ่จะฝ่ าทะลุขอบเขต ได้ว่องไว ส่วนเหนือโอสถทองขึ้นไป แม้ยาในจะไม่ถึงขั้นกลายเป็ น ซี่โครงไก่ แต่กลับไม่ได้สาคัญสักเท่าไรแล้ว แต่ว่าเรื่องราวก็ย่อมมี ข้อยกเว้น ทางฝั่งของใต้หล้ามืดสลัว สายของยานอกก็มีระบบสืบ
ทอดอยู่หลายสายที่สามารถชี้ตรงไปสู่บินทะยานได้ ทางฝั่งของใบถง ทวีป ต าหนักพยัคฆ์เขียวของลู่ยงก็ถือเป็ นสายยานอกของลัทธิเต๋า ตามแบบฉบับ
กู้ช่านเอ่ย “เพิ่งจะเคยเจอกัน พูดคุยกันไปสองสามประโยค เจ้า อารามที่อยู่ที่นั่นคล้ายจะเป็ นเซียนดินโอสถทองคนหนึ่ง ใจกล้าไม่
| น้อย ถึงกับตั้งฉายาให้ตัวเองว่าหุยลู่” เฉินผิงอันยิ้มรับ |
กู้หลิงเยี่ยนเอ่ยเสียงเบา “ไม่ได้อยู่ที่ใต้หล้ามืดสลัวที่ฉายามีเพียง หนึ่งเดียว ไม่อนุญาตให้ตั้งเองส่งเดช มีฉายาได้แค่อย่างเดียวเสีย หน่อย ทาเอาฉายาล้าค่าเหมือนเส้นทางการผสานมรรคาอย่างไร อย่างนั้น ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาลนี้ นอกจากผู้ฝึกตนทาเนียบแล้ว ฉายาก็สามารถตั้งใจได้ตามใจชอบไม่ใช่หรือ”
เฉินผิงอันพยักหน้า
กู้ช่านไม่พูดอะไรในเรื่องนี้อีก เพียงเปลี่ยนหัวข้อไปถามว่า “ต้องการให้ข้าใช ้ยันต์สามภูเขาไปเยือนภูเขาเจินอู่สักรอบเพื่อเรียก หลิวเสี้ยนหยางกลับมาหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รีบไปรีบกลับ ข้าขอแอบอู้ รอพวกเจ้าอยู่ที่นี่แล้วกัน”
หลิวเสี้ยนหยางเคยคว่าโต๊ะดูดวงของลู่เฉิน แล้วยังป่ าวประกาศ ด้วยว่าเจอครั้งหนึ่งเขาก็จะซ ้อมอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง
เมื่อก่อนไม่รู ้สถานะของนักพรตสวมกวานดอกบัวผู้นั้นจึงไม่ ขลาดกลัว ทุกวันนี้ต่อให้รู ้แล้วว่าอีกฝ่ ายคือลู่เฉิน หลิวเสี้ยนหยางก็ ยังไม่เกรงกลัว
หลังจากที่กู้ช่านจากไป เฉินผิงอันก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา จากชายแขนเสื้อ แผ่นยันต์กลายเป็ นลาแสงหลากสีที่พุ่งออกจาก เรือนไปอย่างว่องไว ยามที่แผ่นยันต์หล่นลงบนพื้น อู๋ตีนักพรตวัย กลางคนก็ไปปรากฏกายนอกก าแพงของอารามฉงหยางเรียบร ้อย แล้ว
หลักๆ เพราะกังวลว่ากู้ช่านจะไปชักน าผลกรรมบางอย่างมาโดย ไม่ได้ตั้งใจ เฉินผิงอันจึงต้องสืบเสาะให้รู ้ ต้องได้เห็นเองกับตาถึงจะ วางใจ
แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีคน “ตีนเขา” ที่พบเจอในตรอก เถียนสุ่ยกลุ่มนั้น เฉินผิงอันรู ้สึกว่าเรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็ เล็ก ด้วยนิสัยของเขาแล้วจึงต้องเห็นเองกับตาถึงจะเชื่อได้
กู้หลิงเยี่ยนได้แต่ทาเป็ นว่าไม่รู ้ต้นสายปลายเหตุ
เปลี่ยวร ้างบ้านเกิดย่อมไม่มีกฎระเบียบใดๆ แต่ไม่ได้ขาดผู้กล้า เนื่องจากขาดการวางแผนการ มิตรภาพที่เป็ นตายล้วนพึ่งพากันได้ ไม่แน่ว่าอาจมีมากยิ่งกว่าไพศาลเสียอีก
ทว่าความสัมพันธ ์อย่างกู้ช่านกับเฉินผิงอันนี้ นางเองก็เพิ่งจะเคย เห็นเป็ นครั้งแรก
คนเก่าแก่ของสกุลหม่าอย่างพวกหญิงชรายังคงขบคิดถึงสถานะ ของคนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อกันอยู่ไม่เลิก
แม้จะบอกว่าพวกเขามีที่ไปแล้ว วันหน้าเกินครึ่งก็น่าจะติดตาม คนหนุ่มผู้นั้นไปใช ้ชีวิต แต่ขอแค่ไม่ต้องติดตามอาจารย์เฉินไปอยู่ที่ ภูเขาลั่วพั่วก็พอแล้ว!
