กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1183.1 ออกจากภูเขาอีกครั้ง
เสี่ยวโม่เอ่ยเตือนเซียโก่ว
ที่แท้หรงอวี่กับฝูชิงมองแผนที่แล้วเวียนหัวตาลาย จิตใจจมจ่อมอยู่ภายในไม่อาจถอนตัวออกมาโดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย นี่คืออาการ “จิตหลุด” อย่างที่บนภูเขากล่าวถึง
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจงใจอ้อมไปด้านหลังพวกนางแล้วพลันตะโกนเรียกเสียงดัง ทำเอาพวกนางตกใจสะดุ้งเฮือก จิตวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปในทันใด
เซียโก่วยื่นสองมือไปคว้ากระชากกลับมา จากนั้นก็เอาจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธหญิงสองคนกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ยิ้มเอ่ยว่า
“พี่สาวทั้งสอง ระวังหน่อย หากเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนอย่างแท้จริง เวลานี้ก็คงได้ซ่อมแซมจิตแห่งมรรคาแล้ว แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ข้าพอจะเป็นวิชาโบราณบางอย่าง สามารถเข้าทรงในจวนราชครู ช่วยเรียกวิญญาณพวกเจ้ากลับเข้าร่างได้”
หรงอวี่กับฝูชิงรีบเก็บความคิดที่วุ่นวายกลับคืนมา เอ่ยขอบคุณผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วผู้นี้แล้ว พวกนางก็พร้อมใจกันขอตัวลาจากไป
มนุษย์ธรรมดา คนที่ไร้ความฝันก็อยากจะฝันดี คนที่ฝันบ่อยก็อยากจะไม่ให้ฝันเลยตลอดทั้งคืน ล้วนเป็นเรื่องยากด้วยกันทั้งคู่ บังเอิญกับที่หรงอวี่และฝูชิงก็คือคนสองประเภทนี้ ฝ่ายแรกไม่รู้เลยว่าความฝันคืออะไร ส่วนฝ่ายหลังนั้นฝันประหลาดแทบทุกวัน ตอนตื่นขึ้นมาก็จำได้ชัดเจน อีกทั้งฝูชิงยังจดลงบันทึกทุกเรื่องด้วย
ตามคำกล่าวของบนภูเขา วาสนาลึกซึ้งในชาติก่อนย่อมกลายเป็นโชคชะตาในชาตินี้ แรงกรรมหนักหน่วงในชาติก่อน ก็คือฐานกระดูกในชาตินี้ อันที่จริงล้วนเป็นคุณสมบัติในการฝึกตนของชีวิตนี้
ชาตินี้จู่ๆ ก็ตื่นรู้ในฉับพลัน เหมือนสะดุ้งตื่นจากฝันใหญ่ ทั้งเห็นเส้นทางที่ผ่านมา แล้วก็เห็นเส้นทางที่จะเดินไป บ้างก็เบื่อโลกเข้าไปในภูเขาเพื่อเยี่ยมเยือนเซียน บังเอิญโชคดีได้พบเจอกับโชควาสนาตระกูลเซียนของบนภูเขา หรือไม่ก็เป็นระดับรองลงมา ทุกความคิดล้วนกลายเป็นเถ้าธุลีอยู่ท่ามกลางโลกีย์วิสัย เซื่องซึมไม่กระเตื้อง หลุดจากพันธนาการไปไม่พ้น ทลายเปลือกแห่งอวิชชาไม่แตก
แล้วก็มีคนที่มีบุญวาสนาที่ชาติก่อนไม่ว่าจะทวงหนี้หรือใช้หนี้ก็ล้วนสะสางหมดจด ในชาตินี้ถึงได้มีอายุขัยยืนยาวไร้โรคภัยไร้หายนะ ถือว่าเป็นการมาเยือนโลกใบนี้อย่างสงบสุขมั่นคงรอบหนึ่ง
เซียโก่วหันไปมองพวกนาง เอ่ยว่า “พี่สาวทั้งสองต่างก็เป็นคนที่มีเรื่องราวนะ”
เมื่อครู่นี้พวกนางจ้องมองแผนที่ขนาดใหญ่อย่างใจลอย คนหนึ่งมองลำน้ำใหญ่ คนหนึ่งมองสถานที่แห่งหนึ่งทางทิศใต้
เสี่ยวโม่พยักหน้า เอ่ยอย่างเสียดายว่า
“อันที่จริงพวกนางเหมาะจะฝึกตนอย่างมาก น่าเสียดายที่ทุกวันนี้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง ค่อนข้างจะสายไปแล้ว ได้แต่เดินไปให้สุดทางสายนี้ สร้างผลสำเร็จให้สูงกว่าเดิม หากได้เจอกับพวกนางเร็วกว่านี้ก็สามารถใช้วิธีการต่างๆ ของเรือนอวิ๋นฉ่าวผูซานฝึกควบคู่กับวรยุทธได้”
“เซียโก่ว เจ้ามองออกหรือไม่ พวกนางใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกองงานใดในยุคบรรพกาลกลับชาติมาเกิดหรือไม่? หรือว่าเป็นผู้ฝึกตนใหญ่คนใดที่ละสังขารมาเกิดใหม่?”
