กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1124.4 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (สี่)
ถูกนายท่านเทพภูเขาของศาลเถื่อนท่านหนึ่งยึดครองแล้ว ทั้ง ไม่ใช่ภูตที่ยึดครองภูเขาตั้งตัวเป็ นราชา สร ้างศาลกินควันธูปในโลก มนุษย์ แล้วก็ไม่ใช่วีรบุรุษผู้กล้าของราชวงศ์ก่อนอย่างป๋ ายเหมาแห่ง ยอดเขาเซียจื่อ แต่เป็ นผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งที่กลายมาเป็ นผี ปีก่อนก็ เริ่มแจกจ่ายเทียบวีรบุรุษ เชื้อเชิญให้เหล่าผู้กล้าทั้งหลายมาพานัก ที่นี่เพื่อสร ้างพลังอานาจให้ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าจวนเทพภูเขาไม่มีทาง ป่ าวประกาศแก่ภายนอกว่าตัวเองคือศาลเถื่อนที่ยังไม่ได้รับการ แต่งตั้งอย่างถูกต้องจากราชสานักแคว้นอวิ๋นเหยียน เป็ นเหตุให้ผี หญิงและชายฉกรรจ์หน้าขาวที่อยู่ในวัดร ้าง เดิมทีก็ตั้งใจจะมา สวามิภักดิ์ต่อสถานที่แห่งนี้ มาช่วงชิงต าแหน่งขุนนางหญิงหรือไม่ก็ แม่ทัพปู่มาเป็ น ถือชามข้าวเหล็กไว้ในมือ จะดีจะชั่วก็ได้กินข้าวหลวง
พื้นที่น้อยนิดเพียงเท่านี้ ยามที่ออกเดินทางตอนกลางคืนก็ชอบ จัดขบวนเกียรติยศเหมือนยามที่จักรพรรดิเสด็จประพาศไปตาม สถานที่ต่างๆ ถือพัดใหญ่ด้ามยาว ตีกลองตีฆ้อง ธงหลากหลาย ประเภทที่ไม่รู ้ว่าไปหามาจากไหนปะปนกันอยู่ในขบวน ทามั่วชั่วกัน ทั้งนั้น ไม่มีกฎระเบียบใดๆ ให้กล่าวถึง แค่เพื่อความครึกครื้นอย่าง เดียว คาดว่าน่าจะเพราะอ่านต าราประวัติศาสตร ์ของทางการมา หลายเล่ม ได้อ่านบันทึกขบวนเสด็จของราชส านักมาแค่คร่าวๆ เลย เอามาผสมกันมั่วๆ จวนเทพภูเขาที่ปลาและมังกรปะปนกันมีเสียงร ้อง
ร าท าเพลงทุกคืน มีแขกมาเยือนงานเลี้ยงใหญ่ไม่ขาดสาย ช่วยเพิ่ม บรรยากาศให้ครึกครื้น
ผู้ฝึ กลมปราณกลุ่มนี้ก็แค่บังเอิญผ่านสถานที่แห่งนี้มาเท่านั้น อย่างน้อยก็ไม่เหมือนว่าจะมาหาเรื่องหรือมาเพื่อปล้นที่นี่โดยเฉพาะ ทหารที่ทางานอยู่ในจวนเทพภูเขาซึ่งรับผิดชอบลาดตระเวนพื้นที่ เห็นว่าอีกฝ่ายมากคนมากอานาจ ไม่กล้าหาเรื่องจึงตั้งท่าว่าจะเป็ นน้า บ่อที่ไม่ยุ่งกับน้าคลอง นายท่านเทพภูเขาได้ยินรายงาน ครุ่นคิดอยู่ ครู่หนึ่งก็ใช ้คาถาคาว่าหลบเลี่ยง แต่กลับให้เหตุผลที่ฟังดูยิ่งใหญ่ บอกว่าทุกวันนี้ที่จวนกาลังอยู่ในช่วงเวลาสาคัญของการ “ขอการ แต่งตั้ง” มาจากราชสานักแคว้นอวิ๋นเหยียน ไม่สะดวกจะให้เกิดเรื่อง แทรกซ ้อนแต่แท้จริงแล้วเขาหรือจะกล้าไปขอดูเอกสารผ่านด่านจาก เทพเซียนบนภูเขากลุ่มนั้น อีกฝ่ ายไม่ได้บุกขึ้นมาที่ศาลบนยอดเขา เพื่อซักไซ ้เอาผิดก็ถือว่าเกรงใจกันแล้ว
ยามค่าคืนดวงจันทร ์งามจับใจ แสงจันทร ์ส่องประกายดุจ เครื่องประดับมรกต ดวงจันทร ์และสาวงามคือสองสิ่งงดงาม อยู่บนฟ้ า กับอยู่ในโลกมนุษย์
