กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1129.6 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เก้า)
ก่อนที่สวินยวนจะกระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญได้ ออกจากต าแหน่งเจ้าส านัก ยกต าแหน่งให้กับเจียงซ่างเจิน ให้คนขี้ เกียจคนนี้จาต้องแบกรับเสาคานใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่คนที่สวินยวนฝากความหวังในการเป็ น “ตัวสารองขอบเขต สิบสี่ของใบถงทวีปมากที่สุดอย่างแท้จริง คือเหวยอิ๋ง หรือไม่ก็ชิวจื่อที่ เป็ นเย่อวี้กู้กลับชาติมาเกิด
สรุปก็คือเรื่องราวแต่ละเรื่องหลังจากเขาจากไปล้วนถูกผู้เฒ่า จัดการไว้ได้อย่างเรียบร ้อยหมดจด ถึงขั้นที่ว่าไม่จาเป็ นต้องบอก กล่าวความจริงมากมายให้แก่เจียงซ่างเจิน เหวยอิ๋ง ฯลฯ รู ้ด้วยซ้า
ค าพูดโบราณกล่าวไว้ว่าคนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังอาศัย ใต้ร่มเงา ก็น่าจะเป็ นประมาณนี้ ดื่มน้าไม่จาเป็ นต้องรู ้จักคนขุดบ่อ
ความรู ้สึกสะทกสะท้อนใจที่มากที่สุดในชีวิตนี้ของสวินยวน หรือ ควรจะพูดว่าเป็ นปมในใจ ก็มีอยู่แค่สามค า
“บ้านข้ายากจน”
บนเส้นทางของการฝึ กตน สวินยวนเจอกับความยากล าบาก อย่างใหญ่หลวงมาก่อน ความขมขื่นทุกข์ทนระหว่างนี้ คาดว่าคงจะมี แค่เจียงซ่างเจินเท่านั้นที่รู ้เรื่องวงในบางอย่างที่ ไม่มีใครรู ้
นี่จึงเป็ นเหตุให้สวินยวนจาต้องหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของการ “หา เงิน” อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้เฒ่ากลับไม่ได้ทาไปเพื่อให้ตัวเองได้เสวย สุข แต่เพื่อวางแผนให้กับลูกหลานในตระกูล
นี่จึงเป็ นเหตุให้ด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ของสวินยวน แล้ว ปีนั้นเพื่อช่วยให้สานักกุยหยกได้สืบทอดควันธูปต่อ กระนั้นก็ยัง จ าต้องใช ้วิชานอกรีตมาฝืนฝ่ าทะลุขอบเขตถึงจะเลื่อนเป็ นบินทะยาน ได้
สวินยวนเคยพูดคุยเปิดใจกับเจียงซ่างเจินที่ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ที่ ยอดเขาจิ่วอี้ สองฝ่ายนั่งกันอยู่บนขั้นบันไดของเส้นทางเทพ
แรกเริ่มเจียงซ่างเจินเข้าใจผิดคิดว่าตาเฒ่าสวินจะโน้มน้าวให้ ตนมองให้กว้างหน่อย จะเอ่ยถ้อยค าเหมือนผายลมท านองว่าให้เห็น สถานการณ์ใหญ่เป็ นส าคัญ คาดไม่ถึงว่าตาเฒ่าสวินเอ่ยแค่สองสาม ประโยคก็ไล่เจียงซ่างเจินที่ในท้องมีแต่คาบ่นไปได้แล้ว ส่วนใหญ่ผู้ เฒ่าระบายทุกข์ให้ฟังมากกว่า แต่พูดค่อนข้างคลุมเครือ ไม่ได้ เกี่ยวพันกับบุคคลหรือเรื่องราวใดที่เป็ นรูปธรรม ทาให้เจียงซ่างเจิน ในเวลานั้นอึดอัดไม่น้อย
“นี่ก็เหมือนการใช ้ชีวิต “วันมะรืน” อาจจะหาเงินก้อนใหญ่ได้ แต่ “วันพรุ่งนี้” จะทาอย่างไร
“จะดีจะชั่วสานักกุยหยกก็เป็ นสานักแห่งหนึ่ง ต่อให้ยากจนแค่ ไหนก็คงไม่ได้ยากจนถึงขั้นที่ไม่มีข้าวสารกรอกปากหม้อหรอก กระมัง?”
ความนัยนอกเหนือจากค าพูดของเจียงซ่างเจินตื้นเขินเป็ นอย่าง ยิ่ง เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเร่งหวังผลส าเร็จเฉพาะหน้าของตา
เฒ่าสวินเท่าใดนัก
“เรื่องบางอย่างเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว หากพลาดไปก็จะไม่มีมาอีก ไม่มีเวลาให้เจ้ามัวคิดไปคิดมา ห่วงหน้าพะวงหลัง ค่อยๆ ใคร่ ครวญหาแผนการรอบคอบรัดกุมอย่างช ้าๆ หรอกนะ
“ตาเฒ่าสวิน วันนี้พูดหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ค่อนข้างเยอะนะ
ไม่เหมือนท่านเลย”
“หวังว่าวันหน้าสานักกุยหยกที่อยู่บนมือของพวกเจ้าจะตั้งใจฝึก ตนกันให้ดี ทาเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรมในใจให้น้อยลง สามารถท า ตามใจปรารถนาได้มากหน่อย
ทุกคนล้วนเป็ นตาราเล่มหนึ่ง ต่างก็ไปปรากฏอยู่ในตาราของคน อื่น เพียงแต่ว่าคนบางคนคล้ายกับเป็ นตัวเอก คนบางคนเหมือนคนที่ ผ่านทางมา
ตัวเอกก็เหมือนคนที่ผ่านทางมาของตาราบางเล่ม คนที่ผ่านทาง มาก็เป็ นตัวเอกของต าราบางเล่ม
หากรู ้สึกว่าคากล่าวนี้ไร ้สาระ ก็เพราะยังไม่รู ้ว่าตัวเองก็คือคนใน ต ารา แต่หากรู ้สึกว่าคากล่าวนี้ฟังแล้วรู ้สึกขมขื่นที่สุด ทุกท่านก็คือ คนที่ได้เปิดตาราแล้ว
นักพรตเฒ่าที่นั่งขัดสมาธิขยับโยกตัว วางขาสองข้างลง
เหวยเซ่อกล่าว “หากใครคิดว่าตัวเองมีตัวเลือกของตัวสารองที่ เหมาะสมก็สามารถเสนอมาได้ตอนนี้เลย เรื่องนี้ไม่จาเป็ นต้องเอาเข้า วาระการประชุมอย่างเป็ นทางการ”
ภายในเวลาหกสิบปี พวกเขารับเอาคนรุ่นเยาว์ส่วนหนึ่งมาเป็ น “ผู้สืบทอดของศาลบรรพจารย์” รับหน้าที่เป็ นตัวสารอง
ยกตัวอย่างเช่นโหลวเหมี่ยวแนะนาผู้ฝึกกระบี่สวีเซวี่ยนที่อยู่ใน ทวีปเดียวกันซึ่งเป็ นลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของป๋ ายฉาง
หาวซู่แนะน านักท่องฝันของธวัลทวีป เจ้านครของนครหรงเม่า บนเรือราตรี ใช ้นามแฝงว่าเส้าเป่าเจวี่ยน ชื่อจริงคือเส้าเปิ่นชู
เมื่อหลายปีก่อนเถียนหว่านก็แนะนาคนคนหนึ่ง ซูเจี้ยที่ได้หวน กลับมายังภูเขาตะวันเที่ยงอีกครั้ง
ส่วนสวินยวนนั้นได้แนะนาลูกศิษย์คนหนึ่งของสานักฝูจีมานาน แล้ว แล้วก็เพราะเด็กหนุ่มคนนี้ที่ภายหลังบังเอิญไปพบแผนร ้ายของ เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร ้าง ทาให้ในบางความหมายเขาจึงถือว่าเป็ นผู้ เปิดฉากสงครามใหญ่ของสองใต้หล้า
หลิวโจ้วเคยตั้งใจจะอบรมปลูกฝังผู้ฝึ กตนทาเนียบของสานัก อวี่หลงคนหนึ่งที่ชื่อว่าฟู่ เค่อ น่าเสียดายที่เป็ นแมลงน่าสงสารที่ใจสูง ยิ่งกว่าแผ่นฟ้ า แต่ชะตาเบาบางยิ่งกว่าแผ่นกระดาษ ไม่อาจเอามาใช ้ งานได้จริงๆ
อาจารย์เจิงเสนอชื่อผู้ฝึกยุทธของอุตรกุรุทวีปคนหนึ่งชื่อว่าหวง ซือ คือพลทหารตัวเล็กไร ้ชื่อเสียง จึงถูกปฏิเสธไป อาจารย์เจิงเองก็ ไม่ได้ยืนกรานในความคิดของตน
น่าเสียดายที่พวกเขาเอาตัวหลิ่วชิงเฟิงเจ้ากรมพิธีการของเมือง หลวงส ารองราชส านักต้าหลีมาใช ้งานไม่ได้
ปี นั้นคนผู้นี้ปฏิเสธการแนะนาจากอาจารย์เจิงไปอย่างละมุน ละม่อม เดิมทีศาลบรรพจารย์แห่งนี้รอคอยการมาเข้าร่วมของคนผู้นี้ อย่างมาก ไม่มีใครมีความเห็นต่าง
ทางฝั่งของฉินปู้ อี๋ เดิมทีอยากเสนอกงซุนหลิงหลิง
ผลคือกงซุนหลิงหลิงถูกขับไล่ออกจากสายอิงเถาชิงอีไปก่อน นางวิ่งไปเป็ นแม่ครัวในจวนสกุลหม่าของแคว้นอวี้เซวียนแล้ว แล้วก็ ติดร่างแหเดือดร ้อนไปด้วย ถูกเฉินผิงอันจับตัวไป เรียกได้ว่าชะตา ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา
นอกจากนี้ยังมีต้นกล้าที่ดีอีกหลายคนที่ทยอยกันกลายมาเป็ น ตัวส ารอง
ยกตัวอย่างเช่นไหวเฉียน
บรรพจารย์ของเขาคือไหวอินหนึ่งในสิบคนของทวีปแดนเทพ แผ่นดินกลางในอดีต
ปีนั้นอาศัยประสบการณ์อันโชกโชนและชาติตระกูลที่โดดเด่น เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในอุตรกุรุทวีปเพียงลาพัง ในนามคือเพื่อหลบ เลี่ยงการแต่งงานที่มีการหมั้นหมายมาตั้งแต่ตอนยังเด็ก แต่แท้จริง
แล้วแอบรวบรวมปราณกระบี่เพื่อเพิ่มพูนพลังตบะ
ทว่าจุดจบในการเดินทางครั้งนั้นของไหวเฉียนก็คือต้องจุด ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตดวงหนึ่งไว้ในศาลบรรพชนบ้านตัวเอง เพียงแค่ เพราะได้บังเอิญเจอกับ “นักพรตซุน” ที่รังเกียจว่าไหวเฉียนแขนขา เล็กบาง
ยังมีเดี่ยวชิงอ่าย
อาจารย์ของนางคือเผยเปย
และยังมีศิษย์น้องที่ชื่อเสียงแทบจะทัดเทียมกับอาจารย์ของพวก เขาได้อย่างเฉาสือ
โหลวเหมี่ยวเปิดปากพูดขึ้นมาก่อน “ข้าเสนอหลินซู่ให้มาเสริม ตาแหน่งที่ว่างอยู่”
เดิมทีเถียนหว่านก็มีตัวเลือกตัวสารองที่ตัวเองหมายตาอยู่หลาย คน แต่ล้วนไม่อาจเสนอชื่อได้สาเร็จ
มีเกาเจี้ยนฝูแห่งสานักโองการเทพ ในอดีตเคยเป็ นกุมารทอง กุมารีหยกคู่กับเฮ้อเสี่ยวเหลียง
และยังมีผู้ฝึ กกระบี่เด็กหนุ่มที่เคยเป็ นคนของภูเขาตะวันเที่ยง บ้านตัวเอง ก็คืออู๋ถีจิงที่ถูกขนานนามว่า “เว่ยจิ้นน้อยแห่งแจกัน สมบัติทวีป” “หลี่ถวนจิ่งคนที่สอง
นางถึงขั้นที่ว่าเกือบจะดีดลูกคิดไปถึงบนหัวของ “เจ้าเด็กคิ้วยาว แห่งตระกูลเซี่ยเป่าซู่ที่อยู่ในสานักกระบี่หลงเฉวียนผู้นั้นด้วย
เพียงแค่เพราะได้เสนอซูเจี้ยไปแล้ว บวกกับที่นางถูกชุยตงซาน และเจียงซ่างเจินตาม ตอแย ตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด เถียนหว่าน จึงไม่มีอารมณ์มาคิดเรื่องนี้
โหลวเหมี่ยวอธิบาย “การที่เลือกหลินซู่ก็เพราะเมื่อก่อนเขาฝึก ตนได้ราบรื่นเกินไปกลับกลายเป็ นว่ากลายมาเป็ นอุปสรรค ให้ตาย อย่างไรหลินซู่ก็ไม่อาจฝ่ าทะลุคอขวดขอบเขตก่อก าเนิดไปได้ ทุก วันนี้ก็ปิดด่านล้มเหลวไปสองครั้งแล้ว จึงเริ่มเกิดลางว่าจะมีจิตมาร เวลานี้เดิมพันลงบนร่างของเขา คิดดูแล้วในอนาคตจะต้องได้ผล ประโยชน์อย่างมากแน่นอน”
ในอดีตส านักฉงหลินได้ท าการประเมินคนรุ่นเยาว์สิบคน หลินซู่ อยู่สูงเป็ นอันดับหนึ่ง
สวีเซวี่ยนที่อยู่อันดับสอง ทุกวันนี้ได้เลื่อนเป็ นขอบเขตหยกดิบ แล้ว อีกทั้งยังได้เป็ นตัวส ารองแล้วด้วย
ฉีจิ่งหลงก็ยิ่งเป็ นเจ้าสานักของสานักกระบี่ไท่ฮุยแล้ว
หลี่หลิ่วลูกศิษย์ผู้สืบทอดของยอดเขาสิงโต นางเองก็ไม่มีรายชื่อ อยู่บนกระดานแล้ว
ผู้ฝึกตนอิสระหวงซีและซิ่วเหนียงผู้ฝึกยุทธหญิง ชายหนุ่มหญิง สาวที่เคยต่อสู้กันเอาเป็ นเอาตายบนเวทีประลองของภูเขาที่สี่คู่นี้ ถึงกับกลายมาเป็ นสามีภรรยากัน อีกทั้งต่างก็ฝ่าทะลุขอบเขตกันแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหยางหนิงเจินที่เปลี่ยนสถานะเป็ นผู้ฝึกยุทธหยาง จิ้นซาน หยางหนิงซิ่งเทียนจวินน้อยแห่งหน่วยฉงเสวียนซึ่งเป็ น น้องชายของเขา แต่ละคนต่างก็มีอนาคตก้าวหน้าเช่นเดียวกัน
ส่วนเทพธิดาหลูสุ้ยแห่งภูเขาสุ่ยจิงก็ได้รับน้าเต้าเลี้ยงกระบี่ลูก
หนึ่งที่ระดับชั้นดีเยี่ยม
ดูเหมือนว่าเหล่าลูกรักแห่งสวรรค์ของอุตรกุรุทวีปที่เป็ นที่จับตา มองของทุกคนกลุ่มนี้บนเส้นทางของการฝึกตนกลับมีเพียงหลินซู่ที่ ถูกคนเห็นดีมากที่สุดคนเดียวเท่านั้นที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน หยุดนิ่งไม่ เดินหน้า ย้อนกลับไปมองอีกเก้าคนที่เหลือ ต่างคนก็ต่างมีโชค วาสนา แต่ละคนล้วนแซงน าหน้าหลินซู่ไปแล้ว
เถียนหว่านขมวดคิ้ว “เจ้าเคยแนะนาสวีเซวี่ยนไปแล้ว”
ลู่ซวียิ้มเอ่ยสัพยอก “เจ้าสานักโหลวช่างมีความสามารถเสียจริง หากลากป๋ ายฉางมาเสริมตาแหน่งที่ว่างลงของสวินยวนหรือไม่ก็ของ หวานเหยียนเหล่าจิ่งได้ ข้าจะไม่คัดค้านเด็ดขาด”
คนที่เปิดปากพูดตอบกลับไม่ใช่โหลวเหมี่ยว แต่เป็ นเหวยเซ่อ เขายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่มีความสามารถนี้หรอกนะ”
ระหว่างที่เหวยเซ่อพูด โหลวเหมี่ยวก็ลุกขึ้นเดินไปหาเหวยเซ่อ จิตหยางกายนอกกายกลับคืนสู่ตาแหน่งเดิม ผสานรวมเป็ นหนึ่งกับ ร่างจริง
ซุยเฉิงเซียนแห่งภูเขาเฉวียนเจียวฝูเหยาทวีป โหลวเหมี่ยวแห่ง ส านักฉงหลินอุตรกรุทวีป ก็คือจิตหยินกับจิตหยางของเหวยเซ่อ แห่งธวัลทวีป
สมาชิกส่วนใหญ่ที่มาเข้าร่วมการประชุมเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ หันมามองหน้ากันตาปริบๆ
ปีนั้นฮว่อหลงเจินเหรินไปเป็ นแขกที่สานักฉงหลินได้หยุดเท้าอยู่ ที่ศาลาเป้ าซู
เจินเหรินผู้เฒ่าย่อมไม่ได้อยากจะเห็นว่าสรุปแล้วส านักฉงหลินมี เงินเท่าไรกันแน่
เซียนเหรินฉินจ่าวจ้องเขม็งไปที่ลั่วซาน ถามว่า “ขอถามหน่อย ว่าการเจาะทะลวงขบวนรบและการชุ่มฆ่าที่ไม่มีข่าวลือเล็ดลอด ออกมาแม้แต่น้อยของใต้หล้าเปลี่ยวร ้างครั้งนั้น ผลลัพธ ์เป็ นเช่นไร?”
ลั่วซานยิ้มตาหยี ยกมือขึ้นสองนิ้วขยี้กัน
ฉินจ่าวยิ้มเอ่ย “เชิญเปิดราคามาได้เลย!”
ลั่วซานกล่าว “ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ตอนนั้นใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง สามารถระดมตัวมาใช้งานได้ แทบจะพูดได้ว่าล้วนยกพลกันออกมา ทั้งหมดแล้ว ในที่สุดก็กักตัวอาเหลียงกับจั่วโย่วเอาไว้ได้”
ฉินจ่าวซักถาม “ต่อจากนั้นล่ะ?!”
ลั่วซานกะพริบตาปริบๆ เอ่ยว่า “กุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ ที่เอาออก หน้าออกตาไม่ได้ อย่างข้าไม่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการซุ่มฆ่าที่ วางแผนอย่างประณีติครั้งนั้นหรอกนะ ไหนเลยจะรู ้ความจริงไป มากกว่านี้ ต่อให้รู ้ก็เป็ นแค่คาพูดไม่กี่ประโยคเท่านั้น…..
นางถูนิ้วทั้งสองอีกครั้ง “ต้องเพิ่มราคาอีกหน่อยนะ”
ฉินจ่าวไม่รู ้ว่าโทสะผุดมาจากไหน
เวลานี้เอง มีคนหลุดหัวเราะพรืด พูดอย่างไม่ยี่หระว่า “ผู้ฝึกกระบี่ บินทะยานสองคนต่อให้เวทกระบี่จะสูงแค่ไหน พลังพิฆาตจะยิ่งใหญ่ เท่าไร พวกเขาจะยังจิ้มฟ้ าให้เป็ นรูหนีไปได้อีกหรือ?”
