กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1124.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (สี)
สตรีกลับมีความรู ้สึกประหลาด ก่อนหน้านี้กาจัดปีศาจที่วัดร ้าง จากนั้นยังมีสหายบนภูเขามาร่ายวิชาอภินิหารเป็ นเจินเหรินที่ เปิดเผยหน้าตาติดต่อกัน เฉินเซียนซือที่ลักษณะเป็ นบัณฑิตอ่อนแอ ผู้นี้….คนเราจะดูกันแต่รูปโฉมภายนอกไม่ได้จริงๆ
เซี่ยโก๋วยืนพิงกาแพง อ้าปากห้าว
นักพรตเนิ่นยิ้มตาหยีถามว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน สหายท่านนี้คือ?”
เซี่ยโก่วแย่งตอบ “เจ้าก็คือเจ้าตัวที่สหายจือสือเลี้ยงเอาไว้…”
เฉินผิงอันกระแอมหนึ่งที เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก็ได้แต่ เปลี่ยนคาพูดใหม่ “คือหุนเจ่อผู้นั้น?”
คากล่าวว่าหุนเจ่อนี้เป็ นคาพูดที่เรียนรู ้มาจากเจิ้งจวีจงตอนอยู่ที่ ก าแพงเมืองปราณกระบี่ก่อนหน้านี้
เฉินผิงอันไม่กล้าให้เซี่ยโก่วพูดคุยกับนักพรตเนิ่นมากไปกว่านี้ จริงๆ จึงใช้เสียงในใจอธิบายว่า “นามแฝงคือเซี่ยโก่ว ฉายาป๋ ายจิ่ง นางกับเสี่ยวโม่เป็ นคนรักกัน”
นักพรตเนิ่นมีสีหน้าเป็ นปกติ กุมหมัดเอ่ย “ที่แท้ก็ผู้อาวุโสป๋ า ยจิ่ง”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก ไม่รับค า
ตัวนางเองมีจินตนาการความคิดแล่นไปไกล หากพูดกันถึงแค่ หนังหน้า เฒ่าตาบอดของภูเขาใหญ่แสนดี้ ปีนั้นก็ช่างหล่อเหลาคม คายจริงๆ
พูดไปแล้วก็แปลก ในอดีตก็เคยเจอจือสือที่ควักลูกตาของตัวเอง อยู่หลายครั้ง แต่เซี่ยโก่วกลับไม่เคยมีความรู ้สึกเหมือนตอนที่ได้พบ
เสี่ยวโม่
เฉินผิงอันดึงตัวนักพรตเนิ่นมาพูดคุยเรื่องลาน้าใหญ่กัน นักพรต เนิ่นถ่อมตัวอย่างมากแค่ว่าไปตามสถานการณ์ ไม่พูดถึงคุณความ เหนื่อยยากของตัวเองเลยสักนิด เหมือนบุคคลผู้มีความเมตตาและ ยึดมั่นในความชอบธรรมที่ไม่รับคาชมเชยจากคนอื่น
เซี่ยโก่วไม่ชอบฟังกิจธุระในโลกมนุษย์พวกนี้ จึงเข้าห้องไปเลือก หนังสือ เจอชื่อหนังสือที่ถูกใจก็เอาหนังสือยัดใส่ไปชายแขนเสื้อ
เพียงไม่นานนักพรตเนิ่นก็ขอตัวลาจากไป ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวง แคว้นอวิ๋นเหยียนด้วยก้าวเดียวอีกครั้ง ในใจยังหวาดผวาหวั่นเกรงไม่ คลาย
เฉินผิงอันนั่งกลับลงไปที่เก้าอี้ เปิดกล่องไม้ออก ด้านในมีใบถง สิบแผ่นที่ล้าค่าหายาก
ผ่านเหตุการณ์นี้มา สองสามีภรรยาก็เริ่มมีความคิดอยากจะแยก ทางออกไปแล้วฟ่ านถงเป็ นคนที่ไม่รู ้จักพูด ยังคงเป็ นเซี่ยซานเหนียง ที่เปิดปาก หาข้ออ้างในการแยกตัวออกไป เฉินผิงอันก็ไม่ได้รั้งเอาไว้
เพียงแค่บอกว่ารอสักเดี่ยว แล้วเขาก็ไปหยิบตาราสองเล่มมาจากใน ห้อง มอบให้พวกเขาคนละเล่ม เอ่ยสัพยอกไปว่าในต าราย่อมมีเรือน ทองค าและข้าวเปลือกจ านวนมาก