มีผู้ฝึกตนหญิงที่ทั้งบุคลิกและหน้าตาล้วนดีเยี่ยมที่สุด หยิบเอา เสื่อเย็นสีหยกมาคลี่กางลงบนพื้นแล้วนั่งลง ผู้ฝึกตนชายหญิงของ พรรคอื่นที่มีอายุขัยในการฝึกตนใกล้เคียงกันจึงแวะมาพูดคุยกับนาง สตรีกระซิบกระซาบชวนนางคุย บุรุษที่ไม่รู ้จะคุยอะไรก็หาเรื่องมา ชวนคุย พูดคุยถึงสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอในช่วงเวลาที่ผ่านมากับ
พวกนาง พวกเขาไม่ได้จับกลุ่มกันออกไปหาประสบการณ์บ่อยๆ ส่วนใหญ่มีพบมีแยกจาก นัดหมายกันว่าจะมารวมตัวกันอีกครั้งที่ ไหนเวลาใดก็เท่านั้น ผู้ฝึ กบาเพ็ญตนที่ลงจากภูเขาเข้าสู่ทางโลก บางทีคนที่มีรูปโฉมงดงามดุจสาวสะพรั่งก็อาจอายุมากเป็ นร ้อยปีแล้ว อยู่ท่ามกลางธุลีแดงคละคลุ้ง ไม่ว่าจะเป็ นการขัดเกลาจิตแห่งมรรคา หรือว่าจะเป็ นการสร ้างสัมพันธ ์และชักจูงขุนนางชั้นสูงในราชส านัก ล้วนเป็ นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป เห็นบุคคลเรื่องราวและทัศนียภาพมา เยอะเข้าก็ราวกับว่านอกจากความเป็ นอมตะแล้วล้วนเป็ นดั่งก้อนเมฆ ดั่งหมอกควันที่ลอยผ่านตาง่ายที่จะกลายเป็ นคนใจดา นี่ก็ดูเหมือนว่า จะเป็ นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
เหมือนอย่างชายฉกรรจ์ที่เป็ นผู้คุมกฏในพรรคบ้านตัวเอง ตอนนี้ก็ได้นาพาลูกศิษย์ที่เป็ นผู้เยาว์สองคนท าการบ้านวิชาหลอม ลมปราณฝึกหายใจเข้าออก เพียงแต่ว่าความคิดของพวกเขาล้วน ไม่ได้อยู่กับเรื่องเป็ นการเป็ นงาน ชายฉกรรจ์เองก็จนใจเหมือนกัน
ผู้ฝึกบ าเพ็ญตนไม่ค่อยเห็นความงามเย้ายวน ความน่ารักสดใส อย่างที่มนุษย์ธรรมดามองเห็น อันที่จริงเหตุผลก็เรียบง่ายมาก เพียง แค่เพราะสายตาดีเกินไป ข้อบกพร่องบางอย่างเมื่อปรากฏอยู่ใน สายตาของผู้ฝึกลมปราณก็มิอาจปิดบังได้แม้แต่น้อย อะไรที่บอกว่า ความขาวสามารถบดบังร ้อยอัปลักษณ์ล้วนใช ้ไม่ได้กับผู้ฝึ ก ลมปราณ เพราะพอจ้องมองก็จะเห็นได้ทันทีว่าสวยหรือขี้เหร่ หรือ ยกตัวอย่างเช่นบนร่างของหญิงสาวชาวบ้านจะมีกลิ่นบางอย่าง
สาหรับผู้ฝึกลมปราณที่ประสาทรับสัมผัสทั้งห้าเฉียบคมแล้ว ก็ราวกับ กลิ่นเหม็นที่ตลบอบอวล ดังนั้นการแต่งงานบนภูเขา การผูกสมัคร เป็ นคู่บาเพ็ญเพียรจึงพิถีพิถันในเรื่อง “ความเหมาะสม” มากยิ่งกว่า หมู่ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็ นหน้าตา สถานะหรือคุณสมบัติของชายหญิง ล้วนต้องมีครบถ้วน
เฉินผิงอันยืนอยู่บนยอดเขา มองไปยังผู้ฝึกลมปราณกลุ่มที่อยู่ บนภูเขาใกล้เคียงเงียบๆ
เซี่ยโก่วนั่งยองอยู่ด้านข้าง ดึงหมวกขนเตียวเล่น เฉินผิงอันพลันถามว่า “เซี่ยโก่ว ทานายชะตาเป็ นหรือไม่?” เซี่ยโก่วแสยะปาก “เจ้าขุนเขาเรียกข้าว่าโก่วจื่อ (เจ้าหมา ไอ้
หมาน้อย) ก็พอ”
เฉินผิงอันตะลึง ใครเป็ นคนสอนเจ้า? ไอ้หมอนั่นไม่รู ้สึกผิดบ้าง เลยหรือ? พ่อครัวเฒ่าไม่มีทางทาเรื่องแบบนี้ได้แน่นอน สรุปแล้วเป็ น เทพเซียนจากฝ่ ายใดกันแน่ถึงได้ขวัญกล้าเทียมฟ้ า กล้าหลอกเซี่ย โก่วเช่นนี้?
