กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1123.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (สาม)
ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผลิดอกออกผลจานวนนับไม่ถ้วน คนหนุ่มผู้ สวมกวานกับนักพรตเฒ่าเรือนกายกายานั่งพูดคุยกันอยู่ตรงนี้ ร่มเงา ไม้เหมือนสายน้า
เดิมทีใต้ต้นไม้ไม่มีสิ่งของใด ผู้ที่สวมกวานเต๋าซึ่งเป็ นหนึ่งในร่าง จ าแลงของเฉินผิงอันใช ้ความคิดเล็กน้อยก็มีโต๊ะหินหนึ่งตัวกับม้านั่ง หินสองตัวเพิ่มมา หน้าโต๊ะแกะสลักเป็ นกระดานหมาก เลียนแบบมา จากกระดานหมากใต้ต้นสนบนยอดเขาซินอี้เจียนภูเขาบรรพบุรุษ ของเสี่ยวหลงชิว
นี่ก็คือการเป็ นเจ้าบ้านได้อย่างสมชื่อแล้ว จาแลงหมื่นสรรพสิ่ง ท าทุกอย่างได้สมใจปรารถนา
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกมือข้างหนึ่งขึ้น บนโต๊ะก็มีเม็ดหมากสองโถ ปรากฏขึ้นมา แต่กลับไม่ใช่สีขาวและสีด า แต่เป็ นหลากสีสันปะปน กันอยู่
เฉินผิงอันเหลือบมองแวบหนึ่ง แต่ก็แยกไม่ออกว่าของสิ่งนี้เป็ น ของจริงหรือของปลอม
เจ้าอารามผู้เฒ่าถามชวนคุย “รู ้รากฐานในการผสานมรรคาของ หลิ่วชีหรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า โชคชะตาบุ๋นคือประเภทใหญ่อย่างหนึ่งของ คนสามัคคี หลังจากที่ป๋ ายเหย่ซึ่งผสานมรรคากับบทกวีในใจหลีก ทางให้แล้ว จะเป็ นซูจื่อหรือหลิ่วชีที่ขึ้นมาเสริมต าแหน่ง แต่ละฝ่ าย ต่างก็มีผู้ที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองอยู่กลุ่มใหญ่ แต่ไม่ว่าจะ อย่างไรคนบนโลกก็ยังคงเคยชินที่จะมองร ้อยกรองเป็ นบทกวีเพิ่มเติม ที่ขยายจากงานกวีสาคัญ ต่อให้เจ้าซูจื่อจะห้าวหาญ เจ้าหลิ่วชีจะ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ กระนั้นก็ยังต่ากว่าป๋ ายเหย่หนึ่งขั้นอยู่ดี
ขณะเดียวกันเฉินผิงอันก็ยังรู ้เรื่องวงในเรื่องหนึ่ง สมุดชะตาชีวิต คู่ครึ่งเล่มที่หลิ่วชีถือไว้ในมือ เดินทางไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว บุกเบิก พื้นที่มงคลอวี๋สือ มองดูเหมือนเป็ นเส้นทางการผสานมรรคา เพราะ มีป๋ ายเหย่อยู่เหนือหัวมานานแล้วจึงไม่ยินดีจะพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของ คนอื่น แต่แท้จริงแล้วเขากาลังตามหาอีกครึ่งเล่มที่เหลือ พยายามที่ จะบุกเบิกเส้นทางใหม่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ แต่นี่ก็จะเป็ นความ ขัดแย้งบนมหามรรคากับอู๋ซวงเจี้ยง
เพียงแต่ว่าตอนที่หลิ่วชีหวนกลับมายังไพศาลอีกครั้ง สุดท้ายก็ ได้ผสานมรรคาอย่างราบรื่น สองฝ่ายได้มีการทาการค้ากันอย่างลับๆ นานแล้ว คงเป็ นเพราะหลิ่วชียอมถอยให้ก่อนหนึ่งก้าว อู๋ซวงเลี้ยงจึง ช่วยหาเส้นทางใหม่ให้กับเขา
