กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1121.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (บน)
เฉินผิงอันยังคงเลือกที่จะแกะสลักอักษรริมขอบสามพันตัวที่ “หากพลังจิตไม่ถึงไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สาเร็จ” นั้นก่อน ข้าชอบ แกะสลักตัวอักษรเยอะ เพราะมีความท้าทายมากกว่า
ดูเหมือนเจ้าอารามผู้เฒ่าจะรู ้ว่าเขาต้องเลือกทางนี้ก่อนอยู่แล้ว จึงถามชวนคุยว่า “ปิดด่านคือปิดด่านจริงๆ แต่แบ่งดวงจิตออกเป็ น สามส่วน แยกกันไปเดินเล่นอยู่ที่ไหนบ้างล่ะ?”
เฉินผิงอันตอบ “อาศัยยันต์หกแผ่นของอวี๋เจินเหรินแยกกันไปที่ สานักอวี่หลง สานักฉงหลินของอุตรกุรุทวีปและลาน้าใหญ่ภาคกลาง ของใบถงทวีป ต่างก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ขอบเขตสูงแล้ว ในที่สุดก็เริ่มพลิกเปิด บัญชีเก่า ไปคิดบัญชีกับคนอื่นแล้วหรือ? หรือจะบอกว่าทุกวันนี้มีคน รักเป็ นขอบเขตสิบสี่ สหายเฉินก็ใจกล้ามากขึ้น เอวแข็งมากขึ้น แล้ว? เมื่อเป็ นเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่พูดคุยกับเจ้าหอหลิ่วอย่างถูกคอ กลายเป็ นคนบนเส้นทางเดียวกัน”
เส้นทางของทั้งสองฝ่ ายแตกต่างแต่มีจุดหมายเดียวกัน คนหนึ่ง อาศัยศิษย์พี่ อีกคนอาศัยคนรัก
ไม่ถูกสิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ คนหนึ่งอาศัยแค่ศิษย์พี่ ขอบเขต ของศิษย์พี่ก็คือขอบเขตของศิษย์น้อง แต่อีกคนหนึ่งทั้งอาศัยคนรัก แล้วก็อาศัยศิษย์พี่ด้วย?
ในเมื่อมีความสามารถขนาดนี้ทาไมจานวนคนรักถึงมีแค่คน เดียวเองเล่า? ท าไมไม่มีจานวนให้เท่ากับศิษย์พี่ไปเลย?
หากสามารถมีโชคด้านความรักแบบนี้ได้จริงก็ถือว่าเป็ น ความสามารถเหมือนกัน จะยังต้องมานะฝึกตนอย่างยากล าบากไป ทาไม อยู่ในใต้หล้าแห่งหนึ่งก็เลือกคนรักไว้คนหนึ่งไม่ว่าไปถึงใต้หล้า แห่งไหนก็เดินกร่างได้ทั้งนั้น
เฉินผิงอันประหลาดใจยิ่งนัก ดูเหมือนว่านับตั้งแต่คราวก่อนที่ เจ้าอารามผู้เฒ่ามาเยือนเมืองเล็กพร ้อมกับมรรคาจารย์เต๋า แล้วก็ ครั้งนี้ที่เจ้าอารามผู้เฒ่ามาเป็ นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วก็ดูเหมือนว่าจะพุ่ง เป้ ามาที่ตนเป็ นพิเศษ?
ไม่มีเหตุผลเลยนี่นา หมี่ลี่น้อยไปรับรองแขกที่ตีนเขา นั่นคือ ความสามารถประจ าตัวของผู้พิทักษ์ฝ่ ายขวาของบ้านเราเชียวนะ ต้องรัดกุมรอบคอบจนน้าสักหยดก็มิอาจเล็ดลอดออกไปอยู่แล้ว
คราวก่อนเจ้าอารามผู้เฒ่าไปที่ภูเขาพือวิ๋น เว่ยเย่โหยวก็มี ประสบการณ์โชกโชนในการรับรองแขก งานเลี้ยงท่องราตรีครั้งแล้ว ครั้งเล่าพวกนั้นจะจัดอย่างเสียเปล่าได้อย่างไร?