หรือจะเป็ นเฉินหลิงจวินอีกแล้ว?
เซี่ยโก่วค่อนข้างจะมีคุณธรรม ไม่ได้บอกชื่อคนผู้นั้นออกมา กลับกันยังช่วยพูดให้ด้วยนางหัวเราะร่าเอ่ยว่า “โจวจื่ออะไรนั่นก็ ไม่ใช่ว่าเพิ่มคาว่า “จื่อ” ต่อท้ายแซ่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “แล้วทาไมไม่ชื่อเซี่ยจื่อ?”
เซี่ยโก่วกล่าว “ทานายชะตาไม่เป็ นนี่นา ข้าเป็ นคนชะตาดีมา โดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ต้องศึกษาเรื่องนี้”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เรื่องของการทานายชะตามีสาขาแยกออกไปมากมาย มีวิธีการ ที่แตกต่างหลากหลายแต่ละอย่างก็มีเอกลักษณ์เป็ นของตัวเอง
บนยอดเขา วิชาการอนุมานของผู้ฝึกตนใหญ่ หนึ่งในนั้นคือวิธี หายากไม่เป็ นที่รู ้จักที่บอกว่ามีความแม่นยามากที่สุด แต่ธรณีประตูก็ สูงที่สุดเช่นกัน
ก็คือเอาคาว่า “ผลักดัน” ซึ่งเป็ นตัวอักษรหนึ่งของคาว่าอนุมาน (ภาษาจีนอ่านว่าทุยแย่น ค าว่าทุยแปลว่าผลักดัน ขยายความ แย่น แปลว่าแผ่ขยาย สืบต่อ เมื่อเอามารวมกันจึงกลายเป็ นการขยาย ความและต่อยอดหรืออนุมาน) มาเปลี่ยนให้กลายเป็ นความหมาย ตามหน้าตัวอักษรอย่างแท้จริง
เฉินผิงอันแค่เคยได้ยินมาเท่านั้น เคยอ่านเจอในตาราอยู่แค่ไม่กี่ ครั้ง แต่ไม่เคยเห็นเรื่องนี้กับตาตัวเองมาก่อน ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนที่ อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาจึงได้ขอความรู้จากเจ้า อารามผู้เฒ่า
เจ้าอารามผู้เฒ่าพ่นเสียงออกจากจมูก บอกสหายใหญ่เฉินว่า อย่าได้คิดจะกินข้าวค าเดียวแล้วกลายเป็ นคนอ้วนเลย วิชาที่สูงส่งบท
นี้ เจ้าถูกกาหนดมาแล้วว่าจะมิอาจเรียนได้ ผู้ที่เกี่ยวพันกับทางโลก ลึกซึ้ง ต่อให้โชคดีเข้าใจวิชาอภินิหารบทนี้อย่างผิวเผิน สิ่งที่สายตา มองเห็นก็มีแต่จะยิ่งวุ่นวายสับสนทั้งยังมืดมน
ผู้ที่ทานายอนุมานล่วงรู ้ชะตาสวรรค์ล่วงหน้า ยิ่งขอบเขตต่า เท่าไร ตบะตื้นเขินเท่าไรเส้นสายที่มองเห็นก็จะยิ่งมากเท่านั้น มีทาง แยกแยกออกไปมากมายหาที่สิ้นสุดไม่ได้ อีกทั้งทัศนียภาพบนเส้น สายทุกเส้น ยิ่งเป็ นช่วงหลังก็จะยิ่งพร่าเลือน ถึงขั้นที่ว่าบนจุดเชื่อม ต่อบางจุด ทัศนียภาพนั้นก็ถึงกับสลายหายไปโดยตรงเลย
ตอนนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าเอามือตบลงบนบ่าของเฉินผิงอันแล้ว ผลักเบาๆ
เฉินผิงอันก็กระเด็นออกไปไกลมาก หูตาพร่าลาย ตอนที่หวน กลับมายังที่เดิมอีกครั้งก็ถามเจ้าอารามผู้เฒ่าด้วยความสงสัยใคร่รู ้ว่า มองเห็นอะไร
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มไม่ตอบ
