กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1122.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (กลาง)
เฉินผิงอันพยักหน้า นั่งยองลงข้างกองไฟ เอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าจะ ได้มาเจอคนรู ้ใจอีกคนหนึ่งแล้ว”
เป็ นอย่างที่ชิงหร่างกล่าวมาจริงๆ สานักกระบี่ชิงผิงเลือกที่ตั้งไว้ที่ ใบถงทวีปก็คือการ…ขัดเกลามหามรรคาอย่างเงียบเชียบครั้งหนึ่ง
สานักกระบี่ชิงผิง เดิมทีก็เป็ นสานักวิถีกระบี่ พ่ายแพ้ไป สานัก เบื้องล่างก็จะเงียบหายไปนาน ไม่เป็ นไร ผู้ฝึ กกระบี่อย่างพวกเรา สมควรที่จะต้องถูกวิถีแห่งสวรรค์ขัดเกลาอยู่แล้ว
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทาไมเฉินผิงอันถึงไม่ค่อยเห็นเรื่องที่ลูก ศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจมาขุดมุมก าแพงบ้านตนเป็ นจริงเป็ นจังนัก ปล่อยให้ชุยตงซานขุดตะวันออกหนึ่งจอบทุบตะวันตกหนึ่งค้อน นั่น เป็ นเพราะชุยตงซานที่ต้องดูแลกิจธุระของสานักเบื้องล่างไม่ง่ายเลย จริงๆ
ในเมื่อรับข้าเป็ นอาจารย์ ก็อย่าได้ไปร ้องระบายทุกข์กับคนอื่น อาจารย์ล้วนเข้าใจดี
และนี่ก็ยิ่งเป็ นเหตุผลที่ว่าทาไมแรกเริ่มสุดเฉินผิงอันอยากจะให้ เฉาฉิงหล่างรับผิดชอบสานักเบื้องล่าง สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนใจ รับการ เสนอตัวเองของชุยตงซาน ให้เขามารับหน้าที่เป็ นเจ้าสานักช่วง เปลี่ยนผ่าน
คาว่า “เปลี่ยนผ่าน” นี้ก็คือชุยตงซานจะต้องนาพาสานักเบื้อง ล่างทั้งแห่งเผชิญหน้ากับ “ด่านเคราะห์” ที่มองไม่เห็นครั้งนี้
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทาไมชุยตงซานถึงเน้นย้า พูดกระทบกระ เทียบอยู่บ่อยครั้งว่าทาไมถึงสามารถมองเขาเป็ นเซียนกระบี่ครึ่งตัวได้
นั่นไม่ใช่เพราะชุยตงซานต้องการตีสนิทกับอาจารย์และโจว อันดับหนึ่ง แต่เป็ นการตีขนาบอยู่ด้านข้าง อาศัยโอกาสนี้มาเตือน เฉินผิงอัน
เจ้าสานักของสานักกระบี่ชิงผิง หากไม่ให้เขาชุยตงซานมาเป็ น มีเรื่องอะไรศิษย์ก็พร ้อมรับใช ้ยอมเหน็ดเหนื่อย หรือไม่ก็ได้แต่ให้ อาจารย์ต้องมาควบต าแหน่งเจ้าส านักสองแห่งแทนเองแล้ว
หมี่อันดับหนึ่งเคยมองออกถึงสถานะผู้ฝึกกระบี่ของเจ้าสานักชุย
ข้างกองไฟ ทั้งสองฝ่ ายขยับมาอยู่ใกล้กันในระยะประชิดแล้ว ชิงหร่างยิ้มถาม
“อิ่นกวานยังหาร่างจริงของข้าไม่เจออีกหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ใบถงทวีปทั้งแห่ง สหายจะให้ข้าหาอย่างไร?”
