กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1183.2 ออกจากภูเขาอีกครั้ง
เซียโก่วพยักหน้ารัวๆ เป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “นั่นสิๆ ยากนะ ยากนะ”
เดิมทีเป็นคำพูดที่มีเหตุผลดีมาก แต่พอเซียโก่วพูดอย่างนี้กลับกลายเป็นว่าไม่มีความหมายอย่างยิ่งแล้ว
เสี่ยวโม่เอ่ย
“เจียงเซ่อถือว่าค่อนข้างจะรู้กาลเทศะ รู้ว่าการค่อยๆ เดินออกไปจากแจกันสมบัติทวีปสามารถเพิ่มโชคชะตาบู๊ให้กับพวกเรา แต่ราชสำนักต้าหลีคิดอยากจะให้การปกครองราบรื่นผู้คนสามัคคีได้ยิ่งกว่านี้ อันที่จริงก็มีวิธีการที่รวดเร็วกว่านี้ ข้าสามารถให้สหายปี้เซียวไปเยือนแจกันสมบัติทวีปรอบหนึ่ง แค่เปลืองเวลาไปเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้เสียตบะสักเท่าไร…”
เส้นเอ็นหัวใจเฉินผิงอันขึงตึง แต่ก็ยังแสร้งทำสีหน้าผ่อนคลาย ตบไหล่ของเสี่ยวโม่ พูดโน้มน้าวว่า
“เดิมทีสหายก็มีไม่มาก เจ้าเองก็อย่าไปรีดไถกับเขาอยู่ซ้ำๆ”
ระหว่างที่พูด เฉินผิงอันก็หันไปส่งสายตาให้เซียโก่ว เซี่ยอันดับรองรู้ใจทันใด เอ่ยตามมาว่า
“เสี่ยวโม่อ่า เจ้าทำตัวห่างเหินกับสหายปี้เซียวไปแล้ว เป็นเจ้าที่ทำไม่ถูกจริงๆ จะทำให้สหายปี้เซียวเสียใจนะ แต่หากไม่เกรงใจสหายปี้เซียวเลย ด้วยความใจกว้างของเขาก็คงไม่ถือสาหรอก แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ทำผิดต่อหลักความเป็นสหายอยู่ดี ไม่เหมาะสมนะ”
เฉินผิงอันพยักหน้าเห็นด้วย รองผู้ถวายงานบ้านตนไปเป็นนายอำเภอได้เหลือเฟือเลยนะนี่
เซียโก่วพลันถามเสียงเบาว่า “ตอนนี้เจ้าขุนเขาคิดอยากจะหลอมใหญ่ให้วัตถุแห่งชะตาชีวิต คงไม่ง่ายกระมัง?”
เฉินผิงอันกล่าว “ถึงอย่างไรก็ต้องลองดู ลองเอาอาวุธวิเศษสองสามชิ้นมาซ้อมมือก่อน”
เซียโก่วเอ่ยเสริมมาอย่างว่องไวว่า “เจ้าขุนเขา คำพูดของข้าอาจฟังขัดหูแต่เป็นเพราะจริงใจ เป็นเพราะจริงใจนะ”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ก็แค่พูดความจริงเท่านั้น ไม่ได้มีข้อห้ามอะไรสักหน่อย”
เซียโก่วเอ่ย “การยอมรับของหลิวเสียงผู้นั้นสำคัญมากสินะ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “สำคัญอย่างถึงที่สุด เป็นกุญแจสำคัญเลยล่ะ ”
การ “เซ่นไหว้” ของหลิวเสียงในแจกันสมบัติทวีป เฉินผิงอันที่อยู่ในซากปรักสนามรบโบราณซึ่งตั้งอยู่ในท้องของเจิ้งจวีจงก็ยังสัมผัสได้
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมในท้องของเจิ้งจวีจง ยันต์ใหญ่ฟ้าครามของอู๋ซวงเจียง บวกกับนกในกรงของเฉินผิงอัน แต่กระนั้นก็ยังทำให้ใจของเฉินผิงอันสัมผัสได้อยู่ดี ในเมื่อสามารถลอดทะลุปราการแต่ละชั้นมาได้ ก็สามารถอนุมานย้อนกลับได้ถึงความหนาขึ้นทรงพลังของพลังตบะหลิวเสียง
คิดอยากจะพิศมองก่อนแล้วค่อย ‘จำแลงมรรคา’ เงื่อนไขก็คือต้องมี “มรรคา” ก่อน การ “พยักหน้าตกลง” และการ ‘แต่งตั้ง” ของหลิวเสียง ก็เท่ากับว่าอย่างน้อยเฉินผิงอันมีเส้นทางสายหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่ามีหรือไม่มีก่อน แล้วจึงค่อยไปพิสูจน์ว่าถูกหรือผิด
