กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1101.4 หากไม่มีธุระอื่น
หากอิงตาม “เส้นสายเดิม” หนิงจี๋ที่ไม่ถูกลู่เฉินและเฉินผิงอัน ค้นพบร่องรอยจะเข้ามาอยู่ในอารามฉงหยาง เด็กหนุ่มจะได้รับความ โปรดปรานจากเฉิงเฝิงเสวียน กราบเขาเป็ นอาจารย์ เดินไปทีละก้าว สุดท้ายก็ได้เดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนใช่หรือไม่?
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด นี่ถือว่าตนมาดักชิงตัวลูกศิษย์ผู้เป็ น ที่ภาคภูมิใจของอีกฝ่ายกลางทางหรือไม่?
ลู่เฉินคานวณได้ถึงขั้นนี้มาก่อนแล้ว จึงคิดจะใช ้หญ้าอ้ายฉ่าว เป็ นตัวชดเชย ช่วยให้นักพรตเฒ่าหลอมโอสถได้สมบูรณ์ทางอ้อม? สะสางผลกรรมหนึ่งให้แล้วสิ้นใช่หรือไม่?
ดูท่าต่อจากนี้ตอนที่เดินทางไปเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง นอกจากจวนเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์แล้ว หากมีโอกาสคง ต้องไปขอยืมอ่านหนังสือจากสกุลสู่แผ่นดินกลางสักรอบ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่รบกวนการรับรองแขกของเจ้าอารามแล้ว”
นักพรตเฒ่าถามอย่างสงสัย “ไฉนสหายถึงกล่าวเช่นนี้?”
คนของลัทธิเต๋าพิถีพิถันในเรื่องของการ “เก็บจิต” มากที่สุด จะ ไม่ปล่อยพลังจิตออกไปง่ายๆ เล่าลือกันว่ามีเพียงเทพแห่งลัทธิเต๋าที่ ไปถึงขั้นคนฟ้ าขานรับกันเท่านั้นที่ถึงจะไม่ต้องขยับพลังจิต แต่กลับ
สามารถอาศัยจิตสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดของฟ้ าดิน นอกกายได้
เวลานี้เองนักพรตเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เรือนกายสูงใหญ่ แต่ใบหน้า เหลืองตอบก็เดินเร็วๆ มาที่ริมน้า คารวะตามขนบลัทธิเต๋าแล้วพูด เสียงหอบว่า “จิ้งซือ มีแขกมาเยือนขอรับ”
เฉิงเฝิงเสวียนเอ่ยชื่นชม “สหายอู๋ทานายทายทักได้แม่นยาจริงๆ”
คงเป็ นเพราะสัมผัสได้ถึงสายตามีเลศนัยของนักพรตอู๋ยอดฝีมือ นอกโลกผู้นี้ นักพรตเฒ่าจึงรู ้สึกละอายใจอยู่บ้าง อาหารในอาราม บ้านตน เวลาปกติก็ขาดแคลนน้ามันจริงๆ
