กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1182.3 ภาพบินทะยานผสานมรรคาภาพหนึ่ง
เว่ยโจวคือหนึ่งในมณฑลใหญ่ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของต้าหลี
การทำงานของโหลวเหมี่ยนผู้ว่าการมณฑลก็มีชื่อเสียงที่ไม่เลวอยู่ในราชสำนักต้าหลีมาโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและการชลประทานในพื้นที่อย่างมาก ผลงานในด้านนี้ก็โดดเด่นยิ่ง
นี่ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของโหลวเหมี่ยนเองด้วย
เขาเป็นคนของอวี้โจว บรรพบุรุษต่างก็เป็นชาวไร่ชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน สอบติดเคอจวี มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสกุลเฉาเสาค้ำยันแคว้น
อายุห้าสิบกว่าปี หากไม่ผิดไปจากที่คาดก็น่าจะเดินขึ้นสู่ที่สูงไปได้อีก
โหลวเหมี่ยนเข้าเมืองหลวงมาครั้งนี้ ยังไม่ได้เจอกับซ่างจู้กั๋วเฉาเฉียว แต่การที่เฉาเกิงซินไว้หน้าเขาเช่นนี้ก็ทำให้โหลวเหมี่ยนรู้สึกประหลาดใจมาก
โหลวเหมี่ยนยิ้มถาม “หยวนเหม่ย ว่ามาเถอะ ต้องการจะแนะนำข้าให้ใครรู้จัก?”
หยวนเหม่ยก็คือนามของเฉาเกิงซิน
เฉาเกิงซินยิ้มเอ่ย “คือเถ้าแก่ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของร้านน้ำชาร้านนี้ ข้าก็แค่ช่วยทำงานจุกจิกเท่านั้น”
โหลวเหมี่ยนหลุดหัวเราะพรืด โหลวเหมี่ยนคือผู้ว่าการของมณฑลแห่งหนึ่ง ที่พักมีศาลหงหลูเป็นผู้จัดหาให้โดยเฉพาะ จะไม่ได้พักอยู่ที่นี่
เดิมทีมีคำถามอยากถามเฉาเกิงซินเป็นการส่วนตัว อย่างเช่นเรื่องที่จ่างซุนเม่ารับหน้าที่เป็นเจ้ากรมขุนนาง
ทำไมเรือกระบี่ต้าหลีถึงลอยขึ้นฟ้าลาดตระเวนไปตามอาณาเขตของแคว้นใต้อาณัติแห่งต่างๆ อย่างกะทันหัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีข่าวลือบอกว่าทางราชสำนักวางแผนจะก่อตั้งระดับการปกครองอีกขั้นหนึ่งที่เหนือกว่ามณฑลด้วย?
เพียงแต่ว่าพอมาถึงที่นี่ โหลวเหมี่ยนกำลังจะอ้าปากพูด เฉาเกิงซินกลับใช้ประโยคหนึ่งเบี่ยงประเด็นไปอย่างง่ายๆ
โหลวเหมี่ยนแค่ฟังเสียงพิณก็รู้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่จึงเพียงแค่ดื่มชาแล้วพูดคุยกันไป ไม่ว่าจะอย่างไร คนที่ต้มชาให้ก็เป็นถึงรองเจ้ากรมขุนนางที่อายุน้อยยิ่งกว่าเขา
เฉาเกิงซินยังคงเรียกเขาว่าท่านอาโหลวเหมือนเดิม เขาเรียกอีกฝ่ายว่าหยวนเหม่ยก็คือความรู้ใจกันอย่างหนึ่ง
เสียงเคาะเบาๆ ดังมาจากประตู เฉาเกิงซินขยับตัวยกก้นขึ้น
โหลวเหมี่ยนกลับลุกขึ้นยืนก่อนแล้ว เป็นฝ่ายเดินไปเปิดประตูก่อน
นอกจากสาวใช้ในที่ว่าการสมาคมแล้ว ก็ยังมีบุรุษชุดเขียวที่ท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์คนหนึ่งอยู่ด้วย
โหลวเหมี่ยนอึ้งค้างอยู่กับที่ คนผู้นั้นคลี่ยิ้มพลางผายฝ่ามือข้างหนึ่งมาด้านหน้า
โหลวเหมี่ยนสะกดกลั้นคลื่นยักษ์ถาโถมที่อยู่ในใจลงไป รีบขยับเท้าเดินกลับไปยังที่นั่งเดิมทันที