เฉินผิงอันลองหลอมใหญ่ให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายเพื่อเติมเต็ม ช่องโพรงลมปราณหนึ่งพันห้าร ้อยกว่าแห่ง ก็เป็ นเส้นทางที่ไม่ต่าง
จากการที่หลิ่วชีทดลองที่จะหลอมสมุดชะตาชีวิตคู่สองเล่มบนและ ล่างนั้น หนึ่งหลักหนึ่งรอง ช่วยส่งเสริมกันและกัน
เจ้าอารามผู้เฒ่าวิจารณ์ว่า “ต่างก็พูดกันว่าบทกวีของป๋ ายเหย่ไร ้ เทียมทาน คือผู้ที่เป็ นที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ แต่กลับไม่รู ้ว่า สิ่งที่ป๋ ายเหย่คิดในใจ ไม่ว่าจะเป็ นการแต่งกลอนหรือหลอมกระบี่ ล้วน เป็ นเรื่องที่ขยับขยายจิตใจให้กว้างขวางเหนือกาลเวลา”
“เมื่อเปรียบเทียบกับเขา หลิ่วชีก็ยังถือว่าเป็ นคนใจแคบ”
“ป๋ ายเหย่ใกล้ชิดกับเต๋า ซูจื่อใกล้ชิดกับพุทธะ นี่จึงเป็ นเหตุให้ ชูจื่อมีหวังที่จะผสานมรรคา เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ที่ใต้หล้าไพศาลก็ เท่านั้น”
“พันปีให้หลัง จะเป็ นมังกรหรือเป็ นแมลง ก็อยู่ที่การกระทานี้ ก็ ต้องดูที่ตบะที่ทุกท่านสะสมไว้ในเวลาร ้อยปีต่อจากนั้นแล้ว”
“โชคดีที่ได้พบกับช่วงเวลาอันดีงามที่หมื่นปี ไม่เคยมีมาก่อน หากไม่ขยันหมั่นเพียรรอกระทั่งปี ที่ผลเก็บเกี่ยวน้อยมาถึง คิด อยากจะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ ถึงเวลานั้นไม่อาจพูดได้ว่าไร้ ประโยชน์ ก็แค่ลงแรงมากได้ผลน้อยเท่านั้น”
ระหว่างที่เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดคุยก็ได้วางเม็ดหมากหลากสีกอง หนึ่งไว้บนกระดานหมาก หมากล้อมก็เหมือนหมากรุก เพียงแต่ว่ามี เส้นแบ่งอยู่เส้นหนึ่ง สองฝ่ ายคุมเชิงกัน ฝ่ ายที่อยู่ตรงใจกลางคือเจิ้งจ วีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว หนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี เฝ่ ยหรานแห่ง
เปลี่ยวร ้าง จ้าวเทียนไล่แห่งจวนเทียนซือ จางเฟิงไห่อดีตเต้ากวาน ของป๋ ายอวี้จิงใต้หล้ามืดสลัว เป็ นต้น มีน้อยจนนับนิ้วได้ ไม่ถือสอง มือนับ เพียงแต่เส้นแบ่งที่พาดอยู่กลางกระดานหมากนี้ ขณะเดียวกัน ก็ได้ควบรวมเส้นสามเส้นไว้ด้วย เจิ้งจวีจงครอบครองไปคนเดียวเส้น หนึ่ง หนิงเหยากับเฝ่ ยหรานอยู่บนเส้นเส้นหนึ่ง พวกจ้าวเทียนไล่ จาง เฟิงไห่และยังมีเสินชิงแห่งราชวงศ์ชิงเสินก็อยู่บนเส้นอีกเส้นหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีเม็ดหมากบางส่วนที่ต่างก็เป็ นผู้ฝึกตนใหญ่ที่ได้ เลื่อนขั้นเป็ นขอบเขตสิบสี่ใหม่
ขยับออกนอกกระดานหมากไปอีกก็คือขอบเขตบินทะยานรุ่น เยาว์บางส่วน สุดท้ายก็คือบินทะยานใหม่ที่อาศัยฝนใหญ่พิสูจน์ มรรคา ผลส าเร็จบนมหามรรคามีขีดจ ากัด และบินทะยานแก่อ่อนแอ ที่จิตวิญญาณแห้งเหี่ยว ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีความหวังกับความ เป็ นอมตะ
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่ง เม็ดหมากที่เจ้าอารามผู้เฒ่าวางไว้ แรกสุด แน่นอนว่าต้องเป็ นสิบสี่เก่าแก่กลุ่มน้อยที่มีเขา เฒ่าตาบอด เฉินชิงหลิว และอู๋โจวเป็ นหนึ่งในนั้น
หากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่ากระดานหมากนี้เอียง พวกเจ้า อารามผู้เฒ่าอยู่ในต าแหน่งสูง พวกบินทะยานใหม่และบินทะยานเก่า อ่อนแอ่อยู่ในด้านที่ต่ากว่า
อริยะปราชญ์ผู้ห้าวหาญของหลายใต้หล้า เทพเซียน ผีและ วิญญาณล้วนอยู่ในสถานการณ์ด้วย
เฉินผิงอันจ้องมองสถานการณ์บนกระดานหมากนี้แล้วเอ่ยเสียง เบา “สิ่งที่มีมาแต่เดิมตามธรรมชาติ ฟ้ าไม่ขัดขวาง สิ่งที่ได้มาใน ภายหลัง ต้องปฏิบัติตามกฎสวรรค์”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า “ถูกต้อง”
ขอบเขตบินทะยานมิอาจต้านทานขอบเขตสิบสี่ได้ นี่คือกฎ เหล็กที่มิอาจทาลาย
หมื่นปีที่ผ่านมา บางทีอาจมีข้อยกเว้นแค่สองครั้ง ก็คือหนิงเหยา เฝ่ ยหรานที่ก่อนหน้านี้ยังอยู่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ครองใต้หล้าสอง แห่ง เมื่อพวกเขามีสถานะเช่นนี้ก็กลายเป็ นความน่าพิศวงเช่นกัน
แต่ตอนนั้นที่อู๋ซวงเจี้ยงปรากฏตัวบนเรือราตรี ไม่ได้มีความคิดที่ จะ ใช ้ตัวเองทดสอบ ไม่ยอมพิสูจน์จริงเท็จในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
แต่หากจะบอกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่สามารถบดขยี้ขอบเขต บินทะยานได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสังหารขอบเขต บินทะยานได้อย่างแน่นอน ก็ไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด
การดารงอยู่ของผู้ฝึกกระบี่ก็คือตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง
นี่จึงเป็ นเหตุให้บินทะยานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึ ก กระบี่ที่เป็ นขอบเขตบินทะยานยอดเขา บินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ
ได้กลายมาเป็ นหินทดสอบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการทดสอบพลังพิฆาต สูงต่าของขอบเขตสิบสี่เก่าใหม่
เจอกับขอบเขตสิบสี่ที่พลังพิฆาตไม่แข็งแกร่งมากพอ ผู้ฝึกกระบี่ อย่างเชี่ยโก่ว เสี่ยวโม่ไม่แน่ว่าอาจสามารถฟันเปิดตราผนึกหนาชั้น แล้วถอยออกมาอย่างเต็มตัวได้
การที่อู๋ซวงเจี้ยงสร ้างกระบี่เลียนแบบกระบี่เซียนสี่เล่มก็เพราะเจ้า ต าหนักสุ่ยฉู เทพสังหารที่มีเทวรูปตั้งวางอยู่ในศาลบู๊ของสานัก การทหารผู้นี้รู ้สึกว่าพลังพิฆาตของตนยังไม่มากพอ
การเดินทางมาเยือนไพศาลครั้งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอู๋ซวงเจี้ยงมี การเตรียมการมาก่อนเพราะถึงอย่างไรเมื่อนักพรตซุนเอากระบี่พก ให้ป๋ ายเหย่ “ยืม” กระบี่เซียนสามเล่มก็อยู่ที่ใต้หล้าไพศาลทั้ง หมดแล้ว
แม้จะบอกว่ากระบี่เซียน ไท่ป๋ าย” เล่มนั้นของป๋ ายเหย่ ตอนนั้น ตัวกระบี่ได้แบ่งออกเป็ นสี่ส่วนแล้ว ป๋ ายเหย่เองก็ปล่อยให้พวกมัน ยอมรับเจ้านายด้วยตัวเอง เฉินผิงอัน จ้าวเหยา เฝ่ ยหรานและหลิวไฉ ผู้ฝึกกระบี่ทั้งสี่คนต่างก็ได้ครอบครองกันไปคนละส่วน
พวกเขาสี่คนมาจากสี่ฝ่ ายที่แตกต่างกัน ทว่าต่างก็เป็ นผู้ฝึ ก กระบี่กันทุกคน ล้วนเป็ นคนรุ่นเยาว์
ปลายกระบี่ที่มีพลังพิฆาตสูงที่สุดไปหาเฉินผิงอันที่ตอนนั้นเฝ้ า หัวก าแพงอยู่อย่างเดียวดาย ดังนั้นตอนที่อู๋ซวงเจี้ยงอยู่บนเรือราตรี
แล้วเจอตัวเฉินผิงอัน อันที่จริงก็สามารถมองว่าเขาได้เจอกับกระบี่ เซียน ‘ไท่ป๋ าย’ แล้วได้เช่นกัน
ด้ามกระบี่ที่ปณิธานกระบี่เข้มข้นมากที่สุดยอมรับเฝ่ ยหรานเป็ น นาย
ตัวกระบี่ครึ่งท่อนที่มีปราณกระบี่มากที่สุดเป็ นของหลิวไฉ ตัว กระบี่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งซึ่งซุกซ่อนเวทกระบี่ที่สืบทอดมาจากป๋ ายเหย่ ตกอยู่ในมือของจ้าวเหยา
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทาไมทุกวันนี้จ้าวเหยาซึ่งปีนั้นซัดเซพเนจรไป ยังเกราะเดียวดายนอกทะเลแล้วได้เจอกับป๋ ายเหย่ โดยบังเอิญ” ถึงได้ มีปณิธานแรงกล้าอยากจะรวบรวมกระบี่เซียนสี่ส่วนให้กลับมาเป็ น หนึ่งเดียวกัน ให้กลับมาเป็ นกระบี่เล่มเดียวกันอีกครั้ง
จ้าวเหยาเรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่าคือลูกศิษย์ผู้สืบทอด ด้านเวทกระบี่ของป๋ ายเหย่ครึ่งตัว
เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมา เอ่ยว่า “ชิงหร่างเริ่ม หวาดระแวงแล้ว สหายอวิ๋นเซินแห่งตาหนักอวี้ฝูมีเส้นด้ายแห่งผล กรรมที่ตัดไม่ขาดแล้วยังยุ่งเหยิงเส้นนี้เพิ่ มา คงด่ามารดาแล้ว”
แน่นอนว่าชิงหร่างไม่ใช่ร่างแยกอะไรของเหยียนซือ ในความเป็ น จริงแล้วชิงหร่างกับเฉินผิงอันก็มีชาติกาเนิดที่ไม่ต่างกันเท่าไรจริงๆ ไม่มีอดีตที่ร ้ายกาจหรือประวัติความเป็ นมาที่มหัศจรรย์อะไร
แล้วทาไมบุคคลที่เป็ นเช่นนี้ถึงมีพรสวรรค์ด้านยันต์อย่างทุกวันนี้ ได้ นี่ก็น่าจะเรียกว่าสวรรค์ไม่ไร ้หนทางให้คนเดินกระมัง คนที่ออก เที่ยวไปตามขุนเขาสายน้าอยากเห็นทัศนียภาพที่แปลกใหม่ ฟ้ าดินก็ อยากจะเห็นโฉมหน้าใหม่ๆ เช่นกัน
เฉินผิงอันถามด้วยสีหน้าที่จืดเงื่อน “เหยียนซือเป็ นเพื่อนรักกับผู้
อาวุโสหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ? อายุขัย การฝึกตนของตาเฒ่าผู้นี้ไม่น้อยแล้ว ในอดีตมักจะมาขอเหล้าดื่ม เป็ นประจา จมูกแดงก่าเพราะติดเหล้า เนื้อตัวสกปรกมอมแมม คือคน ที่พูดจ้อไม่หยุด แล้วก็เป็ นคนขี้เหล้าด้วย แต่เขากลับไม่ค่อยถูกชะตา กับเสี่ยวโม่นัก เจอหน้ากันก็ไม่เคยพูดคุยกัน”
เฉินผิงอันกล่าว “ได้ยินเสี่ยวโม่เล่าว่าเมื่อก่อนตอนที่เขากับผู้ อาวุโสหมักเหล้าด้วยกันหลายปี ก็ไม่เคยพูดคุยกันแม้แต่ประโยค เดียว”
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มบางๆ “นี่ก็คือสหายที่แท้จริง ไม่ จ าเป็ นต้องพูดคุย เงียบงันไปเนิ่นนาน แต่ระหว่างกันก็ไม่รู ้สึกกระอัก กระอ่วน”
“ส่วนทาไมเสี่ยวโม่กับอวิ๋นเซิน มองดูเหมือนต่างก็เงียบขรึม เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วกลับไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกัน ขอบเขต ตบะ และนิสัยของพวกเขาล้วนวางอยู่ตรงนั้นถือว่าไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้
ใคร ไม่มีใครคิดจะเป็ นฝ่ายพูดจาไร ้สาระก่อน แต่ว่าโชคของเหยียนซื อธรรมดา หลบไปหลบมาก็ไม่อาจหลบพ้นหายนะทั้งสองครั้งได้ ต้อง สละร่างไปเกิดใหม่ ข้าเคยโน้มน้าวเขามาตั้งนานแล้วว่านักพรตเดิน ไปบนทางเส้นใหญ่ จิตแห่งมรรคาไม่ควรหวาดกลัวไม่กล้าเดินหน้า เพียงแต่ว่าเป็ นเพราะนิสัยที่มีติดตัวมาแต่เดิม เขารู ้หลักการเหตุผล แต่ทุกครั้งพอเกิดเรื่องขึ้นจริงกลับทาไม่ได้ พูดถึงแค่ครั้งนี้ก็ถูกอวี่ เสวียนที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันอาศัยความสามารถแย่งโชควาสนา ไปอีกแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ในฐานะหนึ่งในของแถมจากการทาการค้า วันหน้าเมื่อเจ้าท่อง อยู่ในเปลี่ยวร ้าง ช่วยไปที่ตาหนักอวี้ฝู ใช ้กระบี่สังหารเหยียนซือ ช่วย ให้เขาหลุดพ้นแทนข้าที”
เฉินผิงอันได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึงไปทันใด
การค้าสามารถทากันแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ตกลงราคากัน เรียบร ้อยแล้ว แล้วค่อยมาพูดถึงของแถมเพิ่มเติม?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้ข้าจะไปใต้หล้าเปลี่ยวร ้างก็ไม่ใช่ ไปท่องเที่ยวตามภูเขา สายน้าอย่างสบายอุราอะไรเสียหน่อย
แต่เจ้าอารามผู้เฒ่ากลับไม่สนใจ มอง “แขก” ห้าคนที่ถูกจองจา เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ต้องใช ้นิ้วทามุทราคานวณก็สามารถมองออกถึง ความตั้งใจของเฉินผิงอันได้แล้ว
สวรรค์มีห้าธาตุ ทอง ไม้ น้า ไฟ ดิน ดาเนินไปตามครรลองแห่ง สวรรค์ กระจายพลังลงสู่แผ่นดิน แบ่งกาลเวลาให้เหมาะแก่การก่อ เกิดและบ่มเพาะ กลายเป็ นหมื่นสรรพสิ่งหมุนเวียนซ้าไปมาไม่รู ้จบ ก่อเกิดต่อเนื่องไม่รู ้สิ้น
อวี๋สืออู้ผู้ฝึกตนสานักการทหารภูเขาเจินอู่ ในอดีตคือผู้ที่แบกรับ หนึ่งในพันธะการร่วมสังหาร ชุยฉานสามารถโน้มน้าวให้ศาลบรรพ จารย์ของศาลบู๊แผ่นดินกลางแบ่งโชคชะตาบู๊สองส่วนมาได้ส าเร็จ ท า ให้อวี๋สืออู้ได้ครอบครองโชคชะตาบู๊สามส่วนในเวลาเดียวกัน คือทอง ในห้าธาตุที่สมชื่ออย่างยิ่ง
เซียวสิงคือชื่อจริง นามแฝงคือสวี่เจียวเชี่ย ฉายาโยวเหริน ชุด คลุมอาคมสีเขียวมรกตมีชื่อว่า “ต้าเม่า” ร่างจริงของนางคือนกเซียน บรรพกาลประเภทหนึ่งที่ชอบคีบเปลวเพลิงบินโฉบ เป็ นเหตุให้ได้รับ ถ่ายทอดเวทอัคคี สามารถฝ่าทะลุขอบเขตได้อย่างว่องไว
อวี๋ซินที่เป็ นแม่ครัวของจวนหม่ามานานหลายปี นางมีชาติ ก าเนิดมาจากสายอิงเถาชิงอีของผู้ชาระมลทิน ชื่อจริงคือกงซุนห ลิงหลิง เป็ นธาตุน้าของห้าธาตุ
ผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วถือเป็ นธาตุไม้
น่าเสียดายที่เซียนจ่าวแห่งหน่วยเซวี่ยซวงนครก่วงหันเป็ นธาตุ ไม้เช่นเดียวกับกงซุนหลิงหลิง เป็ นเหตุให้มิอาจรวบรวมได้ครบห้า ธาตุ
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ชิงหร่างผู้นั้น แค่ฟังนามแฝงก็รู ้ว่าเป็ น ธาตุไม้ของห้าธาตุเจ้าคลาดกับเขาไปเสียแล้ว”
เฉินผิงอันพึมพา “หากเป็ นความบังเอิญเช่นนี้จริงก็ไม่ควรรู ้สึก ว่าน่าหวาดกลัวหรอกหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้ากล่าวด้วยสีหน้ามีเลศนัย “ดูเหมือนว่า จะถูกต้อง”
ไม่รอให้เฉินผิงอันเปิดปาก เจ้าอารามผู้เฒ่าก็เปลี่ยนเรื่องคุยแล้ว เขาให้ค าวิจารณ์อย่างทรงคุณค่าว่า “หากแบ่งระดับขั้น อวี๋สืออู้กับ เซียวสิงผู้นั้นถือว่ามีคุณสมบัติในระดับต้นโต้วโค่วถือว่าเป็ นวัตถุดิบ ดินในระดับรอง เซียนจ่าวก็ต่าลงมา กงซุนหลิงหลิงไม่ติดอันดับ ดังนั้นสองฝ่ายหลังสามารถผลัดเปลี่ยนกันได้ ขังกงซุนหลิงหลิงไว้ที่นี่ เดิมทีก็มีความหมายไม่มากอยู่แล้ว หากเวลานานวันเข้า นางก็จะ กลายเป็ นคนที่ใช ้พลังความคิดสร ้างสรรค์หมดเร็วที่สุด โต้วโค่วยัง ถือว่าพอจะฝืนตามฝีเท้าของอวี๋เซียวสองคนได้ ถึงเวลานั้นแม้กระทั่ง แผ่นหลังของโต้วโค่ว กงซุนหลิงหลิงก็จะมองไม่เห็นแล้ว”
ในใจเฉินผิงอันเกิดความกังขา ถามคาถามที่เป็ นกุญแจสาคัญ อย่างมาก “เซียวลิงสามารถนั่งทัดเทียมกับอวี๋สืออู่ได้เลยหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด “ก็แค่วิธีการของเซียนเหริน เจ้าเป็ นขอบเขตเดียวกับนาง เวทอาพรางตาน้อยนิดแค่นี้ที่อีกฝ่ าย ร่ายใช้เจ้าก็มองไม่ออกหรือ?”
แน่นอนว่าเฉินผิงอันยินดีจะขอความรู ้อย่างถ่อมตัว “ยินดีรับฟัง อย่างละเอียด”
เขาแค่มองออกว่าร่างจริงของเซียวสิงคือนกเชียว นกประเภทนี้ หายสาบสูญไปในโลกมนุษย์แล้ว เล่าลือว่าอริยะยุคบรรพกาลเคย เห็นว่ามีนกประเภทหนึ่งลักษณะเหมือนนกเซียวบินอยู่บนฟ้ าสีคราม
แค่ใช ้ปากจิกต้นไม้ก็ก่อให้เกิดเปลวไฟ
เจ้าอารามผู้เฒ่าชี้ไปที่เซียวสิง หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “นางฝึกวิชา ไฟ ก็จะต้องมีชะตาธาตุไฟแล้วหรือ? นี่เป็ นหลักการเหตุผลที่ใครสอน เจ้า? ซิ่วไฉเฒ่าหรือว่าลู่เสี่ยวซาน?”
เฉินผิงอันพูดไม่ออก เจ้าอารามผู้เฒ่าจึงไม่พูดอะไรมากอีก พูดคุยกันไม่ถูกคอ คุยแค่ครึ่งคาก็ยังรังเกียจว่ามากเกินไป
เพราะจนปัญญาจริงๆ เฉินผิงอันจึงได้แต่เอาเจ้าลัทธิลู่มาหนุน หลัง “เป็ นลู่เฉิน” ถึ
งอย่างไรลู่เฉินก็เป็ นคนพูดเองว่าเรียกเขาว่าเจ้าลัทธิลู่จะดูห่าง เหินกันเกินไป
พูดคุยกับเจ้าอารามผู้เฒ่า อันที่จริงไม่เปลืองแรงเลยสักนิด
เค้าโครงเส้นสายแบ่งแยกอย่างชัดเจน
แนวเส้นความคิดของนักพรตเฒ่า แม้ว่าขอบเขตจะสูงมาก แต่ กลับไม่ชอบพูด “ค าพูดลี้ลับ” และ “คาพูดใหญ่โต” ความหมายที่
แฝงอยู่ก็ไม่เคยคลุมเครือ ไม่ได้ต้องการให้คนอื่นคาดเดาหรือ คาดคะเนกันเอาเอง เหมือนแม่น้ายาวที่กระแสน้าไหลเชี่ยวกรากสาย หนึ่ง แนวทางความคิดของคนอื่นหากไม่ไหลไปตามกระแสน้าก็ไหล ย้อนขึ้นด้านบน เป็ นได้ทั้งสองอย่าง สรุปก็คืออย่าได้คิดจะนั่งมองอยู่ บนฝั่งเฉยๆ เอาแต่พูดจาคลุมเครือ แสร ้งทาเป็ นว่าตัวเองฉลาด
แล้วก็จริงดังคาด เจ้าอารามผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นถึงได้เอ่ยต่ออีก ครั้ง เพียงแต่ว่าเนื้อหาออกนอกประเด็นไปเล็กน้อย “เจ้าหาชิงหร่าง เจอได้อย่างไร? สืบย้อนทวนไปถึงต้นก าเนิดเป็ นเพราะมีต้นก าเนิดมา จากเจ้าสามารถคัดลอกภาพแขวนในใจของเซียวสิงที่จดจาโต้วโค่ว เอาไว้ได้ส าเร็จใช่หรือไม่?”
“ไม้การาบดิน ผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วที่เป็ นธาตุไม้คือคนชักนาชิงห ร่างที่เป็ นดินของห้าธาตุมา”
“ดินการาบน้า คนที่ชิงหร่างสยบการาบและบังคับควบคุมได้ก็ คือเซียนจ่าวแห่งนครก่วงหัน”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ “หากอิงตาม นี้ เซียวสิงเป็ นธาตุไฟไฟก าราบไม้ ก็ไม่ใช่ว่าสามารถควบคุมโต้วโค่ว ได้พอดี การก าราบกันและกันของห้าธาตุควรต้องเป็ นแบบนี้ถึงจะถูก ไม่ใช่หรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “ในบรรดาห้าธาตุ ไม้ก่อเกิดไฟ อวี้ซีเชิง เคยกล่าวไว้ว่า เซียวกลายเป็ นภูตแก่ ก็คือจิตวิญญาณแห่งไฟ ไฟจะ ก่อกาเนิดขึ้นในรัง เป็ นบัณฑิต? ไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือ?”
เฉินผิงอันพลิกค้นความทรงจาอยู่พักหนึ่งก็อดไม่ไหวถามว่า “ใครพูดไว้เมื่อไหร่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหนวดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยเนิบช ้าว่า “น่าจะเมื่อประมาณสองพันปี ก่อน เคยอ่านเจอจากในรวบรวม เกล็ดความรู ้เบ็ดเตล็ดที่ไม่มีการสืบทอดต่อในหอเก็บตาราแห่งหนึ่ง ของชิงถง”
สีหน้าของเฉินผิงอันแข็งค้างไปเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่ารักษา รอยยิ้มบางๆ เอาไว้ได้
“เซียวสิงแทบจะเป็ นกรณีเฉพาะที่เป็ นธาตุของไม้ก่อกาเนิดไฟที่ สวรรค์ประทานมาให หนึ่งร่างควบชะตาสองชนิด หากพูดถึงแค่เรื่อง นี้ เจ้าเอาเวลาไปใช ้กับเวทกระบี่กับวิชาหมัดจนหมด อ่านต ารามาไม่ เยอะก็พอจะเข้าใจได้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยเนิบช ้า “แต่เจ้าคือคนที่มักจะเลียนแบบลู่ เสี่ยวซานในการตั้งแผงดูดวงอยู่บ่อยๆ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าในชะตาห้า ธาตุ มีเพียงไฟกับดินเท่านั้นที่อยู่ในตาหนักเดียวกัน”
หากเป็ นเช่นนี้ ในฟ้ าดินภาพสะท้อนจิตใจของนกในกรง
อวี๋สืออู้คือทอง โต้วโค่วคือไม้ เซียนจ่าวคือน้า เซียวสิง เกิดมาก็ มีจิตวิญญาณแตกต่าง มีครบทั้งไม้และไฟ เฉินผิงอันที่ถือกาเนิดใน วันที่ห้าเดือนห้ามีครบทั้งไฟและดิน
“เส้นสายเส้นนี้ ปราศจากกิ่งก้านส่วนเกิน ชัดเจนกระจ่างตา”
เจ้าอารามผู้เฒ่าให้คาวิจารณ์ที่ไม่สูงและไม่ต่า “ในที่สุดก็ทา เรื่องเป็ นการเป็ นงานเสียที รอให้ในอนาคตพิสูจน์มรรคาบินทะยาน เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันแล้วก็ถือว่ายิ่งใหญ่น่าดูชม”
มีครบทั้งห้าธาตุ การเคลื่อนโคจรของลมปราณในฟ้ าดินก็จะมี วิถีมีช่องทาง สามารถเติมเต็มจิตวิญญาณดั้งเดิมของผู้ฝึกบาเพ็ญ ตนให้สมบูรณ์ บ ารุงจิตวิญญาณ สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย
และจิตใจ