ก่อนที่กู้ช่านจะจากไป เขาเหลือบมองหวงเลี่ยแวบหนึ่ง
ตอนที่ข้าอยู่ เจ้าเอาคนบางคนมา “กระทบกระเทียบ” ข้าสองครั้ง ยามที่ข้าไม่อยู่ หากเจ้ายังกล้าทาเช่นนี้ วันนี้รับเจ้าเป็ นผู้ถวายงาน แต่กลับกลายเป็ นว่าวันนี้ต้องทาความสะอาดเรือนไปพร ้อมกัน เรื่อง แบบนี้คนอื่นทาไม่ได้ แต่ข้ากู้ช่านสามารถทาได้สบายๆ เลยล่ะ
หวงเลี่ยคล้ายจะใจฝ่ อ จึงรีบผงกศีรษะตอบรับ วางใจเถอะ จะไม่ ยอมเปิดโอกาสให้เจ้าส านักกู้เข้าใจผิดอีกแล้ว!
ในอารามฉงหยาง บรรยากาศเงียบสงบ ท่ามกลางแสงสนธยา สี แดงเรื่อดั่งลวดลายกระดาษเขียนจดหมาย ริ้วน้าประหนึ่งอักขระ ศักดิ์สิทธิ์ ปลาในบ่อเหมือนอยู่ในคัมภีร ์เต๋าเล่มหนึ่ง สามารถกิน ตัวอักษรเทพเซียน
มีนกแปลกตาตัวหนึ่งพุ่งแหวกคลื่นน้า บินโฉบให้เกิดเงาเหนือ ผิวน้า
นักพรตเฒ่าหนวดยาวพลิ้วไสวคนหนึ่งเดินมา ที่แท้ก็เพราะเฉิง เฝิ งเสวียนเจ้าของที่แห่งนี้สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในอาราม
นักพรตเฒ่าทามุทราคานวณ เหตุและผลไม่แน่ชัด ดั่งปมเชือกที่พัน กันยุ่งเหยิง ตอนนี้ยากจะบอกว่าดีหรือร ้าย จึงหยุดการฝึ กฝนวิชา กลางคัน เดินออกมาจากกระท่อมเรียบง่าย นักพรตเดินด้วยท่าก้าวสี่ ทิศ มีบารมีอานาจอย่างยิ่งสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาคือนักพรตวัย กลางคนผู้หนึ่งที่ชมทัศนียภาพอยู่ริมน้า เพียงแต่ไม่รู ้ว่าเป็ นเพื่อนร่วม
อาชีพหรือเป็ นคนร่วมเส้นทางกันแน่
นักพรตเฒ่าไม่แน่ใจในจุดประสงค์ของอีกฝ่ าย หากจะบอกว่า ทางอารามปิดประตูอยู่ตลอดทั้งปี ในเมืองหลวงแห่งนี้จึงไม่มีสหายที่ ไปมาหาสู่กัน แล้วก็ไม่มีชายหญิงผู้มีจิตศรัทธาที่มาจุดธูปกราบไหว้ ที่นี่
ดังนั้นหากอีกฝ่ ายไม่ได้ปืนกาแพงเข้ามาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ก็ คงต้อง…เป็ นผู้ฝึกบ าเพ็ญตนที่มีคาถาเทพ สามารถหดย่อพื้นที่ข้าม ผ่านภูเขาสายน้าพันลี้ เห็นภาพปรากฏตรงหน้าอย่างแจ่มชัดได้อย่าง แท้จริงแล้ว
เฉิงเฝิงเสวียนมองประเมินอีกฝ่ ายอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เริ่มมีการคาด เดาบางอย่าง ก่อนจะยิ้มถามว่า “ใช่นักพรตอู๋ เทพแห่งการท านายอู๋ ที่ตั้งแผงอยู่ในตรอกไหเอ๋อร ์อาเภอหย่งเจียหรือไม่?”
