กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1180.2 บนเส้นทางแห่งความสงบสันติ
แต่ก็มีผู้ฝึกตนอิสระที่ทำอะไรไร้ความยำเกรงที่กล้ารับงานจริงๆ แต่พวกเขาบ้างก็รับเงินจากทั้งสองทาง เอาเงินมัดจำสองก้อนมาแล้วก็หนีไป ตั้งวงปั้นเรื่อง จัดฉากวางแผนต้มตุ๋น คุยโวให้การสืบทอดและวิชาของสำนักตนฟังดูเลิศลอยเหมือนบุปผาปลิวโปรยลงมาจากฟากฟ้า ก็แค่กองกำลังหลายพันนายของแคว้นศัตรู ใช้ลมปากเป่าให้ขบวนทัพกลายเป็นเถ้าธุลีย่อมทำไม่ได้อยู่แล้ว
ผินเต้าไม่ใช่ประเภทที่ชอบคุยโวโอ้อวด แต่หากจะบอกว่าทำให้ทัพต้องถอยร่นกลางคัน อาศัยเวทลับบทหนึ่งเรียกสมบัติหนักในการโจมตีออกมาหลายชิ้น พริบตานั้นก็ฆ่าคนฝ่ายของพวกเขาไปหลายร้อยคน กลับสามารถทำได้อย่างคล่องมือ… ถึงขั้นที่ว่าให้คนในกองทัพแว้งกลับมาโจมตีพวกเดียวกันเอง หรือไม่ก็เอาหัวแม่ทัพไปรับรางวัลจากกระโจมทัพฝั่งตรงข้ามยามค่ำคืนก็ยังได้
เซียนซื่อทำเนียบบนภูเขาแต่ละคนฉลาดมีไหวพริบไม่แพ้กัน ผู้ฝึกตนอิสระก็ทำอะไรป่าเถื่อนไม่แพ้กัน
คนล่างภูเขาก็ไม่ใช่คนโง่ หลังจากถูกหลอกไปครั้งสองครั้งก็เริ่มคิดแผนหาทางออก ยกตัวอย่างเช่นซื้ออาวุธที่ทำจากตระกูลเซียนมาจากฝั่งของราชสำนักต้าหลีในจำนวนมากขึ้น แต่ว่าในช่วงเวลาที่สำคัญ กรมกลาโหมกับกรมคลังของต้าหลีกลับเริ่มทำการปรึกษาเรื่องของการ “ซื้อคืน”
คิดไม่ถึงว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปลี่ยนท่าทีไปจากเดิม ถึงกับไม่พูดถึงเรื่องการ “ซื้อคืน” ที่ราคามีสูงมีต่ำอะไรแล้ว แต่ดูจากท่าทางคือคิดจะส่งขุนนางที่เกี่ยวข้องไปทำการตรวจนับ ตรวจสอบและเอากลับมาจากคลังของแคว้นต่างๆ แทน
พวกเขาจำต้องเจรจากับขุนนางต้าหลีอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังได้รับคำตอบที่เหมือนเดิม
ต้าหลีของพวกเราแค่อนุญาตให้พวกเจ้ากอบกู้แคว้นกลับคืนมาเท่านั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสัญญาประเภทไหน การส่งมอบและการตรวจรับก็ล้วนชัดเจน ไม่มีจุดใดที่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากใจ ถึงขั้นที่ว่ายังให้พวกเจ้าได้ยืมมัลละยันต์นับร้อยตนและภูตเผ่าพันธุ์ย้ายภูเขาประเภทต่างๆ ในการบุกเบิกเส้นทางน้ำ สร้างความมั่นคงให้กับดินแดนโดยไม่คิดค่าตอบแทน ฯลฯ
ทว่าเสื้อเกราะและอาวุธพวกนั้น กรมกลาโหมและกรมคลังของเมืองหลวงสำรองต้าหลีต่างก็จดบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าพวกเจ้าแค่ช่วยดูแลรักษาไว้ชั่วคราวเท่านั้น บอกไว้เมื่อไหร่ว่ามอบให้พวกเจ้าเปล่าๆ?
ราชสำนักเหล่านี้ทั้งเสียดายทั้งใจฝ่อจริงๆ
คนในยุทธภพแม้แต่ฝันก็ยังฝันว่าได้ครอบครองศาสตราวุธคมกริบที่สามารถผ่าเหล็กได้เหมือนก้อนดิน เมื่อก่อนต้องฝันกลางวันถึงจะมีได้ ทุกวันนี้แค่มีเงินก็ได้แล้ว แค่ผูกสัมพันธ์กับที่ว่าการหรือแม่ทัพบู๊ผู้มีคุณูปการของแคว้นต่างๆ ตกลงราคากันให้เรียบร้อย
ฝ่ายหลังย้ายอาวุธตระกูลเซียนทั้งหลายออกไปข้างนอก ฝ่ายแรกจิตใจทะเยอทะยาน มือหนึ่งส่งเงินมือหนึ่งรับของ มีอาวุธเทพอยู่ในมือก็อยากจะสร้างลมคาวฝนเลือดขึ้นมาในยุทธภพ ผลคือเห็นหน้าศัตรูในยุทธภพก็เกิดตาแดงก่ำ ตีกันไปตีกันมาก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ข้ามี… เอ๊ะ เจ้าก็มีด้วยหรือ?
หลายปีมานี้ลูกหลานชนชั้นสูงของทางทิศใต้กี่มากน้อยที่อาศัยช่องทางนี้ร่ำรวยขึ้นมาฉับพลัน? เล่นสนุกกับสตรีบุปผางามแห่งหอนางโลมจะนับเป็นอะไรได้ เริ่มหันไปนอนกับแค่เทพธิดาบนภูเขาเท่านั้นแล้วด้วยซ้ำ
คงเป็นเพราะในประวัติศาสตร์มักจะมีเรื่องสกปรกวุ่นวายแบบนี้อยู่เสมอ เปลี่ยนคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่เอี่ยม ทว่ามีสถานะและยศที่ไม่ต่างกัน จึงยังคงใช้วิธีการแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยน
เฉาเกิงซินหันหน้าเข้าหากำแพง แอบดื่มเหล้าไปหนึ่งคำ ยกหลังมือเช็ดมุมปาก เขยาน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีม่วง เอ่ยว่า
“จำได้ว่าราชครูชุยเคยมีข้อสรุปอยู่ข้อหนึ่ง ความหมายคร่าวๆ ก็คือหากจะบอกว่าปัญญาชนใช้ภาษาในการทำให้กฎหมายวุ่นวาย จอมยุทธใช้กำลังละเมิดกฎ
ถ้าอย่างนั้นบนภูเขาก็ใช้วิชาเซียนสยบกำราบล่างภูเขา ชักนำโลกมนุษย์ ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญตนก็จะไม่ได้เพียงแค่มองเมินอ๋องและโหว ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาเท่านั้น ความสัมพันธ์ของราชสำนักต้าหลีกับบนภูเขาทุกวันนี้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้ จะเป็นความสัมพันธ์กึ่งมิตรกึ่งศัตรูเช่นนั้นตลอดไป”
เฉาเกิงซินหัวเราะ
“แม่นางโจว เจ้ายังไม่เคยอยู่ในวงการขุนนางอย่างแท้จริง แล้วก็อ่านตำราประวัติศาสตร์มาไม่เยอะ ไม่ค่อยเข้าใจถึงข้อเสียของการที่กลุ่มปัญญาชนผูกขาดอำนาจการเมืองมาอย่างยาวนานผ่านเครือข่ายของทางตระกูลและเสียงวิพากษ์ของสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้ายแรงของการที่บรรดาเสมียนที่ทำงานเอกสารซึ่งอยู่ระดับล่างสุดของวงการขุนนางกลายมาเป็น ‘ตระกูลผู้มีอิทธิพล’ นี่ไม่ใช่กิจธุระในโลกมนุษย์ที่ห้าขอบเขตบนสี่ห้าคน หรือแม้กระทั่งผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานจะสามารถควบคุมดูแลได้
หากไม่ต้องทำสงครามได้แน่นอนว่าย่อมดีที่สุด ไม่ต้องฆ่าคน มีคนตายน้อยลง แต่อย่างไรก็ต้องตระหนักถึงสภาพบ้านเมืองในยามที่ไม่มีสงครามด้วย
เพราะสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือการบั่นทอนและทำลายจิตใจผู้คนอย่างเงียบงันโดยไม่รู้ตัว ภายในหน่วยงานราชการมีการสืบทอดพฤติกรรมและวิธีคิดเดิมๆ อย่างซ้ำซาก นอกวงราชการก็มีแนวโน้มความคิดของผู้คนที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนาน เรื่องเหล่านี้ไม่อาจไม่พิจารณา ไม่อาจไม่เข้าไปจัดการ แต่ก็ไม่อาจจัดการอย่างเลื่อนลอย แทรกแซงเกินควร หรือจัดการอย่างสะเปะสะเปะไร้ทิศทาง”
สำหรับคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของการเป็นขุนนางประเภทนี้ โจวไห่จิงรู้สึกว่าจุดจืดน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง นางจึงมักจะฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวามาโดยตลอด
นางกำลังสังเกตแม่ทัพหญิงของต้าหลีที่องอาจเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาผู้นั้น หวงเหมยเซียนเองก็กำลังมองประเมินปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่สร้างชื่อเสียงไว้ในเมืองหลวงต้าหลีผู้นี้เช่นกัน
เฉาเกิงซินพูดอยู่กับตัวเอง
“กองทัพชายแดนของแคว้นชิวที่แข็งนอกอ่อนใน รวมกันแล้วก็มีทหารเพียงไม่กี่หมื่นนายเท่านั้น และส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มที่แทบไม่เคยฟันใคร แล้วก็ไม่เคยโดนฟันมาก่อน
แต่ราชวงศ์ต้าหลีนั้นกลับครอบครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีป ทุกวันต้องมีความสุขความทุกข์ การจากลาและการพบเจอของชาวบ้านกี่มากน้อยที่เกิดขึ้นและดับลง
ในช่วงเวลาที่พวกเรากำลังพูดคุยกันนี้ ในเมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน หมู่บ้านชนบท หรือชายฝั่งทะเล ต้องมีความผิดหวัง หรือแม้กระทั่งสิ้นหวัง กี่มากน้อยเกิดขึ้น หรือไม่ก็อาจจะยังมีความคาดหวัง รอคอยวันพรุ่งนี้ด้วยความหวังเล็กๆ”
โจวไห่จิงอึ้งตะลึง ปรมาจารย์ด้านวรยุทธที่มีชาติกำเนิดจากชาวประมง น่าจะถูกคำว่า “ชายฝั่งทะเล” นั้นทิ่มแทงจุดเจ็บปวดในหัวใจ
“ทั้งๆ ที่ทุกวันต้องเจอกับความลำบากขมขื่น แต่กลับยังรู้สึกว่าทุกเรื่องไม่มีความเกี่ยวข้องกับตน ดูท่าพวกเราก็ช่างทนกับความยากลำบากกันได้ดีจริงๆ”
เฉาเกิงซินยิ้มตาหยี
“แผ่นดินที่ราชครูชุยและกองทัพม้าเหล็กต้าหลียึดครองมาได้อย่างไม่ง่าย ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานและผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแค่ไม่กี่คนจะสามารถรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้หรือ?”
โจวไห่จิงจุ๊ปากพูดกลั้วหัวเราะ “บัณฑิตอย่างพวกเจ้าด่าคนล้วนไม่มีคำหยาบเลยนะ”
เฉาเกิงซินร้องเอ๊ะโต้กลับมา “เจ้าก็พูดเองแล้วว่า ‘พวกเรา’”
หวงเหมยเซียนหัวเราะอย่างรู้ทัน
เฉาเกิงซินพลันถามว่า “รองแม่ทัพหวง แม่นางโจว ศัตรูที่แท้จริงของต้าหลีพวกเราคือใคร?”
โจวไห่จิงถามว่า “แคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป?” หรือว่าคายออกมาแล้วยังต้องเอากลับมากินอีก?
หวงเหมยเซียนกล่าว “คือเซียนซื่อของในทวีปที่ในเมื่อไม่ทำสงครามแล้วก็ได้สะสมความโกรธแค้นมายาวนาน ในที่สุดก็กลายมาเป็นศัตรูกัน?”
เฉาเกิงซินส่ายหน้า “มีแค่ตัวต้าหลีเองเท่านั้น”
หวงเหมยเซียนทำท่าครุ่นคิด เฉาเกิงซินยิ้มเอ่ย
“คำถามไม่ใช่คำถามที่ข้าถามเป็นคนแรกสุด และคำตอบก็ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนตอบ”
รองเจ้ากรมอาญาจ้าวเหยาคอยจับตามองความเคลื่อนไหวในมุมห้องนี้อยู่ตลอด เฉาเกิงซินผู้นี้ ก่อนหน้านี้ข้อสอบที่จวนราชครูเป็นคนออกได้รั่วไหลออกมาแล้ว แม้กระทั่งคำตอบก็มีมาพร้อมกันด้วย ดูท่าทูตผู้ตรวจการเฉาผู้นั้นจะชื่นชมรองแม่ทัพหานโจวอย่างหวงเหมยเซียนมาก
จ้าวเหยาเดินมาทางนี้ ยิ้มเอ่ยว่า
“ใต้หล้าแห่งหนึ่ง รวบรวมกำลังของใต้หล้า สร้างผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่กลุ่มเล็กขึ้นมา เปลี่ยวร้างได้มีการตั้งสมมติฐานเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว น่าเสียดายที่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ ไม่อย่างนั้นก็จะมีตัวอย่างอ้างอิงที่ดีมาก”
หานเอ้อเด็กหนุ่มชินอ๋องที่ไม่ได้รับความสำคัญที่สุดบนเรือลำนี้ ยึดหลักการหนึ่งไว้อย่างแน่นหนา รองเจ้ากรมจ้าวไปที่ไหนคนก็จะตามไปที่นั่น
จ้าวเหยาเรียกชื่อของขุนนางผู้หนึ่งบอกตัวเลขออกไป ขุนนางหนุ่มของกรมอาญาต้าหลีผู้นั้นก็หยิบรายงานฉบับหนึ่งมาให้ทันที มีความเกี่ยวข้องกับจวนชินอ๋องของหานเอ้อแห่งแคว้นชิว
จ้าวเหยายื่นรายงานส่งให้หานเอ้อ หานเอ้ออ่านแล้วสีหน้าก็เขียวคล้ำ ปากสั่นระริก อยากจะด่าแต่กลับด่าไม่ออก
ดูเหมือนว่าคำพูดหยาบคาย คำพูดโหดเหี้ยมที่สอนไว้ในตำรา ล้วนไม่แรงพอ ไม่พอที่จะบรรยายความเดือดดาลเจ็บแค้นที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มเลยสักนิด
จ้าวเหยาเอ่ย
“เดิมทีหากอิงตามความคิดของข้าเอง หรือไม่อิงตามลักษณะการปฏิบัติงานแบบดั้งเดิมของกรมอาญา สาวใช้จวนชินอ๋องที่เติบโตมาพร้อมกับเจ้าตั้งแต่เล็กคนนั้น เมื่อคืนวานได้รับบาดเจ็บหนัก ไม่ได้รับการรักษาจะต้องตายไปแล้ว ถูกห่อศพลวกๆ เอากลับมาที่จวนชินอ๋อง ให้เจ้าที่ได้กลับไปเมืองหลวงเป็นคนไปเก็บศพนางด้วยตัวเอง
แต่ตอนนี้กรมอาญาของพวกเราไม่กล้าทำเช่นนี้ กลับกันยังส่งคนให้นายาทาแผลที่เป็นสูตรลับบนภูเขาขวดหนึ่งไปมอบให้กับนาง”
หานเอ้อเงยหน้าขึ้น จ้องเขม็งมาที่รองเจ้ากรมอาญาต้าหลีซึ่งมีอำนาจสูงผู้นี้
สายลับของกรมอาญาต้าหลีพวกเจ้าทำอะไรเหี้ยมโหดขนาดนี้เชียวหรือ?!
สายตาจ้าวเหยาฉายแววเวทนา
“เกลียดแค้นข้าและกรมอาญาต้าหลีมากกว่าเดิมอีกหรือ? ไม่ถูกกระมัง หานอวิ๋นต่างหากที่เป็นตัวการร้ายที่เกือบจะโบยนางให้ตายไม่ใช่หรือ?”
เขายื่นมือไปตบหน้าเด็กหนุ่มหนักๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ตบจนแก้มของเด็กหนุ่มชินอ๋องแดงก่ำเป็นรอยฝ่ามือขึ้นมาทันใด
“โง่ก็ยังพอทน แต่เจ้ายังไม่มียางอายอีกหรือ? หานเอ้อ เจ้าต้องกลัวให้ลึกลงไปถึงกระดูก และอย่าได้แสดงความเกลียดแค้นออกมาบนใบหน้า”
หานเอ้อถูกจ้าวเหยาตบรัวๆ จนมีดาวสีทองหมุนติ้วๆ รอบดวงตา หัวหมุนไม่รู้ทิศทาง ฝ่ามือสุดท้ายของจ้าวเหยาก็ยิ่งตบให้เด็กหนุ่มร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น
รองเจ้ากรมเฉารีบกระโดดออกมาขวาง ใช้ภาษาถิ่นของเมืองหลวงเอ่ยประโยคว่า “เจ้าทำร้ายคนแบบนี้ จ่ายเงินมาเลย”
บนเรือกระบี่ นอกจากซือถูชีกวงที่เป็นผู้ว่าการ หลู่ส่งแม่ทัพประจำมณฑลหานโจว หวงเหมยเซียนรองแม่ทัพหานโจวแล้ว ก็ยังมีขุนนางของเขตการปกครองและจังหวัดอีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงเซวียเจิ้งและเต้าเจิ้งของในมณฑลที่ขึ้นเรือมาเพื่อผสมให้ครบจำนวน ไม่มีสิทธิออกเสียงใดๆ
ฝ่ายหนึ่งคือขุนนางที่มีแต่ตำแหน่งไม่มีอำนาจ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็คือเต้ากวานระดับขั้นต่ำ
การประชุมเช้าของแคว้นชิวในวันนี้ผู้คนหร็อมแหร็มบางตา ในตำหนักว่างเปล่ากว่าปกติถึงครึ่งหนึ่ง บางคนก็ลาป่วย บางคนถึงขั้นไม่หาข้ออ้างด้วยซ้ำ
สาสน์ของต้าหลีฉบับนั้นเขียนไว้อย่างชัดเจน รายชื่อของคนสี่ร้อยกว่าคนบนใบรายชื่อเหนือสุดไปจนถึงไทเฮาโตว้มี่ ฮ่องเต้หานอวิ๋น ล่างสุดไปจนถึงพวกปัญญาชนที่จับกลุ่มชุมนุมกันจัดตั้งสมาคม ใช้ข้ออ้างว่ารวมตัวสังสรรค์เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมาใช้คำพูดปลุกปั่น บิดเบือนชักจูงผู้อื่น ล้วนถูกมองเป็นโจรกบฏ เป็นขุนนางทรยศที่คิดจะยกทัพก่อกบฏยั่วยุชายแดน
กองทัพชายแดนต้าหลีให้เวลาสองวัน ต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ให้ขาด ส่วนคนที่ไม่ทำตาม คำว่า ‘ต้องลงโทษสถานหนัก’ จะหมายความว่าอะไร ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ในสาสน์ไม่ได้บอกไว้อย่างละเอียด
ก็สาสน์แห่งแคว้นนี่นะ แต่ไหนแต่ไรมาก็ใช้การเขียนแบบราชการในการเขียนแบบราชการอีกทีอยู่แล้ว
ไม่เหมือนการว่าราชการในทุกๆ วันของราชสำนักต้าหลี ทุกเดือนแคว้นชิวจะประชุมเข้าแค่สามครั้ง ต้องเป็นขุนนางระดับห้าขึ้นไปของเมืองหลวงถึงจะเข้าร่วมการประชุมได้
เด็กหนุ่มหานอวิ๋นนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร เมื่อหลายปีก่อนข้างเท้าของเขายังมีที่วางเท้าเป็นสีเหลืองสด ภายหลังได้ถูกยกออกไปแล้ว ด้านหลังพระที่นั่งยังมีแท่นสูง ผ้าม่านที่ประดับไว้ด้วยอัญมณีทั้งผืนคลี่กางลงมา ด้านหลังคือไทเฮาสาวที่ท่วงท่าสง่างามทุกอิริยาบถ
หานอวิ๋นตาปรือด้วยความง่วง เกือบจะอ้าปากหาวแล้ว เขาก้มหน้าลงน้อยๆ กำมือเป็นหมัดมาป้องข้างปาก เลิกเปลือกตาขึ้น กวาดตามองไปรอบด้าน
หลางจงหกคนของกรมทั้งหลายมาเข้าร่วมการประชุมอย่างที่ฟ้าผ่าก็ไม่สะเทือน เพราะพวกเขาล้วนเป็นขุนนางที่ราชสำนักต้าหลีปล่อยมาไว้ที่นี่
ได้แก่กองชิงลี่ฝ่ายงานบวงสรวงกรมพิธีการ กองคัดเลือกทหารกรมกลาโหม กองตรวจสอบผลงานกรมขุนนาง ฝ่ายชลประทานของกรมโยธา ฝ่ายขนส่งของกรมคลัง หน่วยลดโทษและปรับยศของกรมอาญา
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนหนุ่มอายุน้อย อายุประมาณสามสิบปี แม้ว่าพวกเขาจะเข้าร่วมการประชุมในท้องพระโรงของแคว้นชิว แต่ก็แทบไม่เคยเปิดปากพูด ยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม้อยู่บนก้อนอิฐสีทอง เป็นอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า
นิสัยของพวกเขาแตกต่างกันไป ทว่ายามที่กลับไปทำงานในที่ว่าการของตัวเองกลับไม่มีข้อห้ามหรือข้อพิถีพิถันอะไรมากนัก มีการคบค้าสมาคมกับเพื่อนร่วมงานเป็นปกติ นอกจากภาษาทางการต้าหลีที่กลายเป็นภาษากลางของทวีปแล้ว ภาษาทางการของแคว้นชิวในอดีตพวกเขาก็พูดกันได้อย่างคล่องปาก
ในฐานะแคว้นเหนือหัว เมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองของต้าหลี ทุกปีจะต้องส่งตัวขุนนางหนุ่มกลุ่มหนึ่งมา “ประจำภายนอก” ไปฝึกประสบการณ์ในที่ว่าการของราชสำนักแคว้นใต้อาณัติแห่งต่างๆ ทำความคุ้นเคยกับงานการปกครอง โดยปกติแล้วจะใช้เวลาสามถึงห้าปี จากนั้นพวกเขาก็จะกลับคืนสู่วงการขุนนางของต้าหลี
หานอวิ๋นมีความวู่วามอย่างหนึ่งมาโดยตลอด หากลากคนพวกนี้สองสามคนออกไปตัดหัว หัวของหลิวเหวินจินกับหานเอ้อก็จะต้องไปตกอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีแล้วหรือไม่?
จวงฟ่านอัครเสนาบดีแห่งราชสำนัก สืบทอดตำแหน่งนี้กันมาหลายรุ่นหลายสมัย บุตรสืบทอดกิจการของบิดามาแล้วหลายชั่วคน เป็นทั้งนักกวีใหญ่ แล้วก็เป็นทั้งนักเขียนพู่กันจีน แล้วยังเป็นนักสะสมที่เชี่ยวชาญการประเมินงานศิลปะ
เวลานี้ใต้เท้าอัครเสนาบดีกำลังใช้ปากพูดเรื่องการทหาร พูดต่อหน้าหลางจงทั้งหลายเหล่านั้นว่าแคว้นชิวควรจะเปิดฉากสงครามกับด่านชายแดนก่อนอย่างไร จากนั้นค่อยทำสงครามกับเขตการปกครองไหน แล้วค่อยรุกคืบไปถึงชานเมืองหลวงที่มีกำแพงล้อมรอบแน่นหนา สุดท้ายรุกเข้าไปต่อสู้ในตรอกของเมืองหลวงและนอกพระราชวัง… วางแผนไปทีละก้าว เส้นสายชัดเจน
เพียงแต่ว่าการประชุมครั้งนี้ออกจะแตกต่างจากในอดีตอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ในท้องพระโรงจะต้องมีเสียงให้กำลังใจที่ไม่ดังแต่กลับหนักแน่นดังขึ้นเป็นระลอกขึ้นลง หรือไม่ก็มีขุนนางบางคนที่หน้าแดงก่ำ ร่างสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ให้ความร่วมมือกับใต้เท้าอัครเสนาบดีเหมือนคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ ทว่าในท้องพระโรงวันนี้กลับเงียบเหงาอยู่บ้างเล็กน้อย
แม่ทัพใหญ่โตว้ม่าน คือผู้นำพระญาติฝ่ายหญิงได้อย่างสมศักดิ์ศรี น้องชายแท้ๆ ของไทเฮาใบหน้าจิ้มลิ้มงดงามราวกับหยก เรือนกายสูงเพรียว
ก่อนหน้านี้สงครามที่แจกันสมบัติทวีปปิดฉากลง เรื่องการค้นภูเขาในอาณาเขตแคว้นชิวก็ล้วนเป็นเขาที่ยุ่งง่วนหัวไม่วางหางไม่เว้น บนร่างสวมเสื้อเกราะ นำทัพด้วยตัวเอง จับตัวพวกกากเดนเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่ซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาไว้ได้หลายคน หัวของพวกมันล้วนแขวนไว้บนหน้าประตูเมืองของเขตการปกครองใหญ่แห่งต่างๆ ทำให้คนสาแก่ใจยิ่งนัก
เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นฟู่เสียนที่ไม่สวมชุดราชการ แต่สวมชุดคลุมอาคมสีเขียวมรกตมีฉายาว่า “หลิงเพ่ย” ร่ายคาถาน้ำได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ
ฟู่เสียนคือเจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคตระกูลเซียนที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นชิว ในภูเขายังมีบรรพจารย์ก่อกำเนิดคนหนึ่งที่ปิดด่านมานานหลายปี ต่างก็พูดกันว่าในศึกของเมืองหลวงสำรองที่ชีวิตของเซียนซื่อไม่ต่างจากต้นหญ้า เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส สร้างคุณูปการด้านการสู้รบอย่างเลิศล้ำไว้บนชายฝั่งสองข้างของลำน้ำใหญ่ ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้ต่อสู้กับปีศาจใหญ่ห้าขอบเขตบนตนหนึ่งจนฟ้าดินมืดมิด เกือบจะพินาศวอดวายกันไปทั้งสองฝ่าย