นักพรตเฒ่าชอบความเงียบสงบ ยามที่หลอมโอสถก็กลัวว่าจะ ถูกเรื่องทางโลกรบกวนที่สุด ตลอดทั้งปีทางอารามจึงแทบไม่ต่างจาก การปิดประตูไม่ต้อนรับแขก ไม่อาจขโมยไม่อาจแย่งชิง ทั้งยังไม่ยอม ถูกหลอก ไม่มีเงินทางลัด จะเอาเงินทองเหลือใช ้มาจากไหน แล้ว นับประสาอะไรกับที่การฝึกตนเดิมทีก็ยากลาบากอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ จะเสวยสุขอะไรได้เลย ลูกศิษย์สองคนนี้แม้คุณสมบัติจะธรรมดา ไม่ ถือเป็ นผู้มีพรสวรรค์อะไร แต่ในเมื่อเฉิงเฝิงเสวียนรับพวกเขาเป็ นลูก ศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อแล้ว นอกจากจะมีวาสนาสอดคล้องต้องกัน แล้วก็ยังฝากความหวังกับพวกเขาไว้มาก ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ เพราะทางอารามขาดนักพรตที่จะช่วยดูไฟ ปัดกวาดเช็ดถูทางาน จุกจิกเท่านั้น นักพรตเฒ่ายังหวังว่าในอนาคตพวกเขาจะสามารถ อาศัยความสามารถของตัวเองมาสร ้างชื่อเสียงให้กับสานัก เพียงแต่
ว่าผู้ฝึกบ าเพ็ญตนในภูเขา การหลอมยานอกและการกินอาหารล้วน ได้รับสืบทอดจากการพูดผ่านปากฟังผ่านหูอย่างลับๆ จากอาจารย์ เป็ นเหตุให้การเลือกลูกศิษย์และการถ่ายทอดวิชาคาถาจึงถูกเก็บเป็ น ความลับอย่างเข้มงวด เส้นสายบางอย่างถึงขั้นที่ว่าจาเป็ นต้องมีการ สืบทอดจากบรรพบุรุษได้แค่สายเดียวเท่านั้น เซียนและก่ง (ตะกั่วและ ปรอท) เผาในเตาหลอม หลอมสาเร็จกลายเป็ นไข่มุกล้าค่า ขอแค่ หลอมโอสถทองเม็ดหนึ่งออกมาได้ มนุษย์ธรรมดากินเข้าไปจะช่วย ให้อายุขัยยืนยาว เซียนชื่อกินเข้าไปก็สามารถเป็ นอมตะอยู่ในโลก มนุษย์ได้อย่างยาวนาน ดังนั้นหากหลอมยาเตานั้นได้สาเร็จจริง อีก ทั้งบังเอิญได้สองเม็ดซ่งจวี้ชวนและจงซานก็จะได้โชควาสนากันไป ครองคนละหนึ่งเม็ด ส่วนตัวของเฉิงเฝิงเสวียนเอง เขาสร ้างโอสถทอง ได้สาเร็จนานแล้ว จึงไม่จาเป็ นต้องใช ้สิ่งของภายนอกมาเพิ่มพูนตบะ อีก
ดูเหมือนอู๋ตีจะมองออกถึงความอึดอัดของนักพรตเฒ่าและความ ระมัดระวังส ารวมของจงซาน จึงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ใช ้ชีวิตอยู่บนโลก อย่างเรียบง่ายยากจน เป็ นคนมีคุณธรรมมีน้าใจ ดังนั้นนักพรตอย่าง พวกเราถึงได้เรียกตัวเองว่าผินเต้า”
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม คากล่าวนี้ก็คือสัจธรรมที่แท้จริง
จงซานได้ยินแล้วก็เหมือนได้เปิดโลกกว้าง ที่แท้คาว่า ‘ยากจน” ของนักพรตอย่างพวกเขาก็มีหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้อธิบาย ด้วยหรือ?