ชิงหร่างพยักหน้า “ยากมากจริงๆ นั่นแหละ”
เฉินผิงอันยื่นมือไปอังไฟ เอ่ยว่า “จะเล่าเรื่องหนึ่งที่มากพอให้วัน หน้าเจ้าเอาไปโอ้อวดให้สหายฟังได้”
ชิงหร่างเอ่ย “ล้างหูรอฟังแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เพื่อหาร่างจริงของเจ้า ข้าต้องจ่ายราคาไป ไม่น้อย”
ชิงหร่างรอฟังประโยคถัดไป
เฉินผิงอันถูมือ “ด้วยเหตุนี้ข้าต้องทาการค้ากับเจ้าแห่งถ้าปี้เซียว เจ้าอารามผู้เฒ่าตงไห่แห่งอารามกวานเต๋า แน่นอนว่าเจ้าเองก็เป็ น ของแถมที่ไม่เล็กอย่างหนึ่ง การที่หาที่นี่เจอเจ้าอารามผู้เฒ่าเป็ นคน ช่วย เทพเซียนพสุธาออกเดินทางอย่างอิสระเสรี ค้นหาขุนเขาสายน้า ของหนึ่งทวีป ยังต้องกดข่มโชควาสนาที่อยู่บนร่างของเจ้าให้ได้ ความยากนั้นมีมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู ้ได้ ช่วยไม่ได้ จะปล่อยให้ เจ้าทาตัวเหลวไหลอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่ได้”
ใบถงทวีป เจ้าบ้านที่แท้จริงคือใคร?
โจวมี่เคยไปเยือนหอสยบปีศาจ ไปพบชิงถง
มหาสมุทรความรู ้แห่งเปลี่ยวร ้างผู้นี้ไม่มีทางปล่อยให้เกิดปัญหา แทรกซ ้อน ทาเรื่องใดๆ ที่อาจทาให้ความสัมพันธ ์กับเจ้าแห่งถ้าปี้ เซียวเลวร ้ายลง โจวมี่ไม่มีทางทาเรื่องที่เกินความจ าเป็ นอย่างแน่นอน
หลักการเดียวกัน เฒ่าตาบอดบัญชาการณ์อยู่ที่ภูเขาใหญ่แสน ลี้ของเปลี่ยวร ้าง โจวมี่ไม่เคยไปที่นั่นเลยสักครั้งเดียว ไม่มีความ จ าเป็ นให้ต้องพูดคุยกัน
ในเรื่องนี้ ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างกับกาแพงเมืองปราณกระบี่มีสภาพ จิตใจเหมือนกัน ก็เหมือนที่เฉินชิงตูเคยพาหนิงเหยาไปหาเฒ่าตา บอด ได้รับคาตอบที่ไม่เอนเอียงเข้าข้างใครแค่นี้ก็พอแล้ว
โจวมี่ก็ไม่คาดหวังสักนิดว่าเฒ่าตาบอดจะเลือกมายืนอยู่ข้างของ เปลี่ยวร ้าง ไปเปิดฉากสังหารทั่วทิศที่ใต้หล้าไพศาล หรือให้ป่ายเหย่ ที่เป็ นผู้ภาคภูมิใจที่สุดในโลกทาเหมือนแม่ทัพบู๊ที่ “จับคู่เข่นฆ่า” กัน ก่อนเกิดศึกใหญ่อย่างในนิยายการต่อสู้ เรื่องราวที่ดีงามเช่นนี้คิดยัง ไม่ต้องคิดเลย
นอกจากนี้แล้วสาเหตุที่สาคัญที่สุดยังคงเป็ นเพราะทั้งสองท่านนี้ คือ “ขอบเขตสิบสี่เก่า” ที่ผสานมรรคาไปตั้งแต่เมื่อหมื่นปีก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็ นเฒ่าตาบอดที่ไม่ใช ้ชื่อ “จือสือนี้มานานหมื่นปี หรือจะเป็ น เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวชายหาดถั่วเป่าที่มีฉายาว่านักพรตไช่โจว พวกเขา ต่างก็ต่อสู้เก่งกันมาก
หาไม่แล้วด้วยรสนิยมความชอบของโจวมี่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคย กินผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่มาก่อน
อันดับแรกก็มีการวางแผนอย่างชั่วร ้ายของเซียวสิงก่อน จากนั้น จึงมีการฉกฉวยรอโอกาสของใบถงทวีป และยังมีขอบเขตสิบสี่ที่ลับๆ ล่อๆ อีกตน พยายามที่จะลงมือสังหารอย่างลับๆ หลายครั้ง
น่าร าคาญและน่ากลัดกลุ้มอย่างแท้จริง
ชิงหร่างเงียบไม่ตอบ
อารมณ์ของโต้วโค่วกับเซียนจ่าวยิ่งซับซ ้อนมากกว่าเดิม
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ใช่แค่นั้น ก่อนหน้านี้อวี๋เสวียนไปอยู่ที่ภูเขา ลั่วพั่ว ข้าได้ขอให้เจินเหรินผู้เฒ่าช่วยดูเศษชากยันต์แผ่นนั้นของ สหาย”
สีหน้าของชิงหร่างยิ่งมืดทะมึน
เฉินผิงอันกล่าว “ร่างจริงของร่างจริงนั่นของเจ้า คาดว่าเวลานี้ก็ น่าจะยังรู ้สึกหวาดผวาอยู่ไม่คลายเช่นกัน”
ชิงหร่างเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
จงใจท าให้จิตแห่งมรรคาของข้าวุ่นวายหรือ?!
