กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1131.1 คืนนี้ดวงจันทร ์กระจ่าง
ท่าเรืออวี๋หลินมีการขยับขยายอยู่ตลอด เพื่อสะดวกให้เรือข้าม ฟากขนาดใหญ่อย่างถงอินมาจอดได้มากกว่าเดิม เพื่อที่จะเปลี่ยน ท่าเรือชั่วคราวให้เป็ นท่าเรือถาวร ได้ยินมาว่าราชสานักแคว้นอวิ๋นเห ยียนได้ส่งมอบกิจการทาน้าส้มสายชู เหล้าลูกเดือยและการทาหมึก ของทางการให้คนนอกมารับช่วงต่อไปแล้ว เด็กหนุ่มของเมืองหลวง บางคนที่ใจกล้าหน่อยจะมาตกปลาตอนกลางคืนที่นี่ ห่างไปไม่ไกลก็ คือเรือประดับสีสันงดงามที่มีกลิ่นหอมของเครื่องประทินโฉมลอยโชย มา เสียงชนจอกสุราคละเคล้าเสียงสรวลเสเฮฮา เจ้าบ้านส่วนใหญ่คือ ผู้สูงศักดิ์ที่มีอานาจของล่างภูเขาที่มาจัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญเซียนซื อบนภูเขา ที่ชื่นชมคือแสงจันทร ์ ที่พูดคุยคือการแลกเปลี่ยน ความสัมพันธ ์ ที่ดื่มเข้าไปคือเงินทอง บนโต๊ะสุราเรียกขานกันเป็ นพี่ น้อง ทั้งสองฝ่ ายต่างก็แซ่เฉียน (เงิน) พวกเด็กหนุ่มที่อยู่ริมน้ากระซิบ กระซาบกันเสียงเบา บอกว่าเรือประดับตกแต่งสีสันงดงามที่สามารถ มาทาการค้าที่นี่ได้พวกนั้นเป็ นของเชื้อพระวงศ์ท่านใด เป็ นของ คุณชายที่มีตราขุนนางของกรมใดบ้าง บางครั้งพวกเด็กหนุ่มก็จะเห็น สตรีเดินโซซัดโซเซมาที่ข้างรั้วเรือ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปาก จัดแต่งเครื่องสาอางให้เรียบร ้อย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอา ผ้าเช็ดหน้าสอดไปไว้ในชายแขนเสื้อ เลือกที่จะทิ้งมันไปแล้วรีบร ้อน กลับไปยังจุดที่แสงโคมแดงพร่างพราวอวลกลิ่นสุรา
ทุกวันนี้ทั่วทั้งราชสานักต่างก็รู ้ว่าเจ้าของเรือข้ามฟากถงอินคือ จวนเซียนอักษรจงแห่งหนึ่ง บวกกับที่ทางราชสานักมีคาสั่งห้ามอย่าง เข้มงวด ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้เรือถงอินรบกวนการ ฝึกตนอย่างสงบของพวกเขียนกระบี่ ดังนั้นน่านน้าที่อยู่ใกล้กับเรือ ข้ามฟากถงอินจึงค่อนข้างเงียบสงบ บางครั้งมีเรือเล็กขยับเข้าใกล้ที่ แห่งนี้ เพียงไม่นานก็จะมีผู้ฝึ กยุทธผู้ถวายงานคล้ายนกป่ าที่พุ่ง ออกมาจากกอต้นกกต้นอ้อร่ายวิชาตัวเบา พลิ้วกายบนผิวน้าเหมือน กบกระโดดแตะผิวน้า มาเตือนเรือน้อยให้รีบหันหัวออกไป ในใจของ ผู้ฝึ กยุทธคนนั้นก่นด่า พลิกหมุนตัวกลับ ก้มหน้าค้อมเอว ดึง ลมปราณเหยียบลงบนน้า ตัวเบาราวขนนก เดินบนน้าเหมือนเดินบน พื้นที่ราบ อยากจะแอบขยับเข้าไปใกล้ชายฝั่ง ระหว่างทางเห็นว่าตรง ราวรั้วมีคนสองคนกาลังมองมาที่ตนพอดี คนหนึ่งคือบุรุษสวมชุด เขียว สีหน้าอ่อนโยน อีกคนหนึ่งคือนักพรตเครายาว ถือแส้สะพาย กระบี่
ผู้ฝึกยุทธตกใจสะดุ้งโหยง รีบหยุดฝีเท้า คารวะขออภัยเซียนชื่อ แปลกหน้าสองคนบนเรือ คิดไม่ถึงว่าบุรุษชุดเขียวจะคลี่ยิ้มกุมหมัด คารวะกลับคืน นี่ทาให้ผู้ฝึกยุทธผู้ถวายงานที่ช่วงนี้กินอิ่มว่างงานอยู่ ที่ท่าเรืออวี๋หลินอึ้งตะลึง คิดดูแล้วอีกฝ่ ายคงขอบเขตไม่สูง สถานะ ธรรมดา เพียงแต่ว่าผู้ฝึ กยุทธอดสับสนในใจไม่ได้ หากสถานะ ธรรมดาแล้วจะขึ้นไปอยู่บนเรือข้ามฟากถงอินได้อย่างไร?