แล้วยังเป็ นเพื่อนเก่ากับเสี่ยวโม่ เชี่ยโก่วก็ต้องถือว่าเป็ นภรรยา น้องชายของเขาครึ่งตัวไม่ใช่หรือ? ดังนั้นเจ้าขุนเขาเฉินคิดเป็ นร ้อย ตลบก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหนกันแน่?
หรือจะเป็ นเฉินหลิงจวินที่ได้เจอกับมรรคาจารย์เต๋า?!
เนื่องจากเฉินหลิงจวินมิอาจพูดเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกับ บรรพจารย์สามลัทธิได้ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงมองข้ามเรื่องที่เด็กชายชุด เขียวก็อาจจะเคยเจอเจ้าอารามผู้เฒ่าแล้วไปพร ้อมกันด้วย
จนถึงทุกวันนี้เฉินผิงอันยังจาฉากตอนที่ไอ้หมอนี่เจอกับช่างห ร่วนได้อยู่เลย นั่นเรียกได้ว่า…อเนจอนาถจนแทบไม่อาจทนมอง ไม่ อยากจะหวนย้อนกลับไปนึกถึง
เจ้าอารามผู้เฒ่ามองวัตถุจื่อชื่อและวัตถุฟางรุ่นที่วางกองกันอยู่ บนโต๊ะ ตราผนึกบาง อย่างไม่ขัดต่อสายตาการมองเห็นของเขา กวาดตาไปจึงเห็นสมบัติหลากหลายที่อยู่ในนั้น ได้อย่างถ้วนทั่ว
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มถาม “หลอมวัตถุเช่นนี้ กลายเป็ น “สมบัติมี ชีวิต” ที่มีสองขาเดินได้จริงๆ แล้ว สหายใหญ่เฉินมีฝีมือสูงก็เลยใจ กล้า รังเกียจว่าอู๋โจวไม่มาหาถึงที่ก็เลยลงเดิมพันครั้งใหญ่ไปเลย? อยู่บนเส้นทางสะพานไม้ท่อนเดียวอย่างวิถีแห่งการหลอมวัตถุนี้ก็จะ เห็นฝีมือที่แท้จริงของอู๋โจวที่เดินอยู่เบื้องหน้ากับตาตัวเอง อยากจะ ช่วงชิงตาแหน่งพื้นที่มาให้ตัวเอง?”
เฉินผิงอันกล่าว “หลอมวัตถุเป็ นแค่วิธีที่นามาใช ้ช่วยเสริม เท่านั้น ไม่มีทางเกิดความขัดแย้งบนมหามรรคากับอู๋โจว หากนางจะ ฆ่าคนชิงทรัพย์จริงๆ ข้าก็ได้แต่ป้ องกันตัวเอง”
มือข้างหนึ่งของเจ้าอารามผู้เฒ่าถือก้อนอิฐเอาไว้ จึงยื่นมืออีก ข้างไปหยิบป้ ายถือศีลแผ่นหนึ่งออกมาจากในวัตถุจื่อชื่อ เงยหน้า มองวัตถุที่หลอมเรียบร ้อยแล้วซึ่งอยู่ในกายธรรมใหญ่โตโอฬารนั้น ในช่องโพรงลมปราณแห่งหนึ่งได้หลอมกาซู่อิ่งใบหนึ่งที่สามารถดูด ซับปราณวิญญาณฟ้ าดินธาตุไม้มาอย่างเชื่องช ้าได้นานแล้ว ถูกเฉิน ผิงอันเอาไปวางไว้ในเรือนไม้ซึ่งเป็ นที่อยู่ของวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้า ธาตุเพื่อให้เป็ นของที่ช่วยเสริม ทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันเหมือน ผู้ปกครองกับขุนนาง เห็นภาพเหตุการณ์นี้ เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ส่าย หน้ายิ้มเอ่ย “โชคอะไรกัน ทั้งๆ ที่ได้ของสองชิ้นมาในเวลาเดียวกัน แต่กลับเลือกอาวุธวิเศษที่ไม่ใช่ระดับขั้นของสมบัติอาคม ปล่อย สมบัติหนักที่เป็ นอาวุธกึ่งเซียนเอาไว้ไม่ยอมหลอม เก็บเมล็ดงาทิ้ง แตงโมอย่างนั้นหรือ? หรือรู ้สึกว่ากิจการบ้านเรือนใหญ่แล้ว ชีวิตนี้ไม่ ต้องกลัดกลุ้มเรื่องการกินการอยู่แล้วก็เลยทาเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง?”