นักพรตอู๋มองนักพรตเด็กหนุ่มร่างผอมสูงคนนั้นแล้วยิ้มบางๆ “มนุษย์ธรรมดาบนโลกมีเงินไม่มีเงินล้วนอยู่ที่เงินทอง คนอย่างพวก เรามีเต๋าหรือไร ้เต๋าล้วนอยู่ที่ใจ ขึ้นเขามาไม่ง่ายฝึกตนกลับยากยิ่ง กว่า ลาบากนิดหน่อยไม่นับเป็ นอะไรได้ เมื่อสวรรค์จะมอบภาระอัน ยิ่งใหญ่ให้แก่บุคคลหนึ่ง ย่อมต้องทาให้เขาเหนื่อยยากทั้งกายใจ หิว โหย อดอยาก ขัดสน ยากจน ลาบาก นี่คือความหมายลึกซึ้งที่แฝง อยู่ในการฝึ กบ าเพ็ญตน คิดอยากจะมีอิสระเสรีของเซียนเหริน ก็ จ าเป็ นต้องเผชิญกับความยากล าบากของมนุษย์ธรรมดาเสียก่อน สหายน้อยท่านนี้ ในเมื่อฝึกตนอยู่ในอาราม ตามหาอาจารย์ผู้ให้คา ชี้แนะเจอแล้ว เข้ามาในภูเขาสมบัติได้แล้วก็อย่าได้กลับไปมือเปล่า พวกเจ้าจงจดจาไว้ให้มั่น อย่าให้จิตใจฟุ้ งซ่านวอกแวก จงมุ่งมั่นภักดี ในหนทางแห่งเต๋า อย่าได้พร่าโทษฟ้ าดินหรือผู้อื่นให้เสียกาลังใจจน ทาให้กายใจกระวนกระวายไม่อาจก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ต้องเชื่อว่า โชควาสนารอคอยพวกเจ้าอยู่เบื้องหน้า”
ถึงอย่างไรจงซานก็ไม่ใช่ศิษย์พี่ซ่งที่พูดเก่ง เขาไม่รู ้ว่าจะเอ่ยอะไร จึงได้แต่คารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างถูกต้องเคร่งขรึม ขอบคุณค า อวยพรและคาสอนของนักพรตแปลกหน้าผู้นี้จากใจจริง
เฉินผิงอันยื่นมือมาตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฝึกตนยากล าบากพยายามต่อไปให้ดี”
เดิมทีเฉิงเฝิงเสวียนอยากจะพานักพรตอู๋ผู้นี้ไปดูสถานที่หลอม ยาของตน คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยมาตรงๆ ว่า “ความหนักเบาของ เตาหลอม มิใช่สิ่งที่จะถามไถ่กันได้”
นักพรตได้ยินคากล่าวนี้ก็สะอึกอึ้งไปทันที นี่มีความคล้ายคลึง กับประโยค ‘ความถ่อมตนของผู้มีปัญญา” ของคนหนุ่มสวมชุดลัทธิ
ขงจื๊อคนก่อนหน้านี้อยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
เฉินผิงอันพูดกับเจ้าอาราม จิ้งซือ’ ไปตามมารยาทอีกประโยคว่า “สงบ เยือกเย็น ไร ้กิเลสปรารถนา ไม่แข่งขัน ไม่แย่งชิงกับใครในโลก คือจิตวิญญาณของเจินเหริน”
จากนั้นเขาก็ขอตัวลาจากมา เจ้าอารามผู้เฒ่าที่มีรอยยิ้มเต็ม ใบหน้าก็ไม่ได้รั้งไว้ เพียงแต่ในใจแอบตัดสินใจแล้วว่าจะต้องไปเสี่ยง ดวงที่ “เรือนผี” แห่งนั้นดู ดูสิว่าระดับชั้นของหญ้าอ้ายฉ่าวต้นนั้นเป็ น อย่างไร
เฉินผิงอันที่เดินอยู่บนทางบังเอิญสวนทางกับคนกลุ่มนั้นอีกครั้ง พอดี
ท่าก้าวเดินสี่ทิศของนักพรตอู๋ตีเดินได้ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าอารามผู้ เฒ่าเลยสักนิด
เห็นนักพรตเฒ่าที่มีมาดแห่งเซียนคนนั้น ชายฉกรรจ์ร่างเล็กเตี้ย มั่นใจในตัวตนของอีกฝ่ ายแล้วก็หยิบเอาจดหมายลับฉบับหนึ่งที่เจ้า ประมุขเขียนด้วยมือตัวเองออกมา ก้มหัวยื่นส่งให้ด้วยสองมือ “ซาน
เกาจู้แห่งตระกูลเหยาได้รับคาสั่งจากเจ้าประมุขให้นาพาเป่ าซู หงถู มาพบเฉิงเจินเหรินที่นี่”
