กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1183.3 ออกจากภูเขาอีกครั้ง
หากจะบอกว่าหลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจียนคือชายใจดำ แล้วอู๋ซวงเจียงเล่าควรจะเรียกว่าเป็นอะไร?
เสี่ยวโม่ยกชายแขนเสื้อขึ้น เอ่ยเตือนว่า “คุณชาย ลู่ฝ่างที่ข้าพากลับมาจากพื้นที่มงคลดอกบัวจะเอาอย่างไร?”
เฉินผิงอันได้ยินเรื่องนี้ก็ปวดหัวทันที “ปล่อยเขาไปก่อนสักพักดีไหม?”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “คุณชาย ข้าน่ะยังไงก็ได้ แต่คาดว่าตอนนี้ลู่ฝ่างน่าจะยังมึนงงอยู่เลยกระมัง ”
ที่แท้เจ้าอารามผู้เฒ่าได้หยิบลู่ฝ่างออกมาจากพื้นที่มงคล จากนั้นถูกเสี่ยวโม่เก็บใส่ไว้ในชายแขนเสื้อพากลับมาที่ไพศาล บอกว่าจะมอบให้ภูเขาลั่วพั่วจัดการ
ร่างแยกทั้งหลายของบรรพบุรุษรองสำนักการทหาร ตอนนี้คนที่เฉินผิงอันสามารถสัมผัสได้ก็มีซ่งหานหงซือหลางกองชิงลี่ฝ่ายบวงสรวงกรมพิธีการที่ชุ่ยฉานทิ้งไข่มุกหลิงซีพวงหนึ่งไว้ให้ และยังมีจางเถียเเสียบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของไพศาลในอดีต ในเมื่อไม่ได้ไปที่ “ยอดเขา” แห่งนั้น ก็หมายความว่าจางเถียเเสียยังอยู่แค่ขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทาง ไม่อาจข้ามผ่านธรณีประตูนั้นไปได้
นอกจากนี้ก็คือจักรพรรดิในโลกมนุษย์ที่สวมเสื้อเกราะต้าชวง อยู่นทางทิศเหนือของใต้หล้าห้าสี ไอ้หมอนี่ก็เป็นคนอำมหิตคนหนึ่งเหมือนกัน ในอดีตไม่ว่าจะบนหรือล่างภูเขาของฝูเหยาทวีปก็ล้วนมีชื่อเสียงที่แย่ แต่รอกระทั่งเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างบุกเข้ามาบนแผ่นดินของฝูเหยาทวีป เขากลับต่อสู้ได้เก่งมาก ลำพังแค่ศึกชานเมืองหลวงที่ทำให้ “แคว้นล่มสลาย” ในครั้งนั้น ยังสามารถรวบรวมกำลังพลฝีมือดีได้เกือบครึ่งล้าน ยอมที่จะสู้สุดชีวิตเคียงข้างเขา สุดท้ายเหลือแค่คนแสนห้าหกหมื่นคนที่ถอยกลับเข้ามาในเมืองหลวงแล้วเฝ้าพิทักษ์เมืองไม่ยอมหนีไปไหน ระหว่างนี้ก็เป็นคนผู้นี้ที่นำพาพลทหาร พากองทัพม้าฝีมือดีบุกเข้าไปในใจกลางกองทัพของศัตรู
แม้ว่าจะต้องยกคุณความชอบให้เสื้อเกราะตัวนั้น แต่ก็จำต้องยอมรับว่าเจ้าคนที่กลิ้งกลอกไหลลื่นผู้นี้สร้างปัญหาที่ไม่เล็กให้กับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างจริงๆ รอกระทั่งในที่สุดกองทัพเปลี่ยวร้างก็จำต้องมองราชสำนักที่ดื้อด้านยากกำราบแห่งนี้เสียใหม่ อย่างแท้จริง ต้องรวบรวมกำลังพลขึ้นมาใหม่ เพิ่มเผ่าปีศาจห้าขอบเขตบนเข้ามา หมายจะตัดหัวเจ้าหมอนี่อยู่ในเมืองหลวง แต่กลับค้นพบว่าไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่ใช้เวทลับบนภูเขาอะไรถึงได้เผ่นหนีไปใต้หล้าห้าสีนานแล้ว