เฉินผิงอันมองป้ ายถือศีลที่อยู่ในมือของนักพรตเฒ่าแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าแกะสลักตัวอักษรต่ออีกครั้ง จิตแห่งมรรคานิ่งสนิทดุจ บ่อน้าโบราณ ไม่มีริ้วกระเพื่อมใดๆ
เรื่องดีไม่กลัวจะมาถึงช ้า จะรีบร ้อนไปไย
รอแค่ผู้อาวุโสจากไปก็จะหลอมใหญ่ให้วัตถุชิ้นนี้ทันที
ปีนั้นเจินเหรินผู้เฒ่าหวนอวิ่นช่วยดูให้ จาได้ว่าป้ ายถือศีลที่เป็ น เขาฉิวลายเมฆแผ่นนั้นคือป้ ายเรือนใจของสายลัทธิเต๋า แต่เขากลับ ไม่ได้มองระดับขั้นสูงต่าออกอย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนเจ้าอารามผู้ เฒ่า
เจ้าอารามผู้เฒ่าพลิกดูป้ ายถือศีลที่หน้าตรงแกะอักษรคาว่าใจ เอาไว้ ด้านหลังแกะเป็ นกลอนโบราณไม่ทราบชื่อ ร่องน้าริมคันนามืด สลัว แสงตะวันจันทราหน้าบานประตูสะเทือนจิตวิญญาณ
ระดับขั้นเป็ นอาวุธกึ่งเซียน แต่กลับแบกรับปราณแห่งมรรคาของ อาวุธเซียน สามารถท าให้ผู้ฝึ กบ าเพ็ญตนดวงตามองเห็นเงา มองเห็นจิตใจดั้งเดิม
น่าเสียดายที่ซุกซ่อนจุดด่างพร ้อยบางอย่างเอาไว้ หากผู้ฝึกตน ทั่วไปได้ไปครองจะเหมือนได้ครอบครองสมบัติล้าค่า หลอมใหญ่ได้ ไม่เป็ นไร แต่กลับไม่เหมาะกับเฉินผิงอันที่ทุกวันนี้มีหวังจะเดินขึ้นสู่ ยอดสูงสุด เจ้าอารามผู้เฒ่านึกถึงวิถีการรับรองแขกของแม่นางน้อย ชุดดาจึงไม่หลอกเจ้าขุนเขาเฉินแล้ว ยอมพูดเพิ่มเติมไปอีกสอง ประโยค “วัตถุชิ้นนี้แตกหักไม่สมบูรณ์ ปณิธานแห่งมรรคาขาด หายไป หลอมกลางก าลังดี ไม่เหมาะจะหลอมใหญ่เป็ นวัตถุแห่งชะตา ชีวิต ระวังจะถูกจิตมารนอกโลกฉวยโอกาสแทรกซอนเข้ามา ท าลาย รากฐานการฝึกตนที่ได้มาไม่ง่าย”
เฉินผิงอันพยักหน้า ถามว่า “ป้ ายเรือนใจแผ่นนี้กับก้อนอิฐเขียว ของอารามเต๋ไม่ทราบชื่อที่อยู่บนยอดเขา วัสดุคล้ายคลึงกัน โดยมากแล้วเหมือนกัน แค่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าชั่งน้าหนักอิฐเขียวที่อยู่ในมือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องบอกว่าต่างมากเหมือนน้อยถึงจะถูก ความลี้ลับในเรื่องนี้ วัน หน้าเมื่อเจอกับผู้อาวุโสบนภูเขาที่ถูกชะตากันแค่ถามก็จะรู้ได้เอง”
เฉินผิงอันจึงไม่ถามต่ออีก หยุดแต่พอสมควร ไหนเลยจะกล้า ถอนขนแกะจาก (เปรียบเปรยว่าอาศัยช่องว่างหาผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตักตวงก าไรเล็กๆ) เจ้าอารามผู้เฒ่า
ส่วนสมบัติล้าค่าชิ้นนี้ ได้มาจากมือของผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งชื่อว่า หวงซือ ถือว่าไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกันกระมัง เจอกันด้วยดีจากลาด้วยดี ได้กันไปอย่างละครึ่ง
เพียงแต่ว่าปีนั้นหลังจากที่จากลากัน ทางฝั่งของอุตรกุรุทวีปก็ไม่ มีข่าวของผู้ฝึกยุทธหวงซืออีกแล้ว ก็ไม่รู ้ว่าเขาได้แก้แค้นครั้งใหญ่ ส าเร็จแล้วหรือยัง
เจ้าอารามผู้เฒ่าจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ “เจ้าหลอมกระจก ไว้มากมายขนาดนี้ท าไม? อัตราส่วนค่อนข้างสูง เหมือนเสื้อผ้า อาภรณ์ของสตรีที่มีไว้เยอะๆ เพื่อความน่ามองหรือ?”