นี่ถือว่าเป็ นการเอาของของคนอื่นมาใช ้เป็ นประโยชน์ของตน หรือไม่? คาดไม่ถึงว่าเทพเซียนผู้เฒ่าที่ดูแคลนเงินทองประเภทนี้จะ
ยังรู ้จักใช ้ชีวิตด้วย
เพียงแต่ว่าการกระทาตามมารยาทนี้กลับทาให้ฟ่ านถงและเซี่ย ซานเหนียงรู ้สึกตกใจที่ได้รับความเมตตาโดยไม่คาดฝันจริงๆ
แม้จะบอกว่าแรกเริ่มที่มาสวามิภักดิ์ต่อเซียนซือผู้นี้ก็เพราะ คาดหวังว่าจะได้โชควาสนาตระกูลเซียน แต่สามารถเดินทางเคียง ข้างเขามาได้ระยะทางหนึ่ง ได้พบเจอกันด้วยดีและจากลากันด้วยดีก็ ถือว่าดีเยี่ยมมากแล้ว
ออกจากเรือนพานักกลางป่ าแห่งนั้นมาไกลมากแล้ว เซี่ยซาน เหนียงไม่เหมือนกับชายฉกรรจ์ที่หยาบกระด้าง นางหยิบตาราเล่มนั้น ออกมาจากชายแขนเสื้อ ทันใดนั้นก็ต้องเบิกตากว้าง ก่อนจะหันไป มองหน้าฟ่านถงตาปริบๆ
ค าว่าในต ารามีอะไร ไม่ใช่ค าโกหกจริงๆ เพราะในต าราแต่ละเล่ม มีเงินเทพเซียนเหรียญหนึ่งสอดแทรกเอาไว้ เซี่ยซานเหนียงเป็ นผี จะ ดีจะชั่วก็เคยจับเงินเกล็ดหิมะ เคยเห็ เงินร ้อนน้อย และเคยได้ยินชื่อ เงินฝนธัญพืชมาก่อน
สองนิ้วของเซี่ยซานเหนียงที่คีบเงินเทพเซียนเหรียญนั้นสั่นเทา พึมพ าว่า “เงินฝนธัญพืช ต้องเป็ นเงินฝนธัญพืชในต านานแน่นอน เท่ากับเงินเกล็ดหิมะถึงหนึ่งพันเหรียญเชียวนะ”
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้มีครั้งหนึ่งที่พูดคุยกัน เซียนซือผู้นั้นมองดู คล้ายถามชวนพวกเขาสองสามีภรรยาคุยว่าในมือมีเงินเหลือหรือไม่
จะใช ้ชีวิตกันอย่างไร
นางพลันหันไปจ้องชายฉกรรจ์เขม็ง ฟ่ านถงก าเงินเทพเซียน เหรียญนั้นไว้แน่น คล้ายกับว่าต้องการถือให้พอใจเสียก่อน ก่อนจะ เป็ นฝ่ายยื่นส่งไปให้นาง
ฟ่ านถงเคยพูดคุยกับเซียนซือท่านนั้นเป็ นการส่วนตัว ฝ่ ายหลัง บอกว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็ นความตายเซี่ยซานเหนียงสามารถ ตายเพื่อเขาได้ แน่นอนว่าฟ่ านถงต้องคลางแคลงไม่เข้าใจ บอกว่า เรื่องประเภทนี้จะรู ้ได้อย่างไร จะแน่ใจได้อย่างไร คงไม่ใช่ว่าเซียนซื อดูดวงได้หรอกนะ? ตอนนั้นเซียนซือผู้นั้นพูดอย่างหนักแน่นบอกว่า ตัวเองเคยตั้งแผงงดูดวงมาก่อน พอจะดูโหงวเฮ้งคนเป็ นอยู่บ้างจริงๆ
ฟ่ านถงรู ้สึกว่าเซียนซือไม่มีความจ าเป็ นต้องหลอกตน เขาจึง เชื่อ ในเมื่อกระทั่งชีวิตของตัวเอง สตรีก็ยังสละได้ ก็ไม่มีเหตุผลให้ตน สละเงินเทพเซียนเหรียญเดียวไม่ได้
เวลานี้สตรีเลิกคิ้ว คลี่ยิ้มหวาน ชายฉกรรจ์ที่มีโชคด้านความรัก ไม่เลวก็รู ้แล้วว่ามีลูกเล่นแปลกใหม่รอตนอยู่แล้ว
อันที่จริงในหนังสือเล่มนั้นของชายฉกรรจ์ยังมีเงินร ้อนน้อยอีก เหรียญ ชายฉกรรจ์เข้าใจได้ทันทีว่าสามารถเก็บไว้เป็ นเงินส่วนตัว ได้!
