กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1182.2 ภาพบินทะยานผสานมรรคาภาพหนึ่ง
เฉินผิงอันไม่รับน้ำใจ หัวเราะร่าเอ่ยว่า
“ก่อนหน้านี้อยู่ในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนเนินฝูหยา เป็นผู้ถวายงานคนใดที่นอนแนบพื้นแล้วทำท่าว่าว่ายน้ำรอดูเรื่องตลก?”
เสี่ยวโม่มองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ทำหน้าเหลอหลาแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แสดง แสดงต่อไปสิ”
เซียโก่วถามอย่างระมัดระวัง
“คือซิวหูศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าขุนเขาที่ช่วยปูทางไว้ให้นานแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า
“เขาดูแคลนที่จะทำด้วยซ้ำ ขอแค่ข้าไม่เป็นเงามืดใต้โคมไฟต่อไป ย่อมต้องใคร่ครวญออกมาได้ด้วยตัวเอง”
เซียโก่วถามอย่างสงสัย
“เบาะแสอยู่ในจวนราชครูหรือ? เรื่องนี้ไม่น่าจะเดาผิดแล้วกระมัง? แต่แม้กระทั่งห้องโถงและห้องหนังสือของชุ่ยฉานข้าก็แวะไปเดินดูมาแล้วนะ ทำไมถึงไม่รู้เรื่องล่ะ?”
เฉินผิงอันกล่าว
“ภูเขาสายน้ำแบบเดียวกัน แต่เป็นสภาพจิตใจที่แตกต่างของคนที่แตกต่าง เบาะแสที่มองออกมาจะเหมือนกันได้อย่างไร”
เสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อย ก่อนถามว่า
“ในอนาคตเจ้าขุนเขาคงไม่คิดจะผสานมรรคากับดินอวยพรหรอกนะ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะยังไปเยือนใต้หล้าห้าสี จะไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวอีกได้อย่างไร? จะให้แบกแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งไปหรือ?”
เซียโก่วร้องว้าว
“ถ้าอย่างนั้นก็คือการแบกบ่อจากบ้านเกิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์และจะไม่มีอีกในอนาคตแล้วจริงๆ นะเนี่ย”
เฉินผิงอันประกบสองนิ้วแจกมะเหงกไปหนึ่งที นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงใช้เสียงในใจถามว่า
“เสี่ยวโม่ เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว ตอนนี้ภาพที่เจ้าเห็นโลกใบนี้เป็นอย่างไร?”
เกี่ยวกับทัศนียภาพของ “วิถีทางโลก” ที่ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่มองเห็น ฮั่วหลงเจินเหรินเคยอธิบายแทนเซียโก่วไปครั้งหนึ่งตอนที่อยู่ท่าเรืออวี๋หลิน ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันขอยืมมรรกกถาจากลู่เฉินมาชั่วคราวแล้วเดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ของแจกันสมบัติทวีป ทำให้เขามี “ความเข้าใจ” เฉพาะตัวบางอย่างเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
เสี่ยวโม่เอ่ย “สามารถแบ่งทัศนียภาพออกคร่าวๆ ได้สามประเภท”
“หนึ่งคือสามารถมองเห็น “เซียโก่ว” หลายพันคนระหว่างเส้นทางภูเขาสิบกว่าลี้ซึ่งเดินผ่านมาแล้วได้ เหมือนภาพนิ่งภาพแล้วภาพเล่าที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน และยังมี “เซียโก่ว” ในเวลานี้ที่กำลังจะเดินไปบนเส้นทางข้างหน้า แต่จำนวนมีไม่มาก แค่ร้อยกว่าก้าว สิบกว่าคน อีกทั้งยิ่งนานเรือนกายก็จะยิ่งพร่าเลือน”
“ประเภทที่สองก็คือเห็นภูเขาเขียวราวกระบี่ เห็นน้ำไหลอย่างพวกลำธารลำคลองแม่น้ำเหมือนกระบี่เช่นเดียวกัน ขอแค่จิตขยับไหวเล็กน้อยก็จะสามารถบังคับภูเขาสายน้ำให้กลายเป็นกระบี่ยาวได้”
“ประเภทที่สาม บางทีอาจเป็นผลมาจากหนึ่งในกระบี่แห่งชะตาชีวิต สามารถมองเห็นเส้นเส้นหนึ่งที่เหมือนแสงกระบี่ลอยอยู่นอกฟ้าของโลกมนุษย์”
เฉินผิงอันถอนหายใจด้วยความทึ่ง พยักหน้าเอ่ย “เป็นทัศนียภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างแท้จริง ”
เซียโก่วนวดคลึงข้างแก้ม ท่าทางอัดอั้นไม่มีความสุข ก่อนหน้านี้เป็นนางที่ไล่จับเสี่ยวโม่อยากได้เขามาเป็นคู่บำเพ็ญเพียร ส่วนตอนนี้… ดูเหมือนว่าก็ยังต้องไล่ตามเสี่ยวโม่อยู่ดีนะ?
