กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1131.2 คืนนี้ดวงจันทร ์กระจ่าง
ชุยตงซานถามเซี่ยโก่วด้วยความใคร่รู ้ในเรื่องหนึ่ง ไม่เคยคิดว่า วันใดวันหนึ่งจะเปิดภูเขาก่อตั้งพรรคเป็ นของตัวเองบ้างหรือ?
เซี่ยโก่วไม่มีความสนใจ บอกว่ามีลูกศิษย์ผู้สืบทอดแล้ว ศิษย์ลูก ศิษย์หลานกลุ่มใหญ่เจอพื้นที่ประกอบพิธีกรรม สร ้างพรรค กลายเป็ นสานักอักษรจง จากนั้นก็มีสานักเบื้องล่างแล้วอย่างไร ฝึก ตนก็ยังคงเป็ นการฝึกตนของตัวเอง ให้คนอื่นทาแทนได้หรือ
ชุยตงซานพยักหน้ารับรัวๆ เหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก พูด ติดๆ กันว่าทุกคนล้วนมีปณิธานของตัวเอง ดีทั้งหมด ดีทั้งหมด ดี
เหมือนกันทั้งหมด
การมาถึงของฮว่อหลงเจินเหรินก็เหมือนกรอกน้าแกงสร่างเมา ชามใหญ่ให้กับเฝิงเซวี่ยเทา
แม้ว่าเฝิงเซวี่ยเทาจะตื่นเต้น แต่ก็ยังอวดเก่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรที่ฟัง แล้วเป็ นการอ่อนข้อให้อีกฝ่าย
จะดีจะชั่วก็เป็ นบินทะยานเก่าแก่แล้ว อีกทั้งธวัลทวีปยังมี ความสัมพันธ ์ที่ไม่ดีกับอุตรกุรุทวีป ตามเหตุตามผลแล้วล้วนไม่ เหมาะที่เขาจะเผยท่าทีประจบเอาใจใดๆ ต่อฮว่อหลงเจินเหริน
อีกอย่างในฐานะผู้ฝึกตนอิสระ การคาดคะเนใจคน เขาก็ยังพอจะ มีฝีมืออยู่บ้าง
แล้วก็จริงดังคาด ฮว่อหลงเจินเหรินไม่ถือสาในเรื่องนี้ กลับกันยัง มองเผิงเซวี่ยเทาสูงขึ้นหนึ่งระดับ เขาคลี่ยิ้มทรุดตัวลงนั่งยอง ดื่มเหล้า หมดชามไปชามหนึ่งจริงๆ ครั้นจึงเช็ดปาก เจินเหรินผู้เฒ่าพูดด้วยสี หน้าเป็ นมิตรเมตตา “สหายชิงมี่ ผินเต้าดื่มสุราลงทัณฑ์ไปแล้ว แต่ อักษรคาว่าอุตรนี้ ดูท่าแล้วน่าจะยังต้องเก็บเอาไว้ แม้จะบอกว่าเทพ เจ้าแห่งโชคลาภหลิวและเหวยผู้มีพรสวรรค์ของธวัลทวีปพวกเจ้า กลายมาเป็ นขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมสองคน แต่พวกเจ้าไม่ว่าอะไรก็ดี ไปหมด ความสามารถในการหาเงินก็ยิ่งเป็ นอันดับหนึ่งในเก้าทวีป แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยดี ต่อสู้ไม่เก่งกันเลยจริงๆ”
เกี่ยวพันกับการประลองคาถา เฝิงเซวี่ยเทาไม่กล้าพูดเหลวไหล ถึงอย่างไรชิงมี่แห่งธวัลทวีปก็ไม่เคยติดอันดับบินทะยานแข็งแกร่ง กลุ่มน้อยของไพศาลมาก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอกระทั่งได้ไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร ้างด้วย ตัวเองครั้งหนึ่ง ความมั่นใจของเฝิงเซวี่ยเทาก็ลดน้อยลงยิ่งกว่าเดิม
ชุยตงซานใช ้เสียงในใจกล่าว “พี่เฝิง รีบถือโอกาสนี้ถามเลยสิ เป็ นขอบเขตสิบสี่เหมือนกัน ผู้อาวุโสสามารถต่อสู้แบบหนึ่งต่อสอง ได้จริงหรือ?”