ต้องเป็ นคนมีประสบการณ์มาก่อนซึ่งตอนอยู่บ้านกระเป๋ าเงินเคย ฟีบแบนแน่นอน!
มิน่าเล่าครั้งนี้เฉินเซียนซือเดินทางอยู่ข้างนอกถึงได้ไม่รีบไม่ร ้อน เยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้
บนเส้นทางนอกภูเขา หันหน้าไปยังทิศทางที่ตั้งของเรือนเก่า โทรมกลางภูเขา สตรีที่ทุกวันนี้เคยชินกับการไม่แต่งหน้าประทินโฉม ยอบกายคารวะอย่างส ารวม ชายฉกรรจ ์ก็กุมหมัดคารวะอยู่ไกลๆ
เมื่อวานจากไปอย่างรีบร ้อน วันพรุ่งนี้ที่มาถึงอย่างเชื่องช ้า ตัวอยู่ ตรงกลาง มีแต่ความมึนงง
พาเซี่ยโก่วมาถึงริมชายแดนของแคว้นอวิ๋นเหยียน เฉินผิงอัน เดินไปบนยอดเขาลาดชันห้าแห่งที่เหมือนนิ้วมือเอื้อมแตะไปยังฟ้ า คราม สถานที่ที่ภูเขาสวยน้าใสมักจะมีสิ่งปลูกสร ้างเก่าของตระกูล เซียนอยู่เป็ นจานวนมาก ในภูเขามีวัดวาอารามที่ปริแตกพุพังและ ร่องรอยของการหลอมยาอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ปราณ วิญญาณบางเบา ไอสกปรกขุ่นมัวปะปนกัน ไม่เหมาะกับการบุกเบิก เป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอีกครั้ง
การที่มาเยือนที่นี่ก็เพราะเฉินผิงอันสังเกตเห็นว่าในภูเขามี ประกายแสงวิบวับ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง เห็นได้ชัดว่าเป็ นลางของการ สร ้างศาลเถื่อน
เฉินผิงอันกล่าว “หากรู ้สึกเบื่อก็ไปเดินเล่นได้”
เซี่ยโก่วถาม “พวกเราอ้อมเส้นทางมาที่นี่เพราะจะมาดูว่าเทพ ภูเขาในพื้นที่เป็ นฝ่ ายธรรมะหรืออธรรม? แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะช่วย อีกฝ่ายหรือจะปิดภูเขาสั่งห้ามเข้าพื้นที่?”