เซียโก่วเก็บความในใจไว้ไม่อยู่ ถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ทำไมไม่ตอบตกลงกับข้อเสนอของเจิ้งจวีจงไปล่ะ กลัวว่าจะถูกเขาหลอกเอาหรือ? เจ้าขุนเขาตกใจกับคำกล่าวของเจียงเซ่อ กังวลว่าเจิ้งจวีจงจะเป็นโจวมี่ที่ทำอะไรรอบคอบรัดกุม ความทะเยอทะยานสูง แต่กลับเก็บงำได้ดียิ่งกว่าหรือ? แต่ข้ากับเสี่ยวโม่คิดไปคิดมา รวมหัวช่วยกันคิดแล้วก็ยังรู้สึกว่านั่นคือทางเลือกที่มั่นคงมากเลยนะ ต่อให้ตอนนี้จะรู้ว่าเจ้าขุนเขามีวิชาบินทะยาน แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าเส้นทางที่เจิ้งจวีจงตั้งใจพูดออกมากลับดีกว่า”
เสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
เฉินผิงอันครุ่นคิด ก่อนกล่าวอย่างคลุมเครือเพราะยากจะให้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำว่า
“คงเป็นเพราะนิสัยใจคอเป็นตัวนำพากระมัง สมองข้าน่าจะถูกใจของตัวเองพันธนาการเอาไว้ สมองกับใจมักจะตีกันบ่อยๆ ขัดแย้งกันเองเป็นประจำ?”
ตอนที่อยู่ในท้องอย่างแท้จริงนั้น ใน “นครจักรพรรดิขาว’ แห่งนั้น เจิ้งจวีจงเคยโน้มน้าวเฉินผิงอันที่เพิ่งเก็บกระบี่กลับมาจากสรวงสวรรค์ใหม่ ในเมื่อช่วงชิงนามมาได้สำเร็จ ไม่สู้เปลี่ยนไปเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหารโดยตรง แค่ต้องหลบอยู่หลังม่านอย่างเดียว ก็จะสามารถกลายเป็นบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในโลกมนุษย์ภายในเวลาห้าร้อยปี พูดอย่างสงวนไว้สักหน่อย อย่างน้อยที่สุดเฉินผิงอันก็เป็น “หนึ่งในนั้น”
ไพศาลแว้งกลับไปโจมตีเปลี่ยวร้าง ใต้หล้ามืดสลัวเกิดความวุ่นวายภายใน ไม่ว่าผลลัพธ์ของทั้งสองอย่างนี้จะเป็นเช่นไร เฉินผิงอันก็สามารถกินอิ่มได้ถึงเจ็ดแปดส่วน เหมือนการทำการค้าที่ไม่ขาดทุนที่สุด ได้กำไรที่สุดในใต้หล้า
ขอแค่นอนรับส่วนแบ่งก้อนหนึ่งที่มากน่าดูชมอยู่ทุกปี รับประกันว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรเงินก้อนนี้ก็ยังเข้ามาอยู่ในกระเป๋า ความหมายของเจิ้งจวีจงนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง เจ้าเฉินผิงอันคว้าเอาขอบเขตสิบสี่มาไว้ในมือก่อน ให้มันหล่นอยู่ในกระเป๋าเพื่อความสบายใจ หลังจากนั้นจะดึงสถานะของสำนักการทหารออกอย่างไร ถึงเวลานั้นก็ค่อยว่ากันอีกที
ปัญหาใหญ่เทียมฟ้าที่ไม่อาจแก้ไขได้ของขอบเขตเซียนเหรินและขอบเขตบินทะยาน เมื่อไปถึงขอบเขตสิบสี่แล้ว บางทีอาจจะไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยด้วยซ้ำ ใช่ว่าเฉินผิงอันจะไม่หวั่นไหวเสียเลย เพียงแต่ว่าตอนนั้นเขาฝืนข่มกลั้นความละโมบนี้เอาไว้
เรื่องของการร่วมกันสังหารเจียงเซ่อ ตอนนี้ยังมีเพียงผู้ฝึกตนบนยอดเขาของใต้หล้าแต่ละแห่งเท่านั้นที่สัมผัสได้ ส่วนจะปิดบังไปได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เรื่องที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา ทุกวันนี้ผู้ฝึกตนใหญ่ต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจแล้ว แต่มีใครบ้างที่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ง่ายๆ กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปภายนอก?