ก่อนที่ฝ่ายหลังจะปิดประตูลงเบาๆ ก็ได้เอ่ยขอบคุณสาวใช้คนนั้นหนึ่งคำ
เฉาเกิงซินยิ้มหน้าทะเล้น กุมหมัดยิ้มเอ่ย
“เซียนกระบี่เฉินนี่เชิญตัวยากจริงๆ นะ ให้เกียรติมาเยือนแล้ว ให้เกียรติมาเยือนแล้ว ขอแนะนำสักหน่อย โหลวเหมี่ยนแห่งเว่ยโจว ข้าเรียกว่าท่านอาโหลว ท่านอาโหลวเองก็มองดูข้าเติบใหญ่มา”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม นั่งลงบนเก้าอี้ รับถ้วยน้ำชาที่เฉาเกิงซินยื่นส่งมาให้
โหลวเหมี่ยนถึงได้นั่งลงตาม
โจวไห่จิงกับก่ายเยี่ยนแอบฟังอยู่ในมุมกำแพงของห้องข้างๆ ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ของพวกนางดีขึ้นมากแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ทำการค้าร่วมกัน
อันที่จริงการดื่มชาครั้งนี้ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ก็แค่เรื่องขนบธรรมเนียมผู้คนของเว่ยโจว เรื่องน่าสนใจบางอย่างในวงการขุนนางของเมืองหลวง
หลักๆ ล้วนเป็นเฉาเกิงซินที่ช่วยเป็นตัวกลางพาสวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ดื่มชากันเสร็จแล้ว เฉินผิงอันกับโหลวเหมี่ยนเดินอยู่ด้านหน้า ระเบียงและบันไดกว้างเพียงเท่านั้น เฉาเกิงซินจึงเดินหัวเราะร่ามาตามหลังพวกเขา
ตอนที่เดินลงจากบันได เดิมทีโหลวเหมี่ยนก็ตัวไม่สูง เวลานี้เขาเบี่ยงตัวหันข้างเล็กน้อย ก้มหน้าลงพูดคุยกับ ‘อาจารย์เฉิน” ผู้นั้นต่อ
เฉินผิงอันเองก็ทำเพียงแค่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มพูดคุยไปกับเขา
เฉาเกิงซินที่อยู่ด้านหลังมองไปทางหน้าประตูร้านน้ำชา มีคนผู้หนึ่งที่แค่มองก็รู้ว่าเป็นขุนนางเอาสองมือไพ่หลัง มีผู้คนห้อมล้อมอยู่รอบกาย
ขุนนางเงยหน้าขึ้นมองอุปกรณ์ชงชาและแผ่นใบชาที่วางเรียงรายไว้บนตำแหน่งสูงของชั้นวางแก้วใส เอ่ยวิจารณ์สองสามประโยค ทุกคนที่อยู่รอบกายก็หัวเราะคล้อยตามไป
เดินลงบันไดมาแล้ว เฉาเกิงซินก็เห็นว่าขุนนางผู้นั้นเดินเชิดหน้าเข้ามาในร้านน้ำชาด้วยท่าทางหยิ่งยโส
ใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทัน ป้องหูก้มหน้าค้อมเอวสลัดพวกลูกสมุนที่เป็นคนของเว่ยโจวซึ่งมาหาเงินในเมืองหลวงพวกนั้นทิ้ง
เดิมทีก็เป็นพวกเขาทีแนะนำให้มาที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตา ต่างก็พูดกันว่าเจ้าของร้านน้ำชาแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายิ่งใหญ่
เวลานี้มองเห็นโหลวเหมี่ยนที่เดินตรงมาข้างหน้า ขุนนางก็ก้าวเร็วๆ กลืนน้ำลายเพื่อทำให้ลำคอชุ่มชื่นแล้วพลันมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างจากผู้ว่าการมณฑลสองก้าว แนะนำตัวเองให้โหลวเหมี่ยนได้ยินเบาๆ
ผู้ว่าการมณฑลคนหนึ่ง ขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินา ดูแลสิบหกเขตจังหวัด หนึ่งร้อยกว่าอำเภอ ใต้เท้าผู้ว่าไม่รู้จักเขา แต่เขาจะไม่รู้จักผู้ว่าโหลวได้อย่างไร?!