หากเป็ นเช่นนี้จริง นางก็ไม่รู ้สึกว่าน่าเบื่อเลยสักนิด นางกาหมัด ถูฝ่ ามือ ท าท่ากระเหี้ยนกระหือรือ
เฉินผิงอันให้คาตอบที่ประหลาดมาก “สิ่งที่อยากเห็นมีมากยิ่ง
กว่า”
เซี่ยโก่วเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเจ้าขุนเขา คิดๆ แล้วนาง ก็ไม่ได้ถามมาก
ต่อมาก็เจอผู้ฝึกตนอายุน้อยกลุ่มหนึ่งที่ออกมาหาประสบการณ์ อยู่ในอาณาเขตการดูแลของเทพภูเขาในพื้นที่ เซี่ยโก่วเงี่ยหูฟังสิ่งที่ พวกเขาพูดคุยกัน พวกเขามาจากพรรคบนภูเขาหลายแห่งที่มี ความสัมพันธ ์สนิทสนมกันมาหลายชั่วคน คนสิบกว่าคนนัดหมายกัน ว่าจะไปที่เมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน สานักมีการสร ้างกิจการไว้ที่ ท่าเรืออวี่หลินชั่วคราวสามารถไปพักเท้าที่นั่นได้ ชื่อของพรรค ทั้งหลายนี้ เฉินผิงอันไม่เคยได้ยินมาก่อน มองออกว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีผู้
ปกป้ องมรรคา คนที่ขอบเขตสูงที่สุดคือชายฉกรรจ์หน้าแดงที่เป็ น ขอบเขตถ้าสถิต ร่างเล็กเตี้ยกายา สวมชุดผ้าป่ านรองเท้าสาน ดวงตาสองข้างสาดประกายมีชีวิตชีวา ชื่อว่าจ้าวเถี่ยแย่น ตรงเอวพก กระบองเหล็กแกะสลักเป็ นยันต์ของหน่วยสายฟ้ า ไม่ถือว่าเป็ นสมบัติ อาคม ถือเป็ นอาวุธวิเศษที่ระดับขั้นค่อนข้างดี สาหรับพรรคเล็กๆ แล้วก็น่าจะถือเป็ นสมบัติพิทักษ์ภูเขาที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น หลายสมัยแล้ว แล้วก็จริงดังคาดตอนอยู่ข้างบ่อหยกซึ่งเป็ นที่หลอม ยาของเซียนซือในอดีต เฉินผิงอันได้ยินพวกเขาพูดคุยกันเพิ่มเติม ชายฉกรรจ์คือผู้คุมกฏของพรรคแห่งหนึ่ง อายุขัยการฝึกตนไม่มาก แค่ว่าหน้าแก่พรรคที่เขาอยู่คือสายแยกของลัทธิเต๋า ทุกวันนี้มีสถานะ สองอย่างพร ้อมกัน เนื่องจากในอดีตบรรพจารย์ ลูกศิษย์ผู้สืบทอด ทายาทและคนในครอบครัวตระกูลเซียนทั้งหลายของสายหลักได้ นาพาป้ ายวิญญาณและภาพแขวน รวมไปถึงของมีค่าทั้งหมดหนีไป หลบภัยที่ใต้หล้าห้าสี ต าแหน่งผู้คุมกฏของชายฉกรรจ์จึงสามารถ เป็ นได้อย่างสบายๆ ย้อนกลับไปมองศิษย์พี่เจ้าประมุขและศิษย์พี่หญิง ที่ดูแลเงินทอง หลายปีนี้พวกเขาต้องขอร ้องคนอื่นไปทั่วคอยไปขอ บริจาคจากทั่วทุกหนแห่งตามแคว้นต่างๆ ประหนึ่งนกนางแอ่นที่คาบ โคลนมาท ารัง นาพาเงินทองกลับมายังสานัก ทุกครั้งที่ศิษย์พี่หญิง กลับภูเขาจะต้องโอดครวญ บอกว่าจะใช ้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว หากทางพรรคยังอยากจะรับตัวลูกศิษย์รุ่นที่สามมาอีกนางก็ได้แต่ไป ทากิจการที่ต้องค้าเนื้อหนังจริงๆ แล้ว
ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร ์ที่อ่านยาก ศิษย์พี่เจ้าประมุขให้เขาอาศัย โอกาสนี้ออกเดินทางไกล ดูว่าจะมีช่องทางท าเงินได้เร็วหน่อยหรือไม่ แล้วก็ถือโอกาสผูกมิตรกับสหายบนภูเขาที่มีทรัพย์สมบัติมากมายไป พร ้อมกันด้วย
ส่วนลูกศิษย์ของพรรคที่ออกเดินทางมาด้วยกัน ต่างก็ไม่ได้ ร่ารวย เพราะหากมีเงินจริง พวกเขาก็คงนั่งโดยสารเรือข้ามฟาก ตระกูลเซียนไปแล้ว บอกว่ามาหาประสบการณ์ อันที่จริงก็คือมาช่วย หนุนหลังให้กัน พยายามให้ได้เป็ นผู้ถวายงานในราชส านักของ แคว้นเล็กๆ หรือไม่ก็เป็ นเค่อชิงในตระกูลผู้สูงศักดิ์ ระหว่างที่พวกเขา ออกเดินทาง พอได้ยินว่าที่ไหนมีเรือนผีดุร ้าย มีปีศาจออกอาละวาด มีภูตทาร ้ายคนก็จะรีบรุดไปถึงที่แห่งนั้นทันที
