กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1120.6 ชื่อบนกระดานทองคา
เถียนซู่ยิ้มเอ่ย “ปีนั้นเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจต่ออนาคตของ ตัวเอง หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือมีความทะเยอทะยานเต็มหัวใจ ดู แคลนเทพธิดาซูเจี้ยของภูเขาตะวันเที่ยง รู ้สึกว่านางเป็ นแค่ไก่บ้าน ตัวหนึ่ง รู ้สึกว่าหากมีโอกาสจะต้องกอดหลัวเจินอี้ ซือถูเว่ยหรานแห่ง กาแพงเมืองปราณกระบี่มาไว้ในอ้อมกอดของตัวเองพร ้อมกัน”
จ้าวฉุนเอ่ยอย่างตะลึงพรึงเพริด “เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้วหรือไร?”
อยู่ที่สานักอวี่หลง เจ้าฟู่ เค่อจะท าตัวเหลวไหลอย่างไรก็ได้ แต่ไป อยู่ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ เจ้าหนูเจ้าถือเป็ นอะไรได้เล่า
ส่วนทาไมอาจารย์ถึงได้รู ้เรื่องลับประเภทนี้ ฟู่ เค่อเป็ นคนเล่าให้ อาจารย์ฟังเองกับปากยังจะเป็ นอย่างไรได้อีกเล่า จ้าวฉุนไม่ได้ ประหลาดใจ แล้วก็ไม่คิดจะสืบเสาะ
เถียนซู่กดข่มริ้วคลื่นกระเพื่อมในทะเลสาบหัวใจที่แผ่เป็ นระลอก นั้นไว้อย่างสุดความสามารถ ก่อกาเนิดเฒ่าหดมือไว้ในชายแขนเสื้อ นิ้วมือถูกัน สิ่งที่ร่วงเผลาะๆ ลงมาจากปลายนิ้วมีแต่เศษฝุ่ น ประหนึ่ง วัชพืชที่เติบโตปีแล้วปีเล่า กาจัดอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น
มีประโยคในใจประโยคหนึ่งที่ปีนั้นเจ้าเด็กฟู่ เค่อเอ่ยแค่ครึ่งเดียว “น่าเสียดายที่เดรัจฉานของใต้หล้าเปลี่ยวร ้างเป็ นเศษสวะกันมาก เกินไป
จากนั้นอาจารย์ก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ทาให้จ้าวฉุนรู ้สึกเสียวสัน หลังวาบในทันที หันซ ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก
เถียนซู่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ในเมื่อมาเยือนเกาะอวี่ฮว่า ถ้าอย่างนั้นผู้ที่มาเยือนก็ล้วนถือเป็ นแขก สหายก็อย่ามัวหลบๆ ซ่อนๆ อยู่อีกเลย”
ฟ้ าดินเงียบสงัด จ้าวฉุนอกสั่นขวัญผวา ครู่หนึ่งต่อมาจ้าวฉุนก็ ยิ่งขนลุกชัน ที่แท้เถียนซู่ผู้เป็ นอาจารย์ก็เหมือน “จ าแลงเป็ นขนนก บินทะยาน’ เรือนกายกลายร่างเป็ นรุ ้งยาวพุ่งหายไปในชั่วพริบตา
จากนั้นก็มีบุรุษชุดเขียวปักปิ่นหยกคนหนึ่งเดินก้าวออกมาจาก ดวงจันทร ์ที่มีประกายแสงเปล่งแวววาว ตรงดิ่งมาที่หออวี่ฮว่าแล้วพูด พึมพ ากับตัวเองว่า “ดูท่าจะไม่ใช่นักพรตของภูเขาเฉวียนซานคนนั้น แต่เกินครึ่งก็น่าจะเป็ นหนึ่งในยี่สิบคนแล้ว มิน่าเล่าถึงได้ไม่กล้าเจอ หน้า หรือว่า “เถียนซู่” คือบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสานักอวี่หลง? เจ้าคิดว่าอย่างไรเจ้าประมุขจ้าว?”