ดูแค่การแต่งกายของอีกฝ่ ายก็แยกไม่ออกว่ามาจากระบบสืบ ทอดสายเต๋าเส้นใดของบนภูเขา
เฉินผิงอันพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พูดเข้าประเด็นโดยตรงว่า “ผินเต้าอู๋ตี ไม่มีฉายา เมื่อครู่ได้ยินสหายเล่าให้ฟังว่าฉายาของเจ้า อารามเฉิงคือหุยลู่? ผินเต้าใช ้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานแล้ว เดินผ่านที่นี่มา ก็หลายครั้ง เนื่องจากไม่กล้ารบกวนจึงไม่เคยแวะมาเยือน รอกระทั่ง วันนี้ได้ยินสหายพูดถึงเฉิงเจินเหริน ในคาพูดแฝงไว้ด้วยความ เลื่อมใสที่มีต่อเจ้าอาราม กลัวว่าจะพลาดผู้อาวุโสที่บรรลุมรรคาคน หนึ่งไป ผินเต้าก็เลยบังอาจแวะมาเยี่ยมเยือนที่นี่”
เฉิงเฝิงเสวียนลูบหนวดยิ้ม พูดเหน็บแนมว่า “ฉายาที่ตั้งขึ้นด้วย ตัวเองจะคิดเป็ นจริงเป็ นจังได้อย่างไร สหายอู๋คงไม่ได้ถูกท าให้ตกใจ แล้วหรอกนะ หรือจะมองผินเต้าเป็ นคนชั่ว คิดจะจับตัวไปส่งที่ว่าการ อาเภอเพื่อขอรับรางวัล?”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าอารามพูดตลกแล้ว”
เฉิงเฝิงเสวียนเองก็คร้านจะพูดอ้อมค้อม ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่า เงาจะเอียง ถึงอย่างไรเวลาอันดีงามก็มีจากัด ไม่ควรจะมาสิ้นเปลือง ไปกับการแสร้งท าทีเป็ นมิตรอย่างไม่จริงใจ จึงพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่า “คนสว่างไม่พูดจามีลับลมคมใน ไม่ทราบว่าสหายอู๋มาที่นี่เพื่อชม ทัศนียภาพหรือมาเพื่อประลองวิชาความรู ้อยากจะวัดความสามารถ ของผินเต้า?”
หากจะบอกว่าคนร่วมอาชีพคือศัตรู ทว่าเขาที่อยู่ในอารามฉง หยางแห่งนี้มักจะเก็บตัวเงียบไม่ค่อยออกไปไหน ตั้งใจหลอมยาอย่าง เดียว รับลูกศิษย์มาแค่สองคน ไม่เคยแก่งแย่งชิงดีกับโลกภายนอก
กับสหายที่ตั้งแผงดูดวงหาเงินผู้นี้ก็ถือเป็ นน้าบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้าคลอง ไม่มีเหตุผลให้พวกเขาต้องขัดแย้งกันถึงจะถูก
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ขอละลาบละล้วงถามสักหน่อย บรรพบุรุษใน ส านักของเจ้าอารามเฉิงได้มาจากสายพรรคโหลวกวานหรือไม่?”
