กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1121.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (บน)
เจียงซ่างเจินกลับส่ายหน้ายิ้มเอ่ยว่าควรหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงผู้สูง ศักดิ์ เพราะถึงอย่างไรตนก็ยังเป็ นผู้ฝึกตนท าเนียบส านักกุยหยก ไม่ ว่าอย่างไรก็ไม่ควรปากมาก
เฉินผิงอันจึงไม่ถามเยอะอีก
ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ภูเขาเฉวียนเจียวฝูเหยาทวีป เฉินผิงอันก็ถาม เรื่องบางอย่างจากซูถือจื้อวี
และประโยค “ซือถูเมิ่งจิงคือคนที่ไม่เลว” ของเจ้าอารามผู้เฒ่าที่ มองดูเหมือนอยู่ห่างไกลเรื่องที่กาลังคุยกันคนละโยชน์ อันที่จริงกลับ กาลังชี้เข้าหาหัวข้อสาคัญ
“ตัดแบ่ง” ซือถูเมิ่งจิงออกจากต้าเสี่ยวหลงชิวได้อย่างพอเหมาะ พอดี
เฉินผิงอันก้มหน้าแกะสลักตัวอักษรพลางถามไปด้วย “สิ่งที่โจ วจื่อต้องการคือเรื่องอะไรกันแน่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง คงเป็ นเพราะรู ้สึกว่านี่ต่างหาก ถึงจะถือเป็ นค าถามที่ดีที่คู่ควรให้คนในสถานการณ์ครุ่นคิดและคน นอกสถานการณ์ก็ควรเป็ นคนตอบ จึงเอ่ยเนิบช ้าว่า “การสั่นไหว เฉพาะจุด ความสมดุลในภาพรวม ฝ่ ายหลังอนุญาตฝ่ ายแรก ฝ่ าย
แรกสยบใจของฝ่ายหลัง ไม่ว่าขั้นตอนใดก็ตามที่เกิดข้อผิดพลาด โจ วจื่อก็จะรู ้สึกว่าจาเป็ นต้องตรวจสอบและแก้ไข”
เฉินผิงอันถามด้วยน้าเสียงที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย “เขามีโรคย้าคิดย้าทากระมัง?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะฮ่าๆ “ค่อนข้าง”
ทุกวันนี้มองไปทั่วหลายใต้หล้า ยังมีผู้ฝึ กกระบี่ “บริสุทธิ์” ขอบเขตสิบสี่ที่สมชื่ออยู่อีกหรือ?
และเถียนหว่านแห่งยอดเขาจูอวี๋ภูเขาตะวันเที่ยง ศิษย์น้องหญิง ของโจวจื่ออย่างนางจับคู่ยวนยางส่งเดช สานด้ายแดงมั่วซั่ว เพื่อ ควบคุมโชคชะตาวิถีกระบี่ในหนึ่งทวีป
หลิวเสี้ยนหยาง หลี่ถวนจิ่งแห่งสวนลมฟ้ า เว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะ …ล้วนต้อง “ตัดชุดแต่งงาน” ให้กับผู้ฝึ กกระบี่ป๋ ายฉางแห่งอุตรกุรุ ทวีป
ทางฝั่งของอุตรกุรุทวีปยังมีสวีเซวี่ยนที่เกี่ยวพันไปถึงสานักฉง หลินและโหลวเหมี่ยวผู้เป็ นเจ้าส านัก
เพราะหลิวจิ่งหลงได้เตือนเฉินผิงอันไว้ว่ามีโอกาสสูงมากที่สวี เซวี่ยนจะเป็ นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจที่อยู่เบื้องหลังของสานักฉงหลิน ถ้า อย่างนั้นสานักฉงหลินที่กิจการเจริญรุ่งเรื่องก็จะเป็ นถุงเงินของเซียน กระบี่ป๋ ายฉาง ลูกศิษย์สวีเซวี่ยนก็คือคนที่ดูแลถุงเงินใบนี้แทนให้
อยู่ที่อุตรกุรุทวีป ขอแค่เป็ นสถานที่ที่ทาเงินได้ก็จะมีเงาร่างของผู้ ฝึกตนส านักฉงหลินง่วนท างานอยู่เสมอ
พูดถึงแค่ภูเขาตี่ลี่แห่งนั้นก็คืออ่างรวมสมบัติที่ผู้คนให้การ ยอมรับ ภูเขาป๋ ายเฉวียนที่อยู่ใกล้เคียงก็คือต้นไม้เขย่าเงินต้นหนึ่ง จวนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ถูกบุกเบิกเรียงรายมีเยอะมาก