หากเป็นอย่างแรก พื้นฐานของร่างมนุษย์ในชาตินี้จะดีมาก หากเป็นอย่างหลัง ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องมีโชควาสนาใหญ่สองอย่างรอคอยพวกนางอยู่บนภูเขา
เซียโก่วส่ายหน้า “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”
เสี่ยวโม่จึงประหลาดใจในการจัดการของอาจารย์ชุ่ยเข้าไปใหญ่ ดูเหมือนว่าพวกนางไม่ได้มีผลงานอะไรที่เป็นรูปธรรมมากพอเลยนะ?
เซียโก่วเงยหน้ามองแผนที่ที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ แผ่นนั้น
“การเพ่งจิตสองชั้น พินิจว่าราชสำนักต้าหลีของพวกเราก็คือร่างกายมนุษย์ ข้าก็คือราชสำนักต้าหลี”
เฉินผิงอันหัวเราะ เอ่ยว่า “ระดับความยากมีไม่น้อย”
เซียโก่วพยักหน้า
“คนทั่วไปแตะต้องเครื่องกระเบื้องชิ้นนี้ไม่ได้หรอก ฮ่องเต้ย่อมทำได้แต่เขากลับไม่ใช่ผู้หลอมลมปราณ ซ่งซื่อเองก็ต้องทำได้ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เป็นรัชทายาท”
แล้วนับประสาอะไรกับที่พลังตบะไม่พอ วิธีการไม่เยอะพอ จุดจบก็คือแค่แตะเครื่องกระเบื้องก็แหลกสลาย ง่ายที่การเริ่มต้นจะกลายมาเป็นจุดจบ
เสี่ยวโม่เอ่ยซ้ำว่า “ทุกเรื่องล้วนเตรียมการไว้พร้อมสรรพหมดแล้ว รอแค่ราชสำนักต้าหลีป่าวประกาศตัวตนราชครูของคุณชายให้ใต้หล้ารับรู้”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ถูกต้องชอบธรรม ถ้อยคำราบรื่นเหมาะสม เรื่องราวก็สำเร็จลุล่วง นี่ก็คือหลักการเหตุผลที่มั่นคงไม่สั่นคลอนนับแต่โบราณตราบจนปัจจุบัน”
อยากให้เกิดการเชื่อมโยงกับแผนที่ “คนสามัคคี” ของต้าหลีนี้อย่างแท้จริง ยังต้องรอให้เฉินผิงอันได้รับตราประทับราชครูชิ้นใหม่นั้นมาก่อน
ก็เหมือนศึกบนเรือราตรี อู๋ซวงเจียงยอมที่จะยกตบะหมื่นปีของเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงมากที่สุดให้กับเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว ตัวเขาเองเลือกที่จะ “ช่วงชิงบัลลังก์” และอู๋ซวงเจียงก็ยังคำนวณได้อย่างแม่นยำว่า เฉินผิงอันหนึ่งในพันธมิตรต้องการ “ช่วงชิงชื่อเสียง” แต่ไม่คิดจะครอบครองนามของปฐมบรรพบุรุษ
ไม่ว่าจะด้วยนิสัยส่วนตัวของเฉินผิงอันเอง หรือด้วยสถานะของเขาในระบบสืบทอดสายเหวินเซิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกิจการตระกูลในทุกวันนี้หรือเป็นแผนการในวันหน้า ก็ไม่มีทางที่เฉินผิงอันจะเปลี่ยนมาเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหาร อย่างมากก็แค่แสวงหาคำว่าบริสุทธิ์ที่ถูกฟ้าดินพันธนาการน้อยที่สุดเท่านั้น
อู๋ซวงเจียงที่ช่วงชิงตำแหน่งแล้วค่อยช่วงชิงนามได้สร้างศาลบู๊ใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งขึ้นมา เหมือนภูเขาที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาบนพื้นราบ ดังนั้นจึงหยัดยืนอยู่ในใต้หล้ามืดสลัวได้อย่างมั่นคงอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าอู๋ซวงเจียงคือคนที่ทำอะไรว่องไวเฉียบขาด ได้ครอบครองความได้เปรียบใหญ่เทียมฟ้าไปแล้วก็ไม่เลอะเลือนแม้แต่น้อย ผลประโยชน์ที่เขาและตำหนักสุ่ยฉูสามารถให้ได้ก็ล้วนมอบให้เฉินผิงอันทั้งหมด
ตำราเต๋าอักษรทองเล่มหนึ่งที่เขียนวิชาการบินทะยานนอกรีตซึ่งสามารถเอามาใช้อ้างอิงได้ ด้วยขอบเขตของเฉินผิงอันในตอนนี้ เขากลับยังไม่อาจเปิดม้วนตำรานั้นอ่านได้เลย