จ้าวฉุนทาหน้าเหลอหรา ในใจตื่นตะลึงสุดขีด ท่านเซียนไม่ ทราบนามที่มีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่ผู้นี้ บอกตามตรง ข้าคิดว่าข้าไม่รู ้ อะไรทั้งนั้น
……
ส านักซานไห่ ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
คาโบราณกล่าวไว้ว่าหมาเฝ้ าบ้านยามค่าคืน ไก่ขันยามเช ้า
เสียงไก่ขันยามที่ท้องฟ้ าด้านนอกเริ่มสว่าง เร่งรัดให้หญิง แต่งงานใหม่ในโลกมนุษย์ลุกขึ้นมาประทินโฉม
เช ้าตรู่
แม่นางน้อยคนหนึ่งกอดร่มกระดาษน้ามันที่รักซึ่งพกติดตัวไว้ ตลอดเวลาคันนั้นเอาไว้ในอ้อมอก
เดินมาถึงริมทะเล ท้องฟ้ าสีครามกว้างไกลหมื่นลี้ หลังจากเจอ ต าแหน่งเดิมก็หยุดยืนนิ่ง แม่นางน้อยยังคงกางร่มแล้วห่อตัวลงคล้าย กับหลบฝนอยู่ในร่ม
หากมองตามเส้นทางยาวไปสามารถมองไปเห็นแจกันสมบัติทวีป ต่อให้มองไม่เห็นแต่บ้านเกิดก็อยู่ที่นั่น
แม่นางน้อยพึมพ ากับตัวเอง
นางมีชื่อว่าเชิงฮวา บอกว่านางเป็ นคนตั้งเอง
อันดับแรกก็เป็ นน่าหลันเซียนซิ่วเจ้าสานักที่ตรงเอวพกกระบอก ยาสูบที่มานั่งอยู่ที่นีแล้วเริ่มพ่นควันขโมง
เกี่ยวกับรูปโฉมของเจ้าสานักซานไห่ผู้นี้ ไม่รู ้ว่าใครเป็ นคนให้คา บรรยายไว้ก่อนบอกว่า “ความงามของสตรีโตเต็มวัย ถ้อยค านับพัน นับหมื่นล้วนอยู่บนร่างของนางทั้งหมด
ดังนั้นน่าหลันเซียนซิ่วย่อมต้องเป็ นสตรีที่หน้าตาดีอย่างมาก
ภายหลังก็เป็ นผีหญิงเฟยชุ่ยที่ลักษณะเหมือนเด็กสาว ปีนั้นฝืน ปิดด่านอยากจะเลื่อนเป็ นเซียนเหริน ผลคือล้มเหลวตอนข้ามผ่าน ทัณฑ์สวรรค์ จึงได้แต่สละร่างกลายมาเป็ นผี
ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวบางทีอาจเป็ นเพราะเมื่อก่อนรูปโฉมของนาง ไม่ค่อยน่ามอง ทุกวันนี้กลับอ่อนเยาว์และสวยงามขึ้นมาก
เชิงฮวามาจากอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรเก่าของ ราชวงศ์ต้าหลีแจกันสมบัติทวีปมีชาติกาเนิดมาจากภูตน้อยที่นางคิด ว่าตัวเองมานะหมั่นเพียร ทาอะไรเป็ นการเป็ นงาน ที่สุด
เช ้าตรู่ของวันหนึ่ง นางเดินอยู่บนเส้นทางภูเขา จากนั้นก็ถูกสตรี ชุดเขียวมัดผมเปียยาวคนหนึ่งมาเจอเข้า
ภายหลังภูตน้อยก็ติดตามอยู่ข้างกายพี่สาวชุดเขียวที่ชอบกิน ขนมเป็ นพิเศษ แต่ทุกวันกลับดูเหมือนว่าจะไม่กระปรี้กระเปร่าสัก เท่าไร
แม่นางน้อยเก็บร่มกระดาษน้ามันคันนั้น ทาให้มันเป็ นค้อนเหล็ก อันหนึ่งแล้วโบกอย่างแรง พึมพาอยู่กับตัวเองเพียงลาพังว่า
“ครืนๆๆ เหล่าจวินเหวี่ยงค้อน เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปในอิ๋งฮว่อ (ดาว อังคาร) ไฮ้โยไฮ้โย เทพพิรุณเทพวาโยคอยให้การช่วยเหลือ เจ้าพ่อ สายฟ้ าเจ้าแม่ฟ้ าแลบมาเป็ นลูกมือ เปรี้ยะๆ เปรี้ยงๆ ครืนๆๆ….