อีกคนก็คือลู่ฝ่างที่ตอนนี้อยู่ในจักรวาลชายแขนเสื้อของเสี่ยวโม่
เฉินผิงอันคิดไม่ถึงว่าแค่ให้เสี่ยวโม่นำความไปบอกแก่หลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงแล้วไปดื่มเหล้ากับสหายเท่านั้น เจ้าอารามผู้เฒ่าจะขว้างเผือกร้อนลวกมือนี้มาให้เขาโดยตรง เฉินผิงอันจะไม่รับไว้ก็ไม่ได้เสียด้วย ลู่ฝ่างผู้ฝึกกระบี่ของใบถงทวีป สหายรักของเจียงซ่างเจิน ใช้สถานะของเจ๋อเซียนไปฝึกประสบการณ์ในพื้นที่มงคลดอกบัว
ปีนั้นยอดเขาเหนี่ยวค่านของพื้นที่มงคลดอกบัวถือว่ามีชื่อเสียงอย่างมาก พูดถึงปรมาจารย์ลู่ฝ่างก็มักจะอ้อมคำว่า “คนลุ่มหลงในรัก” ไปไม่ได้ ชุ่ยตงซานกังวลจริงๆ ว่าเจียงซ่างเจินจะเป็น “หนึ่งในหมื่น” นั้น แต่เฉินผิงอันกลับมีวิธีการที่เหนื่อยครั้งเดียวสบายไปได้ตลอดชาติ เป็นฝ่ายไปพูดคุยกับหลิวเสียงด้วยตัวเอง?
ถึงอย่างไรเขาก็เคยมาเยือนภูเขาลั่วพั่วแล้ว ยังเป็นฝ่ายไปเยือนสำนักในไพศาลอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ควรต้องตอบแทนไมตรีกลับคืนสินะ? เพียงแต่ว่าจะหาตัวผู้ที่จำแลงมาจากมหามรรคาของใต้หล้าไพศาลผู้นี้ได้อย่างไร? เอาอย่างเฉินหลงจวินที่พอเจอกับเรื่องอะไรก็เรียกชื่อเว่ยป้อในใจหลายๆ รอบหรือ?
ไม่ใช่ว่าเฉินผิงอันวางหน้าไม่ลง แต่เขาเคยลองแล้วหลายครั้ง ล้วนไม่ได้ผล ดูท่าเชิญคงเชิญมาไม่ได้แล้ว จะให้ด่าไปเลยก็ไม่น่าจะดีกระมัง
เดินออกมาจากห้องแห่งนี้แล้ว เฉินผิงอันก็เรียกหรงอวี่กับฝูชิงมา เขาย่อมเข้าใจนิสัยการกระทำของศิษย์พี่ตัวเองได้ดีกว่าเซียโก่วกับเสี่ยวโม่ เข้ามาในห้องหนังสือแล้วหรงอวี่กับฝูชิงก็ไปยืนอยู่ตรงก้อนอิฐตำแหน่งเดิมไม่เปลี่ยนอย่างที่คาด เฉินผิงอันถาม “พวกเจ้าอยากออกไปจากที่นี่หรือไม่?” หรงอวี่ส่ายหน้า ฝูชิงลังเลเล็กน้อย
หรงอี้บิดาของหรงอวี่คือบุตรชายของขุนนางในจุดพักม้า ดังนั้นจึงตั้งชื่ออย่างลวกๆ เช่นนี้ นับแต่เด็กมาหรงอี้ก็คลุกคลีอยู่ในจุดพักม้าของต้าหลี แต่ก็เข้าร่วมกองทัพตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม เคยเป็นแม่ทัพบู๊ต้าหลีที่กุมอำนาจอย่างแท้จริง อยู่บนหลังม้ามาเกินครึ่งชีวิต หลังจากที่เสียภรรยาไปก็ไม่ได้แต่งภรรยาใหม่ ดังนั้นจึงมีหรงอวี่เป็นบุตรสาวแค่คนเดียว
สหายรักที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมาเคยเอ่ยหยอกเย้าเขาว่า พอเลื่อนขั้นขุนนางก็เมียตาย ทำไมไม่แต่งหญิงสาวที่มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์สักคนล่ะ? กลัวว่าแม่หนูอวี่จะถูกรังแกหรือ ไม่ต้องหรอก กลัวอะไรก็ไม่ต้องกลัวเรื่องนี้ จะดีจะชั่วพี่น้องอย่างข้าก็มีแซ่ของเสาค้ำยันแคว้น มีสิทธิมีเสียงในตรอกอี่ฉือของเมืองหลวง!