หินพักมังกรทั้งแห่งที่ไม่อาจใช้เงินเทพเซียนมาประมาณการณ์ได้ ธงโบราณประหลาดผืนหนึ่งที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรจะเปิดอย่างไร นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหล่อหลอมและการเอามาใช้เลย
ยันต์สีเขียวที่มีมูลค่าควรเมืองยี่สิบเจ็ดแผ่น ตอนที่จำเป็นต้องใช้จะมีประโยชน์มาก ตอนที่ไม่ต้องใช้แค่มองก็รู้สึกสบายตาสบายใจแล้ว
เงินเหรียญทองแดงแก่นทองห้าร้อยเหรียญ บวกกับเงินฝนธัญพืชอีกหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญ ถือว่าช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เป็นเหมือนไฟไหม้ลามขนคิ้วให้กับเฉินผิงอันไปได้
นอกจากนี้เสี่ยวโม่ยังลากเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไปที่ตำหนักสุ่ยฉูด้วยกันมารอบหนึ่ง แล้วก็ได้นำอาวุธเขียนชิ้นหนึ่งกลับมาด้วย บอกว่าเจ้าขุนเขารู้ว่าของชิ้นนี้เป็นของใคร อู๋ซวงเจียงและตำหนักสุ่ยฉูถือว่าได้มอบความจริงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับเฉินผิงอันและภูเขาลั่วพั่วอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีเศษแก้วใสที่ได้มาจากการ ‘แบ่งส่วนแบ่ง’ ด้วย
พูดถึงแค่ร่างทองในศาลของจางเจียเจินในอนาคต ก็ไม่ใช่ว่ามีทางออกแล้วหรอกหรือ?
ส่วนเรื่องที่ขุนนางของราชสำนักต้าหลีจะมาแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เฉินผิงอันสามารถเป็นผู้ดำเนินการหลักได้ด้วยตัวเอง นี่ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของที่ว่าการกรมพิธีการที่ต้องส่งคนเดินทางมาแล้ว ก็ไม่ต้องให้กรมคลังควักกระเป๋าเองแล้วไม่ใช่หรือ?
เซียโก่วถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าขุนเขามีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันเอ่ย
“นับตั้งแต่ก้าวเข้าไปในจวนราชครูก็มีแล้ว ตัดสินใจได้อย่างแท้จริงก็ตอนที่เดินเล่นใต้ต้นท้อ ส่วนแรงบันดาลใจของความคิดนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว
ปีนั้นเดินทางท่องไปในอุตรกุรุทวีป ได้โน้มน้าวหลิ่วจือชิงสหายรักว่าให้ใช้ตำหนักจินอูเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เอาไว้มองใจคน ขัดเกลาจิตแห่งมรรคา ชำระล้างกระบี่ หล่อหลอมกระบี่
เรื่องจริงได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทางสายนี้สามารถเดินผ่านไปได้จริงๆ หลิวจือชิงก็ได้อาศัยสิ่งนี้ในการเลื่อนเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตก่อกำเนิด”
ดี หลักการเหตุผลที่ปีนั้นพูดให้คนอื่นฟัง รวมๆ กันแล้วก็แค่ไม่กี่ประโยค พูดอย่างง่ายๆ สบายๆ ตอนนี้หลักการเหตุผลนั้นได้หล่นลงมาบนหัวตนแล้ว
แน่นอนว่าหลิวจือชิงแค่ต้องพิศมรรคาอย่างเดียวเท่านั้น ระหว่างที่พิศมรรคาไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบใดๆ ให้กับการดำเนินไปของใจคนในตำหนักจินอู
ภาพบินทะยานนี้ของเฉินผิงอันคิดอยากจะ “หล่นลงพื้น” ต้องใช้วิธีที่ตรงกันข้ามพอดี ต้องสร้างผลกระทบในระดับใหญ่ที่สุดให้กับทุกด้านของราชสำนักต้าหลี
นึกถึงหลิวจือชิงและตำหนักจินอู เฉินผิงอันก็ถามหยั่งเชิงว่า
“โก่วจื่อ เจ้ามีเวลาว่างไปตำหนักจินอูอุตรกุรุทวีปสักรอบไหม? ดูว่าจะมีมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับเจ้าหรือไม่?”