เชิงฮวามักจะท่องประโยคนี้เป็ นประจา คนสองคนที่ฟังอยู่เคยชิน กันมานานแล้ว
หากตัดคาเลียนเสียงที่แม่นางน้อยเพิ่มเข้าไปเองส่งเดช เนื้อหาที่ เป็ นตัวอักษรหลายร ้อยตัว อันที่จริงก็คือคาถาหลอมกระบี่บทหนึ่ง
“นายท่านชานจวินผายลม ความเคลื่อนไหวรุนแรงดุจฟ้ าผ่า ระเบิดให้ภูตน้อยตายเป็ นพรวน ตั้งแผงปิ้งย่างหาเงินเล็กน้อย ได้เงิน มาซื้อขนมกิน…”
เฟยชุ่ยได้ยินแล้วก็รู ้สึกว่าน่าสนใจ จึงยิ้มถามว่า “เชิงฮวา วันนี้มี ความคิดสร้างสรรค์พรั่งพรูดุจน้าพุหรือไร คือเพลงที่เจ้าแต่งขึ้นมา ใหม่หรือ?”
แม่นางน้อยหยุดการกระทาลง พูดอย่างโมโห “คนอื่นสอนข้า ท่องอยู่ตั้งนาน นางบอกว่าหากข้าท่องไม่ได้ก็จะกินข้า ไม่ช่วยให้แก้ หิว แต่ก็พอจะยัดซอกฟันได้”
เฟยชุ่ยยิ้มถาม “เชิงฮวา ทาไมวันนี้ไม่แทงหุ่นฟางแล้วล่ะ?”
แม่นางน้อยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ลืมเอามาน่ะสิ”
น่าหลันเซียนซิ่วยิ้มบางๆ “คนในสถานการณ์ยังไม่คิดอะไร เจ้าที่ เป็ นแม่นางน้อยซึ่งถูกนางเก็บมาจะต้องรู้สึกไม่เป็ นธรรมแทนนาง ท าไม”
แม่นางน้อยยกสองมือเท้าเอว แก้มพองป่ องด้วยความโกรธ “คอยดูไปเถอะ หากได้เจอหน้ากับคนเลวผู้นั้น ข้าจะต้องป้ อนหมัดให้ เขาสักรอบ”
เฟยชุ่ยกลั้นขา
น่าหลันเซียนซิ่วร ้องเอ๊ะ “ก่อนหน้านี้เจอกันแล้วทาไมไม่เห็นเจ้า ออกหมัดเลยเล่า?”
แม่นางน้อยถามอย่างสงสัย “อะไร?”