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ใช่ไหม บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของ ตาหนักอวี้ฟู สหายเหยียนซือ?”
อารมณ์ของผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วหนักอึ้ง เซียนจ่าวรู ้สึกว่ามีความ เป็ นได้เช่นนี้อยู่จริงๆ หากชิงหร่างคือ “หุ่นเชิด” ของบุคคลอันดับ หนึ่งสายยันต์ของเปลี่ยวร ้าง คือหนึ่งในวิธีการที่ใช ้ในการทดลอง ผสานมรรคาก็พอจะอธิบายได้แล้ว
ชิงหร่างเบ้ปาก ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เชื่อคาพูดหลอกผีที่ เหลวไหลพวกนี้เด็ดขาด
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รู ้สึกมาตลอดว่าตัวเองอาศัยสองมือบุกสังหาร จนได้ฟ้ าดินผืนหนึ่งมาก็มากพอจะภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว คิดไม่
ถึงว่าจะมีความเป็ นมาเช่นนี้ ถึงขนาดมีรากฐานที่เกี่ยวพันกับบิน ทะยานเฒ่าฉายาว่า “อวิ๋นเซิน” คนนั้น ถึงอย่างไรก็ยังแตกต่าง กับเฉินอิ่นกวานที่มีชาติกาเนิดธรรมดา ตอนนี้อารมณ์ของสหาย ชิงหร่างซับซ ้อนมากเลย ใช่หรือไม่?”
ชิงหร่างโยนกระดูกของเนื้อกวางที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งทิ้งไป “ไม่
ควรเป็ นฝ่ายมาหาเรื่องอิ่นกวานเร็วขนาดนี้จริงๆ”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือต้องรอให้ขอบเขตสูงอีก สักหน่อย อย่างน้อยเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนแล้วค่อยมาท้าทายเฉิน ผิงอันที่มีกลอุบายลึกล้าผู้นี้
เฉินผิงอันยื่นมือลอดทะลุกองไฟ สองนิ้วขยี้เหมือนหยิบของอะไร บางอย่าง ตอนที่หดมือกลับมา ปลายนิ้วก็มีเปลวเพลิงหนึ่งจุด
ร่างทั้งร่างของ “ชิงหร่าง” พลันระเบิดกระจาย
ตามหลักแล้วการทาลายตัวเองของเซียนดินโอสถทองคนหนึ่ง ต้องมีพลังอานาจที่รุนแรงมาก อย่าว่าแต่ศาลร ้างที่ถูกปล่อยร ้างมา นานหลายปี แห่งนี้เลย ภูเขาทั้งลูกก็จะต้องถูกลมปราณที่ไหลซัด เชี่ยวกระทบลามมาทาให้ถูกทาลายไปพร ้อมกันด้วย
แต่การพังทลายของร่างชิงหร่างกลับส่งคลื่นกระทบออกไปด้าน นอกแค่ประมาณชุ่นกว่าเท่านั้น เหมือนกระแสน้าเชี่ยวที่กระทบโดน ผนังแล้วถอยร่นกลับไป
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อข้างหนึ่ง สลายเถ้าธุลีของยันต์แผ่น นั้นทิ้งไปเบาๆ ดีดนิ้วหนึ่งที เปลวเพลิงจุดนั้นก็พุ่งหายเข้าไปในหว่าง คิ้วของเซียนจ่าวในเสี้ยววินาที
ในฟ้ าดินเล็กร่างกายมนุษย์ของนางมีไฟลามทุ่งเผาผลาญหมื่น สรรพสิ่งเกิดขึ้นในทันทีทันใด ถึงขั้นที่ว่ายังเหมือนมีงูเปลวเพลิงนับ พันนับหมื่นตัวที่บ้างก็ไต่ปืนไปล้อมภูเขาบ้างก็ล่องลอยขึ้นไปบนฟ้ า
อวี๋เสวียนเคยพูดว่าช่วงเริ่มต้นของการขึ้นเขา ไม่ว่าเวทคาถา อะไรก็ล้วนต้องเรียนรู ้ให้เป็ น รอกระทั่งไปถึงยอดเขาแล้ว ดูเหมือนว่า ไม่ว่าวิชาคาถาอะไรก็กลายเป็ นซี่โครงไก่ไปเสียหมด
คาดว่านี่ก็น่าจะเป็ นรากฐานของการผสานมรรคาแล้ว ต้องหา มหามรรคาเส้นหนึ่งที่ไม่เคยมีใครเดินผ่านมาก่อนให้เจอ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สหายชิงหร่าง เป็ นโจรพันวันกับป้ องกันโจร พันวัน ใครจะทนได้นานกว่ากัน แน่จริงเจ้าก็หลบให้ได้สักหลายสิบปี หรืออาจถึงร ้อยปีก็แล้วกัน”
โต้วโค่วไม่แม้แต่จะมองสภาพการณ์อันน่าอเนจอนาถของเซียน จ่าวที่อยู่ข้างกายเพียงแค่ถามว่า “อันที่จริงชิงหร่างไม่ใช่ร่างแยกของ เหยียนซือแห่งต าหนักอวี้ฝู ใช่หรือไม่?”