เฝิ งเซวี่ยเทาแสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยิน ข้าผู้อาวุโสไม่ใช่คนโง่เสีย หน่อย กล้าถามค าถามเช่นนี้ อยากโดนซ ้อมหรือไร?
เซี่ยโก่วไม่มีความกังวลใดๆ ถามไปโดยตรงว่า “ผสานมรรคา แล้ว ฟ้ าดินในสายตาของพวกเจ้าคือทัศนียภาพแบบใด?”
ฮว่อหลงเจินเหรินลูบหนวดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเนิบช ้าว่า “ความลี้ลับระหว่างนี้มิอาจพูดมากได้ พูดได้แค่บางอย่างเท่านั้น ใน สายตาของผินเต้า ฟ้ าดินคือเตาไฟ ส่วนพวกเจ้าล้วนเป็ นท่อนฟืน”
เซี่ยโก่วถาม “ปราณวิญญาณที่มองไม่เห็นซึ่งไหลเวียนอยู่ ระหว่างฟ้ าดินก็คือสะเก็ดไฟเล็กๆ ที่สามารถเอามาใช ้ได้ตลอดเวลา หรือ?”
ฮว่อหลงเจินเหรินไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นึก ไม่ถึงว่าสหายจะยังไม่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่เสียที กลับกลายเป็ น เรื่องประหลาดที่ไม่เล็กเรื่องหนึ่ง เป็ นผู้ถวายงานอันดับรอง ถือว่าเอา คนมีความสามารถมาใช้งานเล็กน้อยแล้ว”
เซี่ยโก่วถือโอกาสถามต่ออีกว่า “ยอดเขาพาตี้ขาดผู้ถวายงาน อันดับหนึ่งหรือ?”
ฮว่อหลงเจินเหรินได้รับการยอมรับว่าเป็ นยอดฝีมือในการพูดคุย ที่ไม่เคยปล่อยให้บทสนทนาเกิดช่องว่าง ไม่ว่าค าพูดแบบไหนก็รับค า ได้หมด ไม่ว่าบรรยากาศจะเงียบกร่อยแค่ไหนเขาก็ท าให้อบอุ่นได้
“หากเจ้าขุนเขาเฉินไม่ถือสาว่าผินเต้ามาขุดมุมก าแพง เป็ นผู้ถวาย งานอันดับหนึ่งที่แขวนชื่อเอาไว้ ทาไมจะไม่ได้เล่า”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ช่างเถอะ สตรีคนหนึ่งไม่ควรแต่งงานกับบุรุษ สองคน”
ฮว่อหลงเจินเหรินรีบใช ้เสียงในใจเอ่ยทันใด “ขอแค่สหายป๋ ายจิ่ง เป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของยอดเขาพาตี้ก็สามารถท่องไปในธวัล ทวีปอย่างเปิดเผยกับผินเต้าได้แล้ว ไปพบเจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หลิวกับเหวยผู้มีพรสวรรค์ สองต่อสอง ถือว่ายุติธรรมมากแล้ว อีกทั้ง ยังเป็ นการออกศึกอย่างมีเหตุผลชอบธรรม ขอแค่ไม่ท าให้ไฟโทสะ ลุกโชน ทางฝั่งของศาลบุ๋นก็ไม่สะดวกจะพูดอะไร”
เซี่ยโก่วที่ได้ฟังดวงตาลุกวาว “นาทัพเปิดศึก ให้ข้าลองดูก่อนว่า จะสามารถต่อสู้หนึ่งต่อสองได้หรือไม่? พอเห็นท่าไม่ดี เจ้าค่อยมา ช่วย?”