น่าหลันเซียนซิ่วหัวเราะ “ไม่มีอะไร”
อุตรกุรุทวีป สานักชิงเหลียง เฮ้อเสี่ยวเหลียงนั่งพักอยู่ใต้ชายคา แห่งหนึ่ง
เล่นงานป๋ ายฉางที่ปิดด่านฝ่ าทะลุขอบเขตไม่ได้ การถามกระบี่ที่ วางแผนซุ่มโจมตีอย่างตั้งใจ หากไม่เป็ นเพราะนักพรตฉุนหยางผู้นั้น ลงมือ เผชิญหน้ากับป๋ ายฉางที่เป็ นขอบเขตบินทะยานก็ยากมากที่ เฮ้อเสี่ยวเหลียงจะถอยกลับออกมาได้เต็มตัว
ในเรื่องนี้เฮ้อเสี่ยวเหลียงเป็ นฝ่ ายหาเรื่องป๋ ายฉางก่อนจริงๆ การ เข่นฆ่าบนภูเขาที่เอะอะก็สะบั้นอนาคตบนมหามรรคาของผู้อื่น ประเภทนี้ ชื่อของลู่เฉินผู้เป็ นอาจารย์ เจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิ่งมิอาจ ข่มขู่ให้คนอื่นกลัวได้
ต่อให้ป๋ ายฉางฆ่าเฮ้อเสี่ยวเหลียงให้ตายคาที่ นั่นก็เป็ นสิ่งที่เฮ้อ เสี่ยวเหลียงรนหาที่เองถือเป็ นหายนะจากการต่อสู้ที่ถูกลิขิตมาแล้วใน ชีวิตของนาง
ต่อให้เจ้าลัทธิลู่ผู้เกียจคร ้านจะยินดีแหกกฎเพื่อลูกศิษย์แค่ไหน อันที่จริงก็ไม่สะดวกจะพูดหรือจะท าอะไร ก่อนหน้านี้ไม่นานแสงกระบี่เส้นหนึ่งตกลงมาฟันมือของเฮ้อเสี่ยว เหลียงขาดไปโดยตรง เรื่องของการต่อข้อมือ เฮ้อเสี่ยวเหลียงต้องเสียเวลาไปมาก สูญเสียวัตถุดิบแห่งสวรรค์ไปเป็ นจ านวนไม่น้อย
เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นแสงกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่คน หนึ่ง
สองเรื่องไม่ราบรื่นเกิดขึ้นติดกัน
เฮ้อเสี่ยวเหลียงกลับไม่มีสีหน้าห่อเหี่ยวหม่นหมอง อีกทั้งยังไม่ใช่ การเสแสร ้งแกล้งท าด้วย
ใต้ชายคาผูกกระดิ่งไว้พวงหนึ่ง เคลื่อนไหวไปกลางสายลม ส่ง เสียงกรุ ้งกริ้งเหมือนอธิบายหลักธรรม
มีลูกศิษย์หญิงสามคน ฉายาของพวกนางได้แก่ชิงหยา ต่าเจี้ยว กานจี๋
พวกนางมารวมตัวกัน ใช ้เวลาให้หมดไปกับอาจารย์อย่าง เอ้อระเหยลอยชาย
นักพรตหญิงที่มีฉายาว่ากานจี๋รู ้สึกมาโดยตลอดว่าอาจารย์ ลาเอียง ตั้งฉายาให้นางไม่น่าฟังก็ช่างเถิด แต่ทาไมแม้กระทั่ง
ของขวัญที่มอบให้กลับคืนจากการกราบอาจารย์ก็ยังต้องไร ้ความ พิถีพิถันเช่นนั้นด้วย
สิ่งที่มอบให้ศิษย์พี่หญิงสองคน หากไม่ใช่กวางเจ็ดสีก็เป็ นวัตถุจื่ อชื่อ แต่กลับมอบสัมไม่กี่ลูกที่ในตลาดก็ยังมีค่าไม่กี่แดงให้กับนาง!