ทั่วทั้งอาณาเขตของเมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน นอกผ่อน คลายในเคร่งครัด ท่าเรืออวี๋หลินเป็ นสถานที่สาคัญในสาคัญอีกที ทา ให้มีคนร่วมอาชีพเอ่ยหยอกล้อว่าทุกวันนี้ต่อให้มีหมาข้างทางมาขี้ที่ ท่าเรืออวี๋หลิน ใครเหยียบเข้า พวกเขาก็ต้องรายงานให้ทางราช ส านักทราบด้วย
หลวี่เหยียนยิ้มเอ่ย “ทาไมถึงจาเจ้าไม่ได้ล่ะ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ได้ยินชุยตงซานเล่าว่าทางฝั่งของ ราชสานักอวิ๋นเหยียนอาจจะเพื่อแสดงคาขอบคุณ แม้กระทั่งเอกสาร บันทึกที่เกี่ยวกับผู้ฝึ กตนทาเนียบทุกคนของสานักกระบี่ชิงผิงและ สานักกุยหยกก็ยังแค่บันทึกชื่อเท่านั้น ไม่มีการวาดภาพใดๆ ไว้”
หลวี่เหยียนเอ่ยสัพยอก “คือการสะสมบารมียิ่งใหญ่ที่ไม่ธรรมดา เลยนะ”
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายอะไร ใบถงทวีปในอดีต ไม่ว่าจะเป็ นจวน เซียนอักษรจงแห่งใดก็ตาม ก็คือเทพเทวดาที่สมชื่ออย่างมากแล้ว ความดีใจความโกรธเคืองของเซียนซือก็ราวกับสภาพอากาศที่เดี๋ยว ก็ฟ้ าครึ้ม ฟ้ าโปร่ง เดี๋ยวก็ฝนตก หิมะตก
ภูเขาสายน้าสวยสดงดงามประหนึ่งหญิงใบ้หน้าตางดงามเปี่ยม ไปด้วยอารมณ์รักใคร่
ชีวิตคนล่องลอยเหนือฝุ่นธุลี เรื่องราวทางโลกคล้ายริ้วคลื่นน้า
หลวี่เหยียนเอ่ยเรื่องที่คุยกันค้างไว้ต่ออีกครั้ง “พยายามจะไม่ให้ เสียเวลาการฝึกตนของเจ้าขุนเขาเฉินมากเกินไป”
เฉินผิงอันกล่าว “ปกป้ องมรรคาไยจะไม่ใช่การฝึกตน”
นักพรตออกจากภูเขา นอกจากฝึกประสบการณ์ท่ามกลางโลก โลกีย์ ขัดเกลาจิตแห่งมรรคาของตนแล้ว นอกจากนี้ก็หนีไม่พ้นว่าไป ตามหาโชควาสนาเซียน รวบรวมสมบัติล้าค่าแห่งฟ้ าดิน สะสม คุณูปการความดี เพิ่มพูนตบะ
และยังมีเรื่องนอกตัวอีกสามเรื่อง แม้ว่าบางครั้งจะเป็ นเพียงความ บังเอิญ แต่ก็มีความเกี่ยวข้องอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องแรก นั่น คือการเฝ้ าด่านให้กับคนอื่น เหมือนหย่างเหยาชิงราชครูแห่งราชวงศ์ ชิงเสินที่ช่วยปกป้ องด่านให้กับผีสวีเจจี้ยน
หรือการนาพาคนขึ้นเขา พูดให้ตรงไปตรงมาหน่อยก็คือไปตาม หาตัวอ่อนผู้ฝึกตนข้างนอก รับไว้เป็ นลูกศิษย์ สร ้างสานักให้ยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง สืบทอดระบบต่อไป
จากนั้นก็คือการช่วยปกป้ องมรรคาให้กับคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น ปี นั้นอยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัว เจียงซ่างเจินจ าแลงกายเป็ นโจวเฝ ยแห่งตาหนักคลื่นวสันต์ ก็เพราะอยากจะช่วยให้ลู่ฝ่ างแห่งยอดเขา เหนี่ยวค่านได้ฝ่ าด่านคาว่ารักไปให้ได้ ด้วยเรื่องนี้เจียงซ่างเจินต้อง เสียเวลาไปไม่น้อย ปัญหานั้นอยู่ที่ผู้ฝึกกระบี่ลู่ฝ่ างมิอาจทาลายจิต มารของตัวเองได้เสียที คาดว่าจนถึงทุกวันนี้ก็น่าจะเหมือนถูกผีบังตา
อยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัวอยู่เหมือนเดิม ภายหลังหากอิงตามค ากล่าว ของโจวอันดับหนึ่ง หากในอดีตลู่ฝ่ างยินดีที่ที่จะเข้ามาอยู่ในสานัก กุยหยกก็ไม่จาเป็ นต้องไปเยือนพื้นที่มงคลดอกบัวเลย แตงที่ฝืนเด็ด ออกจากขั้วย่อมไม่หวานได้แต่ดับกระหายเท่านั้น น่าเสียดายที่ตอไม้ ที่มที่ออย่างสู่ฝ่ างไม่ฉลาดสักที ยังดึงดันจะแขวนคอตายอยู่ใต้ต้นไม้ ต้นหนึ่งอยู่ได้
ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวที่ฝูเหยาทวีป เจ้า อารามผู้เฒ่าเคยเอ่ยค าประเมินสวินยวนที่เป็ นเพื่อนบ้านอยู่สอง ประโยค หนึ่งดีหนึ่งร ้าย
ประโยคหนึ่งคือรังเกียจว่าสวินยวนใจไม่กว้างมากพอ เป็ นหนึ่ง ในตัวการที่ทาให้แผ่นดินของหนึ่งทวีปต้องจมดิ่ง “ฝึกเซียนไปเพื่อ อะไร กลายเป็ นว่าวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของส านักตัวเอง ภัยร ้าย ของใบถงทวีป สวิน ตู้มีส่วนกันคนละครึ่ง
อีกประโยคเป็ นคาชม คาประเมินนั้นเรียกได้ว่าสูงมาก “ลูกศิษย์ อย่างเจิ้งจวีจง สวินยวนนี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีประโยชน์มากจริงๆ
หลวี่เหยียนลูบหนวดยิ้มเอ่ย “หากเจ้าขุนเขาเฉินเกรงใจกัน เช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะไม่ท าตัวห่างเหินกับเจ้าขุนเขาเฉินจริงๆ แล้วนะ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่จ าเป็ นต้องท าตัวห่างเหิน”
การที่หลวี่เหยียนให้เฉินผิงอันมาเป็ นผู้ปกป้ องมรรคา แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าหลวี่เหยียนหาได้แค่เฉินผิงอันคนเดียวเท่านั้น เขาเดินทาง ท่องไปในใต้หล้าเพียงล าพัง ใช ้ชีวิตพเนจรผ่านมานานสามพันปี หลวี่เหยียนยังพอจะมีสหายอยู่บ้าง
ก็เหมือนอย่างฮว่อหลงเจินเหรินที่เดินทางมายังใบถงทวีปกับเขา ในครั้งนี้ ก็คือสหายรักที่ถูกชะตากันมานานหลายปี แต่ก็เหมือนอย่าง ที่ฮว่อหลงเจินเหรินพูดเอง เรื่องของการเฝ้ าด่านที่ประหยัดแรงกาย แรงใจ ทุกวันนี้ขอบเขตของผินเต้าเป็ นอย่างไร คือหน้าที่ที่พึง รับผิดชอบมิอาจเกี่ยงงอน จะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด แต่หากจะพูดถึงเรื่อง ของการปกป้ องมรรคาที่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจ ก็ต้องเปลี่ยน คนใหม่แล้ว ความสามารถด้านการอดทนข่มกลั้นของผินเต้าไม่สูง
เลยจริงๆ
บนภูเขาเคยมีคนเปรียบเทียบบอกว่าการช่วยเฝ้ าด่านให้คนอื่น คืองานระยะสั้น ส่วนการปกป้ องมรรคาคืองานระยะยาว
เฉินผิงอันกล่าว “หวังว่าผลลัพธ ์ก็คือการปกป้ องมรรคาครั้งหนึ่ง ผู้เยาว์ไม่มีคุณความชอบอะไร แต่กลับพอจะมีคุณความเหนื่อยยาก บ้างสักเล็กน้อย”
หลวี่เหยียนยิ้มอย่างรู ้ใจ “หากเป็ นเช่นนี้จริงก็ดีที่สุดแล้ว”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้มีความหมายแฝงที่ดีเยี่ยม ยิ่ง เฉินผิงอันปกป้ องมรรคาได้ผ่อนคลายเท่าไร ยิ่งไม่จาเป็ นต้องเอาตัว
เข้าไปอยู่ในสถานการณ์เท่าไร ท างานแต่ไม่ต้องออกแรง นั่นก็ หมายความว่าการฝึกตนครั้งนี้ของหลวี่เหยียนยิ่งราบรื่นมากเท่านั้น
หลวี่เหยียนให้คาแนะนา “ไม่สู้เจ้าขุนเขาเฉินแค่ใช ้ร่างแยกเข้า ไปในพื้นที่มงคลแห่งนั้น แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว”
สรุปแล้วควรจะใช ้ท่วงท่าแบบใดเข้าไปที่นั่น ตอนนี้เฉินผิงอันยัง ไม่กล้าให้ข้อสรุปที่แน่ชัด เขาเอ่ยว่า “ข้ารู ้จักที่แห่งนั้นน้อยมาก ผู้ อาวุโสมีเอกสารข้อมูลอย่างละเอียดจ าพวกต าราเชิงภูมิศาสตร ์ หรือไม่ ผู้เยาว์จะได้ท าการบ้านไว้ก่อน”
หลวี่เหยียนส่ายหน้า “ผินเต้าเองก็ได้แค่บอกถึงข้อมูลบางอย่างที่ ได้ยินได้ฟังมาอีกทีไม่อาจบอกเรื่องวงในได้มากนัก รู ้แค่ว่าเนื่องจาก ที่แห่งนั้นคือถ้าสวรรค์ระดับต้น พื้นที่มงคลระดับกลาง เป็ นเหตุให้มี คาเรียกขานที่ว่า “หัวหนักเท้าเบา” มาโดยตลอด มีการปิ ดประตู อย่างแน่นหนา มีด่านหนาชั้น ผินเต้าสามารถไปฝึกประสบการณ์ที่ นั่นได้ ยังคงเป็ นเพราะปรมาจารย์มหาปราชญ์ช่วยพูดให้ ถึงได้ยอม ผ่อนปรนให้เป็ นพิเศษ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เองก็พูดกับผินเต้า อย่างชัดเจนว่า การยกเว้นเป็ นกรณีพิเศษก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ ว่าราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร ปรมาจารย์มหาปราชญ์ไม่ได้บอกอย่าง ชัดเจน แค่บอกให้ผินเต้าพิจารณาให้ดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
เฉินผิงอันชั่งน้าหนักอยู่ในใจเงียบๆ พื้นที่มงคลระดับกลางแห่ง หนึ่งอย่างนั้นหรือ? นั่นหมายความว่าจ านวนผู้ฝึกลมปราณไม่มีทางมี เยอะเกินไป ขอบเขตก็ต้องสูงอย่างมีขีดจ ากัด?
ปีนั้นที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปขอศึกษาต่อ หลี่เป่ าผิงเคยถูก ปัญหาท านองเดียวกันนี้กับชุยตงซานมาก่อน
ตอนนั้นเด็กหนุ่มชุดขาวยิ้มหน้าทะเล้น ย้อนถามแม่นางน้อย สวมชุดผ้าฝ้ ายบุนวมสีแดงว่าเคยซื้อเต้าหู้ร ้อนๆ จากร ้านข้างทางใน ตลาดกินหรือไม่?
ที่แท้ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญทางศาสตร ์แห่งการคานวณและ การพยากรณ์ ใหญ่เท่าใต้หล้าไพศาล เล็กเท่าพื้นที่มงคลแห่งใดก็ ตาม ปราณวิญญาณฟ้ าดิน โชคชะตาแห่งราชวงศ์ อันที่จริงจานวน รวมล้วนเป็ นหนึ่งในสัดส่วนที่กาหนดไว้
เพราะผู้ฝึกยุทธทุกคนที่กลายมาเป็ นปรมาจารย์ในยุทธภพ ผู้ฝึก ตนกลายมาเป็ นขอบเขตเซียนดิน ก็คือการหั่นเต้าหู้บนเขียง ไปถึง ก่อนก็ได้ก่อน น้าหนักของก้อนเต้าหู้ก็คือความสูงต่าของผลสาเร็จ…
จากนั้นการย้อนถามของหลี่เป่ าผิงก็ทาให้ชุยตงซานที่ทาตัว เอ้อระเหยเกือบจะรับมือไม่ทัน “จ าเป็ นต้องควักเงินถึงได้ตัดแบ่งเต้าหู้ ก้อนหนึ่งไปได้ใช่ไหม? ไม่ว่าใครที่มาซื้อเต้าหู้กับเจ้าของร ้านล้วน ต้องจ่ายในราคาที่กาหนดไว้แน่นอนแล้ว ไม่มีส่วนลดหรือ?”
เฉินผิงอันถามคาถามที่เป็ นกุญแจสาคัญ “ผู้อาวุโสรู ้หรือไม่ว่า ในถ้าสวรรค์หลีจู ใครเป็ นคนมีสิทธิ์ตัดสินใจ”
หลวี่เหยียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “แรกเริ่มสุดบรรพจารย์ สามลัทธิเพียงแค่ตั้งกฎบางอย่างเอาไว้ ไม่สอดมือเข้าข้องเกี่ยวกับกิจ
ธุระใดๆ ได้ยินมาว่าคนที่เป็ นคนดูแลเรื่องต่างๆ อย่างแท้จริงมีแค่ไม่กี่ คน แต่ละคนต่างก็มีฉายาเทพ”
ศึกเดินขึ้นสวรรค์เปลี่ยนฟ้ าเปลี่ยนดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล ส่วนหนึ่งเหมือนอย่างเฟิงอี๋ ได้รักษาต าแหน่งเทพเอาไว้ ผู้ฝึกตนบน ยอดเขาในโลกยุคหลังรู ้แค่ว่าช่องทางที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เดินทาง ไปกลับโลกมนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็ นภูเขาบรรพบุรุษของส านัก การทหารในแต่ละทวีป แต่ว่าสถานที่ที่พวกเขาพักพิง หรือไม่หาก พูดให้ถูกต้องก็คือสถานที่ที่ถูกกักขังเอาไว้อยู่ที่ไหน ก็มีแค่การคาด เดาบางอย่างมาโดยตลอด เพราะถึงอย่างไรบรรพจารย์สามลัทธิก็ไม่ มีทางปล่อยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้กระจายไปอยู่ทั่วฟ้ า หาไม่แล้วโจวมี่ เดินขึ้นสวรรค์ ชักนาเหล่าเทพให้กลับสู่ตาแหน่ง เป็ นเหตุให้มหา มรรคาแต่ละเส้นค่อยๆ ฟังทลาย โลกมนุษย์เกิดความวุ่นวายกันไป นานแล้ว อย่าว่าแต่ฝนฟ้ าตกต้องตามฤดูกาลเลยเกรงว่าแม้กระทั่งมืด และสว่างอยู่คนละเส้นทาง สี่ฤดูกาลหมุนเวียนสับเปลี่ยนก็ล้วน กลายเป็ นความเพ้อฝันไปแล้ว บรรพจารย์สามลัทธิอย่าว่าแต่ใช ้กาย นอกมรรคาขวางอยู่หน้าประตูเลย น่าจะถูกบีบให้ต้องสลายมรรคาปะ ชุนซ่อมแซมช่างว่างบนมหามรรคาเหล่านั้น
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลกลุ่มนี้ รวมไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่เอี่ยม กลุ่มนั้นที่ถูกบ่มเพาะขึ้นมาตามใต้หล้าสี่แห่ง “ร่างทอง” ก็ถูกกักให้ หยุดนิ่งอยู่ “เหนือเมฆ” ซึ่งเป็ นจุดเชื่อมต่อระหว่างถ้าสวรรค์และพื้นที่ มงคล
ดังนั้นหลวี่เหยียนถึงได้เอ่ยประโยคที่ว่า “ที่นั่นมีกฎระเบียบ เข้มงวด
เฉินผิงอันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการถามว่า “ผู้อาวุโสเคย ท่องไปใต้หล้ามืดสลัวความประทับใจที่ใหญ่ที่สุดคืออะไร?”
หลวี่เหยียนยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สีสันที่ปรากฏออกมาบนฟ้ าคราม ของที่นั่น คู่ควรกับคากล่าวที่ว่า “เขียวขจีราวกับจะเค้นน้าได้” ราว กับว่าจะมีน้าหยดลงมาบนพื้นดินจริงๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็เหมือนสีเคลือบของเครื่องกระเบื้องที่บ้าน เกิดของข้า มีโอกาสจะต้องไปดูทัศนียภาพที่แปลกตาของที่นั่นสัก หน่อย”
หลวี่เหยียนโบกแส้ปัดฝุ่น ยิ้มเอ่ยว่า “เมื่อก่อนอยู่ในภูเขาลูกหนึ่ง ได้เจอกับคนประหลาดคนหนึ่ง บอกว่ากาลเวลาที่มองไม่เห็นของฟ้ า ดินแห่งนี้ก็ได้มาจากการหล่อหลอมเศษชิ้นส่วนของร่างทอง”
เฉินผิงอันถาม “อะไรคือการหล่อหลอม?”
หลวี่เหยียนกล่าว “ควันธูป”
เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ความคิดแปลกใหม่ พิสดาร”
หลวี่เหยีนเอ่ย “ท่านผู้นี้ยังกล่าวอีกว่าความฝันก็คือหนึ่งใน กระถางธูป”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ยากที่จะเชื่อได้”
หลวี่เหยียนหยิบถุงผ้าสีเหลืองที่ไม่สะดุดตาใบหนึ่งออกมาจาก ชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้เฉินผิงอัน เล่าสถานการณ์ที่อยู่ในถุงใบนี้ให้ ฟังคร่าวๆ “ของสิบกว่าชิ้น แต่ละชิ้นถูกบรรจุไว้ในถุงใบเล็ก นอกจาก ดินห้าสีของมหาบรรพตใหญ่ใต้หล้าไพศาล ใต้หล้ามืดสลัวแล้ว ยังมี สมบัติอาคมอีกหลายชิ้นที่ไม่ได้ล้าค่า แต่กลับไม่ถือว่าหาได้ง่ายนัก กลับไปอาจารย์เฉินสามารถเอาไปนับเองได้ ถือเสียว่าเป็ น ค่าตอบแทนในการปกป้ องมรรคาที่จะเกิดขึ้นก็แล้วกัน”
เฉินผิงอันยื่นมือไปผลักถุงใบนั้นกลับคืนเบาๆ ปฏิเสธอย่างละมุน ละม่อมว่า “ไม่มีคุณความชอบก็ไม่กล้ารับเงินเดือน รอให้ในอนาคต วันใดปกป้ องมรรคาส าเร็จแล้ว ผู้อาวุโสค่อยมาพูดเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”
“เป็ นแค่เงินมัดจาเท่านั้น ส่วนที่เหลือจากนั้น ถึงเวลาค่อยคิดกัน อีกที”
หลวี่เหยียนมอบถุงใบนั้นไว้บนมือเฉินผิงอัน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ระหว่างที่เดินทางมาฮว่อหลงเจินเหรินบอกว่าการมอบของขวัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมอบของขวัญให้กับเจ้าขุนเขาเฉิน ทางที่ดีที่สุด คือให้มอบแยกทีละชิ้น จะดูว่ามีมารยาทพร ้อมสรรพ และเรื่อง ความรู ้สึกก็ยิ่งลึกซึ้งมากยิ่งกว่า ผินเต้าราคาญความยุ่งยากก็เลย ไม่ได้ท าตาม”
เฉินผิงอันเก็บถุงใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ คารวะตามขนบลัทธิเต๋า ต่อฉุนหยางเจินเหริน
ฮว่อหลงเจินเหรินหัวเราะฮ่าๆ “นับเงินนี่นะ จ้องมองเงินก้อนที่ ตั้งอยู่อย่างเดียวดายบนโต๊ะ ไหนเลยจะมีความสุขได้เท่ามองเห็นเงิน เหรียญทองแดงกองใหญ่กองกันอยู่บนโต๊ะ”
ชุยตงซานพยักหน้ารับรัวๆ เป็ นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “ใช่เลย ใช่เลย เงินฝนธัญพืชหนึ่งเหรียญ ไหนเลยจะน่ายินดีได้เท่ามองเห็น เงินเกล็ดหิมะที่กองกันเหมือนภูเขาลูกเล็ก”
เผยเฉียนกล่าว “เงินฝนธัญพืชและเงินร ้อนน้อยหักออกเป็ นเงิน เกล็ดหิมะ ต้องมีราคาส่วนเกิน อาจารย์เน้นสิ่งที่จับต้องได้จริงไม่ใช่ สิ่งที่เลื่อนลอย ต้องเลือกอย่างแรกแน่นอน”
ชุยตงซานแสร ้งท าท่ากระจ่างแจ้ง ไม่รู ้ว่าไปหยิบพัดพับมาจาก ไหน ใช ้มันตีฝ่ ามือ“ฝี มือในการเล่นหมากล้อมอ่อนด้อยกว่า ดูท่า ยังคงเป็ นศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่เข้าใจอาจารย์มากกว่า”
ระหว่างที่พูดหางตาก็เหลือบมองไปยังถุงใบนั้น ชุยตงซานใช ้ เสียงในใจเอ่ยเตือนอาจารย์ของตัวเอง “ส่วนที่มีมูลค่าที่สุดก็คือถุงใบ นั้น”
ส่วนฮว่อหลงเจินเหรินก็ใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้ามีวัตถุ แห่งชะตาชีวิตห้าธาตุอีกทั้งระดับขั้นต่างก็ไม่ธรรมดา สหายฉุนหยาง ผู้นี้ชอบท่องเที่ยวไปตามภูเขาแม่น้าใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแล้ว ของที่
เขามอบให้ ต่างก็สอดคล้องกับห้าธาตุ บอกว่าเป็ นการส่งถ่าน ท่ามกลางหิมะอาจจะฟังดูเกินจริงไปเล็กน้อย แต่หากจะบอกว่าเป็ น การปักบุปผาลงบนผ้าแพร ก็อาจจะทาให้น้าหนักของของขวัญชิ้นนี้ เบาไป กลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในภูเขาก็จงตั้งใจหล่อหลอม มันให้ดี เชื่อว่าจะมีผลประโยชน์ไม่น้อย ช่วยให้เจ้าได้รุดหน้าไปอีก ขั้นในขอบเขตของเซียนเหรินก็ไม่ได้ยากเลยสักนิด นี่ก็เรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญแค่ลงมือก็รู ้แล้วว่ามีหรือไม่มีฝีมือ”
ฮว่อหลงเจินเหรินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดเผยความ จริงของบางเรื่องว่าแท้ที่จริงแล้ว “ค่าตอบแทน” ที่เฉินผิงอันควรทวง ขออย่างแท้จริงก็คือการถามมรรคาจากฉุนหยางเจินเหรินดีๆ สักครั้ง ขอความรู ้ในเรื่องคาถาทางใจลัทธิเต๋าที่เป็ น วิชาลับสืบทอดประจ า ตระกูล” ได้เจอกับนักพรตฉุนหยาง แต่กลับไม่ประลองมรรคกถา พูดคุยถึงมหามรรคาโอสถทองสักสองสามประโยค นี่จะต่างอะไรจาก การเดินเข้าไปในภูเขาสมบัติแล้วต้องกลับมามือเปล่า?
จะว่าไปแล้ว เจ้าเด็กนี่ทาการค้ากับคนอื่นมักจะกังวลนุ่นหวาด เกรงนี้ ถึงอย่างไรก็ยังหน้าบางไปหน่อย เหมือนเต้าหู้อ่อนนุ่มก้อน หนึ่ง
เฉินผิงอันกับหลวี่เหยียนย้อนกลับไปที่โต๊ะเหล้า
เมื่อครู่นี้เซี่ยโก่วได้พูดเรื่องของตัวอ่อนผู้ฝึกตนคนนั้นกับชุยตง ซานไปแล้ว บอกให้เจ้าสานักชุยตัดสินใจเอาเองว่าจะรับนางขึ้นเขา หรือไม่
คิดไม่ถึงว่าชุยตงซานจะร่ายยาวเกี่ยวกับฐานะทางบ้าน ฉายา พรรคของผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นรวมไปถึงสหายที่เดินทางมาร่วมทาง กับนางอย่างละเอียดราวกับนับสมบัติในบ้านตัวเอง
เซี่ยโก่วสงสัยยิ่งนัก ถามเขาว่าหมายตาในคุณสมบัติฐานกระดูก ของสตรีผู้นั้นมานานแล้วใช่หรือไม่ ชุยตงซานหัวเราะร่าเสียงดัง บอก ว่าตัวเองหรือจะล่วงรู ้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือไม่ก็มีความสามารถ เหมือนเบิกเนตรสวรรค์เช่นนี้ ก็แค่ว่าข่าวสารพอจะว่องไวอยู่บ้าง คน สิบกว่าคนกลุ่มนั้นมาถึงในเมืองหลวงเร็วกว่าเจ้ากับอาจารย์ ตนอยู่ ว่างๆ ไม่มีอะไรท าก็เลยมักจะไปเดินเล่นในที่ว่าการของกรมต่างๆ เป็ น ประจ า เปิดอ่านเอกสารคดีของกรมอาญา กวาดตามองไม่กี่ทีก็จาได้ แล้ว เดิมทีไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เกือบจะพลาดโอกาสทองนี้ไปเสียแล้ว เซี่ยอันดับรองวางใจเถอะ ในเมื่อเป็ นผู้มีความสามารถที่เซี่ยอันดับ รองแนะน าด้วยตัวเอง ตนกับสานักกระบี่ชิงผิงก็จะต้องให้การอบรม ปลูกฝังอย่างตั้งใจแน่นอน