กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1126.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (หก)
เลี่ยวชิงอ่ายกลับไม่ได้รู ้สึกว่าเด็กทั้งสองมี “ขอบเขต” เช่นนี้แล้ว จะมีค่าพอให้ตกอกตกใจอะไร
ลูกศิษย์ที่เจ้าเฉาสือรับมาก็ไม่ควรต้องเป็ นตัวประหลาด ท่ามกลางผู้มีพรสวรรค์ถึงจะถือว่าสมเหตุสมผลหรอกหรือ?
เลี่ยวชิงอ่ายมองไปยังเด็กสองคนที่ค่อนข้างจะประหม่า พูดกลั้ว หัวเราะเสียงดังกังวานว่า “เพิ่งจะรู ้ตอนนี้ ไม่ได้เตรียมของขวัญมา ติด ไว้ก่อนนะ”
เด็กสองคนต่างก็เอ่ยเรียกว่าอาจารย์ป้ าเลี่ยวอย่างขลาดๆ คน หนึ่งเสียงเบาแต่หนักแน่น อีกคนเสียงดังแต่กลับเสียงสั่น
เลี่ยวชิงอ่ายรู ้สึกว่าสนุกมากจึงถามว่า “พวกเขารู ้แล้วหรือว่า เฉาสือคือใคร?”
เฉาสือพยักหน้า “ตอนที่นั่งเรือมา ความเคลื่อนไหวค่อนข้าง ใหญ่โต แขกที่มาเคาะประตูมีค่อนข้างเยอะ เพียนเพียนถาม ข้าก็เลย บอกสถานการณ์คร่าวๆ ของพรรคเราอาจารย์ปู่ คือใคร อาจารย์ลุง อาจารย์ป้ าสามคนทาอะไรกันบ้าง เรื่องเกี่ยวกับสิบขอบเขตของผู้ฝึก ยุทธก็เล่าไปพร้อมกันด้วย”
ส าหรับเด็กน้อยจากชนบทสองคนแล้ว พวกเขามีแค่แนวคิด คร่าวๆ เท่านั้น เฉาสือผู้เป็ นอาจารย์น่าจะเป็ นบุคคลร ้ายกาจที่ค้าฟ้ า ได้คนหนึ่ง พวกเขากราบคนผู้นี้เป็ นอาจารย์ก็ถือว่าโชคดีอย่าง มหาศาลแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในวัดร ้างผุพัง พอได้ยินชื่อ เฉาสือ กลิ่นอายความดุร ้ายโอหังก็หายวับไปทันที ตอนที่อยู่ท่าเรือ จ่างเหวินแห่งนั้น ทุกคนล้วนตกตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเรือข้าม ฟากของตระกูลเซียนที่มีเทพเซียนมารวมตัวกันมากมายก็ยิ่งมีแขก มาเยือนไม่ขาดสาย สายตาที่มองเด็กน้อยจากชนบทอย่างพวกเขา สองคนมีครบถ้วนทุกรูปแบบ ทั้งอิจฉา ทั้งประจบเอาใจ ป๋ ายอวี่กับ จีเจี๋ยอายุไม่มาก อ่านหนังสือมาไม่เยอะ แต่สัญชาตญาณของพวก เขาไม่แย่ พอจะเข้าใจความสัมพันธ ์ของผู้คนและเรื่องราวบนโลก มนุษย์อย่างครึ่งๆ กลางๆ ที่บ้านเกิดก็เคยมีแบบนี้ ต่างก็เคยเห็นกันมา ก่อน
หากเฉาสือเป็ นแค่อาจารย์ที่ร ้ายกาจธรรมดาๆ คนหนึ่ง ออกไป ข้างนอกด้วยกันก็มีแต่ความรู ้สึกที่แปลกใหม่ เหมือนได้ท่องเที่ยวไป ตามภูเขาสายน้า
แต่ภาพลักษณ์ของเฉาสือยิ่งนานก็ยิ่งหนักอึ้ง ใหญ่เหมือนฟ้ าดิน บดบังหมื่นสรรพสิ่งเด็กน้อยกลับจะยิ่งรู ้สึกว่ายิ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิด มาไกลเท่าไร ความคิดถึงที่มีต่อบ้านเกิดก็จะยิ่งลึกล้ามากเท่านั้น
ยังดีที่เฉาสือมีจิตใจละเอียดอ่อน แล้วก็มีความอดทน จงใจละทิ้ง การเดินทางโดยเรือข้ามฟากตระกูลเซียน พาพวกเขาเดินเท้าออก เดินทางไกล ท่องไปตามสถานที่โบราณที่มีชื่อเสียงด้วยกัน
เลี่ยวชิงอ่ายพูดกึ่งๆ หยอกล้อว่า “ต้องการให้ศิษย์พี่หญิงจัด ขบวนให้ ให้ตระกูลโต้วเปิ ดประตูต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์สักหน่อย หรือไม่? ข้าเชื่อว่านายท่านผู้เฒ่าโต้วต้องยินดีอย่างมากแน่”
เฉาสือส่ายหน้า
เลี่ยวชิงอ่ายถาม “กังวลว่าจะกลายเป็ นแย่งความมีหน้ามีตาของ เจ้าบ้านหรือ?”
เฉาสือหัวเราะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่มีต าแหน่งขุนนางใดๆ อยู่ในราชส านักต้าตวน
ก็เหมือนกับที่จนถึงทุกวันนี้เฉาสือก็ยังไม่มีฉายา
ตระกูลสกุลโต้วตั้งอยู่ในตรอกจี่เสียง มีรถม้าแล่นสวนกัน ขวักไขว่ แขกที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีมีไม่ขาดสาย รถม้า ส่วนใหญ่ไปจอดอยู่ใกล้กับถนนขู่ฟางและถนนไหเอ๋อร์
รู ้ว่าศิษย์น้องอย่างเฉาสือไม่ชอบการรับรองต้อนรับที่อีกทึก ครึกโครม เสี่ยวชิงอ่ายจึงพาพวกเขาเดินเข้าประตูข้างที่ค่อนข้าง เงียบสงบ ไม่ได้เลือกประตูใหญ่ที่แออัดเพราะมีผู้คนมากมายที่แทบจะ เดินไหล่เบียดกัน
สตรีหน้าตางดงามมีเสน่ห์ดึงดูดคนหนึ่งที่มวยผมเป็ นทรง วิญญาณงูก้าวเดินเร็วๆ มาหา ยื่นฝ่ ามือมาลูบข้างแก้มเบาๆ ยิ้มเอ่ย ขออภัยว่า “ขอโทษที ขอโทษที หลายวันมานี้ยุ่งจนหัวหมุน ยิ้มจน ใบหน้าของเหล่าเหนียงแทบจะแข็งค้างไปหมดแล้ว รู ้นิสัยของเจ้าก็ เลยไม่ได้จัดขบวนต้อนรับใหญ่โต ตอนนี้ในบ้านนอกจากนายท่านผู้ เฒ่าก็มีแค่ท่านลุงท่านอาที่ดูแลเรื่องต่างๆ อยู่ไม่กี่คนที่รู ้ว่าวันนี้เจ้าจะ มาเยือน หากเจ้าไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยง ข้าก็จะหาข้ออ้างช่วย ปฏิเสธให้ แต่หากไม่ได้รู ้สึกขัดใจ อย่างมากก็ไปนั่งที่ห้องหนังสือของ นายท่านผู้เฒ่าหน่อย แค่นี้ก็ถือว่ารับมือให้ผ่านไปได้แล้ว”
สกุลโต้วคือตระกูลขุนนาง โต้วเฝิ่นเสียถูกกล่อมเกลามาตั้งแต่ เด็ก อะไรที่เรียกว่าเข้ากับสังคมได้ดี ก็คือตอนอยู่บนโต๊ะเหล้าไม่มี ใครกล้ายุให้เจ้าดื่มเหล้า ใครที่จะมาดื่มสุราคารวะเจ้าก็ล้วนต้อง เตรียมค าพูดมาไว้ให้ดีเสียก่อน
นางไม่รู ้สึกว่าเฉาสือต้องไว้หน้าใคร ไม่เพียงแค่เพราะสกุลโต้ วแห่งเขตอวิ๋นฉวงเท่านั้น แม้กระทั่งราชวงศ์ต้าตวนก็ยังเป็ นเช่นนี้ มองไปทั่วใต้หล้าไพศาลก็ไม่มีกรณียกเว้นเช่นกัน
เฉาสือกล่าว “หากนายท่านผู้เฒ่าสกุลโต้วว่างเมื่อไหร่ก็ให้คนไป แจ้งข้าสักคา ข้าจะไปเยี่ยมหาเขา ส่วนงานเลี้ยงสังสรรค์ที่มีคน มากมายมาเข้าร่วม ดื่มสุราในงานเลี้ยง คงไม่ไปร่วมแล้ว ข้าไม่ถนัด”
อยู่ดีๆ สีหน้าของเลี่ยวชิงอ่ายก็มีพยับเมฆแผ่คลุม สีหน้ามืด ทะมึน หัวเราะหยันเอ่ยว่า “ไม่ว่าอะไรเจ้าก็ล้วนแข็งแกร่งกว่าเจ้าคน
แซ่เฉินผู้นั้น มีเพียงเรื่องต้อนรับขับสู้ผู้คน การเข้าร่วมงานเลี้ยง พูดจาตามมารยาท ดื่มสุราในงานเลี้ยงนี่แหละที่ไม่มีทางสู้เขาได้ แน่นอนเหอะ ปรมาจารย์เฉิน เซียนกระบี่เฉิน เจ้าขุนเขาเฉิน เฉินอิ่ นกวาน ยศศักดิ์มากมายเป็ นกองก็ต้องรู ้จักวางตัวเข้าสังคมเสีย หน่อยถึงจะมีกิจการอย่างในทุกวันนี้ได้”