เพราะต้องแบกรับผลกรรม ผู้ฝึกลมปราณที่ขอบเขตต่ำ คำพูดที่เอ่ยอย่างไม่ตั้งใจอาจจะส่งผลกระทบไม่มากนัก แต่ยิ่งเป็นคนที่ขอบเขตสูงเท่าไร เรื่องนี้ก็ยิ่งเป็นข้อห้าม ในโลกมนุษย์มีคำกล่าวที่ว่าเรือล่มเมื่อจอดกี่มากน้อย มีความมานะทุ่มเทตั้งใจกี่มากน้อยที่ต่างก็ต้องแพ้ให้กับคำว่าบัญชาจากสวรรค์
อีกอย่างเนื่องจากในพันธมิตรสามคนนี้มีเจิ้งจวีจงอยู่ด้วย คาดว่าผู้บรรลุมรรคากลุ่มน้อยบนยอดเขา ต่อให้จะเป็นคนพูดจาหรือทำอะไรไร้ความยำเกรงมากแค่ไหนก็ยังต้องชั่งน้ำหนักของผลลัพธ์ที่จะตามมาให้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง สามารถวางตัวอยู่เหนือเรื่องราวได้ แต่ดันกินอิ่มว่างงานเอาเรื่องวงในไปโพนทะนาข้างนอก ก็อย่าโทษที่เจิ้งจวีจงจะกินอิ่มว่างงานไปหาถึงบ้าน
เสี่ยวโม่มองไปยังแผนที่แผ่นนั้นอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามีนัยชวนให้ขบคิด ถึงอย่างไรหรงอวี่และฝูชิงก็ไม่ใช่ผู้ฝึกบำเพ็ญตน จึงมองความลี้ลับมหัศจรรย์มากกว่านั้นที่ซ่อนอยู่ในแผนที่แผ่นนี้ไม่ออก ในสายตาของเสี่ยวโม่กับเซียโก่ว ไม่เหมือนสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธสองคนอย่างพวกนางได้เห็น
นครของอำเภอไหวหวง ฉู่โจว ที่ว่าการหกกรมของเมืองหลวงต้าหลี ภูเขาพีอวิ๋นของเว่ยป้อ ที่ตั้งของโรงเรียนในชนบทแห่งหนึ่ง ทะเลสาบซูเจียน แคว้นชิว… ลั่วจิงเมืองหลวงสำรอง ขุนเขาตะวันตกของถงเหวิน ช่าง ขุนเขาใต้ของฟ่านจวินเม้า ภูเขาตะวันเที่ยง นครมังกรเฒ่า เมืองหลวงแคว้นอวี๋เซวียน จวนวารีทั้งหลายของลำน้ำใหญ่….
และยังมีเส้นทางแห่งการไปขอศึกษาต่อที่เริ่มต้นขึ้นที่เมืองเล็ก สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่เมืองหลวงต้าสุย ภูเขาฉีตุน เมืองหงจู๋ ด่านเย่ฟู แคว้นหวงถิง…
อาณาเขตเหล่านี้ล้วนมีระดับความแจ่มชัดที่ไม่เหมือนกัน เส้นแสงที่ครอบคลุมพื้นที่ก็เล็กใหญ่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นจุด บ้างก็เป็นเส้น บ้างก็เป็นแถบ แสงของบางสถานที่เริ่มค่อยๆ มืดสลัวลง บ้างก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้น บางสถานที่กลับสว่างจ้าขึ้นมาในฉับพลันแล้วก็ดับแสงลงในฉับพลัน จากนั้นก็มีแสงสว่างเรื่อเรืองขึ้นมาอีก
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา
“เสี่ยวโม่ เซียโก่ว ข้าถามพวกเจ้าหน่อย ต้องเป็นอย่างไรถึงจะถือว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่บริสุทธิ์? แก่นแท้ของอำนาจคืออะไร?”