เสี่ยวโม่เอ่ย
“คุณชาย อย่าเห็นว่าตอนนี้นางทำท่าเสแสร้งตามคำกล่าวของสหายปี้เซียว ป่ายจิ้งเมื่อหมื่นปีก่อน อย่างน้อยที่สุดก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์หรือไม่ได้ยินสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้มากถึงห้าหกชนิดเชียวนะ สหายปี้เซียวบอกว่าสิ่งที่นางได้พบเห็นและได้ยินก็คือ “เค้าโครงของมหามรรคา” แต่ก็เพราะเหตุนี้ทำให้มันกลับกลายเป็นตัวถ่วงของป่ายจิ้ง เหมือนถูก “สวรรค์ชิงชัง” นางคิดอยากจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ก็ยากยิ่งกว่าพวกผู้มีพรสวรรค์ชั้นยอดบางคนเสียอีก ”
เซียโก่วเอาสองมือโอบหมวกขนเตียว ส่ายหน้าโคลงหัว “หึ”
เฉินผิงอันคร้านจะพูดอะไร รู้สึกเหมือนถูกแทงซ้ำหลายกระบี่
เสี่ยวโม่หันไปมองเซียโก่ว พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“สหายปี้เซียวบอกว่าไม่ให้เจ้าผลาญพรสวรรค์อย่างสิ้นเปลืองแล้ว ขอแค่วันหนึ่งที่มิอาจผสานมรรคาได้ เค้าโครงแห่งมหามรรคาที่ฟ้าดินเก็บไว้ให้เจ้าล่วงหน้า มีมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”
เซียโก่วร้องเฟ้ย “เขามายุ่งอะไรกับข้าด้วย? ขอบเขตสูงกว่าหนึ่งขั้นแล้วร้ายกาจนักหรือ…”
เสี่ยวโม่โมโหทันใด ยื่นมือไปกดหมวกขนเดียว เซียโก่วก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ต้องร้ายกาจแน่อยู่แล้ว !”
เพราะถึงอย่างไรก็ขยับเข้าใกล้ศาลบรรพจารย์แล้ว จึงมีผู้ฝึกตนคนหนึ่งของพรรคอวี้ฝ่างปรากฏตัวที่นี่ นางบากหน้าเอ่ยว่า
“พรรคของข้ากำลังประชุมศาลบรรพจารย์กันอยู่ รบกวนแขกผู้สูงศักดิ์ทุกท่านช่วยหยุดอยู่ตรงนี้ด้วย”
ความสนใจล้วนอยู่บนร่างของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางทางขึ้นเขา กลัวก็แต่ว่านางจะชักสีหน้าแตกหักกันในทันที ถึงเวลานั้นตนควรจะขวางหรือไม่ขวางดีล่ะ? ด้วยเหตุนี้างจึงจงใจทำเป็นมองไม่เห็นป้ายผู้ถวายงานของกรมอาญาต้าหลีที่พกอยู่ตรงเอวของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว แต่เซียโก่วดันจงใจหยิบป้ายแผ่นนั้นขึ้นมาโบก ดูสิดู รู้จักหรือไม่?
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “พวกเราไม่ไปที่ศาลบรรพจารย์ของพวกเจ้าหรอก แค่จะดูป้ายศิลาที่อยู่ใกล้เคียงก็พอ”
ผู้ฝึกตนหญิงยังคงมีสีหน้าลำบากใจ แม้ว่าเหตุผลจะเป็นเหตุผลเช่นนี้ แต่ปัญหาก็คือหลังจากพวกเจ้าจากไปแล้ว หากข้าถูกทางศาลบรรพจารย์คิดบัญชีย้อนหลังจะทำอย่างไร?
เฉินผิงอันที่แค่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าเล็กน้อยหยิบป้ายสงบสุขระดับสองออกมาจากชายแขนเสื้อ
ที่แท้ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือกระบี่ จ้าวเหยาเองก็ไม่ได้เกรงใจอาจารย์อาน้อยอย่างเขา ได้ยินว่าเขาจะมาเยือนพรรคอวี้ฝ่างรอบหนึ่งก็ให้เขาช่วยนำป้ายสงบสุขแผ่นนี้มามอบต่อให้คนอื่น
ครั้งนี้จัดการคนในอาณาเขตของแคว้นชิวไปรวดเดียวสี่ร้อยกว่าคน สายลับและนักรบพลีชีพที่ได้รับป้ายผู้ถวายงานหรือไม่ได้เปลี่ยนระดับชั้นของป้ายผู้ถวายงานก็ยังมีแค่สิบหกคนเท่านั้น คนอื่นๆ ที่เหลือได้แค่ถูกจดลงในบันทึก เพิ่มคุณความชอบลงไปในเอกสารประวัติการทำงานของกรมอาญา
ผู้ฝึกตนหญิงเหลือบมองแล้วก็หลีกทางให้เงียบๆ เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นป้ายผู้ถวายงานอันดับสองที่กรมอาญาต้าหลีแจกจ่ายให้ ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
มีพวกคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเคยทำการประเมินคร่าวๆ ว่าป้ายสงบสุขสามชนิดที่กรมอาญาต้าหลีมอบให้ ป้ายผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง มีน้อยจนนับนิ้วได้เหมือนความหมายตามตัวอักษร อันดับที่สอง จำนวนโดยเฉลี่ยก็คือทุกมณฑลของต้าหลีได้กันไปคนละหนึ่งแผ่น น้ำหนักของป้ายประเภทนี้เป็นเช่นไร สามารถประเมินน้ำหนักด้วยตัวเองดูได้
ผู้ฝึกตนหญิงจึงเดาว่าปัญญาชนวัยกลางคนที่หน้าตาสุภาพอ่อนโยนผู้นี้ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นสายลับที่ใหญ่ที่สุดในอาณาเขตของหานโจวพวกเรา? คนเราจะดูกันแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ เหมือนอย่างที่ข่าวลือบอกไว้จริงๆ ด้วย สายลับที่ร้ายกาจที่สุดล้วนปะปนอยู่ในกลุ่มคน คือบุคคลที่อย่างมากคนอื่นก็มองแค่ครั้งเดียวไม่มองซ้ำเป็นครั้งที่สองอีก
เสี่ยวโม่รู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี เซียโก่วกลั้นขำไว้อย่างยากลำบาก เจ้าขุนเขามีสีหน้าเป็นปกติ ฝีเท้าเนิบนาบไม่สะทกสะท้าน
ภูเขาบรรพบุรุษของพรรคอวี้ฝ่างตั้งป้ายศิลาไว้บนยอดเขาตามกฎ
ป้ายศิลาเป็นราชครูซิวหูที่ร่างตัวอักษรด้วยตัวเอง จ้าวต่วนจีแห่งกรมพิธีการรับผิดชอบเป็นผู้เขียน กรมโยธารับหน้าที่แกะสลัก
กองทัพชายแดนต้าหลีต่างก็ตั้งป้ายศิลาไว้บนกลุ่มยอดเขาของแคว้นต่างๆ ปีนั้นพรรคตระกูลเซียนของแจกันสมบัติทวีปพวกคนที่ขี้ขลาดทั้งยังขี้ประจบเลือกจะตั้งป้ายไว้หน้าประตูของศาลบรรพจารย์โดยตรง
คนที่ใจกล้าหน่อยก็เอาป้ายศิลาไปตั้งไว้ริมหน้าผาที่ไม่สะดุดตา พยายามให้มองเห็นได้น้อยที่สุด
พรรคอวี้ฝ่างถือเป็นอย่างหลัง แต่ก็มีไหวพริบอยู่บ้าง เพราะได้สร้างศาลาบังแดดบังฝนครอบเหนือศิลาเขียวแผ่นนี้โดยเฉพาะ
ในศาลาลมตรงป้ายหินมีคนอยู่ก่อนแล้วสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคือ นักพรตของสำนักโองการเทพ
ฟู่จีผู้ฝึกตนติดตามกองทัพหานโจว พี่สาวน้องชายสองคนอย่างฉีเหมย ฉีอาน นักพรตเด็กหนุ่มเหยียนต่าว หานโจวจิ่นอาจารย์ค่ายกลหญิง
หนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิดินของต้าหลี นางก็มาจากพื้นที่มงคลชิงถานของสำนักโองการเทพ กับฟู่จีก็ไม่ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
อีกฝ่ายหนึ่งต่างก็เป็นสายลับของต้าหลี
หงนี่ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจินเหริน “หลิงเพ่ย” เจ้าประมุขคนเก่า เรือนกายแข็งแกร่งกำยำ เมื่อครู่นี้นางก็เป็นคนผู้นี้ที่ร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอยู่ในศาลบรรพจารย์ บอกว่าอาจารย์ได้ขึ้นกกระเรียนกลับภูเขาแห่งมรรคาไปแล้ว อันที่จริงเป็นเขาต่างหากที่ส่งอาจารย์ขึ้นขี่หลังนกกระเรียนด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ก็ยังมีลูกศิษย์นักการที่ก่อนหน้านี้บอกว่าตัวเองเป็นขอบเขตถ้ำสถิต ให้ผังอวิ๋น “บรรพจารย์ก่อกำเนิด” สังหารตนได้ตามสบาย ในพรรคอวี้ฝ่างเขาใช้นามแฝงว่าหลิววัง ชื่อจริงคือหวงฉวี อันที่จริงเขาคือคนที่รับผิดชอบรายงานทั้งหมดของแคว้นชิวที่เป็นแคว้นใต้อาณัติ
ตอนนี้ยังมีป้ายผู้ถวายงานระดับสามแค่แผ่นเดียวเท่านั้น เจ้านายที่อยู่เหนือเขา หัวหน้าสายลับทุกคนในหานโจว หรือก็คืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดมรรคาและผู้นำทางของเขาในที่ว่าการกรมอาญา ผู้เฒ่าคนนี้ต่างหากที่ถึงจะเป็นผู้ถวายงานอันดับสอง
หวงฉวีเพิ่งจะเลื่อนขั้นได้รับตำแหน่งเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของผังอวิ๋น อย่างน้อยฐานะในพรรคอวี้ฝ่างก็มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน
เมื่อครู่นี้อยู่ในศาลบรรพจารย์ ผังอวิ๋นตัดสินใจเด็ดขาด ใช้เสียงในใจถามเขาเรื่องหนึ่งว่า หากในอนาคตเลือกให้เขาเป็นเจ้าประมุขคนถัดไปของพรรคอวี้ฝ่าง เขาผังอวิ๋นจะได้รับป้ายสงบสุขของต้าหลีมาสักแผ่นหรือไม่?