คิดไม่ถึงว่าเซียโก่วจะเอ่ยว่า
“เจ้าขุนเขาลืมไปแล้วหรือ? ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงใต้หล้าไพศาล สถานที่แรกที่ไปเยือนก็คืออุตรกุรุทวีป
บนเส้นทางของการเดินทางลงใต้ก็ได้ยินชื่อพรรคนั้นแล้ว ข้าก็เลยแวะไปเยือน มองอยู่ไม่กี่ที เห็นว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ
ก็แค่ว่าปีนั้นตอนที่ดวงตะวันดวงนั้นกำลังจะหล่นลงพื้น มีเศษแห่งสัจธรรมของมรรคาบางส่วนกระเด็นออกมา สัมผัสโดนพื้นแล้วก็หลอมละลายหายไปอย่างสิ้นเชิง พอจะถือเป็นวาสนาตระกูลเซียนครั้งหนึ่งได้
แล้วก็ถูกบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของตำหนักจินอูเก็บก้อนเหล็กที่ร่วงหล่นชิ้นนั้นไป จับพลัดจับผลูได้ขึ้นเขา ฝึกวิชาเซียนได้สำเร็จ นับแต่นั้นมาก็รุ่งเรืองร่ำรวย”
เฉินผิงอันกล่าว “เป็นเช่นนี้จริงๆ เสียด้วย ความเกี่ยวข้องถือว่าไม่เล็กแล้ว”
รากฐานในการหยัดยืนของผู้หลอมลมปราณแห่งตำหนักจินอูก็คือวิถีแห่งการหลอมดวงอาทิตย์ที่ค่อนข้างจะหาได้ยาก อีกทั้งธรณีประตูก็สูงมาก เมื่อเทียบกับวิชาการกราบไหว้ดวงจันทร์ ชักนำแสงดาวที่แพร่หลายมากกว่าแล้ว ผลลัพธ์กลับเห็นผลทันตาได้มากกว่า ทางสายนี้พอจะถือว่าเป็นสายของตำหนักหัวหยางยุคบรรพกาลได้อย่างถูไถ
ดังนั้นเซียโก่วถึงได้รู้สึกว่าฉุนหยางหลวี่เหยียนผู้นั้นพอจะถือเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันกับนางได้ครึ่งตัว
แน่นอนว่าระบบสืบทอดของป่ายจิ้งมีมากมายถมเถไป เพียงแต่ว่าระบบสืบทอดที่เคยเดินกร่างอยู่บนพื้นที่หนึ่งของแผ่นดินยุคบรรพกาลพวกนี้กลับไม่ได้ต่างจาก “ฉายา” ทั้งหลายของเจ้าของพวกมันสักเท่าไร ต้องขาดสะบั้นไปนับแต่นี้ หาไม่แล้ววิถีแห่งการหลอมดวงอาทิตย์บนโลกมนุษย์ในทุกวันนี้ก็คงไม่ถึงขั้นเสื่อมถอยไร้ความโดดเด่นเช่นนี้
เซียโก่วขยำหมวกขนเตียว ถอนหายใจเอ่ยว่า
“เอาเถอะ คราวหน้าค่อยไปเยือนอุตรกุรุทวีปอีกที รับรองว่าจะแอบไปเขียนคาถาไว้บนภาพแขวนของบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของตำหนักจินอูโดยที่ผีไม่รู้เทพไม่เห็น ผู้ฝึกตนของตำหนักจินอูจะได้คิดว่าบรรพจารย์สำแดงอิทธิฤทธิ์แล้ว”
เฉินผิงอันนวดคลึงระหว่างคิ้ว “ก็น่าจะได้นะ”
เซียโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก
“เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ ตอนนี้ข้าไม่เพียงแต่เขียนหนังสือเก่งเขียนบันทึกท่องเที่ยวภูเขาสายน้ำได้สองเล่ม ตามคำกล่าวของอาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ในวังหลวงยังสามารถไปปรึกษากับโรงพิมพ์ตำราในหมู่ชาวบ้านว่าจะวางขายอย่างไรได้เลย ส่วนลายมือเสี่ยวข่ายจานฮวาที่เป็นความชำนาญเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็ยิ่งเขียนได้ยอดเยี่ยมงดงาม หรงอวี่แค่เหลือบมองทีเดียวก็ละสายตาไปไหนไม่ได้อีกเลย!”