เฉิงเฝิงเสวียนเงียบงัน ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด เผยสีหน้า เสียใจออกมาเล็กน้อย “คิดไม่ถึงว่าสหายอู๋จะรู ้เรื่องเก่ายุคโบราณ เรื่องนี้ บอกตามตรง ผินเต้ามาจากสายรองของพรรคโหลวกวานจริง เพียงแต่ว่าไม่ใช่การสืบทอดที่ถูกต้อง มีต้นกาเนิดเดียวกันแต่แยก ย้ายไปคนละสาย น้าต้นกาเนิดได้แห้งขอดไปนานแล้ว สายนี้ของผิน เต้าถึงได้มีสภาพน่าเวทนาอย่างทุกวันนี้นี่แหละ”
ในยุคบรรพกาล พวกเจินเหรินปรากฏตัวออกมาไม่ขาดสาย ลัทธิเต๋าในใต้หล้าไพศาลเวลานั้นเคยมีคากล่าวที่ว่าพรรคโหลวก วานสูงที่สุด พรรคตงหัวใหญ่ที่สุด
และระบบสืบทอดลัทธิเต๋าของพรรคโหลวกวานนี้ นอกจากจะ เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร ์โบราณ รู ้แจ้งตาแหน่งการโคจรของ ดวงดาว และสันทัดในศาสตร์พยากรณ์จากลม เขาสัตว์และการโผ บินของนกแล้ว ในด้านของการหลอมยาก็เชี่ยวชาญมากเช่นกัน หา ไม่แล้วก็ไม่อาจยึดครองคาว่า “สูงที่สุด’ มาได้
เมื่อเฉินผิงอันแน่ใจว่าอีกฝ่ ายไม่ได้พูดโกหกก็ให้รู ้สึกอ่อนใจ เล็กน้อย ที่แท้เส้นสายที่ถูกอาพรางอย่างลึกล้าเหมือนปลาที่ซ่อนอยู่ ใต้ก้นบึงน้านี้ก็ไม่ได้อยู่บนร่างของกู้ช่าน แต่อยู่บนร่างของตน
ตงไห่เจ้าอารามผู้เฒ่าของอารากวานเต๋า เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวผู้นั้น เขาแอบให้การดูแลอารามจินติ่งในใบถงทวีปที่เป็ นสายของพรรค โหลวกวานอย่างลับๆ ถึงขั้นที่ว่าเคยเรียกร ้องไม่ให้ภูเขาลั่วพั่วและ เจียงซ่างเจินลงมือต่อเส้ายวนหราน ปีนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่ามอบหนึ่ง ในสี่ส่วนของพื้นที่มงคลดอกบัวให้กับภูเขาลั่วพั่ว พวกเขาก็เลยต้อง ใช ้หนี้คืน? ต้องจ่ายดอกเบี้ยส่วนหนึ่งให้กับอารามฉงหยางแห่งนี้ ก่อน? ไม่รู ้ว่าคนสามคนที่เจอก่อนหน้านี้ หากสืบสาวไปถึงต้นก าเนิด แล้ว ใครจะมีความเกี่ยวพันกับบรรพจารย์คนใดของพรรคโหลวก วานที่แตกแขนงไปหลายสายหรือไม่?
เฉินผิงอันใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เริ่มพูดจาเหลวไหลด้วยสี หน้าจริงจังว่า “ในเมื่อจิ้งซื่อยินดีปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ผิน เต้าเองก็ไม่ควรเสแสร ้งแกล้งท า ควรจะ “บอกความจริง” ดั่งการมอบ ผลท้อตอบแทนผลหลี ตอนที่ผินเต้าอายุยังน้อยเคยเดินทางท่องไป ทั่วสารทิศ ในอดีตภายใต้โชคนาพาก็เคยมีวาสนาที่ไม่ตื้นเขินกับ ระบบสืบทอดของบรรพจารย์สายหนึ่งของพรรคโหลวกวานในพื้นที่ แห่งหนึ่งทางทิศเหนือของใบถงทวีป ประหนึ่งการปลูกต้นไม้ที่ควรจะ ผลิดอกและผลก็สุกจนร่วงลงมาแล้ว”
เฉิงเฝิ งเสวียนร ้องอ้อด้วยน้าเสียงที่แฝงไว้ด้วยความสงสัย เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากึ่งเชื่อกึ่งกังขา ไม่ได้เชื่อทั้งหมด จะมีเรื่องดีที่ เหมือนตกลงมาจากฟ้ าเช่นนี้จริงๆ หรือ?