เฉินผิงอันยกมือขึ้น เก็บเซียนจ่าวที่มีแต่เนื้อหนังมังสาว่างเปล่า ใส่ไว้ในชายแขนเสื้อตอบว่า “ผู้แข็งกร้าวย่อมไม่ตายดี ผู้ทระนงชอบ เอาชนะย่อมต้องพบคู่ปรับ สหายเจ้าอยากตายอย่างไร?”
โต้วโค่วไม่ได้ตอบคาถามข้อนี้ นางย้อนถามว่า “เผาไหม้จน เอี่ยมอ่องเช่นนี้ ไม่เสียดายหรือ? ศาลบรรพจารย์ของนครก่วงหันมี เวทลับเยอะมากนะ”
เฉินผิงอันกล่าว “น้าขึ้นน้าลงไปหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ว่าพวก เจ้าจาไม่ได้ก็เท่านั้น นี่เรียกว่า “ใช ้สิ่งของให้คุ้มค่า?”
โต้วโค่วหัวเราะหยัน “สิ่งของ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเรียบเฉย “หรือจะให้บอกว่าเป็ น ‘คน’ ล่ะ? พวกเจ้าไม่คู่ควรเสียหน่อย”
เฉินผิงอันปรบมือเบาๆ หนึ่งที
โต้วโค่ว หลายสิบคนที่ดูเหมือนว่าพบเจอกับสถานการณ์ที่ แตกต่างกันก็มารวมตัวกันเป็ นหนึ่งเดียว
ต่างก็มีข้อหนึ่งที่เหมือนกัน กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นของ นางถูกดึงออกมาแล้ว
เฉินผิงอันพึมพากับตัวเอง “ข้ามีกระบี่บินเล่มหนึ่งที่ได้มาครอง นานแล้ว แต่ไม่เคยเข้าใจความมหัศจรรย์ของมันเสียที เหมือนช่อง โพรงลมปราณของนักพรตที่มีภูเขาทายาทที่แท้ก็กาลังขาดกระบี่บิน เล่มหนึ่งที่จะมาช่วยส่งเสริมไปพอดี นั่นถึงทาให้ไม่อาจเปิดภูเขาได้ ความลี้ลับมหัศจรรย์ของมรรคามีมากจนมิอาจบรรยาย”
พริบตานั้นโต้วโค่วก็มายังพื้นที่ลับแห่งหนึ่ง นางพบว่าตัวเองยืน อยู่บนสะพานโค้งหยกขาว บนเส้นทางภูเขามีกระบี่บินแขวนศพลอย อยู่นับไม่ถ้วน
เซียวสิงมารออยู่ที่นี่นานแล้ว นางเช็ดน้าตาตรงมุมตา สีหน้า ตื่นเต้น ยื่นมือไปคว้าแขนของโต้วโค่วเอาไว้ พูดเสียงสะอื้นไห้ “ใน
ที่สุดก็รอจนได้พบเจอเจ้า”
อวี๋สืออู้เอนหลังพิงราวรั้วสะพานหิน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่ต้องให้ ข้าแนะน าตัวเองแล้วยังมีเวลาอีกนานที่จะได้ทาความรู ้จักคุ้นเคยกัน”
วันเวลาของที่แห่งนี้น่าเบื่ออย่างมากจริงๆ แม้กระทั่งคนที่มีนิสัย อย่างอวี่สืออู้ก็ยังต้องแวะมาดู “คนตัวเป็ นๆ ผู้มาใหม่”
เฉินผิงอันที่นั่งขัดสมาธิเอนหลังพิงหีบหนังสือหยิบน้าเต้าเลี้ยง กระบี่ออกมา มองสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกองไฟ ถามว่า “รู ้ หรือไม่ว่าอย่างพวกเจ้านั้นเรียกว่าอะไร?”