เจอกันครั้งแรกริมหน้าผา เจอกันอีกครั้งบนเรือข้ามฟากภูเขาต่า เจี้ยว ที่ริมทะเลของอุตรกุรุทวีปก็ได้เจอกันอีก
บนเรือข้ามทวีปใหม่เอี่ยมลาหนึ่ง เจี่ยเฉิงที่มารับหน้าที่เป็ นผู้ดูแล ใหญ่คนใหม่พาเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ที่เป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของ สานักเบื้องล่างมาด้วย
โดยทั่วไปแล้วต้องมีก่อกาเนิดนั่งพิทักษ์อยู่บนเรือ แน่นอนว่า หากเป็ นขอบเขตหยกดิบได้ย่อมดีที่สุด
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยตาบอดแต่ใจกระจ่าง มีแววตาอย่างมาก ตาม ค ากล่าวของพ่อครัวเฒ่า หากนักพรตเจี่ยไปทางานในที่ว่าการจริงๆ ก็ง่ายที่จะได้เป็ นคนทาหน้าที่ขานชื่อเข้างานตอนเช ้าและคอยอนุมัติ เอกสารต่างๆ
แน่นอนว่าด้วยขอบเขตของเจี่ยเฉิงในทุกวันนี้ เขาได้ฝึ กวิชา ดวงใจและดวงตาเชื่อมโยงถึงกันมานานแล้ว
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยตั้งโต๊ะอาหารรสเลิศไว้โต๊ะหนึ่ง ฉวยโอกาส ตอนที่ฤทธิ์เหล้ากาลังแรง ถามหมี่อันดับหนึ่งว่าวันหน้าสนใจจะทา หน้าที่คุ้มกันให้กับเรือข้ามฟากบ้างหรือไม่
หมื่อวี้ได้ยินก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันใด บอกว่าทาไมจะไม่สนใจเล่า ต้องสนใจอยู่แล้ว อยู่บนเรือก็สามารถเปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราใน สายน้าในเหมือนกันไม่ใช่หรือ
เจี่ยเฉิงบอกว่าเรือข้ามฟากลานี้ไม่ได้ไปที่อุตรกุรุทวีป แต่เป็ น เส้นทางเดินเรือที่จะไปเยือนทักษินาตยทวีป ร่องเจียวหลงของสานัก อวี่หลงและฝูเหยาทวีป
หมี่อวี้อึ้งตะลึง หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็รู ้สึกว่าไม่เลวเลย
ก็เหมือนจ้าวเทียนไล่เทียนซือที่ได้กลับไปเยือนภูเขามังกร พยัคฆ์มารอบหนึ่ง
ฮว่อหลงเจินเหรินเองก็ออกจากเปลี่ยวร ้างกลับมายังอุตรกุรุทวีป เช่นกัน เขาปิดภูเขาอย่างที่ไม่เคยทามาก่อน บอกให้นักพรตและ พวกนักพรตเด็กทั้งหลายย้ายไปพักอยู่ที่ภูเขาลูกอื่นก่อน
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปิดด่านครั้งนี้ เขาเอาเบาะ รองนั่งใบหนึ่งมาจากในห้องของจางซานเฟิงผู้เป็ นลูกศิษย์ เจินเหริน ผู้เฒ่านั่งอยู่บนเบาะ เพิ่งจะนั่งลงไปก็ลุกไปหาเหล้ากาหนึ่งมาจากห้อง แห่งอื่นอีก
การฝึกตนบางอย่างซึ่งเป็ นเรื่องในบ้านตัวเองยากที่จะพูดคุยกับ ผู้เยาว์ได้จริงๆ
อยู่ในตลาดที่วุ่นวายรู ้สึกเงียบสงัด แต่อยู่ในภูเขาที่เงียบสงบกลับ รู ้สึกว่าอึกทึก
ในเมื่อมีฉายาว่าฮว่อหลงเจินเหริน ทั้งยังเป็ นเทียนซือใหญ่ต่าง แซ่รุ่นก่อนของภูเขามังกรพยัคฆ์ เชี่ยวชาญคาถาไฟและเวทอสนี ก็ เป็ นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งแล้ว
ในความเป็ นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็ นเวทอัคคี เวทอสนีหรือเวทน้า เจินเหรินผู้เฒ่าล้วนสุดยอดทั้งสามด้าน
ดวงตะวันลอยอยู่กลางอากาศ แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนโลก มนุษย์ แต่ในสายตาของเจินเหรินผู้เฒ่ากลับเป็ น “ฝนเพลิง” ที่ กระหน่ารุนแรงได้สมชื่ออย่างแท้จริง
ทางเบื้องบนและเบื้องล่างได้ดาเนินไปแล้ว
หนทางของข้าส าเร็จแล้ว
ธวัลทวีปก็แค่มีขอบเขตสิบสี่ใหม่เพิ่มมาสองคน ก็บังอาจกล้ามา แย่งอักษรค าว่า “อุตรกับผินเต้าแล้วหรือ?!