เฉินผิงอันกล่าวต่ออีกว่า “ผินเต้าทาธุระในเมืองหลวงแคว้นอวี้เซ วียนแห่งนี้เสร็จเรียบร ้อยแล้ว อีกเดี๋ยวจะต้องออกดินทางไกลไปที่อื่น ต่อแล้ว ในตรอกจู่กานของอาเภอหย่งเจียมี “เรือนผี” แห่งหนึ่งที่ผู้คน เล่าลือกันไปปากต่อปาก หน้าประตูแขวนหญ้าอ้ายฉ่าวไว้หนึ่งต้นเจ้า อารามไปที่นั่น แค่มองลมปราณก็จะรู ้ได้เลย เจ้าของเรือนมีชื่อว่าเช วียหรูอี้ แม้นางจะเป็ นผี แต่กลับมีจิตใจที่มุ่งหามรรคา มีจิตวิญญาณ ใสสะอาดบริสุทธิ์ผินเต้าเคยไปพักอาศัยอยู่ที่นั่นนานหลลายเดือน มี ความสัมพันธ ์ที่ไม่ตื้นเขินกับนาง เรียกขานกันเป็ นสหาย นางกับถง ซานจวินแห่งมหาบรรพตประจิมที่มีฉายาเทพว่าต้าเต้ามีมิตรภาพ ส่วนตัวกันอยู่บ้างแล้วก็เพราะพึ่งใบบุญของนาง ผินเต้าถึงได้โชคดี ได้พบหน้าถงเสินจวินในเรือนแห่งนั้นครั้งหนึ่ง นอกจากที่เจ้าอาราม เฉิงจะหลอมยาแล้ว หากมีเวลาว่างก็สามารถแวะไปที่นั่นได้ บอกไป ว่าเป็ นสหายเก่าของอู่ตีก็พอ”
เฉิงเฝิงเสวียนแสร ้งท าเป็ นเยือกเย็น แต่ในใจกลับแอบจุ๊ปากรัวๆ สหายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้มีโชควาสนาลึกล้ายิ่งนัก ถึงกับมีวาสนาได้พบ หน้ากับถงเสินจวินเชียวหรือ?
เรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังอยู่ในอาณาเขตของมหา บรรพตประจิม ย่อมไม่มีใครกล้าพูดเหลวไหล แปะทองลงบนใบหน้า
ของตัวเองอย่างส่งเดช ไม่อย่างนั้นก็ไม่กลัวว่าจะโดนฟ้ าผ่าจริงๆ หรือ?
อันที่จริงนอกจากจะประหลาดใจแล้ว เฉิงเฝิงเสวียนยังรู ้สึกตกใจ อย่างมาก….เพียงแค่เพราะการหลอมยาเตาหนึ่งที่สาคัญที่สุดของเขา เดิมทีก็ก าหนดไว้ว่าจะเปิดเตาหลอมช่วงกลางวันของเทศกาลตวนอู่ ปีนี้ ขอแค่ยาที่ในตาราโอสถซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษเรียกขาน ว่ายา “ปลายามเที่ยง” เตานี้หลอมได้สาเร็จ ไม่มากไม่น้อย มีแค่สอง เม็ด จะขาดเม็ดใดเม็ดหนึ่งไปไม่ได้ เกินมาก็ไม่ได้เช่นกัน สองเม็ด แบ่งเป็ นหยินและหยางได้พอดี แต่นักพรตเฒ่ากลับไม่มีความมั่นใน ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะขาดตัวยาที่สาคัญที่สุดส่วนหนึ่งไป ต่อ ให้เขาจะทุ่มเทความคิดความสามารถทั้งหมดที่มี เลือกอารามฉง หยางเป็ นเตาหลอม จากนั้นยังเลือก “กลอนเที่ยงวัน” เป็ นตัวสยบ การาบแล้ว แต่กระนั้นก็ยังขาดวัตถุในการหลอมยาที่ส าคัญอย่างถึง ที่สุดตัวหนึ่งไป เป็ นเหตุให้เตาหลอมจุดไฟได้แล้ว แต่กลับไม่สามารถ ทาให้ “น้าเดิน” ได้อย่างที่บรรยายไว้ในตาราโอสถ! หากสามารถเผา ต้นอ้ายข่าวตระกูลเซียนต้นหนึ่งได้ก็จะเหมือนการจุดไฟในหม้อนึ่ง รมยาให้ควันเคลื่อนมาในอารามทาให้โชคชะตาน้ามารวมตัวกันได้ มากกว่าเดิม? นี่จะไม่ใช่ว่า…..สวรรค์เป็ นใจหรอกหรือ?! การที่ นักพรตเฒ่าไม่ได้เผยสีหน้ายินดีออกมาก็เพราะตอนนี้ยังไม่รู ้ว่าระดับ ขั้นของหญ้าอ้ายฉ่าวที่อยู่หน้าประตูเรือนผีคือระดับไหน? เผาไปแล้ว ก าลังไฟจะมากหรือน้อย?