เสี่ยวโม่กระตุกมุมปาก “เจ้ามีความสุขก็พอ”
เซียโก่วรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที ยิ้มเอ่ยว่า
“มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในการประชุมเล็ก เจ้าขุนเขาถึงไม่ยินดีให้ต้าหลีทำลายตราประทับราชครูเก่าของชุ่ยฉาน”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ข้าต้องการเอาตราประทับราชครูใหม่เก่าทั้งสองชิ้นมาหลอมใหญ่ให้เป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตชิ้นใหม่ เพื่อใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของเลือดลม เส้นเอ็นและโครงกระดูก ‘ร่างกายมนุษย์” ของราชสำนักต้าหลีเก่าและใหม่อย่างชัดเจนที่สุดและตรงไปตรงมามากที่สุด”
หลอกฮ่องเต้ต้าหลีได้ บดบังความรู้สึกของขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักได้ ถึงขั้นหลอกชาวบ้านได้ หลอกคนได้ทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป…. แต่เฉินผิงอันกลับหลอกตัวเองไม่ได้ ปิดบังโชคชะตาแคว้นที่มีชีวิตมีลมหายใจของราชสำนักต้าหลีไม่ได้
ขึ้นเขาฝึกตน กลายเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบอย่างเป็นทางการ การที่ต้องจัดงานพิธีในศาลบรรพจารย์ บันทึกชื่อลงในทำเนียบหยกทอง ก็เพราะชะตาชีวิตของตัวเองมีความเกี่ยวโยงกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตระกูลเซียน นักพรตต้องรับธรรมโองการ และยังมีวิธีการบนภูเขาอย่างการ “อัญเชิญเทพเข้าร่าง” หรือไม่ก็การ “ออกหน้า” นอกจากนี้ตำราเรื่องเล่าประหลาดของหมู่ชาวบ้านก็ชอบพูดถึงการขึ้นทะเบียนกลายเป็นเซียน อันที่จริงก็คือหลักการเหตุผลภายในที่ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร
โชคดีประสบความสำเร็จก็คือภาพบินทะยานที่ใช้ในการพิสูจน์มรรคา แล้วก็ถือว่าเป็นการคุยโวโดยร่างคำพูดไว้ก่อนของเฉินผิงอัน แต่หากไม่สำเร็จก็จะต้องถูกโชคชะตาแคว้นของราชสำนักต้าหลีเป็นอุปสรรค เป็นตัวถ่วง นี่ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการเป็นซี่โครงไก่อะไรแล้ว
นี่คล้ายคลึงกับพวกภูตน้ำเผ่าพันธุ์เจียวหลงที่ถูกลิขิตมาว่าไม่อาจเดินลงน้ำได้ รวมถึงภายใต้เงื่อนไขที่ให้ตายอย่างไรก็มิอาจฝ่าทะลุคอขวดไปได้ ถึงจะเลือกมีความเกี่ยวพันกับโชคชะตาแคว้นของราชสำนักแห่งหนึ่ง หากชะตาแคว้นขาดสะบั้นก็จะต้องเจอมหามรรคาแว้งกลับมาโจมตี ภัยพิบัติจากอาวุธติดตามเป็นเงา
เสี่ยวโม่เอ่ยออกมาตามความรู้สึก “ถึงอย่างไรก็เป็นดาบสองคม”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“ในโลกมีเซียนเหรินที่ฉลาดล้ำกี่มากน้อยที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทรัพยากรเงินทองและตบะจนหมดสิ้น แต่สุดท้ายก็ยังมิอาจพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้?”