เพื่อให้เหมาะแก่การชมการต่อสู้มากที่สุด
ก่อนที่ทั้งสองฝ่ ายจะขึ้นเวทีประลองต้องลงนามในสัญญาเป็ น ตายกันก่อน จากนั้นก็ขึ้นไปบนภูเขาตี่ลี่ เป็ นตายล้วนถูกชะตาลิขิต เอาไว้แล้ว
ไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้ง ส านักฉงหลินก็มีอ่างรวมสมบัติ และต้นไม้เขย่าเงินน้อยใหญ่แบบนี้อยู่เยอะมาก
นอกจากนี้สานักฉงหลินที่อยู่ในธวัลทวีปและแจกันสมบัติทวีป ต่างก็ไม่ได้อยู่กันเฉยๆ ทาการค้าใหญ่เช่นเดียวกัน ชื่อเสียงของสกุล หลิ่วลาคลองหลัวหม่าและสกุลหยวนศาลซานหลางก็คืออยู่กันคนละ ขั้นกับชื่อเสียงของสานักฉงหลิน
นอกจากนี้แล้วเฉินผิงอันยังอาศัยเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่ เก็บผสมให้ครบถ้วนมาทาการอนุมานซ้าแล้วซ้าเล่าจนได้ข้อสรุปข้อ หนึ่ง เศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่ทุกวันนี้กระจัดกระจายอยู่ ข้างนอกน่าจะมีประมาณสี่ถึงหกชิ้น
คนที่ตกเป็ นที่ต้องสงสัยได้แก่ไทเฮาต้าหลี เถียนหว่านแห่งภูเขา ตะวันเที่ยง สกุลหม่าแห่งตรอกซิ่งฮวา สกุลลู่สานักหยินหยางแผ่นดิน กลาง โจวจื่อ สานักฉงหลินที่แอบทาการค้าเครื่องกระเบื้องแห่งชะตา ชีวิตกับสกุลซ่งต้าหลีมานานหลายปี
ก่อนหน้านี้พาเสี่ยวโม่ไปเยือนพระราชวังในเมืองหลวงต้าหลีมา ด้วยกันรอบหนึ่ง เครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่อยู่ในมือของไท เฮาหนันจาน ทุกวันนี้เฉินผิงอันเจอแล้ว มันซ่อนอยู่ในเรือนของซ่งจี๋ ซินที่เป็ นเพื่อนบ้าน
เถียนหว่านเคยตกอยู่ในเงื้อมมือของชุยตงซานและเจียงซ่างเจิน ครั้งหนึ่ง ดังนั้นนางจึง “ถูกบีบ” ให้ต้องสลัดตัวเองให้พ้นข้อครหา
ส่วนสกุลลู่แผ่นดินกลางที่อยากจะเล่นงานเฉินผิงอันจริงๆ ใน เรื่องนี้ก็ถูกตัดออกไปเช่นกัน
เพราะว่าตอนนั้นเฉินผิงอันไปเป็ นแขกอยู่ที่หอซือเทียนเคยได้ ถามลู่เสินกับตัวเอง และลู่เสินก็บอกเองว่าไม่มีของสิ่งนี้อยู่
เฉินผิงอันไม่ใช่คนโง่ ชักไช ้บังคับถามไปประโยคหนึ่งว่า สกุลลู่ ไม่เคยมีตั้งแต่แรกหรือ? ลู่เสินก็ยังคงบอกว่าไม่มี
สกุลหม่าแห่งตรอกซิ่งฮวากลายเป็ นสกุลหม่าแห่งถนนอูซา แคว้นอวี้เซวียน เฉินผิงอันเองก็หาเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิต ไม่เจอเหมือนกัน เขาถามต่อหน้าไปแล้ว สามีภรรยาสกุลหม่าไม่ได้ เก็บซ่อนเอาไว้จริงๆ หม่าขู่เสวียนเองก็เคยพิสูจน์เรื่องนี้เช่นกัน
คิดอยากจะไปหาโจวจื่อผู้นั้น มีแต่จะยากยิ่งกว่าหาตัวเผยหมิ นแห่งเวทกระบี่ ได้แต่รอเท่านั้น รอคอยผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉที่กระบี่บิน แห่งชะตาชีวิตสองเล่มสามารถสยบก าราบกระบี่บินสองเล่มของเฉิน ผิงอันได้พอดี
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฝ่ ายที่ยังพอจะเสี่ยงดวงได้ก็เหลือแค่สานักฉง