เฉิงเฝิงเสวียนรับจดหมายมาแล้วเปิดอ่านทันที อ่านเนื้อหาเสร็จ แล้วก็มองหญิงสาวที่ชื่อว่าเป่ าซู่ นักพรตเฒ่าพยักหน้าเอ่ย “คือ วัตถุดิบที่สร ้างได้จริงๆ วันหน้าให้นางติดตามผินเต้าฝึ กตนอยู่ใน
อาราม จะอยู่นานสักสามปีห้าปีก็ไม่มีปัญหา”
คนเราเมื่อเจอเรื่องน่ายินดีก็มักจะมีสีหน้าสดใสกระปรี้กระเปร่า นักพรตเฒ่าอารมณ์ดีมาก อันที่จริงการที่บอกว่ามีระบบสืบทอดจาก สายรองของพรรคโหลวกวานก็ไม่ได้ผิด ก็เหมือนกับคากล่าวที่พวก ชาวบ้านในชนบทชอบพูดกันว่าเมื่อหลายร ้อยปีก่อนแช่ของตนเคย มาจากฮ่องเต้พระองค์ใดนั่นแหละ
เพียงแต่ว่าท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็น เขากลับรู ้สึกว่า โอกาสที่จะทาให้การหลอมยาครั้งนี้สาเร็จอยู่ที่หญ้าอ้ายฉ่าวต้นที่ นักพรตอู๋พูดถึงจริงๆ
อายุน้อยไม่รู ้ความ เคยพูดจาก าเริบสามหาว ใครเล่าจะว่างงาน เฉกเช่นเหล่าจื่อเดิมทีก็เป็ นเมล็ดพันธ ์เทพเซียน แต่ไม่ยอมเป็ นเทพ เซียน
ทุกวันนี้พอจะฝึกตนประสบความสาเร็จบ้างเล็กน้อย มีหวังที่จะ สร ้างโอสถ ใครเล่าจะก าเริบเสิบสานเหมือนผินเต้า หลอมโอสถ ส าเร็จแล้วไม่ยอมกินโอสถทอง
เฉิงเฝิงเสวียนให้ซ่งจวี้ชวนผู้เป็ นลูกศิษย์ที่หัวไวมากกว่านาพา พวกเกาจู้สามคนไปหาที่พักในอาราม
ปีนั้นเดินทางจากแผ่นดินกลางมาถึงแจกันสมบัติทวีป นักพรต เฒ่าเดินทางจากเหนือลงใต้มาตลอดทาง มีระหว่างทางที่หยุดพัก ได้ พูดคุยกับเจ้าประมุขคนปัจจุบันของภูเขาเหยาเจียก็ถูกชะตากันอย่าง มาก ในประวัติศาสตร ์ของภูเขาเหยาเจียเคยมีบรรพจารย์บุกเบิก ภูเขาที่เป็ นเซียนกระบี่โอสถทองคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าหลังจากก่อตั้ง พรรคแล้ว แต่ละสมัยด้อยลงทุกที เจ้าประมุขคนปัจจุบันอย่างเหยากั๋ว เจินเป็ นแค่ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตถ้าลถิตคนหนึ่งเท่านั้น ยิ่งไม่ใช่ผู้ ฝึกกระบี่ ทุกวันนี้กว่าจะหาหยกงามวัตถุดิบชั้นเลิศได้คนหนึ่งไม่ใช่ เรื่องง่าย คาดว่าคงเป็ นเพราะเหยากั๋วเจินคิดว่าตัวเองยากที่จะสืบ ทอดวิชาที่แท้จริงต่อไปได้ กังวลว่าจะถ่วงรั้งอนาคตในการฝึกตนของ สตรีผู้นั้นถึงได้มีความคิดที่จะใช ้ก้อนหินของภูเขาลูกอื่นมาขัดเกลา หยกของตัวเอง? ฮ่าๆ ผินเต้าเองก็มีความคิดที่จะส่งเสริมให้ผู้อื่น สมหวังเช่นนี้เหมือนกัน
ถือเสียว่าผูกบุญสัมพันธ ์อันดีกับภูเขาเหยาเจียไว้บนเส้นทาง ของการฝึกตนก็แล้วกัน
วันหน้ารอให้ซ่งจวี้ชวนและจงซานได้ดิบได้ดีแล้ว ระหว่างที่ ออกไปหาประสบกาณณ์ข้างนอกก็จะได้มีที่พึ่งพิง
เมืองหลวงของแคว้นอวี้เซวียน อารามเต๋าที่ประตูหน้าเล็กมาก แต่ด้านในกลับมีฟ้ าดินอีกแห่ง เคยมีชื่อว่าอารามเลี่ยนตัน ทุกวันนี้ เปลี่ยนชื่อเป็ นอารามฉงหยาง
เจ้าอารามในทุกวันนี้กับคนที่สร ้างอารามในอดีต หากฝึกตนอยู่ ในอารามเดียวกัน จะแยกได้อย่างไรว่าใครเป็ นเจ้าบ้านใครเป็ นแขก?