โหลวเหมี่ยนพยักหน้ารับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “นี่คือเจ้าของร้านน้ำชาสองท่าน อาจารย์เฉินกับคุณชายเฉา”
ขุนนางผู้นั้นไม่เข้าใจ แม้จะมึนงงแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงแต่ก้มหัวค้อมเอวเดินออกไปจากร้านน้ำชาพร้อมกับท่านผู้ว่า เดินไปส่งจนถึงข้างรถม้าที่จอดไว้ในมุมไม่สะดุดตา
ก่อนที่โหลวเหมี่ยนจะขึ้นรถม้า ได้เหลือบตามองนายอำเภอที่บารมีแห่งขุนนางน่าตะลึงพรึงเพริดผู้นี้แวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ขึ้นรถไปแล้ว รถม้าก็ขับเคลื่อนออกจากที่ว่าการสมาคมเว่ยโจวช้าๆ
นั่งอยู่ในห้องโดยสารรถม้า โหลวเหมี่ยนหลับตาทาสมาธิ ดูท่าเรื่องที่ราชสำนักจะร่วมหลายมณฑลเข้าด้วยกันต้องเกิดขึ้นแน่นอนแล้ว คือเรื่องดี!
ก่อนหน้านี้นั้น โหลวเหมี่ยนไม่รู้เลยสักนิดว่าอาจารย์เฉินก็อยู่ที่เมืองหลวงด้วย แต่พอได้ดื่มชา คำถามมากมายก็พลันกระจ่างแจ้ง
ต่อจากนี้คำสั่งทุกข้อที่มาจากจวนราชครูจะกลายมาเป็นชีพจรที่เต้นแรงอย่างมีพลังของราชสำนักต้าหลี แคว้นหนึ่งแคว้นเหมือนร่างกายมนุษย์!
เพียงแต่ว่าพอคิดถึงใต้เท้านายอำเภอผู้นั้น ก่อนหน้านี้แค่อ่านเอกสารคดีความก็พอจะมีความเข้าใจคร่าวๆ คราวนี้ก็ถือว่าจดจำชื่อได้อย่างชัดเจนแล้ว
โหลวเหมี่ยนลืมตาขึ้น ริมฝีปากขยับเล็กน้อย เอ่ยเป็นภาษาถิ่นของบ้านเกิด
เสี่ยวโม่ขับรถม้าไปยังนครชั้นใน หลินโส่วอีมีเรือนพักส่วนตัวเล็กๆ หลังหนึ่งอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี
อันที่จริงเขาได้ซื้อเรือนไว้สองหลังนานแล้ว หลังหนึ่งก่อนหน้านี้ให้คนเช่าไปแล้ว คนที่เช่าบ้านก็คืออู๋หวังเฉิง ทุกวันนี้เป็นรองเจ้ากรมกลาโหม
ฝ่าบาทได้ประทานจวนหลังหนึ่งให้ อู๋หวังเฉิงก็ย้ายเข้าไปอยู่ แต่เรือนหลังที่เช่าไว้ก็ยังไม่ไดย้ายออก
คนอย่างอู๋หวังเฉิงนี้ สามารถมีชีวิตรอดออกมาจากสนามรบได้ ต้องไม่ใช่พวกคนที่หยาบกระด้างหรือคนที่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์แน่นอน
เฉินผิงอันวางสองมือทับซ้อนกันไว้ ใช้นิ้วโป้งเคาะกันเบาๆ เดิมทีคิดเส้นทางผสานมรรคาไว้สองเส้น
อย่างเช่นว่าใช้ขอบเขตเซียนเหริน บรรลุวิชาบินทะยาน สามารถพิสูจน์มรรคา กลายเป็นบินทะยาน
ถ้าหลังจากนั้นยังมิอาจขึ้นสวรรค์ผสานมรรคาได้ ก็ยังมีทางเลือกอีกสายหนึ่ง
ตอนนี้ในเมื่อขั้นตอนที่วางไว้ปั่นป่วนไปหมดแล้วก็ไม่เป็นไร ก็หนีไม่พ้นว่าสลับสับเปลี่ยนลำดับก่อนหลังใหม่
เสี่ยวโม่เอ่ย “คุณชาย ถึงแล้ว”
เฉินผิงอันเดินลงจากรถม้า ยกห่วงเคาะประตูขึ้นเคาะ จงใจถามเสียงดังว่า “หลินหยกดิบ อยู่บ้านหรือไม่?”