เฉินผิงอันเข้าใจได้ทันใด ก็แค่ว่าอีกฝ่ ายคันมือ ก็เลยชัดเขา อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น
เจ้าอารามผู้เฒ่าหุบยิ้มเอ่ยว่า “ยกตัวอย่างเช่นเสี่ยวโม่ ป๋ ายจิ่ง ไม่เพียงแค่ขอบเขตของพวกเขาสูงกว่าเจ้าเท่านั้น คนทั้งสองยังชะตา แข็งมากเป็ นพิเศษ หาไม่แล้วก็ไม่มีทางมีชีวิตอยู่มาได้เป็ นหมื่นปี ดังนั้นเจ้าจะผลักอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน
เซี่ยโก่วถาม “สหายปี้เซียวได้ถ่ายทอดคาถาให้เจ้าหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “สอนแล้ว แต่คิดอยากจะถ่ายทอดเคล็ดวิชา ต่อกลับไม่เพียงแต่ต้องสิ้นเปลืองปราณวิญญาณจานวนมาก ในฟ้ า ดินเล็กร่างกายมนุษย์ยังมีความเคลื่อนไหวไม่เล็ก ข้าก็เลยแกะสลัก ลงไปบนขอบวัสดุที่เหลือจากตราประทับชิ้นนั้น”
เซี่ยโก่วยื่นมือออกมา “ให้ข้าดูหน่อยสิ”
เฉินผิงอันหยิบตราประทับสุยสิงที่แกะสลักเนื้อหาของคาถาบท นั้นเอาไว้ออกมาจากในชายแขนเสื้อ เซี่ยโก่วรับมาไว้ในมือ กวาดตา มองสองสามทีก็โยนคืนเจ้าขุนเขา
เฉินผิงอันใส่กลับไปในชายแขนเสื้อ ถามว่า “ธรณีประตู ค่อนข้างสูง เรียนเป็ นได้ไม่ง่าย?”
ต่อให้เอาผู้สวมกวานเต๋าที่รองรับความเป็ นเทพเอาไว้มาเป็ น พื้นฐานในการศึกษาเวทคาถาบทนี้ เฉินผิงอันก็กล้าพูดแค่ว่าเรียนรู ้ ได้อย่างผิวเผิน อยู่ห่างจากขอบเขตของการเดินเข้าห้องอีกยาวไกล เกินกว่าจะคิดค านวณได้ด้วยระยะทาง
ก่อนหน้านี้เอาพวกชิงหร่างและเซียนจ่าวมาลิ้มลองคมอาบอุ่น เครื่องเบื้องต้นสองสามรอบ เป็ นเหมือนที่เจ้าอารามผู้เฒ่าว่าไว้จริงๆ อาศัยว่าสองฝ่ ายขอบเขตต่างกันก็ได้แต่ผลักดันเซียนจ่าวให้ขยับไป เล็กน้อยเท่านั้น คาดการณ์ถึงการได้กลับมาพบเจอกับเซียวสิงอีก ครั้ง ในฟ้ าดินจิตธรรมของนาง ลาพังแค่เส้นสายนี้ มี “เซียนจ่าว’
หลายร ้อยคนมายืนอยู่บนเส้นยาวสีทองเส้นนี้ เส้นสายชัดเจน ย้อนกลับมามองชิงหร่างกับโต้วโค่วกลับมองเห็นได้ไม่ยาวไกลแล้ว
ส่วนฟ่านถงกับเซี่ยซานเหนียง ต่างคนต่างก็มีเส้นสายที่แผ่ขยาย ยาวออกไปสิบกว่าเส้น พวกเขากับเส้นสายเหมือนความสัมพันธ ์ ระหว่างภูเขาบรรพบุรุษกับเส้นลมปราณมังกรที่แตกแขนงออกไป
เส้นยาวสีทองสองเส้นในนั้นที่ค่อนข้างจะจับต้องได้จริง บางที อาจเป็ นตัวแทนของชะตาชีวิตสองอย่างที่แตกต่างกันของพวกเขา เส้นหนึ่งพุ่งตรงไปที่ศาลเทพภูเขาของสถานที่แห่งนี้
แต่เส้นหนึ่งกลับแผ่ลามไปทางฝั่งของพวกจ้าวเลี่ยแย่น เจี่ยนซิ่ว ในตอนนี้ พัวพันเข้าด้วยกันคล้ายกับมัดปมเชือก สุดท้ายสองสามี ภรรยาฟ่านเซี่ยก็จะต้องมาตายอยู่ที่นี่!