หลีกเลี่ยงไม่ให้คนร่วมอาชีพมาแย่งการค้า แต่ละคนต่างก็ อยากจะตั้งป้ ายอักษรทองของพรรคตัวเองกันทั้งนั้น บอกว่ายินดีผดุง คุณธรรมแทนสวรรค์ เชี่ยวชาญการกาจัดปี ศาจปราบมาร เมื่อ เวลานานวันเข้า ขอแค่สร ้างชื่อเสียงได้ พรรคก็จะกลายเป็ นที่รู ้จัก ได้รับค ายกย่องแล้ว
เพียงแต่ว่าใบถงทวีปผ่านการค้นภูเขาต่อเนื่องมานานหลายปี คิดอยากจะหาตัวกากเดนเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร ้างให้เจอก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการขุดเจาะลาน้าใหญ่ ภูเขาสายน้า ในภาคกลางของทวีป ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจในท้องถิ่นต่างก็ไม่กล้าไปหา เรื่องซวยใส่ตัว พากันย้ายออกไปอยู่ที่อื่นให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แน่นอน
ว่าต้องด่าพวกตัวการร ้ายอย่างสานักกระบี่ชิงผิง สานักกุยหยก สกุล เหยาต้าเฉวียนสักสองสามประโยค เพราะคนต่างถิ่นแซ่เฉินผู้นั้น เขา คือเจ้าแห่งสานักเบื้องบนของสานักกระบี่ชิงผิง ได้ยินว่าคนผู้นี้เป็ น คนรู ้จักเก่ากับฮ่องเต้หญิงสกุลเหยา จึงมีการแต่งเรื่องราวรักใคร่ของ ชายหญิงวัยเดียวกันคู่นี้ขึ้นมา เนื้อหาน่ะหรือ แต่งให้ละเมียดละไม อ่อนหวานได้เท่าไรก็แต่งให้ได้มากเท่านั้น โรงพิมพ์จัดพิมพ์เป็ นเล่ม ยอดขายไม่เลว ตั้งกาไรน้อยแต่ขายได้มาก ถึงกับเป็ นเส้นทางทาเงิน เส้นหนึ่งจริงๆ ท่าเรือตระกูลเซียนขนาดไม่ใหญ่แต่ใช ้วิธีการดิบเถื่อน ก็ล้วนขายตาราเล่มนี้หรือไม่ก็ถูกโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนบางแห่งที่ถือ โอกาสท าการค้าไม่ถูกไม่ควรเอามามอบให้แขกเปล่าๆ ด้วย
ดูเหมือนว่าเฉินผิงอันจะก าลังรอคน หรือไม่ก็รอเหตุการณ์ จึงให้ คาแนะนากับเซี่ยโก่วว่า “ได้ยินมาว่าทางทิศใต้ของใบถงทวีปมีพื้นที่ ลับไร ้เจ้าของแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมา เจ้าสามารถแวะไปดูที่นั่นได้”
ดูเหมือนว่าจะเป็ นซากปรักพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของจิน เซียนยุคบรรพกาลหอสูงงามวิจิตรประหนึ่งวิมานสวรรค์ดั่งพระราชวัง ของจักรพรรดิ สถานที่หลอมยาของเซียนเหรินยุคโบราณ ไม่ใช่ กลายเป็ นเทพลอยขึ้นฟ้ าทิ้งบ่อหยกเอาไว้ก็กลายเป็ นหญ้ารกชุ่มน้า จมจนแทบกลายเป็ นเกาะ
จากข่าวลือเล็กๆ ที่แพร่ออกมาในทุกวันนี้ ซากปรักแห่งนั้น ไม่ ว่าจะเป็ นเนื้อหาบนป้ ายศิลาหรือตัวอักษรที่แกะสลักไว้บนหน้าผา ล้วนใช ้ถ้อยคาที่ใหญ่โตมาก
ยกตัวอย่างเช่นป้ ายหินหน้าประตูภูเขาก็มีประโยคที่ว่า “มอบ ต ารับอมตะให้เจ้าสามารถหลอมแก่นธาตุและวิญญาณได้ หลอมสาม พลังสาคัญด้วยน้าและไฟ
กินยาบินทะยาน ในยุคโบราณก็ยังมีกรณีตัวอย่างแท้จริงที่มี หลักฐานให้พิสูจน์อยู่หลายกรณี นับตั้งแต่ยุคโบราณลงมา เวลาสาม พันกว่าปี ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ทาวีรกรรมนี้สาเร็จได้อีก
ดังนั้นเกี่ยวกับซากปรักที่เล่าลือกันว่าอาจจะมีโอสถเซียนอยู่ ขวดหนึ่งแห่งนี้ ทางฝั่งของส านักกุยหยกก็มีการลงมือแล้ว มองว่า เป็ นของในกระเป๋ าที่ต้องได้มาครองอย่างแน่นอน
บางทีตัวแปรเพียงหนึ่งเดียวก็คือได้ยินมาว่าหวงถิงแห่งภูเขาไท่ ผิงก็ไป…เสี่ยงดวงที่นั่นด้วย
ส่วนชุยตงซานและสานักกระบี่ชิงผิง เอาเป็ นว่าตอนนี้ยังไม่ได้ส่ง ข่าวใดๆ มาให้ตน
เซี่ยโก่วถามอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าขุนเขามีความคิดเกี่ยวกับ ว่าพื้นที่ลับแห่งนั้นควรจะตกเป็ นของใครแล้วหรือ?”
คงไม่ไปเดินเล่นแล้ว หากจะบอกว่าใช้สถานะอันดับรองมาสร้าง คุณูปการให้กับภูเขาบ้านตน เซี่ยโก่วก็ไม่ถือสาที่จะต้องไปเยือนครั้ง หนึ่ง ถึงอย่างไรก็เป็ นการทางานตามคาสั่งไม่มีข้อห้ามอะไรให้ต้องย า เกรง
หากเจ้าขุนเขารู ้สึกว่าสามารถช่วงชิงได้ นั่นก็แสดงว่าต้องช่วง ชิงมาได้จริงๆ
เจ้าขุนเขาท าอะไรก็มักจะจัดเจนอยู่แล้ว
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “แค่กลัวว่าเจ้าอยู่ที่นี่แล้วจะเบื่อ ก็เลย ให้เจ้าออกไปผ่อนคลายอารมณ์เท่านั้น บนภูเขามีการพิสูจน์มานาน แล้วว่าดินแดนประเภทนี้ต้องดูที่วาสนาไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการ แต่งงานของชายหญิงสักเท่าไร แตงที่ฝื นเด็ดออกจากขั้วย่อมไม่ หวาน ถึงเวลานั้นจะกลายเป็ นว่ามีแต่เรื่องเละเทะ”
เซี่ยโก่วแสร ้งท าท่าตกตะลึง “เจ้าขุนเขาหมายถึงข้าหรือ? ข้าน้อยท าอะไรผิดไปตรงไหนหรือไม่?”
เฉินผิงอันอ่อนใจ เรื่องพวกนี้ไปเรียนรู ้มาจากใครกันนะ
เซี่ยโก่วสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย ถามอย่างสงสัยว่า “คิดจะ แยกตัวข้าออกไป คงไม่ใช่ว่าจะทาเรื่องที่บอกกล่าวใครไม่ได้หรอก นะ? พูดจากใจเลยนะ ข้าเอนเอียงเข้าหาเจ้าขุนเขามากกว่า อะไรที่ ไม่ควรมองจะไม่มองเด็ดขาด อะไรที่ไม่ควรพูดก็ไม่มีทางพูดแน่นอน”
เฉินผิงอันอธิบาย “แค่คิดว่าด้วยขอบเขตและอายุขัยการฝึกตน นี้ของเจ้า ยังจะมีอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีก เอาแต่วิ่งวุ่นไปโน่นไปนี่ ตามข้าอยู่ตลอดต้องรู ้สึกเบื่อมากแน่ๆ”
เซี่ยโก่วกล่าว “ไม่หรอก วิ่งไปทั่วอย่างไรจุดหมายเช่นนี้ก็สนุกดี เหมือนกัน”
งานแต่งของตนกับเสี่ยวโม่ สรุปแล้วจะสาเร็จหรือไม่ จะได้เข้า ห้องหอกันหรือไม่ ก็ไม่ใช่ว่าต้องให้เจ้าขุนเขาเป็ นคนยื่นคาขาด หรอกหรือ