แน่จริงก็มาสู้กันตัวต่อตัวสิ
ส่งจดหมายทางบ้านฉบับหนึ่งที่ถือว่าสานักเบื้องล่างส่งไปให้กับ สานักเบื้องบน ลงชื่อว่าหลูป๋ ายเซี่ยง
พ่อครัวเฒ่าฝืนใจเปิดจดหมายออกอ่าน
จิ้นชิงเสินจวินแห่งภูเขาเช่อจื่อมหาบรรพตกลาง แม้ว่าเขาจะมี ความสัมพันธ ์ที่ธรรมดามากกับทั้งเว่ยเย่โหยวและเจ้าขุนเขาเฉิน แต่
กับหลูป๋ ายเซี่ยงที่มีทาเนียบอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วกลับมีความสัมพันธ ์ยอด เยี่ยมมาก
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนของหลูป๋ ายเซี่ยง พี่สาวน้องชายหยวน เป๋ าหยวนไหล พวกเขามีพรรคของตัวเองอยู่ที่นั่นกันนานแล้ว
แต่จูเหลี่ยนกลับคิดไม่ถึงว่าหลูป๋ ายเซี่ยงจะหน้าหนาขนาดนี้ บอกว่าเขารับลูกศิษย์กลุ่มใหม่มา อยากจะขอเชิญให้เจ้าขุนเขาไป นั่งที่นั่น สอนวิชาหมัดดีๆ สักสองสามบท
จูเหลี่ยนจึงตอบจดหมายกลับไปโดยตรงว่า เจ้าถามจิ้นเสินจวิน ให้ชัดเจนก่อนว่าเจ้าขุนเขาของพวกเราไปถึงอาณาเขตของภูเขาเช่ อจื่อแล้วยังต้องเตรียมของขวัญไปให้หรือไม่ จะต้องเข้าร่วมงานเลี้ยง ท่องราตรีของขุนเขากลางที่เป็ นครามเกิดจากต้นครามแต่สีเข้มกว่า ครามหรือไม่
ในภูเขาลั่วพั่ว บนเส้นทางไปสู่ยอดเขาจี๋หลิง
ผู้พิทักษ์ฝ่ ายซ ้ายของตรอกฉีหลงที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่าหันหลู่ไม่ ยอมหลอมเรือนกายเสียที ทุกวันเอาแต่เดินไปเดินมาอยู่ระหว่าง ตรอกซอกซอยต่างๆ ของเมืองเล็กกับภูเขาทั้งหลาย
วันนี้มันมาลาดตระเวนภูเขาพร ้อมกับผู้พิทักษ์ขวา แม่นางน้อย ชุดดาที่สะพายห่อผ้าฝ้ ายเอียงๆ ร่ายกระบวนท่าวิชากระบี่มารคลั่ง อย่างสาแก่ใจไปรอบหนึ่ง
ฟังเผยเฉียนเล่าว่าในยุทธภพมีพรรคอยู่พรรคหนึ่งที่ไร ้ศัตรูเทียม ทานอย่างมาก ชื่อก็คือพรรคเทียนเฉียว (สะพานฟ้ า)
จุดที่ร ้ายกาจที่สุดก็คือขอแค่ปล่อยหมัดออกไป แล้ววางถ้วย เปล่าใบหนึ่งเอาไว้ ก็จะได้เงินเหรียญทองแดงมาเต็มชามเหมือนสาย ฝนที่ตกแปะๆ ใส่ชาม
เจ้าประมุขคนใหม่ก็คือข้าผู้เป็ นผู้พิทักษ์นี่เอง
วิชากระบี่มารคลั่ง วิชาหมัดล้าโลก ล้วนเป็ นเผยเฉียนที่สอน ให้กับหมี่ลี่น้อย ชมว่านางคือผู้มากพรสวรรค์ วิชาหมัดและเวทกระบี่ ต่างก็พอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้างเล็กน้อย
กระโดดดึ๋งๆ เดินก้าวเร็วๆ ยกขาขึ้นสูง ใช ้หมัดตีรองเท้าหุ้มแข้ง เรือนกายพลิกหมุนเหมือนลูกข่าง กดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน หึ หึฮ่าฮ่า
ท่องคาถาลับเสียงดังกังวาน นิ้วเหมือนเข็มเงินเล่มหนึ่ง หมัด กวาดไปแถบใหญ่ ออกหมัดเหมือนยิงธนู เก็บหมัดเหมือนกระบี่บิน…. เงินเหรียญทองแดงล้วนหล่นลงมาในชามของข้า!