จงซานเดินเล่นไปเป็ นเพื่อนอาจารย์ นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ปลุก ความกล้าถามเสียงเบาว่า “จิ้งซือ ข้ารู ้จักสหายคนหนึ่ง ชาติกาเนิด ของเขายากจน เป็ นคนต่างถิ่น หนีภัยมาอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้ มีชีวิต พึ่งพากันและกันอยู่กับท่านปู่ รู ้จักสมุนไพรที่เป็ นยา แล้วยังวาดภาพ วัววสันตฤดู ทางานเป็ นช่างกระเบื้องช่างก่ออิฐได้ด้วย เขาทนกับ ความยากล าบากได้ดี ศิษย์เลยอยากจะปรึกษากับอาจารย์ว่าจะขอให้ เขามาท างานเล็กๆ น้อยๆ ในอารามของพวกเราเป็ นนักพรตที่ ประจาการอยู่ที่นี่ได้หรือไม่?”
นักพรตเฒ่าถามชวนคุย “สหายของเจ้าคนนั้นชื่อแช่อะไร?”
จงซานกล่าว “ป๋ ายอวิ๋น”
นักพรตเฒ่าครุ่นคิดแล้วก็ตัดสินใจได้แน่วแน่ แต่ปากกลับพูดว่า “จงซาน เจ้าคิดว่าอาหารการกินในอารามของพวกเราเป็ นอย่างไร?”
จงซานตอบตามสัตย์จริง “พอใช้ได้”
น้ามันมีไม่เยอะก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ได้กินอิ่มทุกมื้อ
ส่วนคาบ่นในทางส่วนตัวบางอย่างของศิษย์พี่ซ่ง เขาคงไม่เล่าให้ อาจารย์ฟังแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ให้อาจารย์ที่ค่อนข้างเจ้าคิดเจ้าแค้นคว้า จับไว้ไม่ยอมวาง ถึงเวลานั้นอาจารย์ด่าศิษย์พี่ ศิษย์พี่หันกลับมาตีตน คนที่เสียเปรียบก็ยังคงเป็ นตนอยู่ดี
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม “ขอแค่สหายที่ชื่อว่าป๋ ายอวิ๋นของเจ้า มาทางานที่อารามของเราโดยไม่รับเงิน ก็รับรองว่าจะมีข้าวสามมื้อให้ เขากินอิ่มทุกวัน หากเขาตอบตกลงก็ให้มาช่วยงานที่นี่ ทางานระยะ สั้นไปก่อน อาจารย์ขอสังเกตดูเขาสักสองสามวัน หากนิสัยชื่อสัตย์ เรียบง่ายจริงก็ให้เขามาเป็ นนักพรตประจ าการได้ไม่ยาก แต่หากรู ้สึก ว่าไม่ได้เงินแล้วก็ไม่ยินดีมาอยู่อารามฉงหยางของพวกเรา ถ้าอย่าง นั้นก็ช่างเถิด”
จงซานจดจ าไว้เงียบๆ ใบหน้าเผยแววปิติ คาดว่าคงเป็ นเพราะ อารามบ้านตนเก่ามากแล้ว มีจุดให้ต้องซ่อมแซมหลายจุด เหตุผลที่ ศิษย์พี่ซึ่งช่วยตนคิด บอกว่า “ทางานเป็ นช่างกระเบื้องช่างก่ออิฐได้” สร ้างคุณความชอบ โน้มน้าวอาจารย์ได้ส าเร็จ