สตรีหรือจะกล้าตอบรับ ชายฉกรรจ์หน้าขาวตอบเสียงสั่นว่า “คู่ สุนัขชายหยิง”
เฉินผิงอันไร้ค าพูดตอบโต้
บุรุษถาม “นายท่านเทพเซียนคิดจะไล่ข้าน้อยไปอย่างไร?”
เฉินผิงอันถาม “เจ้าเป็ นใคร คือคนชั่วที่ท่องอยู่ในยุทธภพมาจน ปรุ ท าให้คนรู้สึกว่าหากไม่เคยฆ่าคนมาหลายสิบคนก็ผิดต่อใบหน้า
อันโหดเหี้ยมนี้ของเจ้า หรือเป็ นผู้ฝึกตนอิสระมาหลายสิบปี แต่ชีวิตนี้ ถึงกับไม่เคยฆ่าคนมาก่อน?”
แม้ในใจชายฉกรรจ์จะคลางแคลง แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยเสียงเบาว่า “นับแต่เด็กมาก็กลัวเลือด หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็ไม่กล้าฆ่าคน”
เขาย่อมเคยฆ่าคนมาก่อน น้าในยุทธภพลึก น้าบนภูเขาขุ่น มี อยู่หลายครั้งที่ต้องตกอยู่ในอันตรายชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ส่วน ทาไมเซียนชื่อท่านนี้ถึงได้บอกว่าเขาไม่เคยฆ่าคนมาก่อน สวรรค์ เท่านั้นที่รู ้
เฉินผิงอันผงกปลายคางไปทางสตรีผู้นั้น เอ่ยกับชายฉกรรจ์ว่า “แม้ว่าพวกเจ้าจะเป็ นคู่ยวนยางที่มาจับคู่กันชั่วคราว เป็ นแค่สามี ภรรยากันครึ่งทาง แต่นางก็ปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวท าดีต่อนางหน่อย วัน หน้าหาสถานที่เหมาะๆ ใช ้ชีวิตอย่างสงบ อย่ามาลุยน้าขุ่นเลย”
สตรีผู้นั้นแท้จริงแล้วคือผีหญิง ตอนมีชีวิตอยู่นางก็ไม่ทาอะไรที่ ถูกท านองคลองธรรมแอบคบชู้กับสามีชาวบ้านจึงถูกจับใส่กรงหมู ถ่วงน้าจนตาย ดังนั้นมองดูคล้ายถูกบุรุษ “บังคับแย่งชิงร่างกาย” แต่ แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เสียเปรียบก็บอกได้ยากจริงๆ
ชายฉกรรจ์เหลอหราไม่เข้าใจ นางดีได้อย่างไรกัน?
เฉินผิงอันดื่มเหล้าไปหนึ่งอีก หยิบเนื้อกวางชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ยิ้ม เอ่ยว่า “ในเมื่อขี้ขลาดก็เป็ นคนอายุยืนในโลกมนุษย์ไปเถิด ไม่ จ าเป็ นต้องแสวงหาความเป็ นอมตะบนภูเขา”
แน่นอนว่าชายฉกรรจ์ได้แค่พยักหน้ารับรัวๆ เหมือนไก่จิกเมล็ด ข้าวเปลือกเท่านั้น
เฉินผิงอันกัดเนื้อกวาง ถามว่า “เคยได้ยินชื่อ “เฉินผิงอัน” หรือไม่?”