ผู้พิทักษ์ซ ้ายจากไปเงียบๆ
ระหว่างเส้นทางภูเขาของยอดเขาจี้เซ่อ แม่นางน้อยชุดดาคน หนึ่ง เด็กชายผมขาวคนหนึ่ง ความสูงพอๆ กัน
เด็กชายผมขาวแผดเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่า ชูแขนขึ้นสูง “บรรพบุรุษอิ่นกวานสูบยา ส าแดงเดชานุภาพ! บรรพบุรุษอิ่นกวาน จิบเหล้าเล็กน้อย เวทกระบี่ทะยานเชื่อมฟ้ า!”
หมี่ลี่น้อยยกนิ้วโป้ งให้
วะฮะฮ่า คล้องจองไม่เบา
ฉวยโอกาสตอนที่ใต้เท้าอิ่นกวานไม่อยู่ ขุนนางผู้เรียบเรียงต ารา ก็รีบแสดงความจริงใจภักดีทันที
อะไรนะ? ตอนใต้เท้าอิ่นกวานอยู่ด้วยท าไมถึงไม่แสดงออกมา? ถามได้ดี! นั่นจะถือว่าเป็ นความจงรักภักดีได้อย่างไร นั่นเรียกว่า ประจบสอพลอ! ใช่ว่าวีรบุรุษผู้กล้าหาญหยิ่งทระนงอย่างข้าจะเสแสร ้ง แกล้งท า
ใช่หรือไม่ ใต้เท้าผู้พิทักษ์ขวา?
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นหญ้าเติบโตสกุณาโบยบิน ดอกไม้ ภูเขาบานสะพรั่ง พวกนางมายังสถานที่แห่งหนึ่งที่เงียบสงบ สองข้าง ทางล้วนมีแต่ต้นกุ้ย นั่งยองอยู่ในร่มไม้ เอียงหัวกระซิบกระซาบกัน แทะเมล็ดแตง พูดคุยสัพเพเหระ
รอกระทั่งลมวสันตฤดูเรียกฤดูร ้อนมา แล้วฤดูร ้อนก็เรียกเพื่อน บ้านมา รอกระทั่งถึงฤดูใบไม้ร่วง กลุ่มต้นกุ้ยของที่แห่งนี้จะพากันผลิ ดอกส่งกลิ่นหอมกาจายไปทั่วทิศ กลิ่นหอมนั้นโชยไกลหลายลี้ ก้าว
เดินอย่างผ่อนคลายอยู่ท่ามกลางดงต้นกุ้ยก็เหมือนได้เข้าสู่ดินแดน แห่งพุ่มพวงทองในฉับพลัน
ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา เจ้าขุนเขาเฉินกาลังนอน ฟุบอยู่บนโต๊ะแกะสลักตัวอักษรอยู่เงียบๆ
เจ้าอารามผู้เฒ่ายืนอยู่ด้านข้าง มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือหนึ่งถือ อิฐเขียวไว้ก้อนหนึ่งพยักหน้าเอ่ยชื่นชม “ด้วยตัวอักษรที่เซียนได้ อย่างชานาญนี้ของสหายเฉิน หากคิดจะร่วมสอบเคอจวี่ก็สามารถมี ชื่อบนกระดานทองคาได้เลย”