เฉาสือยิ้มเอ่ย “ข้าก็แค่ขอบเขตวิถีวรยุทธสูงกว่าเฉินผิงอัน เล็กน้อยชั่วคราวเท่านั้น นีไม่ได้หมายความว่าในเรื่องอื่นๆ จะ สามารถเอาชนะเขาได้”
หากไม่เป็ นเพราะออกมาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่เร็วเกินไป สามารถรอจนเฉินผิงอันไปเปิดร ้านเหล้าอยู่ที่นั่น แม้เฉาสือจะไม่ชอบ ดื่มเหล้า แต่เขาก็จะต้องไปร่วมให้การสนับสนุนที่นั่นเป็ นบางคราว อย่างแน่นอน
หวนนึกถึงปีนั้น ครั้งแรกที่เฉาสือไปที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ อาจารย์ไม่ได้จัดหาผู้ปกป้ องมรรคาคนใดให้กับเขา เผยเปยแค่ยิ้ม เอ่ยกับเฉาสือก่อนที่เขาจะออกเดินทางว่า ทุกวันนี้เวลาออกไปข้าง นอก คนอื่นพบเจ้าก็จะบอกว่าเจ้าคือลูกศิษย์ของเผยเปย หวังว่าวัน หน้าในสักวันหนึ่ง ยามที่คนอื่นพูดถึงเผยเปย อาจารย์จะได้ยินผู้คน พากันพูดว่านางก็คืออาจารย์ของเฉาสือ
ก่อนหน้านี้อยู่ที่ศาลบุ๋น เฉินผิงอันได้ถามหมัดกับหม่าฉวีเซียน ไปหนึ่งครั้ง สองฝ่ ายที่ประลองวิชากัน หรือควรจะพูดว่าสานักของแต่
ละฝ่าย ต่างก็รู ้ใจกันดีเยี่ยม หลังจบเรื่องต่างก็ไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปแพร่ง พรายแก่ภายนอก
ลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาในนามของเผยเปยอย่างหม่าฉวีเซียน เคยเป็ นขอบเขตยอดเขาขั้นสมบูรณ์แบบ ขาดอีกแค่ก้าวเดียวก็จะ เลื่อนเป็ นขอบเขตปลายทางได้ ผลคือเนื่องจากการถามหมัดครั้งนั้น ท าให้ขอบเขตถดถอยลงมา
โต้วเฝิ่นเสียที่มวยผมทรงวิญญาณงูมีชาติกาเนิดมาจากสกุลโต้ วอวิ่นฉวงซึ่งเป็ นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของราชวงศ์ต้าตวน
เลี่ยวชิงอ่ายมีชาติกาเนิดจากผู้ฝึ กตนอิสระ มาฝึ กวรยุทธครึ่ง ทาง เข้าร่วมกับกองทัพตอนอยู่ในสนามรบยอมสละชีวิตอย่างไม่กลัว ตาย ผลคือถูกเผยเปยช่วยเอาไว้
เนื่องจากเลี่ยวชิงอ่ายเคยฝึกตนมาก่อน คุณสมบัติในการฝึกตน ก็ไม่เลว ตอนที่เป็ นเด็กสาวเคยเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตกลาง เป็ นเหตุ ให้ทุกวันนี้ต่อให้จะอายุครึ่งร ้อยปีแล้ว นางก็ยังมีรูปโฉมเป็ นเด็กสาว เอวบางร่างน้อย ตรงเอวห้อยดาบยาวฝักขาวไว้เล่มหนึ่ง โต้วเฝิ่นเสีย กับเลี่ยวชิงอ่าย ทุกวันนี้ต่างก็เป็ นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวคอขวดขอบเขต เดินทางไกล
อาจารย์และศิษย์มีรวมกันแล้วไม่เกินห้าคน
ในสายตาของโลกภายนอกแล้ว หรือว่าจะมีขอบเขตปลายทาง ถึงห้าคนเลย?
เลี่ยวชิงอ่ายเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เรื่องที่ศิษย์พี่ขอบเขตถดถอย ท าไมถึงแพร่ออกไปได้?”
ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างเอิกเกริก แต่ถึงอย่างไรก็มีข่าวแพร่ออกไป คนบนภูเขารู ้กันทั่ว
ความนัยนอกเหนือจากคาพูดของนาง เกินครึ่งก็คือต้องเป็ นเฉิน
| ผิงอันผู้นั้นที่ใช ้กลอุบายชั่วอยู่อย่างลับๆ เฉาสือส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม |
เฉินผิงอันดูแคลนที่จะทาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
โต้วเฝิ่นเสียกล่าว “ใต้หล้านี้ไม่มีกาแพงใดที่ลมเล็ดลอดออกไป ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนั้นบริเวณใกล้เคียงกับศาลบุ๋นก็มี หูตาคนอยู่มากมาย ย่อมมีคนเห็นหรือได้ยินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็เลย เอาไปพูดต่อๆ กัน”
ศิษย์น้องหญิงเลี่ยวก็ไม่ได้คิดแบบนี้จริงๆ เช่นกัน เพียงแต่ว่าใน ใจมีไฟโทสะ และนางก็ไม่รู ้ว่าจะเอาไประบายที่ไหน ก่อนที่เฉาสือจะ มา ศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงสองคนต่างก็พากันด่าคนผู้นั้นไปไม่น้อย
ตอนนั้นก่อนที่ศิษย์พี่หม่าฉวีเซียนกับเฉินผิงอันจะลงมือ โต้ว เฝิ่ นเสียได้ใช ้วิธีที่คล้ายกับการเล่นตุกติกอย่างหนึ่ง บอกว่านาง อยากจะขอความรู ้จากเฉินผิงอันสักครึ่งกระบวนท่าไม่ถือเป็ นการ ถามหมัด
เพราะถึงอย่างไรสองฝ่ ายก็มีขอบเขตวิถีวรยุทธห่างกันหนึ่งชั้น ประลองฝีมือก็ดี คิดบัญชีก็ช่าง หากว่ากันในความหมายที่เข้มงวด แล้วก็ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ผลคือพอลองหยั่งเชิง ไม่เพียงแต่ไม่ได้ เปรียบใดๆ มาจากเฉินผิงอัน กลับกันโต้วเฝิ่นเสียยังต้องเสียเปรียบ ไปไม่น้อย
นอกจากเฉาสือแล้ว อันที่จริงพวกหม่าฉวีเซียนต่างก็ไม่ถือว่า เป็ นลูกศิษย์เข้าห้องตามความหมายที่เข้มงวดของเผยเปย เผยเปยไม่ เคยดื่มน้าชากราบอาจารย์จากพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เคยโขกหัว กราบอาจารย์
ปีนั้นเพียงแค่เพราะฮ่องเต้ผู้เฒ่าของต้าตวนขอร ้อง ใช ้เหตุผลที่ ไม่ใช่เหตุผล ถึงได้โน้มน้าวให้เผยเปยรับ “ลูกศิษย์ที่ได้รับการบันทึก ชื่อ” มาเพิ่มอีกสามคน
นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เลี่ยวชิงอ่ายก็พลันหัวเราะ ที่แท้นางก็เพิ่งรู ้ ว่าที่บ้านเกิดของศิษย์พี่หญิงมีขนบธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่ง ก่อนจะ แต่งงาน หากบุรุษสามารถคลายมวยผมให้สตรีได้ก็เท่ากับว่าสาบาน จะครองคู่กันชั่วชีวิตเป็ นการส่วนตัวแล้ว ไม่ต่างจากการวาดขนคิ้วใน ห้องส่วนตัวของสตรี ไม่ต่างจากค่าคืนแต่งงานที่เจ้าบ่าวเลิกผ้าคลุม หน้าสีแดงของเจ้าสาวออก
และก่อนหน้านี้ที่ศิษย์พี่หญิงเป็ นฝ่ ายท้าทายคนแซ่เฉินผู้นั้น อีก ฝ่ ายเอาคืนโดยถือว่าเป็ นการหยุดเมื่อพอสมควร ตอนนั้นเฉินผิงอัน เพียงแค่ใช ้นิ้วจิ้ม หยุดอยู่ห่างจากหว่างคิ้วของโต้วเฝิ่ นเสีย รวม
ปราณกระบี่เป็ นเมล็ดงา สัมผัสโดนหน้าผากของนางแล้วก็สลายออก ไม่ได้ทาร ้ายโต้วเฝิ่ นเสียแม้แต่น้อย เพียงแค่ทาให้มวยผมทรง วิญญาณงูของอีกฝ่ ายคลายออกเล็กน้อยเท่านั้น แล้วนี่จะไม่ใช่ว่า …..?
มิน่าเล่าครั้งนี้เลี่ยวชิงอ่ายมาเป็ นแขกที่ตระกูลของศิษย์พี่หญิงก็ มักจะเห็นศิษย์พี่หญิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เสมอ ใบหน้างดงามเย็น ชา ท่าทางเหมือนคิดถึงชายทรยศอย่างไรอย่างนั้น
โต้วเฝิ่นเสียพูดประโยคหนึ่งซ้าอีกครั้งราวกับต้องการจะตาหนิ ตัวเอง “ขอบเขตต่ากว่าสองขั้นก็ไม่มีโอกาสจะสู้กันได้เลยจริงๆ”
นางมาจากสายคนจับดาบ
ผู้ฝึ กกระบี่เป็ นหนึ่งในบรรดาผู้ฝึ กลมปราณ คนจับดาบก็เป็ น หนึ่งในบรรดาผู้ฝึ กยุทธเต็มตัวเช่นกัน ทั้งสองฝ่ ายต่างก็เป็ นตัว ประหลาดในกลุ่มคนประเภทเดียวกัน ถูกคนร่วมอาชีพกริ่งเกรงมาก ที่สุด
ก็เหมือนคนบางคนในวงการขุนนางที่เป็ นทั้งขุนนางผู้เรียบเรียง ประวัติศาสตร ์แล้วก็ควบต าแหน่ งรับผิดชอบพิจารณาตัดสิน คดีอาญาและคดีในเรือนจา ถ้าอย่างนั้นด้วยสถานะที่มีอยู่ ด้วยหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกวันก็ไม่ใช่ว่าต้องคอยหาเรื่องคนร่วมอาชีพ คนที่ ถูกจับตามอง แน่นอนว่าต่อให้ไม่ตายก็ต้องถูกถลกหนังออกมาหนึ่ง ชั้น
เลี่ยวชิงอ่ายป่าวประกาศไว้ว่าภายในสามสิบปีจะต้องไปถามหมัด กับเฉินผิงอันที่ภูเขาลั่วพั่วให้จงได้
เฉาลือรู ้สึกลังเลเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ยังเลือกที่จะพูดต่อหน้าว่า “ศิษย์พี่หญิงเดี่ยว มีเรื่องบางอย่าง อาจารย์ไม่พูดก็ไม่ได้หมายความ ว่านางไม่รู ้ท่านต้องระมัดระวังอย่าให้ล้าเส้น”
โต้วเฝิ่นเสียขมวดคิ้วมุ่น สามารถทาให้เฉาสือพูดด้วยท่าทาง เป็ นการเป็ นงานเช่นนี้ได้ต้องไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมที่เบาราวขนนกอะไร แน่นอน
เลี่ยวชิงอ่ายทั้งมีความรู ้สึกละอายใจคล้ายคนเป็ นโจรที่ใจฝ่ อ แล้วก็รู ้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกราวกับว่ารู ้แต่แรกแล้วว่า จะต้องเป็ นเช่นนี้ สรุปก็คือความรู ้สึกของนางซับซ ้อนอย่างยิ่ง
เฉาสือยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่หญิงรู ้หนักเบาก็พอแล้ว ถามใจตัวเองแล้ว ไม่รู ้สึกละอายใจได้จริงๆ…”
โต้วเฝิ่นเสียรีบแอบเหลือบมองหน้าท้องของศิษย์น้องหญิงทันใด ถามหยั่งเชิงว่า “ชิงอ่ายแอบลอบตกลงเรื่องการแต่งงานกับใครไว้แล้ว หรือ? อาจารย์โมโหก็เลยคิดจะขับไล่ชิงอ่ายออกไปจากส านัก?”
เลี่ยวชิงอ่ายหน้าแดงก่า หันไปถลึงตาดุดันใส่ศิษย์พี่หญิงที่ปาก ไร ้หูรูด
เฉาลือกล่าว “ช่วงนี้ข้าคิดว่าจะไปที่แจกันสมบัติทวีป ไปเยี่ยม เยือนภูเขาลั่วพั่วสักหน่อย