พลังแห่งฟ้ าดินหมุนเวียนมารวมกัน นับแต่โบราณมาเซียนเจิน สร ้างศาลาไว้ที่นี่
นอกศาลามีหินยักษ์ก้อนหนึ่ง ยอดบนสุดราบเรียบเหมือนถูก อาวุธคมกริบปาดผ่าน
บนแท่นหินมีนักพรตวัยกลางคนเรือนกายก าย า ใบหน้ามีหนวด เคราดกหยิกงอ กล้ามเนื้อมีแสงระเรื่อเหมือนหยกมันแพะเงาวับ คล้ายกาลังนั่งเข้าฌาน จมูกสองข้างมีควันสีขาวสองเส้นห้อยย้อยลง มาประหนึ่งงูขาวที่เกาะอยู่บนผนัง ข้างกายมีไอหมอกลอยปกคลุม นักพรตพลันลืมตาขึ้น ประกายแสงในดวงตาสาดส่องไปสี่ทิศ ชวน ให้คนพรั่นผวา
นักพรตร่างก าย าแบฝ่ ามือออก มองเส้นลายมือ เฟินชุ่น (หน่วย วัดขนาดเล็ก) แยกแยะขุนเขา โต้วเซิง (หน่วยตวงขนาดเล็ก) พิศสี่ มหาสมุทร ทั้งเป็ นการมองบุคคลภูเขาสายน้า ประเด็นสาคัญคือยัง มองลมปราณไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ในห้วงพรหมลิขิตอันเร ้นลึก เรื่องราวของผู้คนแม้ใหม่แต่กลับ คล้ายคุ้นเคยอยู่เดิมสถานที่ที่เหมือนยังไม่เคยไป กลับให้ความรู ้สึก เหมือนเคยผ่านมาแล้ว
ในศาลามีเด็กหนุ่มเด็กสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ รูปโฉมของทั้งสองล้วน ยอดเยี่ยม เห็นแล้วท าให้คนหลงลืมความสามัญ
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีปอยผมบางๆ ระมาบนใบหน้า ใบหน้างดงามราวกับหยก คิ้วกระบี่ตาดวงดาว เขาเอากระบี่ยาวเล่ม หนึ่งวางพาดขวางไว้บนหัวเข่า หากอยู่ในนิยายก็คงเป็ นบุรุษมาก ความสามารถหรือไม่ก็เป็ นจอมยุทธเด็กหนุ่ม
เด็กสาวที่อยู่ข้างกันงามเย้ายวน ความงามของนางทาให้คนสรร หาค าใดมาบรรยายไม่ได้อีก
พวกเขาเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ไม่รู ้สึกประหลาดใจ อาจารย์ที่ เพิ่งกราบไหว้มาได้ไม่ถึงหนึ่งปีเคยติดตามคนมหัศจรรย์ยุคโบราณที่ ไม่ทราบชื่อแช่คนหนึ่งเรียนศาสตร ์ผนึกจมูกมาก่อน
เพียงแต่พวกเขาต่างก็โขกหัวกราบไหว้อาจารย์ขอเรียนวิชาแล้ว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู ้ชื่อและสานักของอาจารย์ นี่คือกฎประหลาดที่ มีเฉพาะของเหล่าเทพเซียนบนภูเขาอย่างนั้นหรือ?