ขุนนางของหกกรมทุกวันนี้เจอข้า หากไม่เรียกว่าท่านอาก็ต้องเรียกท่านลุง ต่อให้เป็นสตรีที่มาจากตระกูลใหญ่แค่ไหน ใครเล่าจะกล้ารังแกแม่หนูอวี่? หรงอวี่คร้านจะพูดจาไร้สาระกับเพื่อนรักคนนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่อาศัยคุณความชอบทางการทหารยาวเป็นพรวน หรงอี้เลื่อนขั้นขุนนางได้จนถึงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้ครอบครองอักษรเจิ้งแห่งราชสำนัก หากสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้ มีชีวิตอยู่จนถึงสงครามของแจกันสมบัติทวีปปิดฉากลง เกินครึ่งหรงอี้ก็น่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นทูตผู้ตรวจการแล้ว ต่อให้คุณความชอบทางการสู้รบของเขาจะด้อยกว่าเฉาผิง แต่ทูตผู้ตรวจการซูเกาซานก็ได้ตายไปในสนามรบแล้ว ราชสำนักต้าหลีต้องการทูตผู้ตรวจการคนหนึ่งที่มีชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ โชคในการเป็นขุนนางส่วนนี้ก็ควรเป็นของเขา หรงอี้ แต่หรงอี้กลับยังคงสู้รบจนตายเคียงข้างสหายรักคนนั้น นี่คงเป็นชะตาชีวิตกระมัง
ชาติกำเนิดของฝูชิงค่อนข้างจะพิเศษ คือเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า ราชวงศ์ที่แข็งแกร่งซึ่งถูกนักประวัติศาสตร์มองว่าปกครองบ้านเมืองอย่างผ่อนปรนเกินไปถึงได้สูญเสียชะตาแคว้น ไม่เหมือนกับราชวงศ์จูอิ๋งเก่า ราชวงศ์ป่ายซวงที่เป็นบุคคลยิ่งใหญ่เหมือนกันแทบไม่เคยสร้างอุปสรรคขัดขวางใดๆ ให้กับต้าหลี
เฉินผิงอันเอ่ย “ฝูชิง ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจ เจ้าลองพิจารณาก่อนได้ กลับไป ข้าจะสนับสนุน อยู่ต่อ ข้าก็ยิ่งยินดี”
ฝูชิงพยักหน้า หรงอวี่ปิดปากหัวเราะคิก
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ข้าพูดผิดตรงไหนหรือ?”
หรงอวี่รีบเก็บรอยยิ้ม ส่ายหน้า
ฝูชิงกล่าว “หรงอวี่รู้สึกว่าหากราชครูชุ่ยพูดแบบเดียวกันนี้ ลำดับอาจตรงกันข้ามกันจะเดายากกว่าหน่อย”
อยู่ต่อ ข้ายินดี กลับไป ข้าจะสนับสนุน
อันที่จริงก็เดาได้ไม่ยาก ราชครูชุ่ยต้องการให้ฝูชิงกลับไป แล้วนับประสาอะไรกับที่เดิมทีนี่เป็นความคิดที่ฝูชิงโน้มเอียงไปมากกว่าอยู่แล้ว บางครั้งชุ่ยฉานก็จะขอเหล้าหนึ่งกา ชามสีขาวหนึ่งใบ ถั่วลิสงหนึ่งจาน หัวหมูหั่นคลุกกับเห็ดหูหนู กินดื่มอยู่กับตัวเอง ดื่มเหล้าหมดแล้ว กับแกล้มแกล้มสุราก็กินหมดแล้ว
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะ นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยว่า
“คัดลอกสำเนาเอกสารของขุนนางชั้นหกขึ้นไปของทั้งเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองต้าหลีมาฉบับหนึ่ง นอกจากชื่อแซ่ ภูมิลำเนา ตำแหน่งขุนนางแล้ว แค่ต้องระบุว่ามาจากตระกูลใหญ่ ตระกูลปัญญาชนหรือตระกูลคนยากจนก็พอ คราวหน้าข้าจะพูดคุยกับจ่างซุนเม่าแห่งกรมขุนนางเป็นการส่วนตัวต้องได้ใช้”
หรงอวี่กับฝูชิงไปทำงานตามคำสั่ง เฉินผิงอันเอนกายพิงพนักเก้าอี้ เริ่มหลับตาครุ่นคิด
พวกอวี่สืออู เซียวสิง และยังมีคนทั้งหลายของใบถงทวีปที่เจ้าโล้นขิมังกรเพลิงผู้นั้นสะบัดออกมาจากห่อสัมภาระ ถือเป็นความโชคดีอย่างใหญ่หลวง
เฉินผิงอันลังเลว่าควรจะให้พวกเขามาช่วยที่จวนราชครูดีหรือไม่ ถึงอย่างไรเรื่องของการสร้างฟ้าดิน จิตธรรมแต่ละแห่งก็ต้องหยุดพักไว้ก่อนชั่วคราว
เจอลู่ฝ่างแล้วจะคุยอะไรกันได้? พยายามรวบรวมพวกเขาไว้ด้วยกันหรือ? สรุปแล้วควรจะฉวยโอกาสนี้วางแผนทำเรื่องนี้หรือไม่?
นอกจากยืนยันจนแน่ใจในตัวตนของเจียงซ่างเจินแล้ว เรื่องที่ต้องช่วยคิดเรื่องการผสานมรรคาของลู่จือ ตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสอะไรเลย
สนามขุนนาง สนามรบ สนามมรรคา สนามการค้า สนามรัก ลานตากธัญพืช…
เฉินผิงอันลืมตาขึ้น เดินออกมาจากห้องหนังสือ ข้ามผ่านธรณีประตูห้องโถงไปอีกครั้ง เดินผ่านประตูบานหนึ่งเข้าไปในคลังลับของต้าหลี ภูเขาใหญ่สามลูก พูดให้ถูกก็คือ ภูเขาเงินทอง เงินเหรียญทองแดง แยกกันกองเป็นภูเขา
อย่างเหรียญทองแดงก็ล้วนเป็น “ของเก่าในราชวงศ์ก่อน” ของแคว้นต่างๆ ในแจกันสมบัติทวีป เดิมที่ควรมอบให้กรมโยธาเอาไปหลอมแล้วสร้างใหม่ทั้งหมด แต่ราชสำนักต้าหลีกลับยังเก็บเหรียญทองแดงไว้ที่นี่เป็นจำนวนมาก ขอแค่เฉินผิงอันยินดีก็ยังสามารถไปเยือนคลังลับแห่งอื่นได้ ขอแค่เป็นส่วนที่ราชสำนักต้าหลีมี เขาก็ล้วนไปดูได้ ถึงขั้นที่สามารถครอบครองไว้ได้คนเดียว
ริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูบานหนึ่ง ก็คือฮ่องเต้ซ่งเหอ ดูเหมือนว่าเขากำลังเวลานี้อยู่
ซ่งเหอกล่าว
“ข้าหวังว่าสิ่งที่ท่านราชครูมองเห็นอยู่ในสายตา ล้วนจะกลายเป็นของในกระเป๋าของอาจารย์เฉิน จะใช้อย่างไร ข้าไม่สน ยิ่งท่านราชครูเอาเงินไปเยอะเท่าไร ข้าก็ยิ่งวางใจมากเท่านั้น อาจารย์เฉินน่าจะรู้ดีว่าข้าพูดจากใจจริง ”
เฉินผิงอันเงียบไม่เอ่ยอะไร
ซ่งเหอพูดกับตัวเองว่า
“อาจารย์เฉินคือราชครูคนใหม่ของต้าหลี เรายิ่งเป็นผู้ฝึกตนที่จิตแห่งมรรคาอยู่บนภูเขา รอกระทั่งตลอดทั้งราชสำนักต้าหลีที่อยู่ภายใต้นามของราชครูและฮ่องเต้ต้าหลี แต่ในความเป็นจริงแล้วคืออยู่ภายใต้ปณิธานของเฉินผิงอันเอง ได้ดำเนินไปอย่างมีระบบระเบียบ บางทีเมื่ออยู่บนพื้นฐานที่ราชครูชุ่ยปูมาไว้ดีแล้วก็อาจจะดียิ่งกว่าเดิม หรือบางทีอาจจะแย่กว่าเดิม”
“สรุปก็คือ แจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งล้วนได้รับอิทธิพลที่กว้างขวางทั้งยังลึกล้ำจากราชสำนักต้าหลี ขณะเดียวกันนั้นอาจารย์เฉินอาจเกิดใจเพิกเฉยอย่างที่เลี่ยงไม่ได้
ภูเขาลั่วพั่วแห่งหนึ่ง เวลาประมาณสามสิบปี เจ้าขุนเขาตั้งใจถึงเพียงใด ทว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวสิบหกคนที่ทางราชสำนักส่งไปให้อยู่บนภูเขาเที่ยวอวี่ อาจารย์เฉินคงไม่ได้ใส่ใจมากถึงขนาดนั้น แล้วถึงขนาดที่ว่ายังเป็นฝ่ายจงใจทิ้งระยะห่างจากพวกเขา หลังจากนั้นมาอีก อาจารย์เฉินก็มีแต่จะยิ่งสัมผัสกับคนหน้าใหม่ที่ยิ่งนานก็ยิ่งมีมากขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์หรือพวกลูกศิษย์ของลูกศิษย์รุ่นต่อๆ ไป ขนาดภูเขาลั่วพั่วยังเป็นเช่นนี้ สำนักกระบี่ชิงผิงก็เป็นเช่นนี้ คิดดูแล้วราชสำนักต้าหลีก็มีแต่จะยิ่งเป็นเช่นนี้”
เซียโก่วนั่งอยู่บนยอดเขาของภูเขาทองลูกนั้น จุปากเอ่ยด้วยความทึ่ง “ฮ่องเต้ต้าหลีผู้นี้พอจะมีของอยู่บ้างนะ”
เสี่ยวโม่นั่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มเอ่ยว่า “แต่ไม่มาก?”
เซียโก่วส่ายหน้า “ในด้านการอ่านใจคนของจักรพรรดิ บวกกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ถือว่าร้ายกาจมาก”
เสี่ยวโม่พยักหน้า
อยู่ดีๆ เซียโก่วก็ถามว่า “เสี่ยวโม่ เจ้ารู้สึกว่าการเป็นคน สิ่งที่ยากที่สุดคืออะไร?”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ไม่รู้สิ”
เซียโก่วเอ่ย “ง่ายมาก นั่นคือบังคับความปรารถนา”
เสี่ยวโม่ประหลาดใจมาก “มีเหตุผล”
เซียโก่วเอ่ย “เสี่ยวโม่อ่า พวกเราโชคดีนะ พอฝึกบำเพ็ญตนแล้ว อันที่จริงเรี่ยวแรงก็มีมากขึ้น แต่หากจะพูดถึงความคิดจิตใจ กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะสู้พวกเขาได้”
เสี่ยวโม่มีสีหน้าปั้นยาก ความรู้พวกนี้ของนางคือความเข้าใจที่ได้มาจากการอ่านตำราจริงๆ หรือ?
เซียโก่วพยักหน้าพูดอยู่กับตัวเอง “ประโยคนี้เอ่ยได้ดีมาก จะต้องเอาไปเขียนไว้ในตำราแน่นอน!”
เสี่ยวโม่หลุดขำอย่างอดไม่อยู่
ตรงตีนเขา ซ่งเหอเอ่ยต่ออีกว่า
“ข้ามีแค่เรื่องเดียวที่อยากจะขอร้อง หวังว่าอาจารย์เฉินจะสามารถรับตำแหน่งราชครูต้าหลีไปได้อย่างยาวนาน ทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องให้คนแซ่ที่สามมานั่งเก้าอี้ตัวนั้นอีกแล้ว รอกระทั่งวันใดอาจารย์เฉินรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลเรื่องการบริหารปกครองให้กับราชสำนักต้าหลีด้วยตัวเองอีกแล้ว ก็สามารถกลับไปฝึกบำเพ็ญตนบนยอดเขาต่อได้ ขอแค่ทุกๆ หกสิบปีหรือหนึ่งร้อยปีให้ความสนใจทิศทางการดำเนินไปของราชสำนักต้าหลีบ้าง หรือไม่หากรู้สึกว่าฮ่องเต้คนใดของสกุลซ่งต้าหลีมีคุณธรรมไม่สมกับตำแหน่งอีกแล้ว ต่อให้…. ต่อให้จะรู้สึกว่าควรต้องเปลี่ยนแซ่สกุลแล้ว ก็ค่อยออกมาจากภูเขาใหม่”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคารวะเขา ซ่งเหอคล้ายจะรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยังประสานมือคารวะกลับคืน