กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1123.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (สาม)
เดิมทีผู้ฝึกกระบี่ก็สามารถอาศัยกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมาหล่อ เลี้ยงเรือนกายและจิตวิญญาณของตัวเองได้อยู่แล้ว ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ก็ยิ่งสามารถเดินไปบนเส้นทางวิถีวรยุทธที่เลือดเนื้อกลายเป็ นเทพได้
บวกกับที่จานวนของวัตถุที่ผ่านการหลอมใหญ่มีเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ เท่ากับว่า “ประตูเรือน” ของช่องโพรงลมปราณหนึ่งพันห้าร ้อย กว่าแห่งต่างก็มีสมบัติที่พิทักษ์เรือนเป็ นของตัวเอง
ในอนาคตผลสาเร็จบนมหามรรคาของเฉินผิงอันจะสูงหรือต่า ตบะจะแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย บอกได้ยาก แต่พูดถึงแค่เรื่องของการ ทนรับการทุบตีก็มีค่าพอให้รอคอยดูจริงๆ
“อย่าได้รู ้สึกว่าโจวจื่ออธิบายเรื่องของห้าธาตุ มีคุณความชอบ ในการเผยแพร่ความรู้แล้วส่วนลึกในใจจะรู ้สึกผลักใสทุกสิ่งเกี่ยวกับ เรื่องนี้”
“ในภูเขาใช ้กระบี่แขวนศพ คิดจะข่มขู่ใครกัน หัวใจของโจวจื่อ สูงเทียมฟ้ า ไม่เคยจงใจเล่นงานใคร เขาคือคนที่ต้องการจะทาให้ฟ้ า ดินแห่งนี้สมดุล”
“เจ้าปล่อยกู้ช่านแห่งตรอกหนีผิงไปได้ ก็คือการไม่ปล่อยตัวเอง”
้
“เจ้าไม่ได้ปล่อยหม่าขู่เสวียนแห่งตรอกซิ่งฮวา ก็คือการปล่อย ตัวเอง”
“เรือนกายเลือดเนื้อ สมบัติอาคม คาถาเซียน ชะตาชีวิต โชคชะตา คุณความชอบตระกูล อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา พื้นที่ ประกอบพิธีกรรม ในบรรดานี้ชะตาชีวิตสาคัญมาก แต่ไม่ได้ส าคัญ
ที่สุด”
“สรุปก็คือผู้ฝึกบาเพ็ญตนต้องลงแรงในเรื่องทั้งเก้าอย่างนี้ เพิ่มๆ ลดๆ ปะชุนซ่อมแซมผู้ที่ขยันขันแข็งฝึกบาเพ็ญตนเพิ่มพูนตบะ ผู้ที่ อ าพรางจิตวิญญาณฝึ กบ าเพ็ญตนจะเสริมสร ้างความมั่นคงให้แก่ ตบะ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเลือกเม็ดหมากห้าเม็ดที่สีสันแตกต่างกันออกมา จากบนกระดานหมาก ปล่อยให้พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ อิงตาม หลักแห่งการก่อก าเนิดของห้าธาตุระหว่างเม็ดหมากทุกเม็ดมีเส้นใย เส้นหนึ่งเชื่อมโยงอยู่ จึงกลายมาเป็ นวงกลมที่มหามรรคาสมบูรณ์ แบบ โคจรได้ด้วยตัวเอง
เหลือบมองไปที่เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เขาหยิบหมากสี่ เม็ดขึ้นมาจากบนกระดาน ใช ้หมากเม็ดหนึ่งในวงกลมนั้นของเจ้า อารามผู้เฒ่าเป็ นจุดเริ่มต้น ทาให้มันกลายเป็ นวงกลมอีกวงหนึ่ง
้
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า หยิบหมากขึ้นมาอีกสี่เม็ด กลาง อากาศเหนือกระดานจึงมีวงกลมห้าธาตุเพิ่มมาอีกวงหนึ่ง วงกลมสาม วง ร ้อยเรียงต่อเนื่องกัน
เฉินผิงอันครุ่นคิดไม่พูดไม่จา มองกลับไปที่เจ้าอารามผู้เฒ่า
เจ้าอารามผู้เฒ่าจึงยิ้มอย่างรู ้ใจ เอาวงกลมที่เป็ นจุดเริ่มต้นของ วงกลมที่สองออก แล้วเอาไปวางบนจุดเชื่อมต่อของวงกลมวงที่หนึ่ง อีกครั้ง
เฉินผิงอันถาม “โจวจื่อจะรับไหวหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้ให้คาตอบ เพียงเอ่ยว่า “วันนี้ถ่ายทอด มรรคาถึงแค่ตรงนี้ แรงไฟพอสมควรแล้ว”
เฉินผิงอันไม่กล้าคาดหวังไปมากกว่านี้ จึงถามว่า “ตรงเส้นทาง ภูเขาหน้าประตูภูเขาล่ะ?”
เด็กชายชุดเขียวยังชนกาแพงสี่ด้านอยู่ตรงนั้นอยู่เลยนะ
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “ทาไม สหายใหญ่เฉินอยากจะออก หน้าช่วยเหลืองูน้อยแห่งแม่น้าอวี่เจียงตัวนั้นหรือ?”
แค่ขอบเขตก่อกาเนิดตนหนึ่งเท่านั้น มีค่าคู่ควรพอจะให้เจ้าแห่ง ถ้านี้เขียวที่เวทคาถาสูงส่งเชื่อมโยงฟ้ ามาถือสาเขาหรือไร
หากเป็ นบินทะยาน คาดว่าเวลานี้ก็คงได้ไปอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมของดวงจันทร ์เฮ่าไฉ่แล้ว
้
เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง “เด็กน้อยล่วงเกินผู้อาวุโสโดยไม่ได้ตั้งใจ ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เป็ นบทเรียนไม่ทาผิดซ้าอีกดีหรือไม่?”
บอกตามตรง กระทั่งถึงตอนนี้เจ้าขุนเขาเฉินก็ยังไม่รู ้เลยว่าผู้ ถวายงานบ้านตนพูดอะไร ท าอะไรกันแน่ถึงได้ท าให้เจ้าอารามผู้เฒ่า ยากจะปล่อยวางเช่นนี้
เจ้าอารามผู้เฒ่าย้อนถาม “ข้าถ่ายทอดเคล็ดวิชาในการฝึกตน บางอย่างให้เจ้า เจ้าก็ต้องสอนข้าด้วยหรือว่าควรท าตัวอย่างไร?”
เฉินผิงอันอ่อนใจเป็ นทบทวี หลักๆ แล้วเป็ นเพราะเฉินหลิงจวิน มาเจอกับเจ้าแห่งถ้าปี้เซียว ทาให้เขาที่เป็ นเจ้าขุนเขาไม่ว่าคิด อย่างไรก็รู้สึกใจฝ่ ออยู่ตลอด
เจ้าอารามผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “ขอบเขตเซียนเหรินยังพูดง่าย รอให้วันใดพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยานแล้ว ก็ถือว่าเป็ นบุคคลยิ่งใหญ่ บนโลกมนุษย์แล้ว ทุกครั้งที่เดินทางออกไปข้างนอกย่อมต้องเกิด คลื่นมรสุมอย่างห้ามไม่ได้ ผู้ฝึกตนอิสระอย่างเฝิงเซวี่ยเทาไม่สนใจ ผลกรรมในโลกโลกีย์ บินทะยานแข็งแกร่งในอดีตอย่างฮว่อหลงเจิน เหรินก็มีเวทลับออกไปเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์จึงทาให้ตัวเองไม่ต้อง สัมผัสกับผลกรรมได้ กลัวก็แต่ว่าจะอยู่ครึ่งๆ กลางๆ เป็ นน้าครึ่งถังที่ แกว่งไปแกว่งมา น้าที่กระเด็นออกมา สาหรับโลกมนุษย์แล้วอาจ กลายเป็ นฝนรสหวานหลังจากแห้งแล้งมายาวนาน หรือไม่ก็อาจ กลายเป็ นอุทกภัยที่สร้างภัยพิบัติให้แก่ผู้คน”
้
ตะพาบพันปีเต่าหมื่นปี ฝ่ ายแรกนั้นพูดถึงเทพเซียนพสุธาตาม ความหมายทั่วไป ฝ่ ายหลังนั้นหมายถึงขอบเขตบินทะยานและ ขอบเขตสิบสี่
ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคิดอยากจะมีอายุขัยยืนยาวจะต้องมี กระดองเต่าก่อน ทางที่ดีที่สุดก็คือมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอีกประเภท
หนึ่ง
เจ้าอารามผู้เฒ่าพลันเอ่ยว่า “รู ้หรือไม่ว่าช่างที่เป็ นชายใจหญิง คนนั้น หากไม่พูดถึงเส้นด้ายแห่งผลกรรม พูดถึงแค่ชาตินี้ ทาไมเขา ถึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย? เป็ นเพราะถูกค าพูดไม่กี่ประโยคนั้นบีบให้ ต้องตายจริงๆ หรือ?”
เทพพิรุณหญิงแห่งสรวงสวรรค์บรรพกาลกลับชาติมาเกิดเป็ น ชาย ท างานจุดไฟในเตาเผา ซูฮั่นได้รับเคราะห์กรรมจนหมดสิ้น สุดท้ายหลุดพ้นจากไป
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง พยักหน้าเอ่ยว่า “เป็ นภายหลัง หลังจากผ่านมานานมากแล้วถึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ปีนั้นการที่ซุ ฮั่นเลือกเช่นนั้นก็เพราะการดารงอยู่ของข้า”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า “เข้าใจหลักการเหตุผลข้อนี้ได้อย่าง ชัดเจน กล้ายอมรับในเรื่องนี้ หมายความว่าเจ้าพอจะมีความ รับผิดชอบอยู่บ้าง ไม่ผิดต่อโชควาสนาที่ทาให้มหามรรคาใกล้ชิดกับ สายน้าที่คนเขามอบให้เจ้า”
้
“ใจคิดแต่อยากจะเป็ นคนดีก็ต้องทาเรื่องดี เรื่องดีที่คนดีทาก็ต้อง ได้รับผลลัพธ ์ที่ดีเสมอไปหรือ? อย่าได้ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอายถึง แค่ตรงนี้ เรื่องนี้นับแต่โบราณมาก็ยังเป็ นเรื่องที่ต้องสิ้นเปลือง ความคิดอยู่เหมือนเดิม”
แล้วก็เพราะซูฮั่นป่ วยหนักต้องพักรักษาตัวอยู่บนเตียง ต้องให้ เฉินผิงอันที่เป็ นลูกศิษย์งานเตาเผาต้มยาคอยให้การดูแลทุกวัน ทั้ง สองอยู่ร่วมกันนานวันเข้าจึงกลายเป็ นว่าสร ้างโลกใบเล็กขึ้นมาด้วย ตัวเอง และในโลกใบนั้นของซูฮั่นก็มีแต่คนดี รอกระทั่งซุฮั่นสามารถ ลงจากเตียงมาเดินได้ เดินออกไปจากฟ้ าดินเล็กๆ ใบนี้ก็ได้กลับไปยัง วิถีทางโลกที่ซับซ ้อนแห่งนั้นอีกครั้ง ในโลกแห่งความทุกข์ที่ใจคน และการกระท า ความดีความเลวยากจะแยกแยะผู้คนและเรื่องราวใน โลกมนุษย์ที่ซูฮั่นในอดีตเคยชินมานานแล้ว กลับกลายมาเป็ นเรื่องที่ ทาให้เขาทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยากที่ไม่เคยใส่ใจกลายมาเป็ น ความทุกข์ยากอย่างแท้จริง
ในบางความหมายแล้ว บอกว่าเพราะการด ารงอยู่ของเฉินผิงอัน คือสาเหตุที่กระตุ้นให้ซุฮั่นต้องตาย ก็คือเส้นเบาะแสเส้นหนึ่งที่อธิบาย ได้
อย่างน้อยในใจของเฉินผิงอันเอง และในสายตาของเจ้าอารามผู้ เฒ่าก็คือเส้นด้ายแห่งผลกรรมที่ชัดเจนเส้นหนึ่ง
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มตาหยี “ไม่รู ้สึกว่าข้ากาลังเรียกร ้องเจ้ามาก เกินไปหรือ?”
้
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ มอบความหวังให้ผู้อื่น เดิมทีก็คือการ เรียกร ้องเกินควรอย่างหนึ่ง มนุษย์มีชีวิตอยู่บนโลก โอบกอด ความหวังก็มีสิ่งที่เฝ้ าคอย ก็ไม่ถือว่าอัตคัดอย่างแท้จริง”
เจ้าอารามผู้เฒ่าอิ่มรับหนึ่งที เป็ นครั้งแรกที่เปิดเผยสีหน้าชื่นชม ของตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบัง
อัตคัดกับร่ารวย อันที่จริงไม่ใช่คาที่มีความหมายตรงข้ามกัน ยากจนกับร่ารวยต่างหากถึงจะใช่ คาที่ตรงข้ามกับอัตคัด อันที่จริงก็ คือ “สมบูรณ์” (ต๋า มีหลายความหมายเช่น เจริญรุ่งเรือง ราบรื่น ก้าวหน้า เข้าใจถ่องแท้ เปิดโล่ง)
อักษรโบราณของคาว่าอัตคัด (ฉง ) ด้านบนคืออักษรเซวี่ย (77) ด้านล่างคืออักษรกง (93) ความหมายก็คือคนคนหนึ่งนอนขดอยู่ใต้ ดิน แล้วจะเปิดโล่งได้อย่างไร ไม่มีทางออก (ฉง 穷 คานี้ยังหมายถึง
คับแคบ ตัน ไม่มีทางออก ในความหมายของอัตคัดก็คือขัดสน ขาด แคลน ไม่ใช่แค่ทางด้านวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น)
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “รู ้หรือไม่ว่าทาไมข้าถึงมอบพื้นที่มงคล ดอกบัวหนึ่งในสี่ส่วนให้กับเจ้า แล้วก็ยังท าให้ภูเขาลั่วพั่วมีค่ายกล ใหญ่พิทักษ์ภูเขาที่เป็ นภาพห้ามหาบรรพตที่แท้จริงเพิ่มมา?”
เฉินผิงอันกล่าว “ค าพูดบางอย่างมีเพียงให้ผู้อาวุโสช่วยพูด เท่านั้น หากให้ผู้เยาว์พูดออกมาเอง อาจตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าพูดเอง เออเอง พูดจาใหญ่โตโดยไม่ละอาย”
้
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “เจ้าคิดไปคนละเรื่องแล้ว ท่าทีที่เจ้ามี ต่อโลกใบนี้ ยินดีที่จะลงมือปฏิบัติ กับเส้นทางการผสานมรรคาของ ข้า อันที่จริงค่อนข้างจะสอดคล้องกัน แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง”
“ทัศนคติของข้ากับโจวจื่อตรงกันข้ามกันพอดี เขาเป็ นคนมอง โลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าคนอย่างเจ้า หากใช ้สถานะของผู้ฝึกกระบี่เลื่อน เป็ นขอบเขตสิบห้าก็อาจจะชักน าให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างที่เลวร ้าย ที่สุด เขารู ้สึกว่าฟ้ าดินแห่งนี้มิอาจยอมรับไว้ได้ ต่อให้จะเป็ นแค่ความ เป็ นไปได้อย่างเดียวก็ตาม แต่ข้านั้นกล้าเดิมพัน”
“โต๊ะเดิมพันตัวนี้เป็ นเจ้าที่สร ้างขึ้นกับมือตัวเอง มากพอที่จะ ภาคภูมิใจในตัวเองได้เลย”
“จะท าอย่างไรถึงจะมองชุยฉานแยกออกจากชุยตงซานได้ แต่ กลับมองเซี่ยโก่วกับป๋ ายจิ่งเป็ นคนคนเดียวกัน?”
“ไม่ต้องรีบร ้อนให้ค าตอบ คิดให้เยอะๆ ก่อนว่าสรุปแล้วเป็ น เพราะอะไรกันแน่”
เส้นทางเทพของบนภูเขาสายนั้นอยู่ห่างจากซุ้มประตูภูเขาไปไม่ ไกล หมี่สี่น้อยถามอย่างใคร่รู ้ว่า “จิ่งชิง เจ้าก าลังท าอะไรอยู่หรือ?”
นางลาดตระเวนภูเขาไปกลับมารอบหนึ่งแล้ว ทาไมถึงยัง เตร็ดเตร่อยู่แถวนี้อีกเล่า
เส้นทางเทพสายนี้มีอะไรน่าดูกัน
้
เฉินหลิงจวินไม่อาจตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็ นคนอ้วนได้อีก ต่อไปจริงๆ เขานั่งลงบนขั้นบันได ถามหยั่งเชิงว่า “ผู้พิทักษ์ขวา เจ้า กับนักพรตเฒ่าตัวสูงคนนั้น สนิทกันไหม?”
คิดอยากจะเป็ นเทพรายงานข่าวของภูเขาลั่วพั่วให้ดีต้องท าอะไร รอบคอบระมัดระวังความคิดละเอียดอ่อน พูดจาก็ต้องรัดกุม ตามอง หกเส้นทางหูฟังแปดทิศ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ “ท่าน เขียนผู้เฒ่าใจดีมีเมตตา ไม่ว่ากับใครก็เข้าหาง่ายทั้งนั้น บอกได้ยา กว่าสนิทกันหรือไม่”
แต่นางกับจิ่งชิงมีความสัมพันธ ์เช่นไรต่อกัน หมี่ลี่น้อยจึงพูดเข้า ประเด็นโดยตรง ถามอย่างสงสัยว่า “มีเรื่องจะปรึกษากับท่านเซียนผู้ เฒ่าหรือ? อยากให้ข้าน าความไปบอกต่อให้?”
เฉินหลิงจวินพยักหน้าอย่างน่าสงสาร “เจ้าบอกกับเขาหน่อยว่า ข้าผิดไปแล้ว ให้เขาเป็ นผู้ใหญ่ที่ใจกว้างหน่อย”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม “ปัญหาคือข้าก็หาตัวท่านเซียนผู้เฒ่าไม่เจอ เหมือนกันนี่นา”
เฉินหลิงจวินเอ่ยเสียงเบา “เรียกฉายาเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวสักสอง สามที แล้วเจ้าก็ใช ้เสียงในใจพูด คาดว่านักพรตเฒ่าน่าจะได้ยิน ไม่ ต้องตามหาตัวหรอก”
หมี่ลี่น้อยจึงวางไม้เท้าเดินป่ าและคานหาบสีทองไว้ข้างเท้า สี หน้าจริงจัง ขมวดคิ้วหลับตา สองมือพนมเข้าหากัน
้
เฉินหลิงจวินถามอย่างสงสัย “อะไรน่ะ ท าพิธีหรือ?”
เพียงแค่ใช ้เสียงในใจพูดคุยกับนักพรตผู้นั้นไม่กี่ประโยค ไม่มี ความจ าเป็ นต้องท าท่าเกินจริงขนาดนี้กระมัง
หมี่ลี่น้อยที่พนมสองมือลืมตาขึ้น บ่นว่า “จิ่งชิงหนอ ความจริงใจ ต้องมีความจริงใจสิจาได้ว่าเจ้าขุนเขาคนดีเคยพูดว่าเมื่อมีความ จริงใจก็เชื่อมโยงถึงทวยเทพ เมื่อความคิดบังเกิดกลุ่มภูเขาก็ตอบรับ”
เฉินหลิงจวินพอจะจาได้ “ครึ่งหนึ่ง” จริงๆ จึงถามอย่างสงสัยว่า “นี่ไม่ใช่คาพูดที่นักพรตเซียนเว่ยคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับพวกเราสอง คนคราวก่อนหรอกหรือ?”
หมี่ลี่น้อยที่เพิ่งจะหลับตาลงก็ได้แต่ลืมตาขึ้นมาถลึงตาใส่ “แล้ว จะเป็ นเจ้าขุนเขาคนดีที่พูดกับนักพรตเซียนเว่ยไม่ได้หรือไร?”
เฉินหลิงจวินกระจ่างแจ้งในฉับพลัน ในใจแอบนินทาเบาๆ มารดามันเถอะ สหายคนนี้ของอาจารย์เสี่ยวโม่พอจะมีตบะอยู่บ้างนะ ครั้งนี้ถึงกับว่าอาศัยนายท่านของตนแล้วก็ยังมีลางว่าจะพึ่งพาไม่ได้ เลย
เพียงแต่ไม่รอให้หมี่ลี่น้อย “ขอพร” อย่างจริงใจ นักพรตผู้เฒ่า และเจ้าขุนเขาก็พากันมาปรากฏตัวบนเส้นทางเทพ แม้ว่าจะไม่ใช่ร่าง จริง แต่เฉินผิงอันที่เป็ นผู้สวมกวานเต๋าก็ยังคงเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่
้
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหัวของแม่นางน้อยชุดด าด้วยสีหน้าเมตตา ปราณี ส่วนเจ้าขุนเขาเฉินก็หัวเราะร่วนเอาฝ่ ามือวางกดลงบนหัว สุนัขของเด็กชายชุดเขียว
เฉินหลิงจวินสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง แล้วในใจก็พลันมั่นใจ ได้ รีบลากหมี่ลี่น้อยจากไปพร ้อมกันทันที
มองนักพรตปักปิ่นไม้ที่กาลังอ่านตาราตรงหน้าประตูตีนเขา เจ้า อารามผู้เฒ่าก็ถามว่า “ทาไมไม่พาเขาขึ้นไปบนภูเขา?”
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่อาจรับได้ไหว”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “หากเขาอยู่บนภูเขา ไม่ได้เฝ้ าประตู ถ้า อย่างนั้นภายในร ้อยปีภูเขาลั่วพั่วก็จะมีโชควาสนาใหญ่เทียมฟ้ าที่น่า ประหลาดใจเรื่องแล้วเรื่องเล่าเยื้องกรายมาเยือน ผู้ที่พบเห็นล้วนมี ส่วนแบ่ง ไหนเลยจะมีการลอบโจมตีของขอบเขตสิบสี่และตัวสารอง ป่ านนี้ชิงหร่างก็คงถูกหวงถึงหาตัวเจอไปนานแล้ว และเชียวสิงผู้นั้น เกรงว่าก็จะต้องถูกการโคจรของโชคชะตาในพื้นที่มงคลดอกบัวขัด เกลาลบเหลี่ยมมุมไปเอง เจ้าเองก็ไม่มีความจาเป็ นที่จะต้องปกป้ อง มรรคาให้กับนักพรตติง วิชาบินทะยานที่บรรลุมาได้ด้วยตัวเองบทนั้น เจ้าสามารถฝึกเองได้อย่างเต็มที่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับการประทานพร จากเรื่องนี้ เสี่ยวโม่หรือไม่ก็เซี่ยโก่วก็จะมีหวังที่จะยืนยันเส้นทางการ ผสานมรรคาให้แน่ชัดแต่เนิ่นๆ สรุปก็คือมีข้อดีมากมาย มากจนเจ้ามิ อาจจินตนาการได้เลย”
้
เฉินผิงอันถามอย่างใคร่รู ้ “ละโมบคุณูปการแห่งสวรรค์มาเป็ น ของตัวเองเช่นนี้อีกร ้อย ปีให้หลังจะเป็ นเช่นไร?”
ตอนนั้นเขาพอจะมั่นใจในสถานะของนักพรตเซียนเว่ยคร่าวๆ แล้ว อันที่จริงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ตั้งบูชาเอาไว้ด้วยความเคารพ ย าเกรงก็พอ รับเป็ นลูกศิษย์? ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าคิด
ถอยไปหนึ่งก้าว รับเซียนเว่ยไว้เป็ นผู้ฝึ กตนทาเนียบของศาล บรรพจารย์ยอดเขาจี้เช่อเฉินผิงอันยังรู ้สึกว่าไม่ควรที่จะเอาเปรียบอีก ฝ่ายเช่นนี้ด้วยซ้า
สร ้างคุณูปการ ตั้งปณิธานอย่างตั้งใจ ประหนึ่งการปลูกต้นไม้ ต้นไม้อายุร ้อยปี มีการแตกรากก่อนแล้วจึงมีลาต้น รอกระทั่งกิ่งก้าน พุ่มใบหนาครึ้ม และพุ่มใบก็ออกดอกออกผลเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด อย่างกระจ่าง เป็ นลาดับขั้นตอนชัดแจ้ง
พื้นที่มงคลดอกบัวแห่งนั้นก็คือฟ้ าดินโลกมนุษย์ของตงไห่แห่ง อารามกวานเต๋า เด็กหนุ่มสะพายกระบี่ออกเดินทาง เฉินผิงอันได้รับ อิทธิพลมาอย่างลึกล้า จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงได้รับผลประโยชน์ คาด ว่าวันหน้าก็จะยังคงเป็ นเช่นนี้
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “หากเดินทางลัดเช่นนี้จริงก็ต้องใช ้หนี้คืน อยู่แล้ว หากว่าท าเรื่องนี้สาเร็จอย่างเลอะๆ เลือนๆ จัดหาเก้าอี้ตัวหนึ่ง ให้กับเซียนเว่ยในศาลบรรพจารย์ของยอดเขาจี้เซ่อกลับยังดี แต่หาก
้
ท าอย่างจงใจ แกล้งเป็ นอวดฉลาด ในใจยังหวังว่าตัวเองจะโชคดีก็ บอกได้ยากแล้ว”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ “คาดว่าภูเขา ลูกนี้น่าจะต้องระเบิดเลยกระมัง”
หนึ่งหนึ่งอัน ต่างยึดครองคนละครึ่ง โจวมี่ผู้ที่อยู่บนสวรรค์ ถูก บรรพจารย์สามลัทธิที่สลายมรรคาไปแล้วล้อมขังอยู่ในซากปรักของ สรวงสวรรค์
เฉินผิงอันที่อยู่บนพื้นดินมีหรือจะไม่ถูกทดสอบไปด้วย
ในเมื่อทุกเรื่องราวที่พบเจอล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง ควรจะ จัดการตัวเองอย่างไร อันที่จริงก็เรียบง่ายมาก
เดินอยู่บนมหามรรคาที่เป็ นเส้นทางกว้างขวาง วิญญูชนมุ่งมั่น สร ้างความดีไม่หยุดหย่อน
เฉินผิงอันกล่าว “นี่ผู้อาวุโสจะกลับไปยังใต้หล้ามืดสลัวแล้ว หรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า
เฉินผิงอันจึงเอ่ยขอตัวลากลับไป
เจ้าอารามผู้เฒ่าคิดจะหวนกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมก็ เห็นว่านักพรตปักปิ่นไม้ที่อยู่ตรงตีนเขาได้ลุกขึ้นยืนแล้ว ทั้งยังก้มหัว คารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
้
จึงได้แต่เดินเพิ่มไปสองสามก้าว เดินเท้าลงภูเขาไป เจ้าอารามผู้ เฒ่าเดินผ่านซุ้มประตูภูเขาก่อนแล้วถึงจะคารวะกลับคืนอีกฝ่ าย
เจ้าอารามผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้าประตูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เพียงแต่ ไม่ได้ไปหาเรื่องสหายเฉิน กลับกันยังหัวเราะเสียงดังลั่น เป็ นฝ่ายบอก กล่าวฉายาและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองออกไป หมื่นปีที่ ผ่านมา นี่เป็ นครั้งแรกที่เจอคนอื่นแล้วแนะนาตัวเอง เรียกตัวเองว่า เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวชายหาดลั่วเป่ า เป็ นฝ่ ายก้มหัวอ าลานักพรตเซียน เว่ยด้วยตัวเอง เซียนเว่ยมึนงง ได้แต่ก้มหัวคารวะกลับคืน รอกระทั่ง นักพรตเฒ่าประหลาดที่น่าจะเป็ นเพราะตัวสูงใหญ่ก าย ามากเกินไป ถึงได้มองดูแล้วเหมือนคนหลังค่อมผู้นั้นหายตัวไปท่ามกลางความ ว่างเปล่า เซียนเว่ยถึงได้นวดลาคอที่ปวดเมื่อยของตัวเอง สะบัดชาย ชุดคลุมเต๋ อ่านหนังสือจริงจังมากเกินไปหน่อย
เซี่ยโก๋วนั่งอยู่บนขั้นบันไดมองความครึกครื้นของที่นี่ เด็กสาว สวมหมวกขนเตียวพึมพา ละอายใจที่ตนพกกระบี่สั้น เพียงเพื่อมาชื่น ชมภูเขา
ตนมีความรู ้น้อยนิดแค่นี้ ไม่อาจนามาใช ้ซ้าๆ ได้นะ
เชี่ยโก่วจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ ตอนอยู่กับมรรคาจารย์เต๋า ก็ไม่เห็นว่านักพรตไช่โจวจะให้ความเคารพยาเกรงอย่างจริงใจแบบนี้ เลย นั่นก็แค่เพราะสู้อีกฝ่ายไม่ได้
้
แต่พอมาอยู่กับนักพรตปักปิ่นไม้ ทาไมเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวผู้นี้ถึง เป็ นเช่นนี้ อันที่จริงก็มีเรื่องวงในอยู่ เสี่ยวโม่เป็ นคนเล่าเอง
เส้นทางในยุคบรรพกาลคือเส้นทางที่คดเคี้ยววกวน
ไม่ว่าจะลมพัดแดดส่อง หรือฝนและหิมะตกกระหน่า นักพรตก็ เหมือนมังกรที่อยู่ในป่าถ่ายทอดมรรคา ฟังวิถีแห่งมรรคา ฝึกบ าเพ็ญ ตน