กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1148.1 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
ขอแค่เกิดการช่วงชิงบนมหามรรคา เกิดสงครามที่ตัดสินเป็นตาย ก็เหมือนสองทัพที่คุมเชิงกัน ลูกธนูขึ้นสายแล้วไม่ปล่อยออกไปไม่ได้ ไม่มีพื้นที่เหลือให้ยอมแพ้โดยไม่รบหรืออ้อมผ่านทางไปแม้แต่น้อยเมื่อเจียงเซ่อชักหอกยาวโพ่เจิ้นออกมา เฉินผิงอันก็เรียกธงเซียนกระบี่ที่ได้มาจากมือของหลีเจินในอดีตออกมาทันที ปักทิ่มลงไปบนพื้นแรงๆ ธงเซียนกระบี่ที่ถูกหลอมใหญ่เป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตได้ไม่นานเท่าไร ก่อนหน้านี้แค่กล้าหลอมกลาง ถูกเฉินผิงอันวางไว้บนยอดเขาของ “ศาลภูเขา” ที่สร้างขึ้นมาจากดินห้าสี ทุกวันนี้กลับบุกเบิกถ้ำสถิตแห่งชะตาชีวิตเพื่อมันโดยเฉพาะ เห็นเพียงว่าเซียนกระบี่แต่ละท่านที่เรือนกายล่องลอย ดวงตาเป็นสีเงินพลิ้วกายออกมาจากในธง มีทั้งหมดสิบแปดคน “ชุดคลุมอาคม” บนร่างของพวกเขาล้วนหลอมขึ้นมาจากยันต์ทั้งสิ้น
เรือนกายกำยำของเจียงเซ่อกลายร่างเป็นสายรุ้ง หอกยาวโพ่เจิ้นลากลำแสงโค้งงอทิ้งไว้บนพื้นหลายเส้น เซียนกระบี่ที่มาขวางทางพวกนั้นเปราะบางเหมือนกระดาษ แม้กระทั่งโอกาสจะออกกระบี่ก็ยังไม่มี ยามที่หอกยาวสัมผัสร่างของเซียนกระบี่ก็คล้ายกับลูกหิมะที่ระเบิดแตก
เจียงเซ่อมาอยู่ตรงหน้าเฉินผิงอันในชั่วพริบตา ดวงตาสีทองคู่นั้นที่สาดสะท้อนเข้ามาในดวงตาช่างน่ารังเกียจจริงๆ! จิตของเฉินผิงอันขยับไหวเล็กน้อย พยายามที่จะเก็บธงเซียนกระบี่มา แต่กลับถูกหอกของเจียงเซ่อทำลายพลังจิตส่วนนั้นจนแหลกสลาย เจียงเซ่อกระตุกมุมปาก ยื่นมือมากุมธงเซียนกระบี่ที่ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าของแล้วหักมันทิ้งได้อย่างง่ายดาย
ในร่างกายของเฉินผิงอันที่หดย่อพื้นที่ขยับห่างออกไปมีเสียงฟ้าร้องดังสะเทือนเลือนลั่น ธงเซียนกระบี่ที่หลอมขึ้นอย่างตั้งใจ แกะสลักอักขระยันต์ไว้นับพัน แม้กระทั่งถ้ำสถิตแห่งชะตาชีวิตต่างก็ต้องพังเสียหายไปนับแต่นี้
เจียงเซ่อรู้ว่าบนร่างของเจ้าเด็กนี่ยังซ่อนวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ไว้อีกไม่น้อย ผู้ฝึกตนทั่วไป ไหนเลยจะกล้าหลอมใหญ่ให้วัตถุแห่งชะตาชีวิตจำนวนมากขนาดนี้ หากทุกการเข่นฆ่าล้วนสามารถอาศัยจำนวนของสมบัติอาคมมาคว้าชัยชนะได้ ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่มีชีวิตอยู่มาหลายพันปี ใครบ้างจะไม่มีวัตถุแห่งชะตาชีวิตนับร้อยชิ้นเป็นสมบัติในบ้าน? แต่การกระทำเช่นนี้ของเฉินผิงอันก็ไม่ได้ผิด ในฐานะครึ่งของหนึ่งนั้น พื้นฐานที่มีติดตัวมาก่อนกำเนิดดี ท้องร้องโครกคราก ไม่กลัวว่าจะกินอิ่ม หากมอบเวลาในการฝึกตนให้เขาอีกสักสองสามร้อยปี สามารถบุกเบิกช่องโพรงลมปราณพันกว่าแห่งในร่างมนุษย์ได้ทั้งหมด จากนั้นวางวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ให้มาเป็นสมบัติเฝ้าพิทักษ์อยู่ภายใน ขณะที่พิสูจน์มรรคาบินทะยาน คาดว่าคงรังเกียจที่พลานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ไม่ยิ่งใหญ่มากพอเลยกระมัง? แล้วก็ถือเป็นการลงมืออันโดดเด่นที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน น่าเสียดายที่มาเจอกับตน
เจียงเซ่อส่ายหน้า เอ่ยเตือนว่า
“วัตถุที่เอามาประสมประเสให้ครบจำนวนประเภทนี้ก็คู่ควรเอามาหยั่งเชิงพลังตบะตื้นลึกของข้าด้วยหรือ? แนะนำเจ้าว่าอย่าได้เอาออกมาให้ขายหน้าเลย ยังไม่เรียกใช้ท่าไม้ตายที่แท้จริงอีกหรือ?”ระหว่างที่พูด เจียงเซ่อก็จ้วงแทงโพ่เจิ้นไปที่หน้าอกของเฉินผิงอันด้วยพลังอำนาจที่มิอาจต้านทาน เฉินผิงอันไม่ถอยหนีกลับกันยังบุกรุดหน้า ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า ปล่อยให้หอกยาวแทงทะลุหน้าอก บิดหมุนข้อมือหนึ่งครั้ง พริบตานั้นมือขวาก็ถือประคองฉากสายฟ้าที่ทับซ้อนกัน สายฟ้าตัดสลับถักทอเหมือนมังกรเลื้อย เรียกฉากสายฟ้าออกมาเหมือนปล่อยหมัด กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเจียงเซ่อดังปัง แล้วออกแรงกดลงไป สายฟ้าทั้งก้อนปะทะกับลมปราณแท้จริงที่หนาข้นของเจียงเซ่อ พริบตาเดียวก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผง ทำเอาศีรษะของเจียงเซ่อสะบัดไปด้านหลัง ลากหอกถอยหลัง แต่ไม่ลืมบิดคว้านหอกยาวขยี้ให้หน้าอกของเฉินผิงอันแหลกเป็นหลุมขนาดใหญ่
เรือนกายถอยกรูดไปด้านหลังหลายสิบก้าว เจียงเซ่อถือหอกยืนนิ่ง ไม่เสียแรงที่มีเรือนกายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์อย่างถึงแก่น ควบคู่กับร่างเมฆาวารีและขอบเขตแก่นน้ำ บาดแผลเบื้องหน้าประสานตัวอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กริชสองเล่มไถลออกมาจากชายแขนเสื้อ เฉินผิงอันกุมไว้ในมือเบาๆ กริชเฉาจื่อเล่มหนึ่งแกะสลักคำว่าเฉาสู่ แต่ชื่อจริงคือจู๋ลู่ อีกเล่มหนึ่งแกะสลักคำว่ามู่เสีย ถูกเฉินผิงอันตั้งชื่อให้ว่าเกอลู่
สร้างโดย AI
Shutterstock
หลบหอกที่ทิ่มมาตรงลำคอของเจียงเซ่อได้อย่างหวุดหวิด เฉินผิงอันถือกริชไว้ในมือขยับเข้าประชิดตัว บนพื้นก็มีค่ายกลเป่ยโต้วเจ็ดดาวที่ส่องแสงระยิบระยับพร่าตาผุดขึ้นมาจากพื้น เจียงเซ่อตกตะลึงเล็กน้อย หอกที่สองยังคงสัมผัสโดนแค่ความว่างเปล่า ไม่อาจผ่าร่างของเจ้าหมอนั่นจากหัวจรดเท้าได้ ที่แท้ก็ไม่รู้ว่าเฉินผิงอันใช้วิชาลับประเภทใด ถึงกับสามารถแทงกริชมาจากจุดเหยากวงและอวี้เหิง (ชื่อดวงดาวในกลุ่มดาวเป่ยโต้ว) ได้ในเวลาเดียวกัน คือคนตัวจริงและกริชของจริง แยกกันแทงไปที่จุดไท่หยางแต่ละข้างของเจียงเซ่อ ขณะเดียวกันก็เคลื่อนย้ายดวงดาวอย่างเงียบเชียบ ตำแหน่งที่เจียงเซ่อยืนอยู่บังเอิญอยู่ใกล้กับดวงดาวไคหยางพอดี เจียงเซ่อหัวเราะ ความเร็วในการหดย่อพื้นที่ไม่มากพอก็ได้แต่อาศัยลูกไม้ฉูดฉาดพวกนี้มาชดเชยข้อด้อยต่อให้จะมีภาพค่ายกลมาช่วยเสริม นักพรตเดินท่าย่ำพายุบวกกับวิชาอภินิหารหดย่อพื้นดิน เรือนกายกลับยังช้าถึงเพียงนี้ คนไม่ได้เรื่อง ต่อให้เจ้าจะชิงความได้เปรียบทั้งฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีไปจนหมด ก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่าทั้งสิ้น เจียงเซ่อคร้านจะขยับเคลื่อนตำแหน่งแล้วด้วยซ้ำ แค่เบี่ยงหน้าเล็กน้อยก็หลบกริชมู่เสียมาได้ จากนั้นยกฝ่ามือขึ้นกระแทกกริชที่แกะสลักคำว่าเฉาสู่ กริชเฉาจื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเรื่องเล่าขานอันมหัศจรรย์กลับค่อยๆ แตกทลายไปทีละนิด แตกยับเหมือนเศษหยก จากนั้นยื่นมือออกไปอีกครั้ง นิ้วทั้งห้าคว้าใบหน้าของเฉินผิงอัน เอาคืนอีกฝ่ายด้วยการบิดหมุนข้อมือเช่นเดียวกัน ตวัดร่างทั้งร่างของเฉินผิงอันให้พลิกลงพื้น
พื้นดินสะเทือนเลือนลั่น ร่างของเฉินผิงอันยุบยวบอยู่ในหลุม รอบด้านคือรอยปริแตกจำนวนนับไม่ถ้วน เจียงเซ่อยกเท้าขึ้นกระทืบไปที่หัวใจของเจ้าหมอนั่นเต็มแรง เรือนกายของเฉินผิงอันกลายเป็นแสงกระบี่สิบแปดเส้นที่แตกสลายไปในชั่วพริบตา แล้วไปรวมตัวกันใหม่ในจุดที่ห่างไปไกล ดูเหมือนเจียงเซ่อจะดูแคลนที่จะไล่ตามอีกฝ่ายไป เพียงแค่ถือหอกยาวเอียงๆ จุดที่ปลายหอกโพ่เจิ้นชี้ไปก็มีลูกธนูลูกหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลังที่ยิ่งใหญ่กร้าวแกร่งแหวกอากาศออกไป เรือนกายของเฉินผิงอันระเบิดออกอีกครั้ง ตรงหน้าท้องกลายเป็นรูขนาดเท่าปากชาม คือคำว่า “ท้องว่าง” อย่างสมชื่อ ครั้งนี้ความเร็วในการประสานตัวของบาดแผลช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์ เพียงแค่ว่าในดวงตาฉายความไม่เข้าใจ ความเร็วของเรือนกายเจ้าเจียงเซ่อผู้นี้ไว้ได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? ต้องรู้ว่าหลังจากที่เจียงเซ่อชักหอกยาวโพ่เจิ้นออกมาอีกครั้งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ร่ายวิชาอภินิหารของสำนักการทหารใดๆ ออกมา ยิ่งไม่ได้ใช้เวทคาถาตระกูลเซียนใดๆ ซึ่งก็หมายความว่าเจียงเซ่อใช้เรือนกายของผู้ฝึกยุทธมารับมือกับศัตรูอยู่ตลอด อีกอย่างในซากปรักสนามรบแห่งนี้ เดิมทีวิถีสวรรค์ก็สยบกำราบปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารของที่เป็นคนสังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคนแรกอยู่แล้ว กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาน้อยที่สุดแล้ว นี่ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่าหนึ่งกระบี่ทำลายหมื่นอาคม ในเมื่อเจียงเซ่อไม่ได้ร่ายวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต ตัวอยู่ในฟ้าดินเล็กของสำนักการทหาร จะสามารถมองเมินการชะงักค้างของแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาไปอย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร?
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเฉินผิงอันได้เรียกนกในกรงที่เป็นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมานานแล้ว เป็นเหตุให้เฉินผิงอันนั่งพิทักษ์ฟ้าดิน การกระทำของเขาจึงเหมือนเรือที่ไหลไปตามน้ำเคลื่อนไปตามลม เจียงเซ่ออยู่ที่นี่กลับเหมือนอยู่ในดินแดนแก้วใสที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งอย่างที่มองไม่เห็น เรือนกายของเขาไม่เพียงแค่เหมือนเรือที่ทวนกระแสน้ำเท่านั้น ที่แห่งนี้ยังขัดขวางการไหลรินของปราณวิญญาณในร่างกายและจิตวิญญาณเขามากที่สุดด้วย
เจียงเซ่อเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า ยิ้มเอ่ยว่า
“ขอบเขตบินทะยานไม่รู้ถึงคลื่นมรสุมของทัศนียภาพขอบเขตสิบสี่ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางก็ยิ่งยากจะรู้ถึงน้ำหนักของขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธ”
เจียงเซ่อก้าวเดินไปบนผิวน้ำอย่างผ่อนคลาย ทุกก้าวล้วนเหยียบย่ำลงบนพื้นผิวทะเลสาบที่เหมือนกระจกใสสีเขียวมรกต เพียงเท่านี้ก็สามารถกดข่มปณิธานกระบี่ใต้ผิวน้ำลงไปได้ ทำให้มันไม่อาจเป็นมังกรที่เชิดหัวขึ้นมาได้ แล้วก็มีกระบี่บินเล็กจิ๋วที่สัดส่วนไม่สมดุลกับแม่น้ำและลำน้ำโผล่มา ซ่อนตัวอยู่ภายใน พุ่งมาถึงอย่างเงียบเชียบและอันตราย แต่กระนั้นก็ได้แต่ถูกเจียงเซ่อใช้หอกตวัดกระเด็นออกไป หากไม่เป็นเพราะกระบี่บินเล่มนี้สัมผัสกับกลิ่นอายของปีศาจมาบ้าง ก่อนหน้านั้นอยู่ในความเคลื่อนไหวที่ม่านน้ำถูกกระเทือนสลายหายไป แต่ก็ยังมีท่วงทำนองหลงเหลืออยู่ เกรงว่าเจียงเซ่อคงสัมผัสได้ถึงร่องรอยของมันช้ายิ่งกว่านี้
ที่แท้ก็คือ “เทียนไล่” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจจากสำนักเจิงหรง เมื่อครู่นี้กระบี่บินถูกปลายหอกกระแทกโดน ก่อให้เกิดสะเก็ดไฟระลอกหนึ่ง ระหว่างทางก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผง นี่ก็คือพลานุภาพของหอกยาวโพ่เจิ้น ขอแค่ระดับขั้นของวัตถุที่ผ่านการหล่อหลอมไม่สูงมากพอ แค่สัมผัสโดนเล็กน้อยก็แหลกสลายได้แล้ว
รู้สึกเสียดายแทนเขาอีกครั้ง หากเจอกับผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานทั่วไป อาศัยวิชาอภินิหารเวทคาถาที่วุ่นวายพวกนี้ เซียนเหรินรับมือกับบินทะยาน ก็ยังมีโอกาสที่จะครองความได้เปรียบ? พริบตานั้นเหนือศีรษะของเจียงเซ่อ กลางวันพลันแปรเปลี่ยนเป็นม่านราตรี ดวงดาวสุกสกาวพร่างพราว ภาพดวงดาวยี่สิบแปดดวงที่ปณิธานแห่งมรรคาหนาข้นปรากฏขึ้นมา
เจียงเซ่อเพ่งสายตามองไป ดูเหมือนว่าจะใช้วัตถุที่จับต้องได้จริงมาหลอมเป็นศูนย์กลางของค่ายกล บวกกับยันต์อีกยี่สิบแปดแผ่นที่วัสดุไม่ธรรมดา “วาด” ออกมาเป็นภาพเหมือนของเทพแห่งยี่สิบแปดดวงดาวลงสีสันมีชีวิตชีวาเหมือนจริง เจียงเซ่อรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง นึกออกแล้ว ที่แท้คือในวัดอวี้หวงแห่งนครจิ้นเฉิงมณฑลกู่เจ๋อของใต้หล้ามืดสลัว เหมือนได้ถูกเฉินผิงอัน “อัญเชิญเทพ” มาที่นี่ทั้งหมด องค์เทพกลับคืนสู่ตำแหน่ง เฝ้าพิทักษ์อยู่ในดวงดาวบนฟ้าแต่ละดวง ส่วนที่ดูประหลาดอยู่บ้างก็คือนอกภาพดวงดาวยังมีดวงตะวันกับดวงจันทร์อยู่ร่วมฟ้ากันด้วย ถึงอย่างไรก็ตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าหยิบเอาโน่นเอานี่มาผสมกันอย่างส่งเดช
ค่ายกลดวงดาวใหญ่เหนือศีรษะเพียงแค่เคลื่อนโคจรไปด้วยตัวเอง อยู่ในสภาพการณ์ที่สะสมพลังรอจู่โจม ไม่มีลางว่าจะโจมตีแม้แต่น้อย เจียงเซ่อจึงไม่ไปสนใจมันชั่วคราว คือชั้นวางดอกไม้ที่เอาไว้ข่มขู่คน หรือเป็นท่าไม้ตายที่เฉินผิงอันคิดว่าพอจะเรียกว่าเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะได้ คงไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับที่ดีแต่ผลาญปราณวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น เดี๋ยวพอมัน “หล่นลงพื้น” ก็จะรู้ได้เอง คนที่ต้องเปลืองเงินยังไม่ร้อนใจ เจียงเซ่อที่คิดว่าได้เห็นเรื่องสนุกก็มีแต่จะใจเย็นยิ่งกว่า