ดังนั้นเฉินผิงอันถึงได้เลือกที่จะพาตัวเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ พาพวกเขามาไว้ข้างกาย แล้วจึงมอบเงินเทพเซียนให้พวกเขาสาม เหรียญ ก้าวเดินให้ช ้าลง มารอพวกเขาอยู่ที่นี่ทาให้ทั้งสองฝ่ ายเป็ น เหมือนทัศนียภาพที่ “มังกรเลื้อยมาบรรจบกันในจุดหนึ่ง
เฉินผิงอันทั้งกาลังรอคนและกาลังรอเหตุการณ์ รอคอยเซียน เทพ ผี ปีศาจ คน พวกเขาทั้งหลายจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ก่อนหน้านี้ตอนที่อนุมานชะตาของผู้ฝึกยุทธฟ่ านถงและผีหญิง สกุลเชี่ย เฉินผิงอันมองเห็นภาพที่พร่าเลือนบางอย่าง ยกตัวอย่าง เช่นว่ามีผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่เพิ่งจะมารู ้ภายหลังว่าชื่อฉู่ซี พอเห็น
สตรีร่างเล็กเตี้ยคนนั้นก็มองออกว่านางคือผีเร่ร่อนไร ้ที่พึ่ง ไม่มี รากฐานหรือภูมิหลังอะไรทั้งนั้น คาดว่าการที่นางยังคงรักษาแสงแห่ง จิตวิญญาณเอาไว้ไม่ให้ดับสลายได้ก็เพราะอาศัยชายชั่วที่ลุ่มหลงใน ราคะจนลืมชีวิตข้างกาย ใช ้พลังหยางมาบ ารุงตัวเอง แล้วก็มีผู้ฝึกตน คนหนึ่งชื่อว่าค่วงขุย อาศัยวิชาความรู ้ของตระกูล พอจะเป็ นการมอง ลมปราณบ้างเล็กน้อย อันที่จริงมองออกว่าผีหญิงตนนั้นมีลางว่าจะ เปลี่ยนจากขุ่นมัวมาเป็ นใสได้….
หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็ไม่ได้อนุมานถึงการดาเนินไปของ โชคชะตาฟานเชี่ยสองสามีภรรยาต่ออีก เพราะถึงอย่างไรเรื่องของ การท านายดวงชะตาก็ไม่อาจท าได้บ่อยๆ ง่ายจะท าให้ชะตาบางเบา ลง
เซียโก่วมองเจ้าขุนเขา
เวลาปกติก็เป็ นคนฉลาดดีอยู่หรอก คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ มีกล อุบายมีวิชาความรู ้แยบยลอยู่ตลอด ทาไมพอเจอกับเรื่องของการฝึก ตน สมองก็ไม่เฉียบไวเสียแล้วเล่า
เฉินผิงอันเคี้ยวหญ้าหวานที่ดีดดินที่เกาะอยู่ทิ้งไปแล้วเงียบๆ
เขามักจะเป็ นเช่นนี้เสมอ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
บางทีอาจเป็ นเพราะตอนนี้ไม่ค่อยมีกลิ่นอายของคนอายุน้อยสัก เท่าไร เขาจึงชอบคนที่มีกลิ่นอายของความอ่อนเยาว์อยู่ทั่วร่างมาก เป็ นพิเศษ
จาได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนยอดเขาโพโม่ในอาณาเขตของ ภูเขาเหอฮวาน เฉินผิงอันเจอกับป๋ ายเหมาแห่งยอดเขาเซียจื่อเป็ น ครั้งแรก เวลานั้นบนภูเขายังมีพวกคนชั่วที่จิตใจคิดร ้ายอยู่
ภายหลังก็มีจางอวี่เจี่ยวผู้ฝึกกระบี่แห่งเขตเทียนเฉา จินหลวี่แห่ง ยอดเขาฉุยชิงพรรคจินแชว่ เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เป็ นหยกคู่จับมือกัน มาเยือน พอพวกเขาปรากฏตัวก็ท าให้เจ้าจวนป๋ ายตะลึงพรึงเพริดได้ ทันใด
เซียนกระบี่เด็กหนุ่มที่ในสายตาของผู้ฝึกตนอิสระแล้วอยู่สูงเกิน กว่าใคร ใช ้วิชาอภินิหารร่วมกับของเด็กสาว ฟันกระบี่ครั้งแล้วครั้ง เล่า รวดเร็วฉับไว ไม่เคยพลาดสักครั้ง