ชายฉกรรจ์กับสตรีมองหน้ากันตาปริบๆ ขออย่าให้ไม่ทันระวัง ตอบผิด ท าให้เซียนซือผู้นี้อารมณ์ไม่ดีแล้วพวกเขาก็จะถูกกาจัดเลย นะ
ได้ยินมาว่าเซียนซือบนภูเขาไม่ได้ต่างจากวงการขุนนางสัก เท่าไร เวลาพูดจาค่อนข้างชอบ…เรียกว่าอะไรแล้วนะ ใช่ ก็คือชอบใช้ ค าพูดชิงไหวชิงพริบกัน
ชายฉกรรจ์ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า “ละอายใจยิ่งนัก อับอายถึงที่สุด ไม่เคยได้ยินชื่อบุคคลยิ่งใหญ่ผู้นี้มาก่อน”
คงเป็ นเพราะสตรีอาศัยลางสังหรณ์ของสตรีจึงไม่ได้ตื่นเต้นมาก นัก เวลานี้นางปิดปากหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ โอ้โห คนมุทะลุรู้จัก พูดจาสุภาพไพเราะด้วยหรือ
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เวลาปกติไม่อ่านรายงานบนภูเขาหรือ?”
ชายฉกรรจ์ตอบไปตามสัตย์จริง “ไม่ใช ้เงินฟุ่มเฟือยเช่นนั้น”
สตรีเอาศอกถองไปบนร่างของชายฉกรรจ์ โง่หรือไร มีใครเขา พูดจาตรงไปตรงมาอย่างเจ้าบ้าง?
เฉินผิงอันดื่มเหล้าแกล้มเนื้อ “ต้องอ่านหนังสือสักหน่อยนะ”
สตรีช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ “ตอบเซียนชื่อ บ่าวเคยเรียนหนังสืออยู่ สี่ห้าวัน”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าเรียนก็เท่ากับไม่เรียน แบบนี้ต่างหากถึงจะ ถือว่าใช ้เงินฟุ่มเฟือย”
สตรีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ชายฉกรรจ ์ต้องอดทนอย่างมากถึงจะไม่หลุดเสียงหัวเราะออกมา
เฉินผิงอันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ในอดีตพื้นที่มงคลดอกบัวถูกแบ่ง ออกเป็ นสี่ส่วน กลายมาเป็ นม้วนภาพขุนเขาสายน้าที่เป็ นลายเส้น ขาวดาสี่ภาพ
ดังนั้นเฉินผิงอันจึงอยากจะเอาพื้นที่มงคลมาทับซ ้อนกัน ให้ วิญญาณของสรรพชีวิตในพื้นที่มงคลดอกบัวได้ร่างที่สมบูรณ์ กลับคืนมา
แม้ว่าปากของเจ้าอารามผู้เฒ่าจะพูดเยาะเย้ย แต่ก็ยังตอบตกลง ทาการค้าที่เฉินผิงอันพิจารณามานานครั้งนี้
ถึงอย่างไรตนก็ได้กาไร คนที่ขาดทุนมีแต่กุมารแจกทรัพย์ที่ชอบ ยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างเฉินผิงอันเท่านั้น
เพราะใช ้ร่างจริงเยื้องกรายมาเยือนที่นี่ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงไม่ได้ รีบร ้อนกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เนินฝูเหยา
หันหน้าไปมองนอกต าหนักใหญ่
ความสุขความทุกข์ในชีวิตคน บนเส้นทางสายหนึ่ง พบเจอกัน บนทางแคบ
อยู่ห่างไกลจากโลกโลกีย์ อะไรคือค าว่าฝึกบ าเพ็ญตน ก็คือการ ฆ่าโจรในภูเขา
ฝึกบ าเพ็ญเพียร ศึกษาหาวิชาความรู ้ สังหารโจร ล้วนต้องลงมีด ตรงล าคอ
เฉินผิงอันเหม่อลอย เก็บความคิดกลับคืนมา สะพายหีบหนังสือ ให้เรียบร ้อย ลุกขึ้นยืนยิ้มเอ่ยว่า “กินเนื้อกวางของพวกเจ้าไปเปล่าๆ ขอบคุณมาก จากลากันตรงนี้”
ชายฉกรรจ์กับสตรีรีบลุกขึ้นยืน คนหนึ่งยอบกายคารวะอย่าง ส ารวม เอ่ยค าพูดอวยพรที่เป็ นมงคลสองสามประโยค อีกคนหนึ่งเอ่ย ว่าได้ฟังค าพูดของท่านเหนือกว่าอ่านต าราสิบปี
บัณฑิตที่ถือไม้เท้าไม้ไผ่เดินหายไปในความมืดมิด ออกไปจาก ภูเขาเพียงล าพัง