นักพรตเฒ่ายิ่งคลางแคลงไม่แน่ใจ วันนี้การที่ตนได้พบเจอกับ นักพรตอู๋ตี หรือว่าจะเป็ นวาสนาที่ลี้ลับมหัศจรรย์นาพาจริงๆ? เป็ นไป ตามคากล่าวของอีกฝ่ ายที่บอกว่าควรจะผลิดอกออกผล ผลสุกหลุด จากขั้วจริงๆ?
ความตั้งใจเดิมของเฉินผิงอันก็คือช่วยสานสะพานความสัมพันธ ์ ให้เจ้าอารามท่านนี้กับเชวียหรูอี้เสียก่อน ให้ทั้งสองฝ่ ายได้ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ผูกความสัมพันธ ์ควันธูปต่อกัน วันหน้าหากอารามฉงหยา งเจอเรื่องยากลาบากอะไรจริงๆ ก็สามารถอาศัยเขวียหรูอี้หรือไม่ก็ถง เหวินช่างให้ไปบอกต่อ เฉินผิงอันจะเป็ นคนชั่งน้าหนักว่าควรจะช่วย หรือไม่ช่วย หากช่วยแล้วควรจะช่วยอย่างไร
เฉินผิงอันเองก็ตกตะลึงไม่น้อย ถามเหมือนชวนคุยว่า “ผินเต้า เคยเจอกับเด็กหนุ่มยากจนจากต่างถิ่นคนหนึ่ง มีชื่อว่าป๋ ายอวิ๋น ท่าน ปู่ ของเขาเคยเดินขายภาพวัวฤดูใบไม้ผลิ ตอนที่เดินผ่านแผงดูดวง ผินเต้าก็เลยช่วยทานายดวงให้ คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีวาสนาบน ภูเขาไม่ทราบว่าจิ้งซือเคยเจอคนผู้นี้หรือไม่?”
เฉิงเฝิงเสวียนส่ายหน้า “ผินเต้าไม่เคยย่างเท้าออกจากเรือนจึง ไม่เคยเจอเด็กหนุ่มคนนี้”
เพียงแต่ว่านักพรตเฒ่าก็เอ่ยเสริมมาอย่างรวดเร็วว่า “ลูกศิษย์ สองคนของผินเต้า บางครั้งก็ออกไปซื้อของที่ตลาด ไม่แน่ว่าอาจเคย เจอคนผู้นี้”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ พูดด้วยสีหน้าเป็ นปกติ “เดิมทีผินเต้าคิดว่า โชควาสนาตระกูลเซียนครั้งนี้น่าจะหล่นลงบนร่างของเจ้าอารามเฉิง หรือไม่ก็อารามฉงหยางแล้ว แต่ตอนนี้มาลองมองดูแล้วกลับไม่แน่ เสมอไป”
นี่ก็คือข้อดีของขอบเขตสูงแล้ว ได้ยินเสียงในใจของคนอื่นได้
ชัดเจนดังราวฟ้ าผ่า
หญ้าอ้ายฉ่าวที่แขวนไว้หน้าประตู ก่อนหน้านี้เป็ นลู่เฉินที่มอบให้ เซวียหรูอี้ หลีกเลี่ยงไม่ให้ศึกระหว่างเฉินผิงอันกับหม่าขู่เสวียนสร ้าง ความเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไป ไม่ทันระวังท าร ้ายไปถึงจิตวิญญาณ ของนางที่เป็ นผี
และลู่เฉินเดินทางมาเยือนไพศาลครั้งนี้ ธุระสาคัญของเขาก็คือ ตามหา “ปลายามเที่ยง ที่ “เทพเซียนก็ตกได้ยาก” ตัวนั้น หรือก็คือ เด็กหนุ่มหนิงจี๋ซึ่งทุกวันนี้คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเฉินผิงอัน