กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1130.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (สิบ)
ประโยคนี้ของโจวจื่อดังออกมาไม่ต่างจากฟ้ าผ่าที่เกิดขึ้นจาก บนพื้นที่ราบ ช่างเป็ นคากล่าวเปิดฉากที่สร ้างความสะท้านสะเทือนให้ ใจคนจริงๆ
ราวกับว่าในภูเขาลึกช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สี่ฤดูกาลไม่เคยมีแขกมา เยือน ดอกต้นสนร่วงโรยตลอดทาง ไอหมอกล้อมวนอยู่รอบหน้าต่าง จู่ๆ ก็มีเสียงขลุ่ยแว่วดังชวนให้ตกใจ
สมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมต่างก็ไม่ใช่คนโง่ ทุกคนรู ้ชัดเจนดี ว่าเมื่อโลกมนุษย์มีขอบเขตสิบห้าพร ้อมกันสามคน กับมีขอบเขตสิบ ห้าเพียงคนเดียว นั่นคือความต่างราวฟ้ ากับเหว
ทุกคนต่างก็นั่งตัวตรงสารวมอย่างห้ามไม่ได้ แม้กระทั่งตู้ซานอิน ที่ไม่ขลาดกลัวกับสถานที่ใหม่ๆ มีสีหน้าเกียจคร ้านมาโดยตลอดก็ยัง เริ่มกลั้นหายใจทาสมาธิ เงี่ยหูตั้งใจฟัง
เดิมทีพวกเขาคิดว่าหลังจากบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา ในอนาคตพันปีข้างหน้า เหล่าผู้กล้าจะพากันลุกผงาด กุญแจส าคัญ ในการช่วงชิงกันข้ามด่านอยู่ที่ว่าเซียนเหรินพิสูจน์มรรคาเป็ นบิน ทะยาน และยิ่งอยู่ที่การพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นของเหล่าบินทะยาน เฒ่า ผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่
ก็เหมือนตู้ซานอินผู้ฝึกกระบี่ที่ทุกวันนี้ขอบเขตของเขาไม่มีค่า พอให้พูดถึงที่มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าบนยอดเขาของโลกมนุษย์ใน อนาคต จะต้องมีพื้นที่ของตัวเขาอยู่แน่นอนไม่พูดถึงว่าจะไปนั่ง ทัดเทียมอยู่กับพวกสิบสี่เก่าที่ประหนึ่งจาแลงมาจากมังกรเทพ ทั้งหลายแต่ก็สามารถพูดคุยกับขอบเขตสิบสี่ใหม่ หรืออย่างน้อยก็ ขอบเขตบินทะยานได้หลายประโยค และพวกเขาก็ต้องตั้งใจฟังว่าตน พูดอะไร สรุปแล้วมีหรือไม่มีเหตุผลกันแน่
คิดไม่ถึงว่าในเวลาสั้นๆ แค่สามร ้อยห้าร ้อยปี โลกมนุษย์จะมีหวัง ว่าจะมีขอบเขตสิบห้าใหม่เพิ่มมาคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็ นใคร ไม่ว่าจะมา จากใต้หล้าไหน เมื่อได้รับมหามรรคาเส้นนี้แล้วก็เชื่อว่าคนผู้นี้จะ สามารถอาศัยก าลังของตัวเองคนเดียวส่งผลกระทบต่อทิศทางการ ดาเนินไปของใต้หล้าทั้งห้าแห่งได้อย่างแน่นอน
ไม่เสียแรงที่เป็ นเซียนกระบี่ใหญ่อันดับหนึ่งของเกราะทองทวีป ตามความหมายที่เข้มงวด สวีเซี่ยเปิดปากถามขึ้นมาก่อนใคร “หลี่ เซิ่ง?”
ปีนั้นคนที่เชื้อเชิญให้สวีเซี่ยมารับหน้าที่เป็ นผู้ถ่วงรั้งขัดขวาง ที่ แท้ก็คือโจวจื่อคนนี้ ต่อให้รูปโฉมของอีกฝ่ ายจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่บุคลิกท่าทางกลับยังคงเหมือนเดิม
โจวจื่อส่ายหน้า “ต้องไม่ใช่หลี่เซิ่งแน่นอน”
สวีเซวี่ยถามอย่างคลางแคลง “ทาไมล่ะ?”
นักพรตเฒ่าจางเจี่ยวช่วยอธิบายให้ “หนึ่งเพราะโจวมี่ยังคงอยู่ แม้ว่าเขาจะถูกกายนอกมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิล้อมกักให้อยู่ ในซากปรักสรวงสวรรค์เก่า แต่ด้วยนิสัยและวิธีการของโจวมี่จะต้อง ยังทิ้งทางหนีทีไล่ไว้ในโลกมนุษย์แน่นอน ไม่มีทางที่จะนั่งมองหลี่เซิ่ง ได้รับมหามรรคาเส้นนี้ไปเฉยๆ แน่ อีกอย่างด้วยวิธีการผสานมรรคา ขอบเขตสิบสี่ของตัวหลี่เซิ่งเองก็ไม่เหมาะที่จะพัฒนารุดหน้าไปอีก ขั้นจริงๆ”
โจวจื่อเอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า “ต่อให้เป็ นเช่นนี้ หลี่เซิ่งจะ เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้าได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทาได้หรือไม่ได้ คุณูปการพอหรือไม่พอ โจวมี่จะขัดขวางหรือไม่แต่อยู่ที่ตัวหลี่เซิ่งเอง เท่านั้นว่าเขาจะยินดีทาหรือไม่”
ด้วยเหตุนี้โจวจื่อยังเคยเดินทางไปที่นอกฟ้ า พูดคุยความในใจ อย่างตรงไปตรงมากับหลี่เซิ่ง ปีนั้นโจวจื่อได้แสดงให้หลี่เพิ่งเห็นถึง การอนุมานของตนซึ่งมีต่อวิถีทางโลกในอนาคต
ซึ่งก็อยู่ที่นอกฟ้ า
คนบนโลกอย่างมากก็รู ้แค่ว่าปราชญ์ผู้ล่วงลับหลายท่านเช่น เทียนซือใหญ่รุ่นก่อนของภูเขามังกรพยัคฆ์ได้กายดับมรรคาสลาย อยู่ที่นอกฟ้ า มีคุณูปการสูงมากต่อโลกมนุษย์ แต่กลับมีคนน้อยมาก ที่จะรู ้ว่าโจวจื่อกับอาจารย์ซานซานจิ่วโหวคือกองกาลังหลักเบื้องหลัง ที่ช่วยเหลือหลี่เซิ่ง ออกล่ากากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของยุคบบรรพกาลไป ด้วยกัน
หลี่เซิ่งเป็ นตัวแทนของปรมาจารย์มหาปราชญ์ เดินขึ้นบันไดไป อีกขั้นอยู่ในระบบการสืบทอดของลัทธิขงจื๊อ กลายเป็ นผู้ครองมรรคา ของใต้หล้าไพศาลทั้งแห่ง ถ้าอย่างนั้นกฎระเบียบของหลี่เซิ่งก็จะใช ้ ความเร็วที่เร็วมากมาชี้นาเก้าทวีปของไพศาล มีกฎระเบียบอยู่ทั่วทุก หนแห่ง แนบสนิทไร ้ช่องโหว่ รัดกุมจนแม้แต่น้าสักหยดก็เล็ดลอด ออกไปไม่ได้ มองดูเหมือนว่าการโคจรของมหามรรคายิ่งไร ้ช่องโหว่ ทว่าในสายตาของโจวจื่อแล้ว วิถีทางโลกในอนาคตกลับจะกลายเป็ น บ่อน้าตาย เสื่อมโทรมแข็งทื่อ นี่ก็คือทฤษฎีอันย้อนแย้ง โจวจี่อ บรรยายสถานการณ์เช่นนี้ว่าเป็ นการ “หยุดนิ่งบนมหามรรคา” สูญเสียความเป็ นไปได้ทั้งหมดไป
ลั่วซานไม่ได้รู ้สึกประหลาดใจเป็ นทบทวีเหมือนคนอื่นๆ เพียงแค่ เพราะมีครั้งหนึ่งที่นางลาดตระเวนหัวก าแพงเมืองไปพร ้อมกับเซียว สวิ้น ได้เจอกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส จึงได้ยินพวกเขาคุยนอก เรื่องกันสองสามประโยค
ตอนแรกก็เป็ นเพราะเซียวสวิ้นมีนิสัยเหมือนเด็ก อยากจะถาม เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสว่าวิถีทางโลกในทุกวันนี้ คนแก่ที่หาก เปรียบเทียบกับคนรุ่นเยาว์ มีสักกี่คนที่ต่อสู้ได้เก่ง ยกตัวอย่างเช่นเต๋า เหล่าเอ้อของป๋ ายอวี้จิงที่โอ้อวดว่าตัวเองคือผู้ไร ้เทียมทาน และยังมี เจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวของไพศาลที่ชื่อเสียงยิ่งใหญ่อย่าง มาก สรุปก็คือเซียวสวิ้นร่ายรายชื่อยาวเหยียด รายชื่อนี้ของนาง
น่าจะมีน้าหนักสูงกว่าการประเมินของรายงานขุนเขาสายน้าจากแต่ ละฝ่ายด้วยซ้า
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่ได้ต่อความยาวสาวความยึดกับ ค าพูดของเซียวสวิ้น คงเป็ นเพราะในสายตาของเฉินชิงตูแล้ว ความสามารถในการต่อสู้ พลังพิฆาตสูงต่า ล้วนมีอยู่แค่นั้นเอง
กาแพงเมืองปราณกระบี่ที่เป็ นเส้นแบ่งเขตระหว่างเปลี่ยวร ้างกับ ไพศาล ในฐานะหัวใจหลักของนครหมื่นปีแห่งนี้ เฉินชิงตูเพียงแค่ให้ ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงมาแค่สองประโยคเท่านั้น
เปลี่ยวร ้างมีป๋ ายเจ๋อ คือความโชคร ้ายของเผ่าปีศาจ คือความ โชคดีมหาศาลของโลกมนุษย์ โลกมนุษย์มีหลี่เซิ่ง คือความโชคดี ของลัทธิขงจื๊อ คือความโชคร ้ายของอวี๋เค่อ
ตอนนั้นเซียวสวิ้นนั่งอยู่บนหัวกาแพงเมือง สองมือกาผมเปียสอง ข้าง จ้องเป้ งไปที่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”
ตอนนั้นลั่วซานก็รู้สึกแล้วว่าบรรยากาศไม่ถูกต้อง
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสหัวเราะร่วนลูบหัวของเซียวสวิ้น “อย่าไม่ รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่เช่นนี้สิ ผิดถูก ความชอบความผิดเป็ นอย่างไร รอให้ข้าตายไปแล้วเจ้ายังมีชีวิตอยู่ค่อยว่ากัน
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ของเฉินชิงตูก็เรียบง่ายมาก ไม่ได้เดายากเลยสักนิด มีความหมายอยู่สองชั้น
นี่ก็สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่มีอยู่ ในใจของลั่วซานมาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรมาก็พูดจาตรงไปตรงมา ไม่ต้องให้พวกผู้ฝึกกระบี่ไปวิเคราะห์คาดเดากันเอาเอง
ตอนที่เขายังเป็ นคนดูแลกาแพงเมืองปราณกระบี่ ในใจเจ้าเซียว สวิ้นมีความอัดอั้นมากเท่าไรก็จงเก็บกลั้นเอาไว้ หลังจากเขาตายไป แล้วก็ไม่อาจควบคุมใครได้อีก เจ้าอยากด่าก็ด่าได้ตามสบาย
แต่ในนี้ก็มีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่ง อิ่นกวานคนปัจจุบันของก าแพง เมืองปราณกระบี่อย่างเจ้าเซียวสวิ้นต้องมีชีวิตรอดก่อนถึงจะได้ ห้าม ตายไปก่อนข้า
หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นหน่อยก็คือเตือนเซียวสวิ้นว่าห้ามตาย ด้วยน้ามือของเขาเฉินชิงตู ไม่อาจใช ้สถานะของอิ่นกวานไปทาเรื่อง ผิดแผกอะไรที่ไม่สอดคล้องกับการเป็ นอิ่นกวานได้
กระทบกระเทียบ ข่มขู่ ตักเตือน? อันที่จริงล้วนไม่สาคัญ เพราะ ถึงอย่างไรเซียวสวิ้นก็แค่ฉีกยิ้มกว้าง นางยื่นมือไปปัดมือข้างนั้นออก เบาๆ ก็แค่ว่าตอนนั้นผลักไม่ออกก็เท่นั้น
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่เอามือวางไว้บนหัวของเด็กหญิง ผมเปียแกละอยู่ตลอดทอดสายตามองไปยังเพื่อนบ้านเก่าแก่ที่ภูเขา ใหญ่แสนลี้
บางทีในสายตาของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่สายตามองสูงไม่ เห็นหัวใครแล้ว คนที่ต่อสู้ได้เก่งอย่างแท้จริงของโลกมนุษย์นั้นอยู่ ไกลสุดขอบฟ้ า ใกล้เพียงตรงหน้า
คนรุ่นเยาว์ของใต้หล้าในทุกวันนี้ก็แค่คิดว่าตัวเองรู ้ว่าเฒ่าตา บอดต่อสู้ได้เก่งก็เท่านั้นเอง
ในศึกเดินขึ้นสวรรค์เมื่อหมื่นปี ก่อนได้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน มากมายที่ตอนนั้นไม่มีการบันทึกเป็ นลายลักษณ์อักษร โลกยุคหลัง จึงไม่มีใครรู ้ เรื่องหนึ่งในนั้นก็คือจือสือถึงกับทาลายร่างของของสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ไปได้นับไม่ถ้วน บุกเบิกเส้นทางขึ้นสวรรค์เส้นหนึ่งเพียง ล าพัง
เซี่ยโก่วที่เป็ นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วทุกวันนี้ หรือ ควรจะเรียกว่าป๋ ายจิ่งทาไมคราวก่อนพอไปถึงภูเขาใหญ่แสนลี้ อยู่กับ เฒ่าตาบอดแล้วถึงค่อนข้างเคารพกฎระเบียบ ยอมเข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตาม?
ป๋ ายจิ่งผู้หยิ่งทระนงยอมทาเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่ เพราะสหายจือซือมีชีวิตอยู่มานานมากพอ
กับเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวที่ไม่เคยเข้าร่วมศึกเดินขึ้นสวรรค์ อันที่ จริงป๋ ายจิ่งก็ยังไม่เคยทาตัวสารวมขนาดนี้ สู้ไม่ได้ก็ส่วนสู้ไม่ได้ แต่ เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ไม่ถึงขั้นทาให้ส่วนลึกในใจของป๋ ายจิ่งรู ้สึก…. เคารพเลื่อมใสทั้งยังหวาดเกรง
ความเกรงใจของนางส่วนใหญ่เป็ นเพราะเจ้าอารามผู้เฒ่ามี ความสัมพันธ ์ที่ดีกับเสี่ยวโม่ ฮ่า สหายรักจ านวนไม่มากของสามีตน นางต้องให้หน้าสักหน่อย!
ทุกวันนี้นางปรับความเข้าใจกับเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวได้แล้ว วันหน้า หากมีวันใดที่นางทะเลาะกับเสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่หาคนดื่มเหล้าด้วย เจ้า แห่งถ้าปี้เซียวก็ไม่ควรต้องช่วยพูดดีๆ ถึงตนสักสี่ห้าคาหรอกหรือ?
วะฮ่ะฮ่า แผนยอดเยี่ยม! เป็ นผู้ถวายงานอันดับรองได้สบาย เหลือแหล่จริงๆ
ลั่วซานใช ้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “ตู้ซานอิน อิ่นกวานของพวกเรา เชื้อเชิญอาจารย์ของเจ้า หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็ให้ไปดื่มเหล้ากับ นางที่เปลี่ยวร ้าง วางใจเถอะ แค่ดื่มเหล้าเท่านั้น”
ตู้ซานอินมีความรู ้สึกที่ธรรมดาต่อคฤหาสน์หลบร ้อนใหม่ที่มีคน ต่างถิ่นรวมตัวกันอยู่มากมาย ไม่เคยปฏิเสธหรือปิดบังความอคติที่ ตัวเองมีต่อเฉินผิงอัน แต่สาหรับผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานเก่าแล้ว เขา กลับเคารพนับถืออย่างมาก จึงอธิบายอย่างอ่อนใจว่า “ก่อนอาจารย์ จะออกไปจากไพศาลไม่ได้ทิ้งวิธีการบนภูเขาใดๆ ที่สามารถทาให้ อาจารย์และศิษย์สามารถพูดคุยกันได้ทุกขณะไว้ให้”
ลั่วซานพยักหน้า แล้วก็ไม่สร ้างความล าบากใจให้กับตู้ซานอิน เพียงเอ่ยอย่างเสียดายว่า “หลายปี มานี้อิ่นกวานคิดถึงเหล้าหมัก
ตระกูลเซียนของป๋ ายอวี้จิงมาโดยตลอด ดูท่าอุบายเล็กๆ น้อยๆ นี้ ของนางคงจะท าไม่ส าเร็จผลแล้ว”
ในอดีตอยู่ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ เซียวสวิ้นมักจะแอบไปยัง คุกที่เฒ่าหูหนวกเป็ นคนดูแลเป็ นประจา หลักๆ แล้วก็เพื่อไปดื่มเหล้า กับสิงกวานหาวซู่ที่ไม่สนใจเรื่องอะไรมากที่สุด
ตู้ซานอินกล่าว “อาจารย์ลั่ว ในอนาคตขอแค่มีโอกาสได้พบกับ อาจารย์ ข้าจะต้องน าความไปบอกให้แน่นอน”
ลั่วซานยิ้ม “อาจารย์ลั่ว? แปลกไม่แปลก เอาเป็ นว่าข้าได้ยินแล้ว แปร่งหูก็แล้วกัน ไปเรียนรู ้มาจากใคร นิสัยเสียๆ อะไรกันนี่”
ตู้ซานอินหลุดหัวเราะพรืด
ลั่วซานย่อมยินดีที่จะให้ความสนิทสนมกับตู้ซานอินที่เป็ นคนรุ่น เยาว์ของบ้านเกิดมากหน่อย
แล้วนับประสาอะไรกับที่ตู้ซานอินคือคนจานวนไม่มากที่เป็ นคน ของคฤหาสน์หลบร ้อนเก่า
ถึงขั้นที่สามารถพูดได้ว่าการที่ตู้ซานอินกับคนรุ่นเดียวกันอย่าง โยวอวี้ได้รับคาสั่งจากเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสให้เข้าไปอยู่ในคุก ด้วยกัน คนหนึ่งเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหาวซู่อีกคนเป็ นลูกศิษย์ผู้ สืบทอดของกานถัง ก็ล้วนเป็ นแผนการที่วางไว้นานแล้ว ในระดับ ใหญ่แล้วก็ต้องยกคุณความชอบให้กับสายตาในการเลือกคนของผู้ ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานรุ่นก่อนยกตัวอย่างเช่นในบรรดาผู้ฝึกกระบี่รุ่น
ที่อายุน้อยที่สุด ลั่วซานก็เลือกโยวอวี้ เซียนกระบี่จู๋อานหมายตาตู้ ซานอิน หรือหากย้อนขึ้นไปอีกสี่ห้ารุ่นก็ล้วนเป็ นเช่นนี้ ต่างก็หนีไม่ พ้นการสนับสนุนและทุ่มเททรัพยากรอย่างลับๆ ของคฤหาสน์หลบ ร ้อน ส่วนใหญ่แล้วเป็ นเซียวสวิ้นที่เห็นตัวเลือกที่เหมาะสมแล้วก็จะ โบกมือเขียนตัวอักษรสองตัวว่า ปลูกฝัง! ลงไปในสมุดเล่มนั้น บางครั้งที่มีข้อยกเว้นก็จะเพิ่มสองคาว่า “สาคัญ” ลงไป
เพียงแต่ว่าคนที่ได้รับการปฏิบัติที่พิเศษเช่นนี้มีอยู่น้อยนิด ยกตัวอย่างเช่นโฉวเหมียวโดยทั่วไปแล้วคนหนึ่งรุ่นจะถูกเลือกมา มากสุดหนึ่งคน ถึงขั้นที่ว่าอาจไม่มีแม้แต่คนเดียว
ผู้ฝึ กกระบี่เหล่านี้ล้วนมีชาติกาเนิดที่ไม่ดีแทบทุกคน หากใช ้ ค าพูดของเซียวสวิ้นก็คือพวกคนที่เลือกครรภ์ที่ดี ต่างก็ไปอยู่ใน ตระกูลใหญ่กันหมดแล้ว ในเมื่อฝึ กกระบี่ไม่ขาดเงินก็ไม่ต้องให้ คฤหาสน์หลบร ้อนไปเพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร หากจะทาก็ต้องทาเรื่อง ที่ดีอย่างการส่งถ่านท่ามกลางหิมะ แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นกวอจู๋จิ่วที่ฐานะทางบ้านไม่แย่
ตู้ซานอินลังเลเล็กน้อย ก่อนถามอย่างใคร่รู ้ว่า “อาเหลียงกับจั่ว โย่วไปอยู่ที่ไหน ยังไม่มีข้อสรุปหรือ?”
ตรงเอวของเขารัดถุงถักลายเส้นด้ายสีเงินใบหนึ่งเอาไว้ บน ลวดลายมีแสงสีทองเป็ นเส้นๆ แผ่ออกมา ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็เป็ นคน เหนือสามัญกันทั้งนั้น แค่มองก็รู ้ว่าคือเศษชิ้นส่วนร่างทองที่ทุกวันนี้มี แต่ราคาทว่าไร้ตลาด
ลั่วซานส่ายหน้า “ไม่รู ้ร่องรอย ยากจะบอกได้ว่าเป็ นหรือตาย ดู เหมือนว่ายากมากที่จะบอกได้อย่างชัดเจน”
ตู้ซานอินคือผู้ฝึกกระบี่ เขาอิจฉาอาเหลียง แล้วก็เคารพนับถือ จั่วโย่วด้วยความจริงใจพวกเขาแต่ละคน คนหนึ่งคือทายาทอริยะ อีก คนหนึ่งคือศิษย์เอกของอริยะ แต่กลับมีนิสัยในการอยู่ร่วมกับคนใน สังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งชอบคุยโวว่าตัวเองเป็ นบัณฑิต ทว่าทุกเรื่องที่ทาลงไปตอนอยู่ในกาแพงเมืองปราณกระบี่ล้วนไม่ เหมือนคนเป็ นบัณฑิตเลยสักนิด อีกคนหนึ่งเงียบขรึมพูดน้อย คน แปลกหน้าอย่าได้คิดจะเข้าใกล้ แต่กลับให้ความสาคัญกับเรื่องของ การศึกษาวิชาความรู ้ยิ่งกว่าการฝึกกระบี่
ตู้ซานอินมาจากตระกูลยากจน มีชีวิตลาบากมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ คนประเภทเดียวกันกับพวกเขา
อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังมีลาดับอาวุโสและอายุห่างกันด้วย
แล้วนับประสาอะไรกับที่พวกเขาต่างก็เป็ นชายโสดด้วยนะ
ดังนั้นสาหรับเฉินผิงอัน ตู้ซานอินจึงยิ่งคิดไม่ตก บางทีอาจเป็ น เพราะความอิจฉาในใจกระมัง
เนื่องจากถือว่าเป็ นคนวัยเดียวกัน จึงอดที่จะมีใจคิดเปรียบเทียบ กันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดูเหมือนว่าพวกเขาต่างก็เป็ นน้าเน่าในคูคลอง เป็ นดินโคลนเละๆ ที่ไม่มีที่พึ่ง ดังนั้นจึงต้องล้มลุกคลุกคลานหยัดยืน ขึ้นมาให้ได้อยู่ในหุบเหวลึก หลังจากนั้นโชคชะตาต่างก็ไม่แย่ ต่าง
คนต่างก็ได้รับโชควาสนา อาศัยอะไรเขาเฉินผิงอันถึงได้รับความ โปรดปรานจากหนิงเหยา? อาศัยอะไรเขาที่ไม่ได้เป็ นแม้กระทั่งผู้ฝึก กระบี่ แต่กลับสามารถเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร ้อนได้? อาศัยอะไร ทุกๆ สามวันห้าวันเขาถึงสามารถขึ้นไปบนหัวกาแพงเมือง ได้รับการ ชี้แนะด้านเวทกระบี่จากจั่วโย่ว แล้วยังได้พูดคุยกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้ อาวุโส? อาศัยอะไรผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างพวกเราทุกคนถึงต้อง ฟังการจัดวางขบวนรบจากเขา ให้เขามาตัดสินใจความเป็ นความ ตายของพวกเรา?
ตู้ซานอินเคยไปสังหารปีศาจที่สนามรบอยู่หลายครั้ง แล้วก็เคย เกือบจะต้องตายอยู่ที่นั้น
ดังนั้นสาหรับผลลัพธ ์บางอย่าง เขาจึงไม่เคยปล่อยวางได้มาโดย ตลอด รู ้สึกว่าเจ้าเฉินผิงอันไปฆ่าปีศาจที่สนามรบเป็ นเพราะเจ้ารู ้ดีว่า ตัวเองไม่มีทางตาย เป็ นอิ่นกวานคนใหม่ เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสก็ ต้องลงมือช่วยเหลือเจ้า ดังนั้นเมื่อตัวไปอยู่ในสนามรบ เจ้าก็จะไม่มี ความกังวลไปได้ตลอดกาล เจ้ากับผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างพวกเรา ทุกคนที่นึกจะตายก็ตาย ไม่เหมือนกับผู้ฝึกกระบี่จากไพศาลที่เป็ น คนบ้านเดียวกับเจ้า อาศัยอะไร
นักพรตเฒ่าหยิบน้าเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีขาวเป็ นเงาวับลูก หนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ มองไปยังโจวจื่อ ฝ่ายหลังพยักหน้า ถือ ว่าเป็ นการยอมรับในการคาดเดาในใจของนักพรตเฒ่า
จางเจี่ยวเปิดจุกออก แหงนหน้ากระดกดื่มเหล้าที่หมักเอง หวน นึกถึงอดีตอันห่างไกลตอนที่ยังไม่เคยไปเยือนดินแดนพุทธะสุขาวดีก็ เคยเดินทางท่องไปตามเกาะต่างๆ ในมณฑลแห่งหนึ่งร่วมกับคนบน เส้นทางเดียวกันคนหนึ่งที่มาจากต่างถิ่น พวกเขาเองก็เคยสร ้าง วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ ทั้งสองฝ่ ายมีจิตแห่งมรรคาที่สอดคล้องต้องกัน เที่ยวเล่นอยู่ในโลกมนุษย์ ยามเมาลูบเคราดาดก ชักกระบี่ออกจาก ฝักด้วยความเดือดดาลอยู่กับเงินเหรินแซ่หลวี่…เก็บความคิดมาแล้ว จางเจี่ยวถึงได้เอ่ยต่อไปว่า “ก่อนหน้านี้ผินเต้าเห็นไม่ชัดเจนนักแค่ เห็นไกลๆ ว่าที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างเหมือนมีเรือข้ามฟากลาหนึ่งที่พุ่งเข้า ชนใต้หล้าไพศาลของพวกเราด้วยพลังอ านาจมหาศาล คิดดูแล้ว น่าจะเป็ นวิธีการชั่วร ้ายที่โจวมี่แอบจัดวางไว้อย่างลับๆ พยายามที่จะ ให้ใต้หล้าสองแห่งฝังเลื่อมเข้าด้วยกัน ต้องการให้ฟ้ าอานวย ดินอวย พรและคนสามัคคีปะปนรวมกัน กลายเป็ นความปั่นป่ วนสับสนไร ้ ระเบียบ คาดว่าคงคิดจะให้หมากบางตัวฉวยโอกาสจับปลาได้น้าขุ่น ได้ง่าย หากทาสาเร็จก็ทั้งสามารถถ่วงเวลาการสลายมรรคาของ ปรมาจารย์มหาปราชญ์ แล้วก็สามารถทาให้เฝ่ ยหรานเจ้าของเปลี่ยว ร ้างคนใหม่เป็ นเฒ่าประมงที่ได้ประโยชน์ แอบมาแบ่งน้าแกงถ้วยหนึ่ง ไปจากใต้หล้าไพศาล หากทาไม่สาเร็จก็อาศัยสิ่งนี้มาลดทอนตบะ ของหลี่เซิ่ง ทาให้หลี่เซิ่งไม่อาจปลดปล่อยฝีมือได้อย่างเต็มที่ ไม่อาจ ไปถ่วงรั้งป๋ ายเจ๋อที่เปลี่ยวร ้างซึ่งพลังตบะเพิ่มพูนมากขึ้นในทุกวัน ถ้า อย่างนั้นการระดมกาลังอย่างใหญ่โตของเหล่าปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยว ร ้างมากักล้อมอาเหลียงและจั่วโย่วเอาไว้ก็สามารถเข้าใจได้ง่ายแล้ว
นั่นก็คือกุญแจสาคัญที่ช่วยเปลี่ยนทิศทางการโคจรของเส้นทางชิง เต้าใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง เพื่อที่จะให้ปราณกระบี่ที่เปี่ยมล้นของผู้ฝึ ก กระบี่ขอบเขตสิบสี่สองคนเป็ นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งที่ ช่วยผลักดันเรือกลวงที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างเปลี่ยวร ้างลานี้”