เฉินผิงอันตอบไปตามสัตย์จริง “เหมือนน้อยต่างมากอย่างที่ผู้ อาวุโสพูด ท่องอยู่ในยุทธภพ มีฝีมือมากมายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะกด
ทับตัวเอง หลักการเดียวกัน ในเมื่อผู้เยาว์เลือกวิถีแห่งการหลอมวัตถุ เป็ นตัวช่วยเสริม ข้างมือมีอะไรก็ต้องหลอมอย่างนั้น ไม่กล้าเลือกมา”
อยู่ดีๆ เจ้าอารามผู้เฒ่าก็เอ่ยขึ้นมา “เจ้าเด็กหลงหรานผู้นั้นไม่ เลวเลย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “หลงหรานเซียนจวินมีมาดของคนโบราณ อยู่จริงๆ”
ซือถูเมิ่งจิงที่มีฉายาว่าหลงหราน ขอบเขตเซียนเหริน ทุกวันนี้ เป็ นเจ้าขุนเขาของเสี่ยวหลงชิวในใบถงทวีป
ในฐานะสานักเบื้องบนของเสี่ยวหลงชิวแห่งใบถงทวีป ต้าหลงชิ วที่อยู่แผ่นดินกลางเพียงแค่เพราะขาดผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคน หนึ่งมาเฝ้ าพิทักษ์ภูเขา จึงได้แต่ถือว่าเป็ นส านักอันดับรอง
แต่หากจะพูดถึงกันแค่ทรัพย์สิน อันที่จริงต้าหลงชิวสามารถถือ เป็ นอันดับหนึ่งได้
ผู้ฝึกลมปราณ ไม่ว่าจะเป็ นผู้ฝึกตนท าเนียบหรือผู้ฝึกตนอิสระ แห่งป่าเขา ออกจากบ้านไปท่องเที่ยว ของจาเป็ นสี่ห้าชิ้นที่ต้องมีติด ตัวไว้ก็หนีไม่พ้นภาพค้นภูเขา กระจกส่องมารและยันต์ท าลายค่าย กล เป็ นต้น
ของที่ราคาถูกทั้งยังใช ้ดีพวกนี้ ในเวลาที่เป็ นกุญแจสาคัญก็ สามารถรักษาชีวิตได้จริงๆ และหากพูดถึงกระจกส่องมารก็จะต้องหนี ไม่พ้นช่างท ากระจกของต้าหลงชิว
กระจกส่องมารในใต้หล้านี้หลักๆ แล้วแบ่งออกเป็ นหกสาย สอง สายในนั้นเนื่องจากธรณีประตูในการหล่อหลอมสูงเกินไป มีข้อ เรียกร ้องต่อทั้งวัตถุดิบและฝีมือของช่างทากระจกสูงมาก จึงแทบจะ หายสาบสูญไปแล้ว อีกสี่สายที่เหลือ จวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ และตาหนักเฟยเซียนต่างก็ได้ครอบครองกันไปอย่างละหนึ่ง ทว่าแต่ ไหนแต่ไรมักจะแค่มอบให้ไม่ขาย จึงเป็ นของที่มีราคาแต่ไร ้ตลาด นอกจากนี้ต้าหลงชิวยังผูกขาดกระจกส่องมารสายหนึ่งในนั้นไป “กระจกวารี” เก้าชนิดที่ช่างทากระจกสร ้างขึ้น ผู้ฝึ กลมปราณถือ กระจกวิเศษประเภทนี้อยู่ในมือทั้งสามารถหลบเลี่ยงน้า แล้วก็ สามารถสยบก าราบพวกภูตและเผ่าพันธ ์น้าได้อีกด้วย หากยังรวมถึง กระจกมาตรฐาน ไล่ภูเขา’ ที่กองกาลังหลายแห่งของเกราะทองทวีป ร่วมกันครอบครอง มีการแบ่ง “ภูเขาสายน้า” และกระจกวิเศษสอง ชนิดอย่างภูเขากับสายน้านี้ก็ยิ่งเป็ นที่ชื่นชอบของผู้ฝึกลมปราณที่ เดินบนเส้นทางของการหลอมตะวัน กราบไหว้ดวงจันทร ์
สาหรับผู้ฝึกลมปราณที่ขึ้นเขาลงห้วย ไปเยี่ยมเยือนเซียน หาก ได้ครอบครองกระจกมาตรฐานบานหนึ่ง อีกมือหนึ่งได้ครอบครอง กระจกวารีของต้าหลงชิว ตรงเอวพกกระจกวิเศษของภูเขามังกร พยัคฆ์ ในอ้อมอกมีกระจกยันต์ต าหนักเฟยเซียนอีกบานหนึ่ง ในชาย แขนเสื้อซ่อนไว้อีกสองบาน จะไม่ใช่ว่าวิเศษมากหรอกหรือ?!