ผู้ฝึ กบ าเพ็ญตนก าจัดปี ศาจปราบมารอย่างจริงจังก็หนีไม่พ้น เช่นนี้เอง
เด็กหนุ่มผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาฮึกเหิม ไม่จาเป็ นต้องเอ่ยคา ใด
อย่าเห็นว่าคราวก่อนที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่เมืองหลวง แคว้นชิงซิ่ง เฉินผิงอันกับจางอวี่เจี่ยวเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน คาดว่าน่าจะทิ้งภาพจาของคนเย่อหยิ่งเย็นชาไว้ในใจเด็กหนุ่มอย่าง เลี่ยงไม่ได้
แต่ตอนที่เล่าเรื่องในยุทธภพให้อวี๋เสวียนฟังตอนอยู่ภูเขาบ้าน ตน เฉินผิงอันได้ตั้งใจพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเป็ นพิเศษ อีกทั้งยังไม่เคยขี้ เหนียวคาชมต่อผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มคนนั้น
ตอนเฉินผิงอันเล่าว่าเด็กหนุ่มที่เกือบจะถือว่านินทาต่อหน้าตน เคยบอกว่าหากวันหน้าได้พบกับเซียนกระบี่เฉินคนนั้น ตัวเองไม่ คู่ควรจะถือรองเท้าให้อีกฝ่ าย แต่เขาก็เอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า แต่ เขาก็ไม่คิดจะถือด้วย ความนัยนอกเหนือค าพูดก็คือ นับถือส่วนนับ ถือ แต่จะไม่มีทางขลาดกลัว จงใจทาตัวต่าต้อยเพื่อประจบเอาใจอีก ฝ่ายเด็ดขาด
ได้ฟังเรื่องที่น่าสนใจนี้ เจินเหรินผู้เฒ่าอวี๋ก็อดไม่ไหวหัวเราะฮ่าๆ ลูบหนวดพยักหน้าให้คาวิจารณ์ประโยคหนึ่งว่า เด็กหนุ่มควรจะเป็ น เช่นนี้
เฉินผิงอันทรุดตัวลงนั่งยอง ตอนที่คิดเรื่องบางอย่าง เขามักจะกัด นิ้วมือโดยไม่รู ้ตัว
เซี่ยโก่วพอจะเดาได้ถึงความตั้งใจของเจ้าขุนเขาบ้านตน นาง ลังเลอยู่พักกใหญ่ แต่ก็ยังอดไม่ไหวถามว่า “คิดอะไรอยู่หรือ”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “คิดถึงเรื่องบางอย่างที่คิดมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ”
เซี่ยโก่วถามอย่างประหลาดใจ “ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อยสิ”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช ้า “ยกตัวอย่างเช่นผีสาวสวมชุดแต่งงาน ทะเลสาบซูเจี่ยน ผู้ฝึ กยุทธคนหนึ่งที่ชื่อหวงซือ หลักการเหตุผล บางอย่างที่เทพอภิบาลเมืองบางท่านเป็ นคนพูด”
เซี่ยโก่วกล่าว “ในเมื่อคิดให้ตายอย่างไรก็คิดไม่ออกก็อย่าไปคิด มันเลย”
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้าเสียงเรียบเฉย “เดินอยู่ในตรอกเก่าโทรม ตอนกลางคืน มีทางนี้แค่ทางเดียว อ้อมไปทางใดไม่ได้ สองตามืดด า เจอโจรก็ได้แต่ฆ่าโจร หาไม่แล้วก็ออกไปจากเส้นทางนี้ไม่ได้”
เซี่ยโก่วทอดถอนใจ “บัณฑิตอย่างพวกเจ้านี่นะ ชอบยึดติดจน พาตัวเองไปสู่ทางตัน”
เฉินผิงอันพึมพากับตัวเอง “เคยมีมือกระบี่พกดาบคนหนึ่งเล่า เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งให้เด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานฟัง”