กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1180.1 บนเส้นทางแห่งความสงบสันติ
ทางฝั่งของเรือกระบี่ ในที่สุดก็ได้รับข่าวที่ชัดเจน
ทางเมืองหลวงแค่ให้คำอธิบายมาประโยคเดียว ลักษณะคล้ายคำสั่งปากเปล่าว่า
“สามารถลงมือได้แล้ว”
ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ทางพระราชโองการจากฮ่องเต้ แล้วก็ไม่ใช่คำสั่งทางการทหารจากกรมกลาโหมเมืองหลวงซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุม
จากหานโจวถึงแคว้นชิว กระทั่งไปถึงในและนอกเมืองหลวงแคว้นชิว บนภูเขาล่างภูเขา ราชสำนักและยุทธภพ ระหว่างจวนขุนนางตระกูลชนชั้นสูงและชาวบ้านร้านตลาดระดับล่าง ต่างก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น
โจวไห่จิงถามอย่างสงสัย
“นอกจากใช้สายลับและนักรบพลีชีพทั้งหมดที่อยู่ในอาณาเขตของหานโจวแทรกซึมเข้ามาในแคว้นชิวแล้ว ไฉนพวกเขาถึงยังต้องระดมพลส่งตัวผู้ฝึกตนติดตามกองทัพไปเยอะขนาดนั้นด้วย?
ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้งานพวกเขาก็ยังไม่เท่าไร แต่นี่ยังไม่อนุญาตให้พวกเขาสอดมือเข้าแทรกโดยพลการ ได้แต่มองดูอยู่ข้างๆ เฉยๆ เท่านั้น?
หากเป็นข้านะ เรียกตัวผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบสองคนให้พาผู้ถวายงานเซียนดินกลุ่มหนึ่งของกรมอาญาไปด้วยกัน บวกกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลและขอบเขตยอดเขาอีกสักสี่ห้าคน แวะไปเยือนที่บ้านหลายๆ รอบ คาดว่าใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็น่าจะจัดการได้อย่างเอี่ยมอ่องแล้วไม่ใช่หรือ?
หรือไม่ก็ส่งพวกเราสิบสองคนไปเยือนแคว้นชิวรอบหนึ่ง ก็จะไม่มีการบาดเจ็บล้มตายใดๆ เกิดขึ้นแล้วนี่นา”
เฉาเกิงซินยิ้มย้อนถาม
“จวนเซียนแห่งหนึ่งหากมีเซียนเหริน มีขอบเขตบินทะยานนั่งบัญชาการณ์สถานที่ฝึกบำเพ็ญตน ยังต้องการผู้ฝึกตนทำเนียบห้าขอบเขตล่างไปอีกทำไม?”
โจวไห่จิงกล่าว “อย่าอ้อมค้อมสิ พูดให้ตรงไปตรงมาหน่อย”
เฉาเกิงซินจึงอธิบายอย่างอดทนว่า
“หนึ่ง นี่คือการใช้กำลังทหารที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน วิธีการค่อนข้างจะพิเศษ แต่ราชสำนักต้าหลีที่คืนแผ่นดินของแจกันสมบัติทวีปครึ่งหนึ่งกลับไปให้แล้ว วันหน้าในเวลาหลายสิบปีหรืออาจถึงขั้นหนึ่งร้อยปีก็ยังจะต้องใช้วิธีการนี้อยู่ดี
ต้าหลีต้องการจะพิสูจน์ผลลัพธ์ล่วงหน้าก่อน แล้วทำการตรวจสอบชดเชยช่องโหว่บนจุดเชื่อมต่อทั้งหลาย รวมถึงช่วงนี้ก็ต้องการกำจัดสายลับของแคว้นศัตรูไปพร้อมกันด้วย
สอง นี่เท่ากับว่าเป็นการประเมินสองกรมอย่างกลาโหมและขุนนางของต้าหลี ควบกับการเชือดไก่ให้ลิงดู เคาะภูเขาสะเทือนพยัคฆ์ ให้แคว้นทั้งหลายที่อยู่ทางใต้สงบเสงี่ยมกันสักหน่อย
สาม ดูใจคน ทั้งใจคนของแคว้นชิว ของต้าหลีเองและยังมีทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ด้วย”
ดังนั้นรองเจ้ากรมเฉาแห่งกรมขุนนางถึงได้มาจับตามองอยู่ที่เรือกระบี่ แม่ทัพประจำมณฑลหานโจวอย่างหลู่ส่งรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าเขากำลังจับตามองกองทัพ ก็เป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ และยังสามารถเลื่อนขั้นหรือลดระดับขั้นของขุนนางได้ทันที เรื่องนี้ก็ยิ่งเดาไม่ผิด
“ฝึกบำเพ็ญตนคือวิธีลบ แต่การปกครองแคว้นกลับเป็นวิธีบวก”
“ฝึกบำเพ็ญตนก็คือการเหยียบลงบนความว่างเปล่า เท้าไม่สัมผัสพื้น ต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ไม่ถดถอย และการปกครองบ้านเมืองก็ต้องมีความอดทน รู้ทั้งการเตรียมกำลังทหารให้พร้อมรบ ควบคู่กับการให้ประชาชนได้พักฟื้นและตั้งตัว”
“ใบถงทวีปก็คือบทเรียน กองทัพใหญ่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ยกกำลังมาประชิดชายแดน หลังจากกรูกันขึ้นฝั่งแล้ว แคว้นทั้งหลายที่อยู่บนพื้นดินก็ไม่อาจรวบรวมกำลังพลได้เลย
บางราชวงศ์กว่าจะรวบรวมกำลังพลมาได้อย่างไม่ง่ายก็ไม่เข้าใจศาสตร์แห่งการสู้รบ ยากที่จะเรียกได้ว่าเป็นกองกำลังฝีมือดี แค่แตะก็แหลกสลาย
พรรคจวนเซียนทั้งหลายที่ได้ครอบครองภูเขามีชื่อเป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญตน พริบตาเดียวก็ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่เหมือนเกาะเดียวดาย สถานที่แห่งเดียวที่เป็นข้อยกเว้นก็คือภูเขาไท่ผิง”
ไม่รู้ว่าหวงเหมยเซียนมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ นางมีใบหน้ายิ้มแย้มอย่างที่หาได้ยาก ช่วยแก้ไขให้ว่า
“รองเจ้ากรมเฉา อันที่จริงสำนักกุยหยกก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เพียงแค่เพราะปีศาจที่ล้อมสำนักกุยหยกมีเยอะเกินไปถึงทำให้ล่างภูเขาที่นั่นต้านทานได้ไม่ดีพอ
หากตรวจสอบเอกสารคดีความอย่างละเอียดก็จะค้นพบว่าหลายสิบแคว้นที่อยู่ใกล้เคียงกับอาณาเขตของสำนักกุยหยกทำสงครามกันอย่างสุดชีวิตจริงๆ”
เฉาเกิงซินพยักหน้า “มีโอกาสจะต้องไปตรวจสอบดูสักหน่อย”
ขอบฟ้าเริ่มปรากฏเป็นสีขาวพุงปลา นอกเรือกระบี่ จู่ๆ ก็มีผู้ฝึกตนหนุ่มคนหนึ่งทะยานลมขึ้นมาจากในอาณาเขตของแคว้นชิว แล้วก็เริ่มด่ากราดราชสำนักต้าหลีว่าโหดเหี้ยมอำมหิตไร้คุณธรรม ประพฤติผิดจากครรลองอย่างสิ้นเชิง
เขาทีเป็นใครมาจากพรรคใด วันนี้จะต้องทวงความยุติธรรมแทนแคว้นชิวจากต้าหลีของพวกเจ้าให้จงได้ ต่อให้จะรู้ดีว่าเป็นการเอาไข่ไปกระทบหิน ต้องตายอยู่ที่นี่ก็ไม่เสียดาย…
คำพูดฮึกเหิมเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและพลังใจ พลังอำนาจพุ่งทะยานเข้าไปในชั้นเมฆ
อาศัยภาพจากบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำที่เกิดจากไอหมอกลอยขึ้นแล้วรวมตัวกันอยู่ในห้องโถงใหญ่
หานเอ้อจำอีกฝ่ายได้ ต่อให้จะอยู่ในวังลึกก็ยังรู้จักชื่อของคนผู้นี้คือคนหนุ่มมีความสามารถที่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนอย่างมากคนหนึ่งของแคว้นชิว ดูเหมือนจะเป็นขอบเขตชมมหาสมุทร จำได้ว่าเมื่อปีก่อน ตอนมีงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง พี่ชายอย่างหานอวิ๋นยังกอดคอเดินเล่นไปกับเขา?
ในใจของหานเอ้อบังเกิดความฮึกเหิม คิดไม่ถึงว่านักพรตในภูเขาที่หวังจะสร้างโอสถ กลายเป็นเซียนดินได้สำเร็จคนนี้จะมีการกระทำเช่นนี้?
แล้วพอคิดถึงการเลือกของตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่มีคุณธรรมอันองอาจสง่างามมากพอ เด็กหนุ่มชินอ๋องจึงก้มหน้าลง รู้สึกละอายใจอยู่เงียบๆ
ทางฝั่งของเรือกระบี่มี “กระบี่” เล่มหนึ่งที่หนาเหมือนหอกเหมือนทวนพุ่งออกไป แต่ถูกผู้ฝึกตนหนุ่มคนนั้นเรียกสมบัติหนักที่ใช้ในการป้องกันลักษณะเป็นเจดีย์หยกขาวหลังหนึ่งออกมาต้านทาน
เสียงปังดังเหมือนเสียงสายฟ้าระเบิด สมบัติล้ำค่าของสำนักชิ้นหนึ่งแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในทันที เศษซากจำนวนนับไม่ถ้วนเหมือนเกล็ดหิมะที่หล่นร่วงลงในโลกมนุษย์ วัตถุแห่งชะตาชีวิตถูกทำลาย เลือดจึงไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดของคนหนุ่ม เรือนกายของเขาโงนเงนจะร่วงมิร่วงแหล่
เรือกระบี่ส่งผู้ถวายงานกรมอาญาซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลคนหนึ่ง และผู้ฝึกตนติดตามกองทัพอีกคนหนึ่งให้ไปขับไล่ผู้ฝึกตนหนุ่มผู้นี้
ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะฝีปากกันไปรอบหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นผู้ฝึกยุทธที่บอกว่าจะเล่นสนุกเป็นเพื่อนเขา ฝ่ายหลังเผชิญอันตรายรายล้อมรอบด้าน แต่ก็ไม่ยอมถอย จับคู่เข่นฆ่ากันต่อสู้จนพื้นที่ที่โล่งกว้างไร้เมฆเกิดแสงพร่างพราวเจิดจ้าสีสันตระการตาอย่างยิ่ง
หานเอ้อเห็นแล้วเลือดร้อนพลุ่งพล่าน สองมือกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ หากไม่เป็นเพราะอยู่บนเรือกระบี่ เขาคงร้องให้กำลังใจคนหนุ่มจากตระกูลเซียนที่เป็นเหมือนเสาคานของแคว้นชิวผู้นั้นสักสองสามทีไปแล้ว
จ้าวเหยานวดคลึงหว่างคิว ก็แค่เนื้อหาร้อยกว่าคำ ท่องหนังสือยังท่องได้ไม่ดี ทางฝั่งกรมอาญาของเมืองหลวงสำรองเลือกคนมาอย่างไรกันนะ
ช่วยไม่ได้หลังจากนี้ยังต้องอาศัยคนประเภทนี้ให้คอยไปติดต่อกับพวกผู้มีปณิธานที่อยู่ในแคว้นชิวอย่าง “ลับๆ” ให้ทุ่มเทสติปัญญาและความคิดอย่างสุดกำลังเพื่อสร้างภูเขาสายนน้ำขึ้นมาใหม่
จะต้องให้คนบางคนที่เรียกตัวเองว่า “ชาวบ้านจากแคว้นที่ล่มสลาย” ด้วยความภาคภูมิใจ ระเหเร่ร่อนพเนจรอยู่ในยุทธภพมานานหลายปี ในที่สุดก็หาภูเขาและกองกำลังที่หลบซ่อนตัวซึ่งมีทั้งความรับผิดชอบ มีชื่อเสียง อีกทั้งยังมีศักยภาพที่แน่นอนสองสามแห่งเจอ
ภายในสามปีห้าปีต่อจากนี้ ในราชสำนักและในหมู่ชาวบ้านของแคว้นชิว จะต้องมีทั้งคนที่ร้องงิ้วหน้าแดงแล้วก็คนที่ร้องงิ้วหน้าขาว (เปรียบเปรยว่าเล่นบทโหดกับบทปลอบ)
ในบรรดานั้นจะมีคนที่ได้รับสมัญญา ได้รับการอวยยศย้อนหลัง บางตระกูลก็มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อความราบรื่นในการเลื่อนขั้นขุนนางของลูกหลานในตระกูล บางคนก็แค่รับเงินทำงาน
ในที่สุดหานเอ้อก็เริ่มสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของรองเจ้ากรมจ้าว ในใจก็เกิดการคาดเดา เด็กหนุ่มพลันอึ้งงันเป็นไก่ไม้
จ้าวเหยาก็คร้านจะพูดจาวกวนอ้อมค้อมกับเขา
“ราชสำนักของแคว้นชิว วงการการประพันธ์และยุทธภพ ล้วนต้องมีบุคคลที่เป็นผู้นำ ซึ่งหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีเช่นนี้
ยกตัวอย่างเช่นคนที่ต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายตรงหน้าผู้นี้ ก่อนจะลงจากภูเขาก็ลบชื่อตัวเองออกจากทำเนียบหยกทอง กระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย แต่ในทางลับกลับได้รับป้ายสงบสุขระดับล่างที่กรมอาญาต้าหลีแจกจ่ายให้
แล้วก่อนหน้านี้ยังมีการเจรจาขอตำราลับสองเล่มที่ตกลงราคาได้เรียบร้อยแล้ว เงินเทพเซียนหนึ่งก้อน ผู้ถ่ายทอดมรรคาในนามหนึ่งคน สร้างโอสถทองภายในร้อยปี นี่เป็นแค่เงื่อนไขขั้นต่ำที่รับประกันไว้ และกรมอาญาของพวกเราก็ยังจะมอบสถานะเพิ่มเติมให้เขาอีกสองอย่าง”
หานเอ้ออึ้งตะลึงไปทันใด
“เช็ดน้ำตาซะ วันหน้ารอให้เจ้าได้นั่งตำแหน่งนั้นแทนที่หานอวิ๋น พี่ชายของเจ้า ก็จะมีโอกาสได้เห็นบุคคลที่คู่ควรกับคำเรียกขานว่า มโนธรรมแห่งแคว้นชิวได้อย่างแท้จริง ถึงเวลานั้นค่อยหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าโศกสะเทือนใจเศร้าหมองอยู่กับตัวเองก็ยังไม่สาย”
จ้าวเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“บอกไว้ก่อนนะว่าทางกรมอาญาจะต้องจดคำพูดการกระทำของเจ้าลงบันทึก พวกเขามีแต่จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนเป็นขุนนางเสียอีก แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเกินไป ขอแค่ไม่ทำอะไรละเมิดกฎ ก็ไม่สนใจหรอกว่าเจ้าจะมีความคิดอย่างไร
รอให้วันใดเจ้าทำเรื่องที่ล้ำเส้น กรมอาญาของพวกเราก็หนีไม่พ้นลงโทษเจ้าตามระเบียบ ซึ่งก็ยังไม่สายเกินไปเช่นกัน”
สีหน้าของหานเอ้ออึ้งค้าง ดวงตาทั้งคู่ไร้แวว
ซือถูซีกวงผู้ว่าการหานโจวเพิ่งจะได้รับรายงานที่ส่งมาจากชานจวินมหาบรรพตอุดรของแคว้นชิว แล้วยื่นส่งให้กับหลู่ส่งแม่ทัพประจำมณฑลหานโจวที่อยู่ข้างกายได้อ่าน
ยิ้มเอ่ยว่า “ตรวจสอบจนรู้รากฐานของนักฆ่าสองคนที่พยายามจะลอบโจมตีกองทัพม้าแล้ว คนหนึ่งคือนักรบพลีชีพของตระกูลที่จวงฟ่านอัครเสนาบดีของแคว้นชิวเลี้ยงดูเอาไว้ อีกคนคือนักรบพลีชีพที่ตอนนั้นเข้ามาในเมืองหลวงพร้อมกับหลิวเหวินจินแห่งกรมพิธีการ”
นักฆ่าสองคน คนหนึ่งในนั้นยังจัดวางค่ายกลอย่างตั้งใจอยู่บนเส้นทางที่เงียบสงัดช่วงหนึ่งของทางหลวง ผลคือถูกผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่กรมอาญาต้าหลีส่งตัวไปจัดการโดยตรง
พูดถึงแค่ทางฝั่งของเรือกระบี่นี่ก็ได้เห็นตลอดขั้นตอนว่านักรบพลีชีพที่เป็นอาจารย์ค่ายกลควบกับผู้ฝึกตนสายยันต์จัดวางค่ายกลอย่างไร เป็นเหตุให้แม่ทัพบู๊ที่กุมอำนาจหลายคนต่างก็รู้สึกว่าสามารถเรียกตัวอีกฝ่ายมาร่วมงานได้ แต่จ้าวเหยาไม่พยักหน้าตอบตกลง จุดจบของนักฆ่าผู้นั้นก็ได้ถูกลิขิตมาแล้ว
คิดจะสังหารกองทัพม้ากลุ่มหนึ่งของต้าหลีก่อนเพราะหวังจะได้ของรางวัลอย่างนั้นหรือ?
ความคิดของใต้เท้าอัครเสนาบดีท่านนั้นเรียบง่ายอย่างมาก แต่หากทำสำเร็จก็จะได้ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง นายท่านขุนนางบุ๋นที่มีจวงฟ่านเป็นผู้นำกลุ่มนี้ กลัวก็แต่ว่าที่ชายแดนจะไม่ทำสงคราม ไม่มีคนตาย หาไม่แล้วก็ไม่มีทางกระตุ้นความเดือดดาลของชาวบ้านในแคว้นได้
หากกองทัพม้าสองกองของต้าหลีที่มุ่งหน้ามายังชายแดนผ่านเขตและอำเภอหน้าด่านทั้งหลายของแคว้นชิวเหมือนเข้ามาในดินแดนไร้ผู้คน บุกฆ่ามาจนถึงเมืองหลวง ถ้าอย่างนั้นพวกเขายังจะนั่งลงต่อรองราคากับพวกคนเถื่อนต้าหลีที่นั่งอยู่บนหลังม้าสูงและแม่ทัพบู๊หานโจวที่ดื่มเลือดคนเหมือนดื่มน้ำกินข้าวอีกได้อย่างไร?
มีแม่ทัพร่างเล็กกำยำคนหนึ่งที่ยืนตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลัง เขารู้สึกเหลือเชื่ออย่างมากจึงพึมพำว่า
“เจ้าชั่วจวงฟ่านผู้นี้โง่หรือไร? มาเป็นอัครเสนาบดีของแคว้นชิวได้อย่างไร?”
แม่ทัพที่ยืนอยู่ข้างหน้าซึ่งสนิทสนมกับเขาหันหน้ามาเอ่ยสัพยอกว่า “อาศัยชาติตระกูลเหมือนกับเจ้านั่นแหละ”
จ้าวเหยายิ้มเอ่ยกับชินอ๋องเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกาย
“ได้ยินมาว่า อัครเสนาบดีท่านนี้อ่านตำราพิชัยสงครามมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะมารับตำแหน่งอัครเสนาบดีแทนที่บิดาก็ทำงานในกรมกลาโหมมานานถึงยี่สิบปี
ช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ได้กลายมาเป็นแขนซ้ายแขนขวาให้กับไทเฮาโตว้มี่ พร้อมกับหลิวเหวินจินเจ้ากรมพิธีการที่เชี่ยวชาญเวทกระบี่อย่างมาก ถูกเรียกขานว่าหยกคู่บุ๋นบู๊? ไม่ด้อยไปกว่าเฉาหยวนขุนนางผู้กอบกู้ความรุ่งเรืองของราชสำนักต้าหลีในอดีตเลยแม้แต่น้อย?
แล้วยังบอกด้วยว่าหากไม่เป็นเพราะแคว้นชิวเสียเปรียบในเรื่องชัยภูมิ หากอยู่ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ ด้วยพื้นฐานของขุนนางบุ๋นบู๊ที่มากไปด้วยความสามารถของแคว้นชิว ไม่ต้องถึงสามสิบปีก็จะสามารถลุกผงาดกลายเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ได้เหมือนกับจูอิ๋งเก่าและป๋ายซวง จากนั้นสั่งสมกำลังเงียบๆ สักห้าสิบหกสิบปี ก็จะสามารถงัดข้อกับราชสำนักต้าหลีได้แล้ว”
หานเอ้อรู้สึกเพียงความขมขื่นที่อัดแน่นเต็มอก เมื่อก่อนฟังแนวคิดเช่นนี้ เด็กหนุ่มชินอ๋องจะต้องรู้สึกฮึกเหิมอย่างมาก ตอนนี้พอมาได้ยินอีกครั้ง ไฉนถึงบาดหูเพียงนี้?
จ้าวเหยายิ้มเอ่ย
“ในอดีตตอนที่ยังไม่หลุดพ้นจากการเป็นแคว้นใต้อาณัติสกุลหลู มีปัญญาชนในราชสำนักกี่มากน้อยที่ด่าราชครูชุยว่าทุ่มเทกำลังทหารอย่างไม่ยั้งจนบ้านเมืองอ่อนแอ สักวันต้องทำให้แคว้นล่มสลาย
กองกำลังตระกูลเซียนที่พึ่งพาต้าหลีซึ่งมีน้อยจนนับนิ้วได้โดยมีตำหนักฉางชุนเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีพ่อค้าหลวงอีกหลายรายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของจวนราชครู ทำการค้าบางอย่างในอาณาเขตของแคว้นเล็กๆ ซึ่งเป็นแคว้นใต้อาณัติเหมือนกัน ล้วนขาดทุนทั้งหมด
พวกเขาก็ด่าราชสำนักสกุลข่งว่าเป็นกุมารแจกทรัพย์ ด่าฮ่องเต้ว่าเลอะเลือนหลงผิด ด่าขุนนางกรมคลังว่าเป็นเศษสวะไร้ประโยชน์ เพื่อรักษาหมวกขุนนางของตนก็ยอมเป็นหมามารับใช้ชุยฉาน ไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติของแคว้นและความเป็นอยู่ของชาวบ้านเลยสักนิด”
จ้าวเหยาเอ่ย “แน่นอนว่าชนะเป็นกษัตริย์แพ้เป็นโจร หากปีนั้นต้าหลีแพ้ให้กับราชวงศ์สกุลหลูซึ่งเป็นแคว้นเหนือหัว หรือภายหลังแพ้ให้กับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ก็ไม่ถือว่าพวกเขาด่าผิด”
หานเอ้อเอ่ยอย่างเสียใจ “ที่แท้สิ่งที่อยู่ในตำราล้วนเป็นการเขียนอย่างส่งเดชทั้งนั้น”
จ้าวเหยายิ้มบางๆ อย่างอดไม่อยู่ “อย่าอ่านตำราอย่างตายตัว แล้วก็อย่าอ่านตำราให้เสียเปล่า”
ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ โจวไห่จิงหรี่ตามองเสื้อเกราะยันต์ของรองแม่ทัพหานโจว แล้วก็เป็นวัตถุบนภูเขาที่สร้างขึ้นอย่างประณีตราคาแพงระยับประเภทนี้ที่หากทุกวันนี้ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปทำสงครามกันอีกครั้งก็จะยิ่งสิ้นเปลืองเงินทองมากกว่าเก่า
ในอดีตราชสำนักแคว้นต่างๆ จ้างผู้ฝึกตนตระกูลเซียน ตามหาเซียนซื่อที่หากให้เงินมากพอก็ยอมออกจากภูเขามาช่วยเหลือ ไม่เพียงแต่ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่รู้กี่เท่า
ผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่างหลายคนยังถึงขั้นไม่กล้าไปหาเรื่องช่วยจากสนามรับแล้ว กลัวก็แต่ว่าอาวุธตระกูลเซียนที่โผล่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวพวกนั้นจะแวะมาทักทายบนร่าง
เงินเทพเซียนที่เป็นค่ามัดจำก้อนหนึ่งซึ่งเอามาถือไว้ยังไม่ทันร้อนจะกลายเป็นเงินบำรุงขวัญแทน
ในอดีตตอนที่โจวไห่จิงยังหาประสบการณ์อยู่ในยุทธภพก็เคยเห็นกับตาตัวเองว่าเทพเซียนผู้เฒ่าขอบเขตถ้ำสถิตคนหนึ่งรับเงินคนอื่นมาช่วยฟาดเคราะห์ให้อีกฝ่าย ทะยานเมฆขี่หมอก ลอยตัวออกห่างจากพื้นดินของสนามรับ ทำมุทราท่องคาถาร่ายวิชาด้านยันต์ที่คล้ายกับการโปรยถั่วให้กลายเป็นกองทัพอย่างผ่อนคลาย
ในขณะที่กำลังลำพองใจ เรือนกายก็พลันถูกลูกธนูบนหน้าไม้ของสำนักโม่ที่ถูกเก็บไว้ในคลังของแคว้นศัตรูยิงขาดออกเป็นสองท่อน เลือดกระจายเหมือนดอกไม้บาน ไส้ไหลออกมาจากร่างที่ขาดเป็นสองท่อนกองเกลื่อนอยู่เต็มพื้น
ขนาดขอบเขตถ้ำสถิตยังเป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกตนทำเนียบที่เป็นห้าขอบเขตล่างที่ไปถึงสนามรบก็ยิ่งเรี่ยวแรงไม่สอดคล้องกับกำลังใจ ยากมากที่ตอนเช้าจะร่ายกระบวนท่าวชิาตระกูลเซียนไม่กี่ท่า ตอนกลางวันก็ได้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ตอนเย็นกลับไปนับเงินในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนได้อีก
เพื่อเงินเทพเซียนแค่ไม่กี่เหรียญ ไม่ควรเลยที่จะพาตัวไปเสี่ยงอันตราย ตั้งใจฝึกตนอยู่ในภูเขาไปก็พอ ทุกปีรับเงินกตัญญู เงินผู้ถวายงานจากล่างภูเขายามถึงเทศกาลปีใหม่ ไปเยือนเมืองหลวง มอบยันต์เซียน คำขอพรขจัดเคราะห์ให้กับพวกแม่ทัพขุนนางชนชั้นสูงทั้งหลาย แล้วมอบโอสถตระกูลเซียนที่กินแล้วไม่ตายให้อีกสักสองสามขวด ไม่ต้องรบราฆ่าฟันให้ทำลายความปรองดอง แล้วยังได้ผูกควันธูปที่เป็นบุญสัมพันธ์ต่อกัน นั่นจะไม่ยิ่งมั่นคงกว่าหรอกหรือ