อีกทั้งอาจารย์ยังพูดแค่ว่าได้รับคาสั่งจากทางสานักให้ไปพาคน ผู้หนึ่งที่เกิดมาพร ้อมกับรากแห่งเซียนซึ่งอยู่ที่จังหวัดฮู้โจวทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือของต้าหลีกลับมาที่ภูเขา วันหน้าย่อมต้อง สามารถสร ้างเกียรติยศให้กับส านักได้อย่างแน่นอน
ในฐานะของขวัญรับลูกศิษย์ นักพรตผู้นี้ได้มอบของขวัญให้ พวกเขาคนละหนึ่งชิ้น แบ่งออกเป็ นกระบี่สองเล่มหนึ่งยาวหนึ่งสั้น เขาปลดกระบี่ยาวที่พกไว้ตรงเอวให้กับลูกศิษย์เด็กหนุ่ม ความยาว ของมันประมาณสามซื่อสี่ขุ่น
ถุงห่อกระบี่เก่าโบราณ สีสันสดใสงดงาม ประดับประดาอย่าง หรูหรา แต่อาจารย์กลับไม่ได้บอกชื่อกระบี่ให้เขารู ้ บอกแค่ว่าเป็ น กระบี่มีชื่อสมัยโบราณเล่มหนึ่ง เจินเหรินพสุธาท่านหนึ่งของมหา บรรพตใหญ่เป็ นคนหลอมกับมือตัวเอง เป่ าขนผ่านคมกระบี่ก็
สามารถตัดขนให้ขาดได้เหมือนตัดโคลน กระบี่เล่มนี้สามารถยึดได้ หดได้ ยามที่ไม่ใช ้แค่ต้องรัดพันไว้ตรงเอว ช่วงแรกเริ่มที่นักพรตขึ้น เขาหลอมลมปราณเคยเอามันไปใช ้เป็ นอาวุธส าหรับป้ องกันกาย
ต่อให้เด็กหนุ่มจะดูของไม่ออกก็ยังรู ้ว่าต้องเป็ นสมบัติล้าค่าอย่าง แน่นอน เวลาปกติแค่ชักกระบี่ยาวเล่มนี้ออกจากฝักมาสองฉื่อก็จะ เห็นประกายแสงสาดยิงพร่าตา ปราณกระบี่เฉียบคม สามารถท าให้ คนที่ถือกระบี่ขนลุกชันได้ ไม่กล้าชักมันออกมาจากห่อผ้าทั้งหมด นักพรตวัยกลางคนยังมอบกระบี่สั้นเล่มหนึ่งให้ลูกศิษย์เด็กสาว แต่ กลับไม่บอกประวัติความเป็ นมาของมัน แค่ก าชับพวกเขาว่าเวลา ปกติให้อยู่ใกล้กับกระบี่เข้าไว้ ใช ้กลิ่นอายมรรคาบนร่างของตัวเอง บารุงปราณกระบี่ แน่นอนว่าคนทั้งสองย่อมไม่เข้าใจว่าอะไรคือกลิ่น อายมรรคาและปราณกระบี่ เพียงแค่ใคร่ครวญหลักการข้อหนึ่ง ออกมาได้ คิดดูแล้วก็น่าจะไม่ต่างจากการที่ให้คนเลี้ยงหยก หยก เลี้ยงคนสักเท่าไร อยู่ด้วยกันนานวันเข้า เวลาปกติก็แค่หยิบมาเล่น บ่อยๆ ก็พอ ดังนั้นทุกคืนที่เด็กสาวนอนหลับจะต้องเอากระบี่สั้นมา หนุนต่างหมอนเสมอ
นักพรตลืมตากางฝ่ ามือออกแล้วก้มหน้าลงมอง หัวคิ้วขมวดมุ่น เพียงแต่ไม่นานจิตแห่งมรรคาที่เหมือนบ่อโบราณไร ้คลื่นก็กลับคืนมา อีกครั้ง หลับตาลงดังเดิม
เด็กสาวเอ่ยเสียงเบา “ศิษย์พี่ อาจารย์เอาแต่หลอมลมปราณอยู่ กับตัวเองทั้งวันทั้งคืนไม่เห็นจะเคยหยุดพัก อาจารย์ไม่ต้องกินอาหาร
ได้ แต่พวกเราที่อยู่ในอารามแห่งนี้กลับต้องปื นก าแพงเข้าออก เหมือนโจรอย่างไรอย่างนั้น สรุปแล้วเราทาไปเพื่ออะไรกันแน่? ท าไม พวกเราถึงไม่ไปหาคนที่ฮู้โจวนั่นโดยตรงเลยล่ะ?”
เด็กหนุ่มมีสีหน้าเฉยชา ส่ายหน้ากล่าวว่า “อาจารย์คิดอะไรอยู่ ข้าจะเดาออกได้อย่างไร”