หลินของอุตรกุรุทวีปแล้ว
ในอดีตเฉินผิงอันไปท่องเที่ยวที่อุตรกุรุทวีปก็เล็งสานักฉงหลินที่ เชี่ยวชาญการหาเงินอย่างถึงที่สุดแห่งนี้อยู่แล้ว
เพราะสานักฉงหลินคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดที่ซื้อเครื่องกระเบื้อง แห่งชะตาชีวิตของถ้าสวรรค์หลีจูไปอย่างลับๆ ไม่มีหนึ่งในอะไรทั้งนั้น
ดวงจิตดวงหนึ่งของเฉินผิงอันนั่งโดยสารเรือยันต์“เรือราตรี” ลา นั้นไปขึ้นฝั่งที่อุตรกุรุทวีป ตรงดิ่งไปยังอาณาเขตของสานักฉงหลิน
ก็เหมือนกับสานักอวี่หลงแห่งนั้น ไม่จาเป็ นที่ว่าเจอหน้ากันแล้ว ต้องตอบคาถามที่เป็ นคาพูดใดๆ การหลีกเลี่ยงไม่ยอมมาพบหน้า ของ “เถียนซู่ขอบเขตก่อก าเนิด” เดิมทีก็คือค าตอบอย่างหนึ่งอยู่แล้ว
แจกันสมบัติทวีป งานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพีอวิ๋นมหาบรรพต อุดร ใบถงทวีป โชควาสนาของหวงถิงนักพรตหญิงแห่งภูเขาไท่ผิง ลึกล้า อุตรกุรุทวีป จานวนครั้งที่ถูกถามกระบี่ของศาลบรรพจารย์ ส านักฉงหลิน
ล้วนขึ้นชื่ออย่างมาก
ลมฝนพัดแรงบรรยากาศอึมครึมเป็ นเหตุให้ท้องฟ้ าของยามเที่ยง วันมืดสนิทเหมือนม่านราตรีหนาหนัก
ภูเขาบรรพบุรุษของสานักฉงหลิน ในศาลากึ่งกลางภูเขาแห่ง หนึ่งที่มองดูเหมือนปกติมีผู้เฒ่าผมขาวที่รูปลักษณ์เหมือนผู้รอบรู ้ที่ สุภาพสง่างามคนหนึ่ง ตรงเอวห้อยเงินเหรียญทองแดงของชาวบ้าน ไว้พวงหนึ่ง ด้านข้างมีไม้เท้าไม้ไผ่องขู่วางพิงเสาศาลา ไม้ไผ่ฉงจู๋สี ทอง ชิ้นนี้มีเก้าปล้อง สูงจั๋งกว่า บนหัวไม้เท้าฝังเลื่อมหยกสีเขียว มรกตที่แกะสลักเป็ นรูปจักจั่น
ในศาลายังมีเด็กสองคนที่ก่อนหน้านั้นถือร่มเดินผ่านมา พอเห็น ผู้เฒ่าก็เข้ามาพักเท้าหลบฝน พวกเขาต่างก็เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ ศาลบรรพจารย์เพิ่งรับมา ขึ้นเขาฝึกตนได้ไม่นาน พวกเขาเห็นผู้เฒ่า ต่างก็เรียกว่าอาจารย์ปู่ ผู้เฒ่าจึงเรียกชื่อของพวกเขา ให้พวกเขานั่ง ลงคุยกัน จากนั้นถามถึงพัฒนาการด้านการฝึ กตนในช่วงเวลาที่ ผ่านมา ตัวอ่อนผู้ฝึกตนสองคนที่คุณสมบัติยอดเยี่ยมตอบคาถามได้ อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีความขลาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไร ต่างก็เป็ นหยกงามวัตถุดิบชั้นเลิศที่มาจากตระกูลชนชั้นสูง ต่อให้คน ที่ถามคือเจ้าสานักของสานักแห่งหนึ่งก็ยังไม่ได้มีท่าทางประหม่าเกร็ง แล้วนับประสาอะไรกับที่บรรพจารย์โหลวเจ้าสานักโหลวก็ขึ้นชื่อว่า เป็ นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย
เรื่องที่สามารถทาให้ผู้ฝึกตนสานักฉงหลินภาคภูมิใจได้ ขอแค่ ไม่นับเรื่องเงินก็มีไม่มากแล้ว มีน้อยนิดยิ่งนัก