ทุกวันนี้สิบสี่ใหม่พวกนี้มีน้าหนักแค่ไหน เซี่ยโก่วสงสัยใคร่รู ้เป็ น อย่างยิ่ง
ฮว่อหลงเจินเหรินวางชามเหล้าลง เช็ดปาก ยิ้มเอ่ย “เรื่อง บางอย่างแค่คิดก็อารมณ์ดีหลังจากอารมณ์ดีแล้วก็สามารถท าได้ แล้ว”
คงเป็ นเพราะรู ้สึกว่าบนโต๊ะเหล้าในค่าคืนนี้ไม่มีคนร่วมโต๊ะที่ ธรรมดาสามัญซึ่งหาได้ยากยิ่ง เจินเหรินผู้เฒ่าจึงมีอารมณ์อยากจะ
พูดคุย เขาจึงพูดจ้อถึงประสบการณ์ในการฝึกตนของตัวเอง “ไม่ว่า จะเป็ นน้ามาลาคลองก่อเกิด หรือว่าเป็ นความโชคดีล้วนๆ ขอแค่ผู้ฝึก ตนเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ได้สาเร็จก็เท่ากับว่าพบเจอมหามรรคาเส้น หนึ่งที่ใกล้เคียงกับคาว่าอมตะอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ต่อจากนั้นก็แค่ ค่อยๆ อดทนไปก็พอ ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวยังมีค ากล่าวที่ว่าหมัดกลัวคน หนุ่มแข็งแรง ทว่าผู้ฝึ กบ าเพ็ญตน ขยับเข้าใกล้ยอดเขา ยังต้อง พิถีพิถันในเรื่องของอายุขัยที่ยิ่งยาวนาน มหามรรคาก็ยิ่งสูง ขอบเขต สิบสี่ใหม่อดทนจนกลายเป็ นสิบสี่เก่า รอกระทั่งภรรยาที่ยากลาบาก อดทนจนได้กลายเป็ นแม่สามี แน่นอนว่าย่อมต้องดูแคลนคุณสมบัติ ของสิบสี่ใหม่กลุ่มถัดไป”
“ขอบเขตบินทะยานเก่าหลายคนที่ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม กาลเวลายาวนาน ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคิดว่าการฝึกตนก็มีแค่ เรื่องพวกนี้แล้ว ผินเต้าเองก็เคยมีช่วงเวลาที่น่าเวทนาซึ่งจิตแห่ง มรรคาเสื่อมถอยพลิกผันแบบนี้เช่นกัน”
“สามารถเลื่อนเป็ นบินทะยานได้ ใครบ้างที่ไม่ใช่ลูกรักแห่ง สวรรค์ ช่วงต้นของการพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยาน มีใครบ้างที่ไม่มี จิตใจที่กล้าหาญและมุ่งมั่นก้าวหน้า น่าเสียดายเมื่อเวลานานวันเข้า เจออุปสรรคในการฝึ กตน ย่อมเกิดใจเกียจคร ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ เข้าใจผิดคิดต่อไปว่ามหามรรคาไร้ความหวัง ทดท้อทอดอาลัยไป อย่างสิ้นเชิง แต่ไม่รู ้เลยว่าขอบเขตทั้งหมดสิบห้าขั้นของการฝึกตนก็ เหมือนตาราสามส่วนที่แบ่งเป็ นบนกลางล่าง ขอบเขตก่อกาเนิดฝ่ า
ทะลุขอบเขตเลื่อนขั้นเป็ นห้าขอบเขตบน ก็คิดว่าตัวเองได้มาถึงส่วน ที่สามของตาราเล่มนี้แล้ว รอกระทั่งถึงขอบเขตเซียนเหรินก็ค้นพบ ด้วยความตะลึงพรึงเพริดอีกว่า หรือว่าตัวเองเพิ่งจะมาอยู่ส่วนที่สอง?”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฝั่งเซวี่ยเทาก็รับคาต่อว่า “จุดที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น อยู่ที่ว่าตัวเองเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานแล้ว แต่กลัวว่าตัวเองยังอยู่
ในตาราส่วนที่หนึ่ง”
หลวี่เหยียนยิ้มบางๆ “หากอนุมานไปตามนี้ หลังจากผสาน มรรคาแล้วก็ต้องกลัวว่าชีวิตการฝึกตนของตัวเองเป็ นแค่ค าน าของ บทหนึ่งเท่านั้นกระมัง?”
ฮว่อหลงเจินเหรินหัวเราะเสียงดังลั่น เพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้น “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สู้การมีจอกอยู่ในมือไม่ได้ นอกจอกล้วนไม่มีเรื่อง ในใจที่ต้องให้เป็ นกังวล”
เซี่ยโก่วเอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งว่า “หลับจนสามารถตื่นขึ้นได้ ด้วยตัวเอง หลับจนถึงช่วงเวลาที่ข้าวในโลกมนุษย์หุงสุก”
ชุยตงซานเอ่ยชื่นชม “เป็ นบทกวีที่ดี แม้ไม่ได้เคร่งครัดในเรื่อง ของกฎแห่งจังหวะ แต่กลับมีท่วงทานองที่เป็ นเสน่ห์ของตัวเอง”
มีเพียงเผยเฉียนเท่านั้นที่ตามองจมูก จมูกมองใจ สายตาไม่ล่อ กแล่ก ดื่มเหล้าไปเงียบๆ คนอื่นๆ ต่างก็พากันหันไปมองเจ้าขุนเขา เฉินที่เล่าลือกันว่าพรสวรรค์และความคิดสร ้างสรรค์ล้นเหลือ ชื่อเสียง ด้านการแต่งบทกลอนเลื่องลือไกลไปหลายใต้หล้า
ฉวยโอกาสตอนที่นักพรตฉุนหยางและฮว่อหลงเจินเหรินต่างก็ อยู่ด้วย เฝิงเซวี่ยเทาเองก็รู ้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะเหล้าไม่เลว ฤทธิ์ เหล้าปลุกความกล้า ถือโอกาสถามคาถามที่ค่อนข้างจะธรรมดา สามัญต่อหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ “ขอบเขตบินทะยานจะต้องไม่ อาจเอาชนะขอบเขตสิบสี่ได้เสมอไปหรือ?”
เท่าที่เขารู ้มา อาเหลียงที่อยู่ฟ้ านอกฟ้ าของใต้หล้ามืดสลัวได้ทา การประลองฝีมือกับอวี๋โต้วผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริงไปสองครั้ง นี่ก็คือ การประลองเวทคาถาระหว่างผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตบินทะยานกับ ขอบเขตสิบสี่ ผู้ที่ชมศึกมีเพียงเทวบุตรมารนอกโลก
นอกมหาสมุทรของทักษินาตยทวีป เฉินฉุนอันขัดขวางหลิวชา แห่งเปลี่ยวร ้าง นี่คือผู้รอบรู ้ที่เป็ นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งแบกตะวันจันทราไว้บนไหล่ เข่นฆ่าเอาชีวิตกับผู้ฝึกกระบี่ขอบเขต สิบสี่ใหม่เอี่ยมคนหนึ่ง
สนามรบของนครมังกรเฒ่าที่แจกันสมบัติทวีป หวังจูมังกรที่ แท้จริงเคยประมือกับเฟยเฟยและจูเยี่ยนที่เป็ นราชาบนบัลลังก ์ของ เปลี่ยวร ้างโดยหยุดแต่พอสมควร
ในอาณาเขตของภูเขาทัวเยว่ อิ่นกวานหนุ่มกับหยวนชงลูกศิษย์ คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่ ถือเป็ นการประลองก าลังระหว่างขอบเขต สิบสี่สองคน เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ ายไม่ถือเป็ นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ตาม ความหมายที่แท้จริง
ผลลัพธ ์บางอย่างสมเหตุสมผลดีแล้ว ทว่าผลแพ้ชนะบางอย่าง กลับอยู่เหนือจากการคาดการณ์ของผู้คน
ฮว่อหลงเจินเหรินหัวเราะร่วน “อะไรคือค าว่าเอาชนะ? คือการ ต่อสู้ที่เสมอกันเพราะขอบเขตต่ากว่าหนึ่งขั้น หรือทาให้อีกฝ่ ายถอย ร่น หรือว่าสังหารอีกฝ่าย? สหายชิงมี่ต้องใช ้ถ้อยคาที่เจาะจงมากกว่า
นี้ หาไม่แล้วก็ยากที่จะอธิบายได้อย่างชัดเจน”
เฝิงเซวี่ยเทาถามอย่างสงสัย “หรือว่าขอบเขตบินทะยานมีโอกาส จะสังหารขอบเขตสิบสี่จริงๆ?”
ฮว่อหลงเจินเหรินลูบหนวดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก่อนหน้าปีนี้ก็ อย่าหวังว่าจะพูดถึงโอกาสชนะแม้แต่ครึ่งส่วน ขอบเขตต่างกันหนึ่ง ขั้นก็คือความต่างราวฟ้ ากับเหว แต่หลังจากปีนี้ไปก็ไม่แน่แล้ว”
“เมื่อก่อนพูดคุยกับสหายเรื่องนี้ก็มีความเห็นพ้องต้องกันอยู่ อย่างหนึ่ง ขอบเขตบินทะยานเผชิญหน้ากับขอบเขตสิบสี่ ฝ่ ายแรก สามารถถอยออกไปได้เต็มตัว รากฐานไม่ถูกท าลายก็ถือว่าชนะแล้ว”
ฮว่อหลงเจินเหรินเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ยกตัวอย่าง เช่นสหายฉุนหยาง เดินอยู่บนถนนแล้วเกิดความขัดแย้งกับสิบสี่ใหม่ บางคนของบางใต้หล้า ใช้เหตุผลแล้วไม่เป็ นผลจ าเป็ นต้องลงมือต่อสู้ กัน สหายฉุนหยางที่ต่อสู้กับอีกฝ่ ายเกิดโทสะขึ้นมาจริงๆ ก็จะมี โอกาสชนะที่ไม่เล็ก”
หลวี่เหยียนหลุดหัวเราะพูด ส่ายหน้าช ้าๆ “สมมติฐานเช่นนี้จะคิด เป็ นจริงเป็ นจังไม่ได้”
เซี่ยโก่วหัวเราะปากกว้าง “ฮ่าๆ สมมติว่าป๋ ายเหย่คือผู้ฝึกกระบี่ เต็มตัวคนหนึ่ง หากหลวงจีนน้าแกงไก่ใช ้สมบัติล้าค่าที่คล้ายกับ กระบี่เซียนสี่เล่มมาโจมตี หากตอนนั้นเฒ่าตาบอดหลอมตัวอักษร แห่งชะตาชีวิตตัวสองตัว หรือถ้าหากว่าโจวมี่กินขอบเขตสิบสี่ไปอีก สักสองสามคน หรือยกตัวอย่างเช่นปีศาจใหญ่ขอบเขตสิบสามสิบสี่ ของใต้หล้าเปลี่ยวร ้างตายกันไปเกินครึ่ง หากจอมปราชญ์น้อยไม่ถูก กฎระเบียบพันธนาการ หากเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวเจอกับวิถีทางโลกที่ คางคกไม่ดื่มน้า โลกมนุษย์สงบสุขหมื่นหมื่นปี…หรือยกตัวอย่างเช่น ข้าเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้วรวบรวมมหามรรคาน้อยใหญ่มาได้ ยี่สิบกว่าเส้น ประหนึ่งทะเลและพื้นดินที่เชื่อมโยงถึงกัน ปราณกระบี่ ยิ่งใหญ่ไพศาลเหมือนลาน้า ฮ่าๆๆ….
ฮว่อหลงเจินเหรินมองป๋ ายจิ่งผู้ฝึ กกระบี่ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวแวบหนึ่ง
นางคนเดียวสามารถควบระบบสืบทอดของมรรคกถาชั้นสูงได้ถึง ยี่สิบกว่าเส้นได้เลยจริงๆ หรือ?
ต่อให้จะรู ้มาแต่แรกแล้วว่าคุณสมบัติของนางโดดเด่น มีรากฐาน ลึกล้า แต่รอกระทั่งป๋ ายจิ่งพูดความจริงกับปากตัวเอง ฮว่อหลงเจินเห รินก็อดที่จะตกตะลึงอยู่บ้างไม่ได้
เคยเจอกับมรสุมคลื่นลูกใหญ่มาแล้ว ผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกตน ในสายตาของฮว่อหลงเจินเหรินมีน้อยจนนับนิ้วได้ ไกลหน่อยก็อย่าง เหวยเซ่อ ใกล้หน่อยก็อย่างจั่วโย่ว
เฉินผิงอันยิ้มใช ้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า “พูดเรื่องนี้ทาไม ท่องอยู่ ในยุทธภพ ไม่ควรเปิดเผยทรัพย์สินที่มีติดกายนะ”
เซี่ยโก่วตอบกลับอย่างเต็มไปด้วยเหตุด้วยผล “เจ้าขุนเขา ท่าน ไม่รู ้อะไร ทุกวันนี้ไม่ว่าข้าจะพูดจาหรือท าอะไรก็ล้วนเรียกได้ว่ามีกล อุบายลึกล้า เล่ห์เหลี่ยมน่าหวาดกลัวมากเลยล่ะ คากล่าวนี้มีเวทอา พรางตาซ่อนอยู่ ใช ้กลยุทธ ์การศึก นี่ก็คือการแสดงความอ่อนแอให้ ศัตรูเห็นหนึ่งในสามสิบหกกลยุทธ ์”
เฉินผิงอันกึ่งเชื่อกึ่งกังขา ผู้ฝึกกระบี่ป๋ ายจิ่งแห่งยุคบรรพกาลมี กลอุบายหรือไม่เล่ห์เหลี่ยมตื้นลึกเป็ นอย่างไร บอกได้ยาก แต่พูดถึง แค่เซี่ยอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว คนผู้หนึ่งที่ยอมตั้งฉายาอีกอย่าง หนึ่งของตัวเองว่า ‘โก่วจื่อ”…เฉินผิงอันหาตัวอย่างอ้างอิง “วิชาการ ฝึกตนของหันเชี่ยวเซ่อแห่งนครจักรพรรดิขาว มีกี่ชนิดที่เข้าตาของ เจ้าบ้าง?”
เซี่ยโก่วหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับอย่างคลุมเครือว่า “ไม่ควรพูดถึง สหายในทางที่ไม่ดีลับหลัง”
เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ทัศนียภาพก่อนฝน ตก หากจะคิดกันอย่างจริงจัง ก็มีค ากล่าวบางอย่างอยู่จริงๆ
ยกตัวอย่างเช่นหนิงเหยากับเฝ่ ยหรานแห่งเปลี่ยวร ้าง ในฐานะผู้ครอง ใต้หล้าแต่ละแห่ง ขอบเขตบินทะยานของพวกเขาก่อนหน้านี้ถือว่ามี เพียงหนึ่งเดียว เป็ นเหตุให้ต่อให้จะเป็ นผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ หากไม่ ต้องไปมีเรื่องกับพวกเขาได้ก็จะไม่ไปหาเรื่องพวกเขาเด็ดขาด หาไม่ แล้วต่อให้ขอบเขตสิบสี่เอาชนะพวกเขาได้ แต่มองในระยะยาวแล้วก็ ยังเป็ นชัยชนะที่ต้องบาดเจ็บเสียหายทั้งสองฝ่ ายอยู่ดี เพราะถึง อย่างไรการกระทาเช่นนี้ก็แทบจะใกล้เคียงกับการตั้งตัวเป็ นศัตรูกับ ใต้หล้าทั้งแห่ง แน่นอนว่าต้องมีภัยแฝงมากมายนับไม่ถ้วน มหา มรรคาจะถูกลดทอนไปมาก”
อันที่จริงในเรื่องนี้ยังมีบุคคลอย่างซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ กุ่ ยเค่อแห่งเปลี่ยวร ้างรวมอยู่ด้วย ใต้หล้าห้าแห่งก็มีจานวนหนึ่งมือนับ
พอดี
“ต่อจากนั้นก็คือสหายฉุนหยางกับเจ้านครเจิ้ง คนเหล่านี้ อยากจะผสานมรรคาอย่างไรก็จะผสานมรรคาได้อย่างนั้น”
“ด้อยลงมาหน่อยก็คือพวกจ้าวเทียนซือ เหยาชิง มีโชคชะตาอยู่ ติดกายนานแล้ว บุญกุศลคุณความดีพร ้อมสมบูรณ์ เรื่องของการ ผสานมรรคาก็เป็ นดั่งแตงสุกที่ต้องหลุดออกจากขั้ว”
“ต่าลงมาอีกขั้นก็คือสหายเซี่ยกับสหายโม่เซิ่ง รวมไปถึงหาวซู่ จิตแห่งกระบี่บริสุทธิ์ในฐานะผู้ฝึ กกระบี่จึงได้ครอบครองความ ได้เปรียบมาตั้งแต่แรก พลังพิฆาตมหาศาล ทว่าด่านที่ต้องพบเจอกับ ยากที่จะฝ่ าไปได้ ทัศนียภาพหลังฝนตกครั้งนี้จะเป็ นอย่างไรก็คือ
หลักฐานพิสูจน์ มีผู้ฝึกกระบี่สักกี่คนที่สามารถขยับรุดหน้าไปได้อีก ขั้น?”
“ขยับต่าไปอีกก็คือขอบเขตบินทะยานที่เชี่ยวชาญการเข่นฆ่า อย่างพวกเถาถิงแห่งเปลี่ยวร ้าง จานวนจะมีค่อนข้างมาก ต่อจากนั้น ก็ไม่มีอะไรให้น่าพูดคุยแล้ว”
ผู้ฝึกบาเพ็ญตนสี่ประเภทนี้ก็คือบินทะยานแข็งแกร่งที่ว่ากันโดย ภาพรวมของบนยอดเขา เจอกับขอบเขตสิบสี่ สองขั้นแรกมากพอจะ รักษาตัวรอดได้ สองฝ่ ายหลังยังพอจะมีก าลังให้ต่อสู้อยู่บ้าง แต่ ผลลัพธ์จะเป็ นเช่นไร จะแบ่งแพ้ชนะหรือแบ่งเป็ นตาย ในระดับใหญ่ แล้วอานาจตัดสินก็ยังอยู่ในมือของขอบเขตสิบสี่ ต้องดูว่าขอบเขต สิบสี่ลงมืออามหิตเอาถึงตายหรือไม่ ขอบเขตบินทะยานยอมทุ่มสุด ชีวิตหรือไม่ ตัดใจใช้มหามรรคาและชีวิตของร่างจริงมาแลกเปลี่ยน กับตบะที่ถูกผลาญของอีกฝ่ายได้หรือไม่
ระหว่างนี้ก็มีกรณีพิเศษอีกเล็กน้อยที่มากพอจะทาให้ขอบเขต สิบสี่รู ้สึกว่ารับมือได้ยาก ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งในกระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตของลู่จือที่สามารถทาให้ขอบเขตสิบสี่ซึ่งเดิมทีอยู่ในสถานะมิ พ่ายต้องชั่งน้าหนักราคาที่ต้องจ่ายอย่างละเอียด
เผยเฉียนค่อนข้างประหลาดใจ เพราะนางคาดไม่ถึงว่าฮว่อหลง เจินเหรินจะวางเซี่ยโก่วและอาจารย์เสี่ยวโม่ไว้หลังพวกจ้าวเทียนซือ
เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้ม “ส่วนระหว่างขอบเขตสิบสี่ด้วย กันเอง ผินเต้าเองก็เพิ่งเข้ามาอยู่ในเส้นทางนี้ ถือว่ายังเป็ นเด็กรุ่น เยาว์ ไม่สะดวกจะพูดเหลวไหลอะไร”
ท าไมอู๋ซวงเจี้ยงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดก าลัง วางแผน มาเนิ่นนานเพื่อหล่อหลอมกระบี่เซียนจาลองสี่เล่มให้ได้ก่อน ถึงจะ
ยอมเปิดฉากความวุ่นวายให้กับใต้หล้า?
ก็เพราะอู๋ซวงเจี้ยงรู ้สึกว่าพลังพิฆาตขอบเขตสิบสี่ของเขายังมี จุดบกพร่องอยู่
เจิ้งจวีจงกับอวี๋โต้วที่มาเป็ นแขกที่นครจักรพรรดิขาวเคยมีการ ประลองที่ไฟโทสะลุกโชนไม่น้อย
เจิ้งจวีจงที่เป็ นหนึ่งคนสามขอบเขตสิบสี่ อวี๋โต้วเองก็ไม่ได้อยู่ที่ ป่ายอวี้จิง ทว่าเจิ้งจวีจงก็ยังแพ้ไประดับหนึ่ง
ฮว่อหลงงเจินเหรินพลันลุกขึ้นยืน ส่งสายตามาให้ เฉินผิงอันจึง ลุกขึ้นยืนเงียบๆ แล้วเดินตามหลังอีกฝ่ายไป
เจินเหรินผู้เฒ่าเดินไปยังชั้นบนสุดของเรือข้ามฟาก วางสองมือ จับประคองราวรั้ว ยิ้มถามว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน ปีนั้นจากลากันที่เกาะ ทุกวันนี้มีความรู ้สึกอย่างไร?”
ระหว่างที่เดินทางขึ้นเขา ลมพัดโชยมาจากแปดทิศ เลื่อนจาก ก่อก าเนิดเป็ นหยกดิบต้องผ่านด่านใจ ต้องเจอกับจิตมาร ประเด็น สาคัญนั้นอยู่ที่ว่าจิตแห่งมรรคาต้องไร ้ช่องโหว่
เลื่อนจากบินทะยานเพื่อผสานมรรคา ด่านสาคัญนั้นอยู่ที่ทักษะ ในแขนงหนึ่ง จะสามารถสอดคล้องกับมหามรรคาของฟ้ าดินได้ หรือไม่ เมื่อไปถึงยอดเขาแล้วก็กลายเป็ นไม้ที่เด่นเกินไพร
ทางฝั่งของโต๊ะเหล้า เผยเฉียนกระซิบถาม “ศิษย์พี่เล็ก ดู เหมือนว่าพอได้เจอกับฮว่อหลงเจินเหรินแล้วอาจารย์พ่อจะดูตื่นเต้น
| อยู่บ้างนะ?” ชุยตงซานแกล้งโง่ “คิดไปเองหรือเปล่า?” |
เจินเหรินผู้เฒ่ารีบช่วยคิดคาพูดให้ “สารพันเรื่องราวยุ่งเหยิง ร้อยความรู้สึกประดังประเด รสชาติหลากหลายปะปนกัน?”
เฉินผิงอันตอบตามสัตย์จริง “ยากจะอธิบายให้กระจ่างได้ใน
คราวเดียว”
เจินเหรินผู้เฒ่าเงยหน้ามองฟ้ า ยิ้มกล่าว “อยากจะคืนใต้หล้า ให้กับใต้หล้า จากนั้นก็จะแยกย้ายตัวใครตัวมันแล้วหรือ? ไม่ต้องรีบ ร ้อน ค่อยๆ คิด”
เฉินผิงอันฟุบตัวลงบนราวรั้ว จมสู่ภวังค์ความคิด
ดวงจันทร ์ลอยอยู่กลางนภา เจินเหรินผู้เฒ่าชี้ไปที่ม่านฟ้ า เอ่ย ประโยคหนึ่งที่คล้ายเป็ นถ้อยค าไร ้สาระ “หากจ าไม่ผิด สรวงสวรรค์ บรรพกาลมีประตูอยู่สี่บาน”
เฉินผิงอันคล้ายจะคืนสติกลับมา ให้คาตอบที่กระชับเรียบง่ายว่า
“ออกจากภูเขา” เจินเหรินผู้เฒ่าอิ่มรับหนึ่งที พยักหน้าเบาๆ “ค่อนข้างน่าสนใจ” คืนนี้ใจกลางนภาคือดวงจันทร ์เต็มดวงแจ่มกระจ่าง