วันนี้หลินโส่วอีเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวง เปิดประตูออก ถามอย่างสงสัยว่า
“ในเมื่อไม่ได้มาทวงหนี้แล้ว เรียกข้ามาที่นี่ทำไม?”
ทว่าพอคุยกับเสี่ยวโม่สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง เขายิ้มบางๆ เอ่ย “คารวะอาจารย์เสี่ยวโม่”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “คารวะคุณชายหลิน”
เฉินผิงอันพาเสี่ยวโม่เข้าไปในเรือน ยิ้มเอ่ยว่า “อยากเข้าร่วมการสอบเคอจวีหรือไม่?”
หลินโส่วอีเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองฟังผิดไป “ว่าไงนะ?!”
เฉินผิงอันกล่าว “หากจำไม่ผิดล่ะก็ ท่านอาหลินอยากให้เจ้าเป็นขุนนางมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าหลินโส่วอีคิดไม่ตก พูดไม่ออก
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“เฉาฉิงหล่างลูกศิษย์ของข้าติดหนึ่งในสามของอันดับหนึ่ง (อันดับหนึ่งของการสอบมีสามระดับ คนสอบติดที่หนึ่งได้เป็นจ้วงหยวน ที่สองคือปั้งเหยี่ยนและที่สามคือทั่นฮวา)
ข้าว่าเจ้าค่อนข้างหมดหวัง สอบติดเป็นจิ้นสื่ออันดับสองก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝันแล้ว ”
หลินโส่วอีขมวดคิวกล่าว “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
เฉินผิงอันเองก็ไม่ปิดบัง พูดเรื่อง “เจ้ากรมขุนนางในอนาคต” ที่ฮ่องเต้เลือกตัวไว้ให้เขาฟัง
หลินโส่วอีรู้สึกเหลือเชื่อ ยิ้มเงื่อนเอ่ยว่า “นี่มันอะไรกับอะไรกัน”
เฉินผิงอันเอ่ย “เป็นจิ้นสื่ออันดับสามก็ได้นะ”
หลินโส่วอีถาม “เจ้าเป็นราชครูคนใหม่แล้วหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มบางๆ
“ดังนั้นถึงได้คิดว่ายามที่เจ้าไปเล่าเรียนที่โน่น ตอนที่ต้องอ่านตำราพิเศษเสริมก็จะได้มีเพื่อนกินข้าว สามารถคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กันได้”
หลินโส่วอีเงียบคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“ให้ย้ายไปอ่านตำราที่จวนของเจ้าคงไม่ล่ะ ไม่อิสระเอาเสียเลย ส่วนเรื่องที่ว่าจะสอบติดจิ้นสื่อได้หรือไม่ ข้าจะอาศัยความสามารถของตัวเองลองดูก็แล้วกัน หากครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็สองครั้งแล้วกัน สองครั้งไม่ได้ ข้าก็จะยอมเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนของตัวเองไปแต่โดยดี”
เฉินผิงอันโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
“รอฟังประโยคนี้ของเจ้าอยู่นี่แหละ”
หลินโส่วอีเอ่ย “ห้ามช่วยโกงนะ! เจ้าก็รู้นิสัยของข้าดี ระวังว่าแม้แต่เพื่อนกันก็จะเป็นไม่ได้”
เฉินผิงอันพยักหน้า “แน่นอน”
หลินโส่วอียิ้มเอ่ย “คิดดูแล้วจิ้นสื่ออันดับสองไม่น่าจะยาก”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี่ไม่พูดไม่จา
หลินโส่วอีพลันเอ่ยว่า “อันที่จริงตำแหน่งขุนนางที่ข้าอยากเป็นมากที่สุดก็คือ เจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาซานหยา หรือไม่ก็เป็นเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาชุนซาน”
เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “ต้องเป็นได้อยู่แล้ว ในเรื่องนี้ข้าสามารถรับรองกับเจ้าได้เลย หากจะว่าพวกเราเห็นแก่ตัวก็ว่าไปเถอะ”
หลินโส่วอีไม่เอ่ยอะไรอีก
เฉินผิงอันกล่าว “มีเวลาว่างก็ไปนั่งที่จวนของข้า”
หลินโส่วอีถาม “รีบกลับขนาดนี้เลยหรือ?”
เฉินผิงอันร้องเฮ้อ “เจ้ามันคนว่างงาน ข้ามันคนยุ่ง จะเหมือนกันได้หรือ?”
หลินโส่วอีก็ไม่รั้งไว้ ส่งเฉินผิงอันไปที่ตรอกนอกประตู เห็นหลินโส่วอีทำท่าจะพูดไม่พูด เฉินผิงอันก็รู้สึกว่าน่าขำไม่ต่างจากตอนที่เป็นเด็กหนุ่มเลย ชอบวางมาดนัก
เฉินผิงอันโบกมือ ขึ้นไปบนรถม้า เพิ่งจะเลิกผ้าม่านขึ้นก็ได้ยินเสียงหลินโส่วอีเรียกกลั้วหัวเราะดังมาด้านหลัง เฉินผิงอันหยุดการกระทำลง ชะงักไปครู่ก็ยิ้มรับหนึ่งที ก่อนมุดเข้าไปในผ้าม่าน คำเรียกขานนั้นของหลินโส่วอีก็คือ “อาจารย์อาน้อย”
ในห้องโถงของเรือนชั้นที่สามจวนราชครู เดิมทีคือสถานที่ที่ชุ่ยฉานเอาไว้รับรองแขกและประชุม
การประชุมในท้องพระโรงก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้ซ่งเหอเคยพูดถึงว่า “วิธีการบนภูเขา” ของจวนราชครูมีแต่จะมากกว่าห้องทรงพระอักษร ตอนนั้นเฉินผิงอันยิ้มเอ่ยหยอกเย้าไปว่า ช่างไม่กลัวจะล้ำเส้นเสียบ้างเลย
รอกระทั่งเฉินผิงอันรับป้ายหยกที่ทำด้วยกรรมวิธีลับซึ่งคล้ายคลึงกับ “เอกสารผ่านด่าน” แผ่นหนึ่งมาจากหรงอวี่ เมื่อเขาก้าวข้ามธรณีประตูของห้องโถงใหญ่ไปอย่างแท้จริง อาศัยแผ่นหยกแผ่นนั้นถอนเวทอำพรางตาแต่ละชั้นออกก็รู้แล้วว่าอะไรที่เรียกว่าฟ้าดินอีกแห่งหนึ่ง อย่าว่าแต่ล้ำเส้นเลย บอกว่าก่อกบฏก็ยังได้ นอกจากวังหลังของพระราชวังและตรอกที่อยู่นอกหอเหรินอวิ๋นอือวิ๋นแล้ว ชุ่ยฉานก็สามารถอาศัยสถานที่แห่งนี้ไปเยือนที่ใดก็ได้ทั่วเมืองหลวง
เฉินผิงอันเลือกห้องข้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องอ่านหนังสือของชุ่ยฉานเป็น “ที่ว่าการขนาดเล็ก” ใช้จัดการงานราชการ