เรื่องหนึ่งที่ทาให้คนนอกสับสนมึนงงมากที่สุด ก็คือเรื่องที่ฮว่อ หลงเจินเหรินแห่งยอดเขาพาตี้ที่ชายแขนเสื้อสองข้างมีแต่ลมเย็นเคย ไปเยือนภูเขาป๋ ายเฉวียนที่มีเงินทองไหลมาเทมาทุกวันมารอบหนึ่ง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้คนพากันพูดไปหลากหลาย ไม่ว่าเรื่องแบบไหน ก็เดากันออกมาหมด เหตุผลก็เรียบง่ายจนเรียบง่ายไปมากกว่านั้น ไม่ได้อีกแล้ว บนเส้นทางภูเขาของภูเขาป่ ายเฉวียนมีศาลาอยู่หลัง หนึ่งชื่อว่าเป้ าซู
ศาลาเป้ าซูอยู่เหนือศาลาเฉวียนหย่งที่อยู่กึ่งกลางภูเขาไป เล็กน้อย
ปีนั้นฮว่อหลงเจินเหรินเดินทางผ่านมาก็อยากจะไปนั่งที่นั่นสัก
หน่อย
คงเป็ นเพราะพอมีอายุเท่าเขา ขอบเขตเท่าเขา ไม่ว่าคนนอกจะ มองจะคิดอย่างไร อันที่จริงต่างก็ไม่ได้สาคัญขนาดนั้นแล้ว
แน่นอนว่าตอนนั้นสมาชิกของศาลบรรพจารย์สานักฉงหลินต่าง ก็ระดมก าลังกรูกันออกมาทั้งหมด จัดขบวนอย่างเอิกเกริกตรงดิ่งไป ที่ศาลาเป้ าซู อยากจะพบหน้าฮว่อหลงเจินเหรินสักหน่อย ต่อให้ไม่ได้ คุยกัน จะดีจะชั่วก็ได้ไปเบียดกันอยู่ในศาลา ทุกคนนั่งไหล่ติดกันรับ ฟังประวัติความเป็ นมาที่เจินเหรินผู้เฒ่าพูดคุยกับเจ้าสานักโหลวใน ศาลาเป้ าซูชูสองสามประโยค รับสัมผัสกลับกลิ่นอายเซียนก็ไม่เลว
เหมือนกัน แต่รอกระทั่งพวกเขาไปถึงก็ไม่เห็นเงาร่างของเจินเหรินผู้ เฒ่าแล้ว
ตั้งป้ ายศิลาไว้นอกศาลา? เนื้อหาที่แกะสลักไว้ก็เขียนทานองว่า เจินเหรินผู้เฒ่ามาเยือนที่แห่งนี้วันเดือนปีใด?
มีความคิดเช่นนี้ แต่กลับไม่มีความกล้านั้น
แต่หลังจากนั้นมา กฎระเบียบของสานักที่บอกว่าผู้ที่มาเยือนต้อง หยุดเท้าอยู่ที่ศาลาเป้ าซูก็กลายมาเป็ นว่าต้องหยุดเท้าอยู่ที่ศาลา เฉวียนหย่งบนเส้นทางป้ ายเสอ
จีเยว่เซียนกระบี่แห่งภูเขาวานรครวญก็เคยทาลายศาลบรรพ จารย์ของส านักฉงหลินอย่างแท้จริงมาก่อน
เมื่อปีก่อนก็มีการถามกระบี่อย่างไม่มีลางบอกกล่าวอีกครั้ง
เนื่องจากได้ทาลายเวทอาพรางตาทิ้งไป รื้อศาลบรรพจารย์ของ จริงทิ้ง เป็ นเหตุให้ตอนนั้นความเคลื่อนไหวรุนแรงมาก ไม่ว่าสานักฉง หลินจะปิดบังอย่างไรก็ถูกก าหนดมาแล้วว่าจะปิดบังไม่อยู่
สุดท้ายคือลี่ไฉ่แห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง สตรีผู้นั้นอามหิตจริงๆ นางอาศัยรายงานภูเขาสายน้ายอมรับในเรื่องนี้ สานักฉงหลินก็ทา อะไรไม่ได้ ได้แต่แสร ้งท าเป็ นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
ทุกวันนี้ลี่ไฉ่ขอบเขตถดถอยกลายเป็ นขอบเขตก่อกาเนิด แต่ สานักฉงหลินยอมที่จะฉีกหน้าแตกหักกับขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่ง
แต่ไม่กล้าไปหาเรื่องลี่ไข่ที่เคยไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่
เด็ดขาด เพราะจะทาให้ผู้คนคลั่งแค้น ผู้ฝึกกระบี่ของใต้หล้าไพศาลล้วนล้าค่าอย่างมาก คนที่ยินดีเป็ น
ผู้ฝึกตนอิสระก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย และผู้ฝึกกระบี่ที่มีสถานะบนทาเนียบ อันที่จริงกลับมีหลายคนที่
ฝึกตนได้ป่าเถื่อนยิ่งกว่าผู้ฝึกตนอิสระเสียอีก
มีเด็กคนหนึ่งถามว่า “อาจารย์ปู่ เป็ นการกระทาของเซียนกระบี่ลี่ ผู้นั้นจริงๆ หรือ?”
ผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “คิดเสียว่าเป็ นนางก็แล้วกัน หากให้เป็ นรูปธรรม หน่อย จริงๆ ลวงๆ บนโลก ความลวงไม่พ้นคาว่าชื่อเสียง ความจริง
ไม่พ้นค าว่าเงิน”
ศาลบรรพจารย์ที่มักจะคอยออกเงินจ้างคนให้มาถามกระบี่กับ ตัวเองอย่างลับๆ อยู่ตลอดเวลา สานักฉงหลินก็ถือว่ามีเพียงหนึ่งเดียว ในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้แล้ว
แน่นอนว่าศาลบรรพจารย์ที่ถูกผู้ฝึ กกระบี่ทั้งหลายทุบทาลาย แม้กระทั่งลูกศิษย์ผู้สืบทอดหลายคนของส านักฉงหลินก็ยังเข้าใจผิด คิดว่าเป็ นภาพลวงตาจริงๆ
อันที่จริงโหลวเหมี่ยวรู ้ดีอยู่แก่ใจตัวเองว่าคนทั้งหลายที่มากระบี่ ต่อศาลบรรพจารย์บ้านตนนั้นก็คือหลิวจึงหลงแห่งสานักกระบี่ไท่ฮุย
หรงช่างลูกศิษย์คนแรกของลี่ไฉ่แห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง หลิ่วจื้อชิ งแห่งต าหนักจินอู
ทว่าผู้เฒ่าที่เป็ นเจ้าสานักก็แค่แสร ้งทาเป็ นว่าแก่แล้วหูตาพร่า ลายเท่านั้น ไม่เคยบอกความจริงข้อนี้แก่ใคร
เด็กอีกคนหนึ่งถามคาถามที่คนร่วมสานักหลายคนอยากรู ้ ค าตอบอย่างมาก “อาจารย์ปู่ โลกภายนอกเล่าลือกันไปสารพัดอย่าง พูดจาไม่น่าฟังถึงเพียงนั้น ท่านผู้อาวุโสได้ยินแล้วไม่รู ้สึกแย่ ไม่รู ้สึก โกรธบ้างเลยหรือ?”
ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งหัวเราะร่วน “รู้สึกแย่ก็เสียเวลาเปล่าน่ะสิ ขอ แค่ไม่ถ่วงรั้งการหาเงินก็พอ”
เด็กสองคนหันมามองสบตากัน ก่อนจะหันไปมองเจ้าส านักผู้ เฒ่าที่นิสัยดีจนดีไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว พวกเขายิ่งรู ้สึกเคารพ เลื่อมใสอีกฝ่ายเข้าไปอีก
มิน่าเล่าตระกูลล่างภูเขาของพวกเขาถึงพูดกันว่าดูจากหน้าตา แล้วผู้เฒ่าต้องอ่อนโยนอย่างแน่นอน ง่ายที่จะได้มีความสุขในช่วงบั้น ปลาย
เด็กน้อยถาม “เจ้าโจรเจียงมีความแค้นอะไรที่คลายปมไม่ได้กับ อาจารย์ปู่หรือ?”