เซียโก่วยิ้มกว้าง
“ผู้แข็งแกร่งที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงก็คืออยากฆ่าใครก็สามารถฆ่าได้ ส่วนจะฆ่าหรือไม่ฆ่าก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์เท่านั้น อิสระ ต้องเป็นอิสระที่บริสุทธิ์ แน่นอนว่าครอบคลุมไปถึงอิสระที่ทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายเลือกที่จะไม่อิสระด้วย”
อันที่จริงเสี่ยวโม่ไม่ได้สนใจเรื่องของผู้แข็งแกร่งหรืออำนาจอะไรนัก ขอแค่สามารถถามกระบี่กับผู้ที่แข็งแกร่งได้ หลังจากนั้นมีชีวิตอยู่ต่อ ได้ดื่มเหล้ากับสหาย ดื่มเสร็จแล้วก็ไปตามกระบี่ใหม่อีกรอบ ก็น่าจะเป็นประมาณนี้กระมัง
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ พูดอยู่กับตัวเองว่า
“สามารถถูกคนมากมายจดจำชื่อได้ ทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน? ผ่านไปร้อยปีพันปีให้หลัง ก็ยังถูกคนพูดถึงอยู่เนืองๆ?”
“หรือเพราะเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดจากพวกเขาเหมือนเส้นใยที่แผ่ลามไปในวิถีทางโลก สร้างผลกระทบอย่างลึกล้ำให้กับใจคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า?”
เซียโก่วเอ่ย “เจ้าขุนเขาหนอ พูดคุยเรื่องพวกนี้ก็เหมือนถามทางกับคนตาบอดนั่นแหละ”
เสี่ยวโม่พยักหน้ายิ้มๆ “คือความจริงเลยล่ะ”
เฉินผิงอันเองก็หัวเราะเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นคุยเรื่องที่พวกเจ้าเชี่ยวชาญกว่าข้าแล้วกัน”
สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ วัตถุจื่อชื่อสองชิ้นมาลอยอยู่กลางอากาศ
วัตถุจื่อชื่อสองชิ้นนี้ ชิ้นหนึ่งคือพื้นที่ลับถ้ำสวรรค์ขนาดเล็กที่ปริแตกซึ่งถูกหล่อหลอมแล้วถูก “อ้างชื่อ” ว่าเป็นวัตถุจื่อชื่อ หาไม่แล้วก็ไม่อาจวางแท่นพักมังกรเอาไว้ได้ สถานที่แห่งนี้ในอนาคตอาจจะเป็นที่ตั้งของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมผู้ฝึกตนทำเนียบภูเขาลั่วพั่วสายของคงโหว ดินแดนต้นกำเนิดแห่งมังกรซึ่งเป็นสายสืบทอดที่ถูกต้องชอบธรรม
วัตถุจื่อชื่ออีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องหอมเคลือบทองที่ทำมาจากปะการัง เหมือนของในห้องส่วนตัวของสตรีตระกูลขุนนาง
อู๋ซวงเจียงถอนตราประทับสามสิบหกชั้นออก พวกมันเป็นทั้งค่ายกลแล้วก็เป็นทั้งวัตถุที่ถูกหล่อหลอม ต้องให้เฉินผิงอันสร้างตราผนึกขึ้นมาใหม่ในวัตถุจื่อชื่อชิ้นนี้ ก็ถือเป็นการฝึกประสบการณ์บนภูเขาที่ค่อนข้างแปลกใหม่เหมือนกัน
ในใจเฉินผิงอันมีการวางแผนไว้นานแล้ว หากขั้นตอนนี้ยุ่งยากเกินไป สิ้นเปลืองเวลามากเกินไป ความรู้ลึกล้ำยากจะทำความเข้าใจมากเกินไป พยายามสุดทางแล้วก็ยังไม่เข้าใจแก่นของมัน ก็ง่ายเลย สามารถมอบวัตถุจื่อชื่อชิ้นนี้ให้แก่เซียโก่วไปโดยตรง ให้นางศึกษาให้เสร็จแล้วเขียนความเข้าใจของนางออกมา ต่อให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจะเทียบกับการที่ตัวเองใคร่ครวญวิธีการออกมาได้เองไม่ติด แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าเป็นการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ ได้แต่เอาของชิ้นนี้วางไว้บนหอสูงไม่ไปแตะต้องเป็นเวลานาน เฉินผิงอันจึงพูดกับเซียโก่วอย่างตรงไปตรงมา
เซียโก่วสีหน้าสดใส กำหมัดถูมือ ท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือ
“ดี สิ ตกลงตามนี้ เจ้าขุนเขา ตอนนี้ข้าเจอเคล็ดลับในการเขียนหนังสือแต่งเรื่องราวแล้ว ก็แค่การพูดจาเหลวไหลด้วยท่าทางจริงจังเท่านั้นเอง ทุกวันนี้จรดพู่กันได้รวดเร็วราวกับบิน ยิ่งนานยิ่งชำนาญ เก่งกาจจนน่ากลัวเลยล่ะ! เรื่องเล็กน้อย!”