หวงฉวีบอกว่าเรื่องนี้ต้องรายงานให้ทางกรมอาญาทราบ เขาไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ผังอวิ๋นจึงขอให้ช่วงนี้เขาช่วยไปพูดคุยกับทางกรมอาญาให้หน่อย
ผังอวิ๋นไม่ได้อยู่ในใบรายชื่อสองฉบับ ด้านหนึ่งก็เพราะผู้ฝึกตนเฒ่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการปกครองของแคว้นชิวลึกซึ้งนัก เขาไม่เคยมีความสนใจใดๆ ต่อการแก่งแย่งชิงกันในราชสำนัก
อีกอย่างก็คือ ในอดีตเขาก็เคยไปเยือนสนามรบของเมืองหลวงสำรองมาก่อน อยู่ที่นั่นสองปีกว่า
ส่วนขอบเขตก่อกำเนิดคนหนึ่งที่ต่อสู้กับปีศาจใหญ่ขอบเขตหยกดิบแห่งเปลี่ยวร้างอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับอะไรนั่น….. พรรคอวี้ฝ่างบ้านตนกับราชสำนักแคว้นชิว แค่ฟังๆ ไปก็พอ
ความจริงก็คือตอนที่อยู่บนสนามรบของลำน้ำใหญ่ ผังอวิ๋นก็แค่ให้ความร่วมมือด้วยการโยนวิชาอภินิหารเล็กๆ น้อยๆ อยู่ไกลๆ แล้วก็คอยเก็บกวาดสนามรบเท่านั้น
กิจธุระในพรรคอวี้ฝ่างนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตถ้ำสถิตแท้จริงอย่างหวงฉวีรับผิดชอบในทางแจ้ง ส่วนฟู่จีผู้ฝึกกระบี่ที่เป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพหานโจวรับผิดชอบในทางลับ
งานราชการในกรมอาญาปิดฉากลง ต่างคนต่างก็ได้ผลเก็บเกี่ยว ทั้งสองฝ่ายจึงมารวมตัวคุยเล่นกันอยู่ที่นี่
ความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขาก็มักจะได้มาเช่นนี้
ส่วนลึกในใจของหวงฉวีกับหงนี่ ย่อมอิจฉาชาติกำเนิดและระบบสืบทอดของนักพรตจากสำนักกลุ่มนี้ แต่กลับไม่ถึงขั้นริษยา
พวกฟู่จีเคารพนับถือสายลับสองคนตรงหน้าที่ว่ากันว่าเคยเป็นทหารอยู่ในกองทัพมาก่อน ไม่ได้คิดว่าอยากจะเลื่อนขั้นในวงการขุนนางเหมือนกับพวกเขา
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ว่าจะต้องไปฝึกประสบการณ์ในโลกโลกีย์กี่ครั้ง สุดท้ายก็ยังต้องกลับไปที่ภูเขาอยู่ดี
ฟู่จีเคยเห็นกับตาตัวเองว่ากองทัพใหญ่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง จำนวนนับล้านๆ ตนเหมือนกระแสน้ำขึ้นที่กรูกันถาโถมเข้ามาบนสนามรบทางเหนือของนครมังกรเฒ่า ภายใต้แสงตะวันสาดส่อง กองทัพชายแดนต้าหลีที่ตั้งขบวนกันอย่างแน่นหนา เสื้อเกราะเหล็กจากยันต์ส่องประกายวาววับ… ภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนั้น ฟู่จีไม่อยากจะเห็นอีกแล้ว
พวกเฉินผิงอันสามคนมาปรากฏตัวอยู่ในการมองเห็น ทำให้พวกเขาที่อยู่ในศาลาหยุดพูดคุยกัน
ฟู่จีรู้สึกว่าปัญญาชนวัยกลางคนที่ในมือถือไม้เท้าเถาวัลย์ผู้นั้นคล้ายจะค่อนข้างสนใจตน น่าประหลาดนัก ไม่ใช่ว่าฉีเหมยสวยกว่านางหรอกหรือ?
เฉินผิงอันหยุดเท้าอยู่นอกศาลา หยิบป้ายผู้ถวายงานอันดับสองออกมา มองไปทางหวงฉวี ยิ้มเอ่ยว่า
“รองเจ้ากรมจ้าวแห่งกรมอาญาให้ข้านำของชิ้นนี้มามอบให้เจ้า”
หวงฉวีกับหงนี่เดินก้าวเร็วๆ ออกมาจากในศาลาด้วยกัน ฝ่ายแรกใช้สองมือรับป้ายสงบสุขแผ่นนั้นมา สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที แล้วก็ไม่ถามอะไรมาก เพียงแค่ผงกศีรษะให้กับคนผู้นั้น
จากนั้นหยิบป้ายผู้ถวายงานแผ่นเดิมของตนมอบกลับคืนไป คนผู้นั้นยิ้มรับมาเก็บไว้ในชายแขนเสื้อ
หงนี่ใช้หมัดต่อยลงไปบนไหล่ของหวงฉวี “เจ้าตัวดีได้เลื่อนขั้นขุนนางแล้ว! วันหน้าจำไว้ว่าช่วยปกป้องข้าด้วย!”
หวงฉวียิ้มกว้าง หัวเราะอย่างโง่งม
ในศาลาก็มีนักพรตอยู่หลายคนที่แสดงความยินดีกับหวงฉวี
หลังจากนั้นพวกเขาก็ก้มหัวคารวะกันตามขนบลัทธิเต๋า แล้วต่างคนก็ต่างขี่กระบี่ทะยานลมจากไป
สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของนักพรตน้อยที่อยู่ข้างกาย ฉีอานก็ถามอย่างสงสัยว่า “เจ้าคนขี้อวดขาสั้น เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ลางสังหรณ์ของเหยียนต่าวแม่นยำมาโดยตลอด หรือว่าป้ายสงบสุขที่บุรุษผู้นั้นมอบให้คือของปลอม? เหยียนต่าวเลยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ?
เหยียนต่าวส่ายหน้าแรงๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงคลางแคลงว่า
“รู้สึกว่าคนผู้นั้นคุ้นตา แต่ดันนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
ฟู่จีเอ่ย “ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเขามีท่าทีบางอย่างกับข้าล่ะ?”
เหยียนต่าวหันไปสบตากับฉีอานทันที บรรพจารย์อาฟู่ของพวกเราช่างชอบพูดเรื่องตลกจริงๆ
ฉีเหมยสีหน้าซับซ้อน แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นเด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานที่สวมรอยเป็นเซียนกระบี่อยู่ข้างกายจอมยุทธเคราดกกับนักพรตหนุ่มสะพายกระบี่ไม้ท้อในเรือนผีที่กลิ่นอายความอาฆาตแค้นเข้มข้นซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองของเขตแยนจือไม่ใช่หรือ
เรือกระบี่หกลำของต้าหลีไม่ได้หวนกลับไปที่อู่ต่อเรือทันที แต่เริ่มขับเคลื่อนไปกลางอากาศเหนือมณฑลทั้งหลายซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้นใต้อาณัติตามลำดับ
จ่างซุนเม่าทูตผู้ส่งสารอายุมากเกือบแปดสิบปีแล้ว เพิ่งจะได้รับยศมหาบัณฑิตแห่งหอเหวินหัวไม่กี่วันก็ต้องย้ายไปรับตำแหน่งเจ้ากรมขุนนาง
อันที่จริงตัวของผู้เฒ่าเองที่ได้กลายเป็น “ขุนนางสวรรค์’ ต้าหลีก็รู้สึกประหลาดใจมาเช่นกัน
กลับเป็นเจ้าเด็กหม่าหยวนที่ฉลาดเป็นกรดผู้นั้นที่ถึงกับรู้จัก “เผาเตาเย็น” (เปรียบเปรยว่าผูกมิตรกับผู้ที่ยังไม่มีอำนาจ) ไว้ก่อนล่วงหน้า วิ่งไปพูดพล่ามไร้สาระในที่ว่าการกองส่งสารอยู่พักใหญ่
ตอนนั้นจ่างซุนเม่ายังตามไม่ทัน ก็เป็นเรื่องแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิดนี่นะ
เพียงแค่เอ่ยประโยคเดิมๆ บอกกับเจ้ากรมหม่าว่าอย่าให้มโนธรรมในใจถูกสุนัขคาบไปกินหมด ดูแลกวนอีหรานให้มากหน่อย
หากเจ้าตะพาบน้อยผู้นั้นอยู่ที่กรมคลังแล้วรู้สึกไม่คุ้นชิน เจ้าหม่าหยวนก็ไปช่วยพูดกับฮ่องเต้ให้เขาหน่อย บอกให้เขามาอยู่ที่กองส่งสารของข้าก็แล้วกัน
มณฑลร้อยกว่าแห่งของราชสำนักต้าหลี ที่ทำการสมาคมน้อยใหญ่ของมณฑลแต่ละแห่งที่กระจายกันอยู่ในเมืองหลวง มีขึ้นก็เพื่อสะดวกให้ขุนนางท้องถิ่นที่มาเข้าประชุมหรือมารายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ในเมืองหลวงได้มีที่พักพิง
แต่ไม่ใช่ว่ามณฑลทุกแห่งจะสร้างที่ว่าการสมาคมของตัวเองไว้ใกล้กับระเบียงพนักเก้าได้
หากได้อยู่ใกล้กับวังหลวงหน่อยก็ถือว่ามีเงินเยอะ มีเส้นสายอยู่ในราชสำนัก
ยกตัวอย่างเช่น มีที่ว่าการสมาคมเพียงส่วนอย่างของมณฑลฉู่โจวและมณฑลหงโจวเท่านั้นที่สามารถตั้งอยู่ใกล้กับย่านหนันซวิน
นอกจากนี้ที่ว่าการสมาคมของมณฑลใหญ่บางแห่ง อย่างมากก็แค่เพียงอยู่ริมขอบของเมืองชั้นในที่ใกล้กับวังหลวงเท่านั้น
ระเบียงพนักเก้าที่ตั้งอยู่ในย่านหนันซวิน เฉาเกิงซินยุยงให้โจวไห่จิงก่ายเยี่ยนใช้นามของเฉินผิงอันให้ตั้งเขาเป็นเถ้าแก่ใหญ่
ไม่ต้องให้เขาออกเงินออกแรง แค่แบ่งส่วนแบ่งไปให้ทุกปีก็พอ
วิธีการหาเงินของโจวไห่จิงดิบเถื่อนมาโดยตลอด
ส่วนก่ายเยี่ยนที่เปิดโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนไว้ในเมืองหลวงก็คือคนประเภทที่พอเงินเข้าตาก็มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น พอได้ยินเรื่องนี้พวกนางต่างก็รู้สึกว่าสามารถทำได้
สุดท้ายพวกเขาก็ช่วยกันปิดบังเฉินผิงอัน ร่วมกันเปิดร้านน้ำชาร้านหนึ่งขึ้นมา ร้านน้ำชาเปิดไว้ในที่ว่าการสมาคมเว่ยโจว ต้องจ่ายเงินค่าเช่าหรือไม่ ไม่อาจรู้ได้
ดังนั้นรอกระทั่งกระบี่บินส่งข่าวไปถึงยอดเขาจี้เซ่อ ภูเขาลั่วพั่ว หลังจากได้เงินไม่กี่สิบตำลึงที่เป็นส่วนแบ่งก้อนแรกมา เฉินผิงอันจึงมึนงงอยู่บ้างเล็กน้อย
หากจะพูดถึงว่าเหตุการณ์ในแคว้นชิว เป็นราชครูคนใหม่อย่างเฉินผิงอันที่ไล่เปิดขึ้นคอน
แต่จะดีจะชั่วก็เคยบอกกล่าวกันในการประชุมเล็ก เคยปรึกษาหารือกันในจวนราชครูมาก่อน
พวกเจ้าเฉาเกิงซินใช้ได้เลยนี่นา กล้าคิด กล้าทำ กล้ารับมากใช่ไหม?
ท่ามกลางแสงสนธยา รถม้าคันหนึ่งจอดลงตรงหน้าประตูที่ว่าการสมาคมมณฑลเว่ยโจวช้าๆ
สารถีคือคนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว
เฉินผิงอันที่ร่ายเวทอำพรางตาเลิกม่านขึ้น กระโดดลงจากรถม้า
เซียโก่วไม่สนใจเรื่องการดื่มชา นางกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่ในจวนราชครู
ขอยืมห้องอ่านหนังสือของพี่หญิงหรงอวี่ ตั้งหน้าตั้งตาเขียนบันทึกเดินทาง แล้วก็คอยให้หรงอวี่ช่วยอ่านเป็นระยะ
เฉาเกิงซินกำลังรับรองแขก เขาต้มชาด้วยตัวเอง คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือโหลวเหมี่ยน ผู้ว่าการมณฑลเว่ยโจวที่มีธุระจึงเข้ามาเมืองหลวง