ผู้เฒ่าส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่มีความแค้นส่วนตัวใดๆ ไม่เคยเจอ หน้ากันด้วยซ้า ถูกอดีตเจ้าส านักเจียงแห่งส านักกุยหยก โจวอันดับ
หนึ่งแห่งภูเขาลั่วพั่วคนนั้นติดใจคิดถึงก็ถือเป็ นหายนะที่ไม่คาดฝัน โดยแท้”
อยู่ที่อุตรกุรุทวีป ผู้ฝึ กลมปราณในท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวที่ สามารถทัดเทียมกับเจียงซ่างเจินเรื่องชื่อเสียงได้ก็คือโหลวเหมี่ยวเจ้า สานักแห่งสานักฉงหลินแล้ว ไม่มีหนึ่งใน
สานักฉงหลินที่มีมโนธรรมไม่รังเกียจเงินมากที่สุด สองชายแขน เสื้อมีแต่ลมเย็นบ่าเหล็กแบกคุณธรรม เจ้าสานักใหญ่โหลวที่พูดจา อย่างห้าวเหิมว่าจะใช ้หนึ่งสานักสู้รบกับหนึ่งทวีป เซียนกระบี่อย่างข้า มีมากมายดุจก้อนเมฆล่องลอย
ชื่อเสียงของโหลวเหมี่ยวสามารถเป็ นอย่างในทุกวันนี้ได้ ปีนั้น เจียงซ่างเจินเป็ นคนช่วยผลักดันอย่างเต็มแรง มีคุณูปการใหญ่หลวง ยิ่ง
ขอบเขตหยกดิบของโหลวเหมี่ยว นั่นคือขอบเขตที่เป็ นเงินเป็ น ทองอย่างถึงที่สุดจ าเป็ นต้องมีความสามารถอย่างแท้จริงถึงจะ สามารถบดขยี้เซียนกระบี่ หากเป็ นขอบเขตเดียวกัน พลังพิฆาตของ เขาก็เรียกได้ว่าไร ้ศัตรูเทียมทานในใต้หล้า
หาไม่แล้วเจ้าส านักโหลวจะได้รับการยอมรับว่าสามารถใช ้ ขอบเขตหยกดิบเล่นงานเซียนเหรินแผ่นดินกลางได้ตามใจชอบ เหมือนกับหยวนหลิงเตี้ยนแห่งยอดเขาจื่อเสวียนและ หยวนยางแห่ง ศาลเอ้อหลางได้อย่างไร?
เกี่ยวกับคากล่าวนี้ คนสามคนที่อยู่บนกระดาน อันที่จริงต่างก็ไม่ พอใจนัก
คงเป็ นเพราะว่าความคิดของเจ้าโจรเจียงผู้นั้น ชื่อและเรียบง่าย” อย่างมาก ข้าชื่อเสียงไม่ดีก็ต้องลากใครสักคนมาหนุนหลัง มาเป็ นพี่ น้องคู่ทุกข์คู่ยากด้วยกัน เจ้าส านักโหลวก็ให้เป็ นเจ้าแล้วกัน
หากถามถึงต้นสายปลายเหตุ คาดว่าเจียงซ่างเจินก็น่าจะเอ่ย ประโยคหนึ่งว่า แน่นอนว่าเป็ นเพราะเจ้ามีรากฐานที่ดีอย่างไรล่ะ
หากเป็ นแค่ “คากล่าวที่ชวนตลกขบขัน โหลวเหมี่ยวเองก็คงไม่ คิดอะไรมาก บนและล่างสานักฉงหลิน คนเดียวที่สามารถทาให้ระดม กาลังใหญ่โตก็ยังคงเป็ น “ใครบางคนที่บอกว่าตัวเองคือลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดของผู้ฝึกตนอิสระชิงมี่ขอบเขตบินทะยานแห่งธวัลทวีป” เขาเสีย สติจนถึงขั้นที่ทาให้คนโมโห ถึงกับยกระดับของสานักฉงหลินให้มี ชื่อเสียงทัดเทียมกับนครจักรพรรดิขาว บอกว่าโหลวเหมี่ยวสาหรับ สานักฉงหลินแล้วก็เท่ากับเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว เรียกได้ว่า หนึ่งคนหนึ่งสานัก นอกจากนี้ต่อให้เป็ นฝูลู่อวี้เสวียน จ้าวเทียนไล่ แห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ ฮว่อหลงเจินเหรินแห่งยอดเขาพาตี้ ต่อให้ตบะ ของพวกเขาจะสูงแค่ไหนก็ยังไม่มีความสามารถในส่วนนี้