แต่ก่อนจะให้เด็กหนุ่มหานเอ้อเดินเข้ามาในเรือนหลัง เฉินผิงอันก็ได้ปรับเปลี่ยนจัดวางห้องแห่งนี้ใหม่ด้วยตัวเอง หรงอวี่และฝูชิงคอยช่วย “ขนย้าย” ภาพแผนที่และเอกสารคดีความ รวมไปถึงเอกสารราชการในที่ว่าการต่างๆ มาให้
เอกสารข้อมูลและบันทึกลับที่เก็บอยู่ในคลังของแคว้นเก่าทางทิศเหนือของลำน้ำใหญ่แจกันสมบัติทวีป เพียงไม่นานก็มากองกันเป็นภูเขาลูกย่อมอยู่ในห้อง ภูเขาตำราลูกหนึ่งเหมือนมีสายลมคอยช่วยพัดเปิดหน้าหนังสือ ส่งเสียงดังสวบสาบ
เฉินผิงอันกระจายพลังจิตออกไป กวาดตาอ่านรูปภาพและตัวอักษรในตำราพวกนั้นรอบหนึ่ง “บนผนัง” ก็มีเส้นสายที่สอดคล้องกับตัวอักษรและภาพพวกนั้นปรากฏเพิ่มขึ้นมา ส่วนที่อ่านไปแล้วก็ให้หรงอวี่กับฝูชิงเอากลับไปคืนที่เดิม เอาไปวางเก็บไว้ในที่ว่าการต่างๆ ของเมืองหลวง
เป็นเหตุให้พวกนางย้ายตำราเข้ามาในภูเขาได้เร็ว ทว่าตำราแต่ละเล่มที่ออกไปจากภูเขากลับเร็วยิ่งกว่า
เซียโก่วรู้สึกเพียงว่าความคิดสร้างสรรค์พรั่งพรูดุจน้ำพุ สะบัดกระดาษแผ่นหนึ่ง เป่าคราบน้ำหมึกให้แห้ง ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ จรดพู่กันดุจบุปผาผลิบานจริงๆ หรงอวี่ยิ้มไม่พูดอะไร ใต้เท้าราชครูมีเรื่องให้ต้องยุ่งอีกแล้วสินะ?
เซียโก่วยืดแขนบิดขี้เกียจ ขอให้พี่หญิงหรงอวี่พาไปที่ห้องในเรือนด้านหลัง หรงอวี่พานางเดินข้ามธรณีประตูเข้าไป
“กำแพงตำรา” แถบหนึ่งที่สูงเกือบเก้าจั้ง มีภาพแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์แขวนอยู่ เต็มไปด้วยสีสันมากมาย ทั้งกองกำลังแคว้นและรากฐานของราชสำนักต้าหลี ล้วนปรากฏให้เห็นอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
บนภาพแผนที่นั้น วงกลมสีทองเป็นการระบุถึงฐานที่ตั้งในมณฑลต่างๆ เหมือนอย่างร่องต้าอวี๋ของหานโจว รวมไปถึงที่ตั้งอู่ต่อเรือของทางกองทัพอย่างหวงเทียนตัง เส้นสีแดงมากมายนับร้อยเส้นร้อยเรียงเมืองหลวงสำรองและมณฑลต่างๆ ไว้ด้วยกัน มีทั้งเส้นทางการไปกลับของเงินภาษีส่วนกลางที่ได้จากการคมนาคมและรายได้จากเกลือ เหล็ก เตาเผาและเหมืองแร่ของราชสำนักที่เข้าไปอยู่ในคลังของกรมคลัง ก่อนจะถูกราชสำนักจัดสรรเบิกจ่ายให้กับสถานที่ต่างๆ
แล้วก็มีเส้นทางการค้าของบนภูเขาอยู่บางส่วนด้วย ใช้สีเขียวมรกตวาดเป็นลำน้ำสายหลักและสายแยกของแม่น้ำลำคลองลำน้ำใหญ่ที่อยู่ในอาณาเขตของต้าหลี สีเหลืองคือเทือกเขา เส้นสายที่แยกออกไปจากห้าหมาบรรพตเก่าของแต่ละแคว้น
และยังมีทะเบียนราษฎรของกรมคลังและกองส่งสารที่อำเภอและเขตการปกครองในท้องถิ่นของเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองเก็บเอาไว้ สีเขียวอ่อนคือสถานศึกษาของทางการและสำนักศึกษาน้อยใหญ่ในมณฑลต่างๆ ถนนหลวงและจุดพักม้าที่มีมากนับหมื่นแห่ง และยังมีพรรคตระกูลเซียนอีกนับร้อย ที่ตั้งของศาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำ ศาลบุ๋นบู๊และศาลเทพอภิบาลเมืองแต่ละระดับซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากราชสำนักต้าหลี
แผนที่ภาพหนึ่งเหมือนเส้นชีพจร เส้นเอ็น กระดูกและเลือดลมที่ไหลรินอยู่ในร่างกายมนุษย์
พูดให้ถูกต้องก็คือ แผนที่สิบกว่าภาพทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีช่องว่างที่เล็กละเอียดระหว่างกัน
ชั้นแรกที่อยู่ด้านล่างสุดคือภาพแผนที่อาณาเขตของต้าหลีที่เป็นตัวอักษรดำบนพื้นสีขาว
ชั้นที่สองคือแผนที่ทางทิศเหนือของแจกันสมบัติทวีปเก่า
ชั้นที่สามคือภาพการกระจายกองกำลังทหารของต้าหลีที่เป็นสีทอง
ชั้นที่สี่คือเส้นทางการค้าที่ “เงินขาวไหลริน” ของต้าหลี
ชั้นที่ห้า ชั้นที่หกคือภาพของลำคลองเก่าใหม่…
หรงอวี่และฝูชิงมองนานเข้าก็รู้สึกเวียนหัว ราวกับว่ายิ่งความสามารถในการมองเห็นดีเท่าไรก็ยิ่งยากจะเก็บพลังจิตกลับคืนมาได้มากเท่านั้น
เฉินผิงอันพาเสี่ยวโม่เดินเร็วๆ เข้ามาในห้อง เฉินผิงอันหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ค้นหาความทรงจำ ยื่นนิ้วออกมาก็มีเส้นจำนวนนับไม่ถ้วนแผ่ลามออกไปเหมือนมีดอกไม้บานอยู่บนผนัง พริบตาเดียวก็ชดเชยภาพแผนที่ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปครึ่งหนึ่งได้สมบูรณ์
เฉินผิงอันพลันบิดหมุนข้อมือ กลับหัวภาพแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์นั้นอยู่กลางอากาศ
ป่ายจิ้งหรี่ตามองอยู่พักหนึ่งก็กระจ่างแจ้งทันใด มิน่าเล่าเฉินผิงอันถึงต้องเป็นราชครูของต้าหลี ถึงต้องการนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ตัวนั้น ต้องการส่งผลกระทบอันลึกล้ำให้กับราชสำนักต้าหลีและแจกันสมบัติทวีปแทนที่ศิษย์พี่สองคนของเขาอย่างชุ่ยฉานและฉีจิ้งชุน
มิน่าเล่า เขาถึงได้ถามคำถามและเฉลยคำตอบด้วยตัวเอง เพราะเขาต้องการจะนาบตราประทับลงไปบนอาณาเขตของภูเขาสายน้ำของราชสำนักต้าหลี! คือการจำแลงบนมหามรรคาอีกอย่างหนึ่งที่เป็นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่!
เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างปลงอนิจจัง
“นี่ต่างหากจึงจะเป็นการ “เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร” อย่างแท้จริง ”
สีหน้าของเฉินผิงอันสดชื่นเบิกบาน เขาได้วาดภาพของการบินทะยานผสานมรรคาให้ตัวเองภาพหนึ่ง!