ทว่านี่ใช่เรื่องที่ข้าคิดหรือไม่คิดหรือ?
ปัญหานั้นอยู่ที่ข้าตอบตกลง เงินในกระเป๋ าจะตอบตกลงด้วย หรือ?
เหมือนอย่างชุยตงซานที่เวลาออกจากบ้านก็จะค่อนข้างชอบโอ้ อวดความร่ารวย ในชายแขนเสื้อสองข้างไม่รู ้ว่าใส่สมบัติไว้กี่มาก น้อย
เขาจัดกระจกส่องมารหกบานครบชุดไว้ให้กับตัวเอง
เฉินผิงอันจึงขอยืมสมบัติบางอย่างมาจากชุยตงซานที่เป็ นทั้งลูก ศิษย์ผู้ภาคภูมิใจแล้วก็เป็ นทั้งเจ้าสานักของสานักเบื้องล่างด้วย
อาจารย์กับลูกศิษย์ สานักเบื้องบนกับสานักเบื้องล่าง พูดถึงแค่ เรื่องการขอยืมไม่พูดถึงเรื่องคืน
ระหว่างที่เฉินผิงอันหยุดพักจากการ ‘ลงมีด’ เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “ผู้อาวุโสรู ้จักคากล่าว “ยี่สิบคน” บนภูเขาหรือไม่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “รู ้น่ะรู ้ แต่ไม่พูดก็ส่วนไม่พูด ถือเป็ น ปฏิทินเหลืองหน้าหนึ่งที่ไม่มีบันทึกไว้ ปริศนาประเภทนี้ก็เหมือนกับ “หลูเจิ้งฉุน” หนึ่งในสามคนที่หากไขปริศนาได้ด้วยตัวเองจะน่าสนใจ มากกว่า”
สีหน้าของเฉินผิงอันไร้อารมณ์ นวดคลึงข้อมือ
ตอนนั้นอยู่บนเรือราตรี สิงกวานหาวซู่ที่หวนกลับไปยังใต้หล้า ไพศาลได้น าพาตู้ซานอิงลูกศิษย์ผู้สืบทอด สาวใช ้จี๋ชิงมาพบเฉินผิง อันกับหนิงเหยา
หาวซู่อยู่ที่นครสิงเม่าค่อนข้างนาน ส่วนเส้าเป่ าเจวี้ยนเจ้านคร หนุ่มที่ปรากฏตัวในนครเถียวมู่ก่อนหน้านั้นกลับดูเหมือนว่าจะไม่
ค่อยชอบขี้หน้าของเฉินผิงอันสักเท่าไร
และเส้าเป่าเจวี้ยน แน่นอนว่าต้องเป็ นนามแฝง แต่คนผู้นี้คือผู้ฝึก ลมปราณที่มีโชควาสนาลึกล้า มีบุญบารมีอย่างใหญ่หลวงแท้จริง ตอนที่อยู่ในนครปี้ฮว่าของสานักพี่หมา เจ้าขุนเขาเฉินไม่ได้อะไรไป สักอย่าง ไม่ได้เทพหญิงคนใดไปเป็ นสาวใช ้ผู้ติดตาม เส้าเป่าเจวี้ยน ไปเยือนมาแค่รอบเดียวกลับได้รับความโปรดปรานจากเทพหญิง กว้าเยี่ยน ยินดีจะติดตามเป็ นข้ารับใช ้ หลังจากนั้นตอนที่อยู่ในหุบ เขาผีร ้าย อยู่บนยอดเขาของภูเขาจีเชียว ตอนที่เอา “บ่อสายฟ้ า” ไป ก็ยิ่งง่ายดายเหมือนแค่ยกมือ
ย้อนกลับมามองร ้านผ้าห่อบุญบางคนที่ไม่สนใจความลาบาก ตรากตรา ทั้งๆ ที่เจอกับโชควาสนาตระกูลเซียนครั้งนี้ก่อน แล้วก็รู ้จัก เนื้อหาตัวอักษร “บ่อชาระกระบี่เรือนโต้วซู ที่เขียนไว้บนป้ ายศิลา เอียงแผ่นนั้น น่าเสียดายที่อย่าว่าแต่จะย้ายเอาบ่อสายฟ้ าที่มีประวัติ ความเป็ นมายิ่งใหญ่บ่อนี้ไปเลย ต่อให้เฉินผิงอันออกแรงเต็มกาลังก็ ยังได้แต่ขุดเอาแส้ไม้ไผ่สีทองไปแค่ไม่กี่ปล้องเท่านั้น
ก่อนที่หาวซู่จะลงจากเรือได้บอกกล่าวเนื้อหาที่สาคัญอย่างถึง ที่สุดแก่หนิงเหยา พูดถึง ‘คนยี่สิบคน
แม้ว่าหาวซู่จะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่มันคือจุดเริ่มต้นของเบาะ เส้นหนึ่งที่ถูกฝังซ่อนไว้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
สิงกวานแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ เส้าเป่าเจวี้ยนแห่งนครหรง เม่าเรือราตรี นี่ไม่ใช่การบอกอย่างเป็ นนัยอะไรแล้ว แต่เป็ นการบอก กล่าวแก่เฉินผิงอันอย่างชัดเจน
ภายหลังบวกกับการ “เชื้อเชิญ” จากหันอวี้ซู่เซียนเหรินก็ยิ่ง พิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องนี้เป็ นจริงหรือเท็จ
และนี่ก็คือสาเหตุที่ทาไมเฉินผิงอันถึงไม่คิดว่าหนันกวงจ้าวคือ บินทะยานที่อ่อนด้อย ไม่ใช่ว่าขอบเขตบินทะยานของหนันกวงจ้าว เป็ นกระดาษเปียกเกินไปจริงๆ แต่เป็ นเพราะถูกผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบิน ทะยานคนหนึ่งหลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง อาศัยข่าวที่อีก “สิบเก้าคน ที่ เหลือมอบให้ เท่ากับว่าหนันกวงจ้าวถูกหาวซู่ใช ้การศึกษาวิเคราะห์ และการพุ่งเป้ าอย่างลับๆ อยู่นานหลายปี สุดท้ายหาวซู่ก็ได้สร ้างเวท กระบี่ที่เป็ นท่าไม้ตายติดต่อกันเป็ นชุดให้กับหนันกวงจ้าวโดยเฉพาะ หากขนาดนี้แล้วยังไม่ตาย หนันกวงจ้าวก็ไม่ใช่แค่บินทะยานอ่อน ด้อยเท่านั้น แต่เป็ นบินทะยานแข็งแกร่งอย่างพวกเทียนซือแห่งภูเขา มังกรพยัคฆ์หรือไม่ก็ฮว่อหลงเจินเหริน หรือแม้กระทั่งเป็ นตัวสารอง ได้ขอบเขตสิบสี่ได้เลย
ใบถงทวีป เจ้าสานักว่านเหยาแห่งพื้นที่มงคลสามภูเขาอย่าง เซียนเหรินหันอวี้ซู่
เนื้อหนังมังสาที่มอบให้กับเจียงซ่างเจินร่างนั้นก็ได้หวนกลับมา อยู่ในมือของเฉินผิงอันแล้ว
ขณะเดียวกันเดิมทีเฉินผิงอันก็อยากถามเรื่องเก่าเรื่องหนึ่งจาก เจียงซ่างเจินด้วย