ส่วนการย้อนไปหาต้นกำเนิด ทำเลียนแบบ สร้างตราผนึกทั้งหลายขึ้นมาใหม่ เซียโก่วไม่เอ่ยถึงแม้แต่ครึ่งคำ แน่นอนว่าสำหรับนางแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นต้องพูดมากเลยกัน ”
เฉินผิงอันกล่าว “ลูกเครื่องหอมนี่วันหน้าค่อยหาเหตุผลนำไปมอบให้คงโหวก็แล้วกัน”
อาวุธเซียนชิ้นที่เสี่ยวโม่เอากลับมายังภูเขาลั่วพั่ว คือดาบพกเอวงดงามที่ฝักดาบเป็นสีเขียวอ่อนชวนมองเล่มหนึ่ง นี่ชัดเจนว่าอู๋ซวงเจียงต้องการมอบให้คงโหว ไม่กังวลเลยสักนิดว่าภูเขาลั่วพั่วจะแอบฮุบเอาไว้เอง บนภูเขามีป้ายอักษรทองที่โด่งดังอยู่บางส่วน
ยกตัวอย่างเช่น ทำการค้ากับหลิ่วจีเป่า ต่อให้ขาดทุนก็ไม่ถือว่าเจ้าเสียเปรียบ พูดง่ายๆ ก็คือต้องได้กำไรอย่างแน่นอน
ขอความรู้เรื่องยันต์ต่อหน้าอวี่เสวียน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้รับผลประโยชน์
เจ้าเลี้ยงสุราดีๆ ป่ายเหย่ เขาก็สามารถเขียนบทกวีออกมาได้
ทำให้เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวโมโห นักพรตซุนแห่งอารามเสวียนดูไม่มีทางปล่อยความแค้นให้พ้นข้ามคืน ไม่มีความเข้าใจผิดใดที่ไม่สามารถพูดคุยกันให้ชัดเจนในวันนั้น
ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วก็มีป้ายอักษรทองอยู่หลายแผ่นเช่นกัน เรื่องแรกที่เสี่ยวโม่ทำหลังจากกลับมาถึงภูเขาลั่วพั่ว ไม่ใช่ไปทักทายคุณชายของตน แต่ตรงดิ่งไปที่ตรอกฉีหลง ไปหาเด็กชายผมขาวที่นั่งยองกินขนมอยู่ข้างทาง มอบดาบพกเล่มนั้นให้กับขุนนางเรียบเรียงตำราผู้นี้ แต่บอกไปว่าเจ้าขุนเขาเป็นคนมอบให้
เด็กชายผมขาว ปรบมือแรงๆ กลืนขนมลงไป ยกสองมือขึ้นเหนือหัว รับดาบพกที่ชอบตั้งแต่แรกเห็นเล่มนั้นมา
“ขอบคุณบรรพบุรุษอิ่นกวานที่ประทานสมบัติอาคมมาให้ พระคุณยิ่งใหญ่นี้มิอาจลืมเลือน ข้าน้อยจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ซาบซึ้งเหลือเกินแล้ว จะหลบไปร้องไห้ในเรือนหลังก่อนนะ…”
เสี่ยวโม่หัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยแสดงความยินดีกับเด็กชายผมขาวไปสองสามประโยค ฝักดาบมีชื่อว่า “ชุ่ยเวย” เจินเหรินยุคโบราณเป็นผู้หล่อหลอม ตัวดาบแกะสลักตัวอักษรไว้บรรทัดหนึ่ง แนะนำประวัติความเป็นมาของดาบอาคมเล่มนี้คร่าวๆ บันทึกนามของอาจารย์ผู้หล่อหลอมเอาไว้ ดูจากตัวอักษรบนตัวดาบแล้วสามารถอนุมานได้ว่าฝักดาบนี้ได้มาทีหลัง