ลั่วซานคลี่ยิ้มหวาน “คาพูดทานองนี้พูดอยู่แค่ในใต้หล้าไพศาล ก็พอ อย่าได้เอาออกไปพูดที่เปลี่ยวร ้างเด็ดขาดเชียว”
คาพูดนี้ดังออกมา บรรยากาศก็เงียบสงัดทันที
ลั่วซานคิดแล้วก็ยื่นนิ้วสองนิ้วออกมา เอ่ยเนิบช ้าว่า “เล่าได้แค่ เรื่องบางอย่างที่ข้ารู ้มาเท่านั้น อย่างแรก จั่วโย่วฝ่ าทะลุขอบเขต กะทันหันท่ามกลางการต่อสู้ครั้งนั้น”
นางหุบนิ้วข้างหนึ่งมา “ข้อสอง อาเหลียงก็หวนกลับไปยัง ขอบเขตสิบสี่อีกครั้งแล้ว”
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันใด
ต่อให้เป็ นเหวยเซ่อก็ยังรู ้สึกตกตะลึงเป็ นทบทวี
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม “เพียงแค่นี้เสียที่ไหน”
คราวนี้เป็ นลั่วซานที่ต้องสงสัยใคร่รู ้บ้างแล้ว นางมองไปยัง นักพรตเฒ่าด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา
นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย “พวกชูเซิง เฝ่ ยหราน เซียวสวิ้น หากไม่เป็ น เพราะได้รับการปกป้ องจากค่ายกลใหญ่ ได้ครอบครองฟ้ าอ านวยดิน อวยพร ทาให้ฟื้นคืนชีพจากความตายได้ก็เกือบจะต้องตายกันไป อย่างสิ้นซากแล้ว”
เงียบสงัดไร ้สรรพส าเนียง
นักพรตเฒ่าเอ่ยประโยคประหลาดที่ยากจะทาความเข้าใจ “นี่ก็ น่าจะเรียกว่าใต้หล้าไพศาลใต้หล้าเปลี่ยวร ้างกระมัง”
นอกจากปราณกระบี่ที่ฉวัดเฉวียน บุกไปทางใดศัตรูก็พังราบ เป็ นหน้ากลอง แผ่อบอวลไปทั่วฟ้ าดินของจั่วโย่วแล้ว
ยังมีมือกระบี่นามว่าอาเหลียงที่ในที่สุดก็เรียกกระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตออกมา มีชื่อว่า “อิ่นเจ่อ (นักดื่ม)
วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินเล่มนี้มีแค่สามคา เท่านั้น ล้วนตายสิ้น
มีแค่เหวยเซ่อที่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของคาพูดประโยคนี้ได้ ในชั่วพริบตา
คาพูดประโยคนี้ของจางเจี่ยว อันที่จริงไม่ได้พูดให้คลุมเครือ
เข้าใจยากนัก
ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง” ก็คือคานามที่ธรรมดา ส่วนคาว่า “ไพศาล’ คือค าคุณศัพท์ ใช ้เปรียบเทียบถึงปราณกระบี่ของอาเหลียงและจั่ว โย่ว ส่วน “ใต้หล้า” ก็คือคากิริยาคาหนึ่ง
นักพรตเฒ่าลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเราควรเริ่มประชุมกันได้
แล้ว”
ศาลบรรพจารย์ประหลาดแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านั้นวางเก้าอี้ไว้ยี่สิบ ตัว
คนเก่ายี่สิบคน จางอวี่เจียว ขอบเขตสิบสี่
สิงกวานหาวซู่แห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ ทุกวันนี้ได้ยก ต าแหน่งให้กับตู้ซานอินผู้เป็ นลูกศิษย์ซึ่งเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขต โอสถทอง
ลั่วซาน เซียนกระบี่หญิงแห่งสายอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร ้อนเก่า
ลู่ซวี ขอบเขตเซียนเหริน บรรพจารย์สกุลลู่ส านักหยินหยางทวีป แดนเทพแผ่นดินกลาง
อาจารย์เจิง คนเชื่อดาบ ผีขอบเขตบินทะยาน
ผู้น าคนก่อนของอิงเถาชิงอี สายผู้ล้างมลทิน ฉินปู้ อี๋ ผีเซียน หญิง
เซียนเหรินอวิ๋นเหมี่ยว ฉายาลวี่เสียแห่งหอเซียนจิ่วเจินซึ่งตั้งอยู่ ในอาณาเขตของราชวงศ์ต้ายงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
ซ่งหงเซียนเหรินบรรพจารย์ผู้เปิดภูเขาของต้าหลงชิว
นักพรตจางเจี่ยว ฉายา “หวงเทียน” สิบสี่เก่า
สู่หนันยวนแห่งถ้าสวรรค์เทียนอวี๋หลิวเสียทวีป บินทะยานใหม่
เซียนเหรินฉินจ่าว เจ้าส านักเหลียวสุ่ย
บุคคลอันดับหนึ่งบนภูเขาในอดีตของเกราะทองทวีป หวานเห ยียนเหล่าจิ่ง ตายไปแล้ว
สวินยวนแห่งส านักกุยหยกใบถงทวีป รบตาย
หันอวี้ซู่แห่งสานักว่านเหยาพื้นที่มงคลสามภูเขา ตายแล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเถื่อนของฝูเหยาทวีป ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าหง เฝิ่นเต้าจูj
เถียนหว่านแห่งยอดเขาจูอวี๋ภูเขาตะวันเที่ยงแจกันสมบัติทวีป
ศิษย์น้องหญิงของโจวจื่อ บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสานักอวี่หลง นามแฝงว่าเถียนซู่ ชื่อ
จริงหลิวโจ้ว เป็ นขอบเขตบินทะยานแล้ว โหลวเหมี่ยวแห่งสานักฉงหลินอุตรกุรุทวีป ขอบเขตหยกดิบ
จิตหยินของเหวยเซ่อ
ต้วนชิงเฉินแห่งทักษินาตยทวีป ฉายา “หลีจิง’ สวีเซวี่ยเซียนกระบี่ใหญ่แห่งเกราะทองทวีป
ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ใหม่ เหวยเซ่อแห่งลู่ชานธวัลทวีป ใน ที่สุดก็นั่งลง
ส่วนตาแหน่งที่ว่างลงของ “โหลวเหมี่ยว” นั้นก็ไม่ต้องสนใจแล้ว ว่าใครจะมานั่ง
นักพรตจางเจี่ยวก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อาจารย์โจว สหายชิงจู่ สามารถเผยกายได้แล้วกระมัง?”
โจวจื่อ คนพิฆาตมังกร เฉินชิงหลิวที่มีฉายาว่าชิงจู่ เถียนหว่านตกตะลึงอย่างหนัก นางไม่รู ้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ
ทว่าหนึ่งในผู้ที่มาเยือน กลับทาให้คนรู ้สึกมึนงงกันอย่างมาก
ไม่ใช่เฉินชิงหลิว แต่เป็ นสตรีผิวดาเกรียมเรือนกายล่าสันทึกปืน คนหนึ่ง
นางกับนักพรตจางเจี่ยวต่างก็เอาร่างจริงมาเยือนที่แห่งนี้
ไม่เหมือนกับวิธีการเผยกายของนักพรตเฒ่าที่คล้ายกับ ปื น ก าแพงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ” สตรีแปลกหน้าผู้นี้กลับเหมือนบุกฝ่ า ประตูเข้ามา ไม่สนใจท่าทีของเจ้าของบ้านเลยสักนิด
สตรีเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยชา “คุณชายของข้ามีธุระต้องไปจัดการ จึงให้ข้ามาที่นี่แทน”
นอกจากการประชุมไม่กี่ครั้งในอดีตเมื่อสามพันปีก่อนแล้ว เฉิน ชิงหลิวก็ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมานานหลายปีแล้วจริงๆ
เหวยเซ่อพยักหน้า “ศิษย์น้องของเจ้าคือหนึ่งในคนริเริ่มเช่นกัน ในเมื่อกฎเก่าทั้งหมดล้วนเป็ นพวกเราที่ช่วยกันตั้ง วันนี้ก็หนีไม่พ้นว่า ต้องเพิ่มกฎใหม่ไปอีกข้อ อนุญาตให้สหายเซี่ยมาทาหน้าที่แทน สหายชิงจู่ได้”
พอได้ยินค าว่า ‘ศิษย์น้อง’ สตรีแซ่เซี่ยก็ขมวดคิ้วทันใด แต่ก็ยัง ไม่พูดอะไร
โจวจื่อเดินทางจากใต้หล้ามืดสลัวมาที่นี่ เขามีรูปโฉมเป็ นวัย กลางคน สวมเสื้อผ้าป่ านรองเท้าสาน มองปราดๆ เหมือนพ่อค้าที่
ขายของตั้งแผงลอยอยู่ริมถนน เขาเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “จากที่ข้า อนุมานได้ สั้นสุดสามร ้อยปี นานสุดห้าร ้อยปี โลกมนุษย์จะมีขอบเขต สิบห้าใหม่เอี่ยมเพิ่มมาคนหนึ่ง”