กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1184.1 ผสานมังกร
ฮ่องเต้ซ่งเหอพาเฉินผิงอันมายังคลังลับอักษรเจี่ยของต้าหลี
บอกว่าทางฝั่งของราชสำนักได้เตรียมของขวัญแสดงความยินดีเอาไว้ให้นานแล้ว
เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วผู้ถวายงานสองคนของภูเขาถั่วทั่วไม่อำพรางร่องรอยอีกต่อไปตามไปด้านหลังของคนทั้งสอง
หนึ่งสิบสี่ หนึ่งบินทะยาน ทำราวกับว่าเป็นองครักษ์อย่างไรอย่างนั้น
ซ่งเหอรู้สึกแปลกๆ นี่ตนได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลยหรือ อ่านตำราประวัติศาสตร์ของแต่ละแคว้นทั่วไพศาล ขอบเขตของผู้ติดตามข้างกายฮ่องเต้คนใดสูงขนาดนี้บ้าง? ต้องมีอยู่ไม่มากแน่นอน
กุญแจเปิดประตูก็คือแผ่นหยกของเฉินผิงอัน เมื่อเขาเปิดประตูใหญ่ของ “ห้องกระบี่” ออก แสงอัญมณีพร่างพราวละลานตาก็สาดแสงออกมาในทันใด
โต๊ะและชั้นวางสมบัติสูงๆ ต่ำๆ วางกล่องไม้ขนาดจิ๋วที่ทำมาจากไม้เซียนและหินหยกจำนวนมากเอาไว้
ด้านในบรรจุเม็ดกระบี่ไว้กล่องละหนึ่งเม็ด ข้างกล่องมีสมุดเล็กๆ เล่มหนึ่งวางไว้ ใช้บันทึกประวัติความเป็นมาของกระบี่บินพวกนี้อย่างละเอียด
เม็ดกระบี่ทุกเม็ดล้วนซุกซ่อนปณิธานแห่งมรรคา แสงกระบี่หลากสีสันถูกซึมซับอยู่ในกล่องมาเนิ่นนานจนเกิดสีเรืองรองซึมซาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กล่องกระบี่” เนื้อหยกทั้งหลายพวกนั้นที่มีแสงแทรกซึมออกมาภายนอกอย่างต่อเนื่อง ถึงได้สร้างทัศนียภาพอันงดงามที่สีสันเจิดจ้าตระการตาแผ่เต็มทั่วทั้งห้องเช่นนี้
ปราณกระบี่ในห้องอึมครึมจนทำให้ซ่งเหอรู้สึกหนาววาบๆ เย็นไปถึงกระดูก เหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็งอย่างแท้จริง
หดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เซี่ยโก่วขยับสายตามองไปทางอื่นไม่ได้แล้ว ลูบอันนี้ มองอันนั้น แบ่งอารมณ์ได้แค่ชอบกับชอบมาก
หากนางรู้แต่แรกว่ามีสถานที่เช่นนี้ หรือหากว่าตนไม่เคยรู้จักกับเจ้าขุนเขาแล้วได้ “บังเอิญผ่านทางมา” คลังสมบัติของราชสำนักต้าหลีน่ะหรือ หึหึ
แต่เสี่ยวโม่กลับช่วยขับไล่ความหนาวเย็นให้ซ่งเหอ ซ่งเหอรีบเอ่ยขอบคุณอาจารย์เสี่ยวโม่ทันใด เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทเกรงใจแล้ว”
มาใกล้ “ชั้นวางน้ำเต้า” อันหนึ่ง ซ่งเหอยิ้มเอ่ยว่า “อาจารย์เฉินสามารถเลือกน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ไปได้สามสี่ลูกเลย”
เอาหยกโบราณทั้งก้อนซึ่งเป็นสมบัติเก่าเก็บของวังมังกรลำน้ำใหญ่ยุคบรรพกาลมาสร้างเป็นเถาน้ำเต้าเส้นหนึ่ง ด้านบนมีน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่หลากหลายสีสันแขวนไว้จนเต็ม
น้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ร้อยกว่าลูกที่ระดับสูงต่ำไม่เท่ากันล้วนเป็นของเชลยศึกที่ได้มาจากตอนที่กองทัพม้าเหล็กต้าหลีกรีฑาทัพลงใต้และระหว่างที่ทำสงครามกับเผ่าปีศาจเปลี่ยวร้าง
จำนวนเกือบครึ่งเสียหายอย่างหนัก อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือยังอยู่ในสภาพดี ในบรรดานี้น้ำเต้าที่ระดับชั้นไม่สูงก็มีอีกถึงครึ่งหนึ่ง เป็นสิ่งของที่เหล่าผู้ฝึกกระบี่เขียนดินปรารถนาแม้ในยามหลับฝัน แต่สำหรับผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนแล้วกลับเป็นซี่โครงไก่
ซ่งเหออธิบาย “ก่อนหน้านี้อาจารย์ชุยเคยมีการตั้งสมมติฐานว่า ให้ราชสำนักต้าหลีเป็นผู้สร้างสำนักกระบี่ขึ้นมาด้วยตัวเอง เค้าโครงคร่าวๆ คือให้รื้อถอนภูเขาตะวันเที่ยงขอยืมคนจากสวนลมฟ้า จากนั้นรับสมัครเซียนกระบี่กลุ่มหนึ่งจากอุตรกุรุทวีปให้มารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อ เว่ยจิ้น ซ่งซวี่ หยวนฮว่าจิ้ง หยวนป่าย พวกเขาต่างก็เป็นสมาชิกของศาลบรรพจารย์ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ถูกวางไว้ก่อน แล้วก็ได้แต่จบลงอย่างค้างคา”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “มิน่าเล่าปีนั้นต้าหลีถึงจะสร้างสะพานข้ามทะเล เชื่อมต่อแผ่นดินของแจกันสมบัติทวีปกับอุตรกุรุทวีปให้เป็นผืนเดียวกัน เพราะคิดจะชักนำโชคชะตาวิถีกระบี่ลงมาทางใต้หรือ”
“แผนการของอาจารย์ชุยใหญ่กว่าความคิดนี้มากนัก”
ซ่งเหอส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “หากเซี่ยอันดับรองได้เห็นแผนที่ของสองทวีปแล้วลองพลิกกลับตำแหน่งกันก็จะสังเกตเห็นว่าสะพานใหญ่ที่เชื่อมโยงแจกันสมบัติทวีปของพวกเรากับอุตรกุรุทวีปเข้าด้วยกันก็คือน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในฟ้าดิน”
“กระบี่ครึ่งหนึ่งที่ฟูมฟักอยู่ใน “น้ำเต้าช่วงบน” ตัวกระบี่ก็คือกระบี่น้ำของลำน้ำใหญ่สายนั้น ส่วนด้ามกระบี่ก็คือทะเลสาบซูเจี่ยน”
“อุตรกุรุทวีปที่เป็น “น้ำเต้าช่วงล่าง” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ตัวกระบี่คือเส้นลมปราณมังกรของภูเขาลูกหนึ่ง ด้ามกระบี่ก็คืออาณาเขตของภูเขามู่อีกับหุบเขาผีร้าย ถือเป็นรูปแบบที่ว่า “มังกรดินแผ่เส้นพลังลมปราณลงสู่ทะเล”
“ในเมื่อน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าอย่างนั้นกระบี่บินสองเล่มที่ถูกบำรุงอยู่ภายในก็ควรจะมีขนาดสอดคล้องกับน้ำเต้าถึงจะถูก ส่วนผู้ถือกระบี่ ผู้ที่บัญชาการป่ายอวี้จิงจำลอง ก็คืออริยะปราชญ์ยุคโบราณของทะเลสาบซูเจี่ยนผู้นั้นที่แยกกันกับอาจารย์ชุยควบคุมกระบี่น้ำของลำน้ำใหญ่กับภูเขากระบี่เส้นลมปราณมังกร เอาไว้รับมือกับเผ่าปีศาจขอบเขตบินทะยานที่ชอบใช้กลอุบายทั้งหลายโดยเฉพาะ แรกเริ่มที่ใช้กระบี่บินของป่ายอวี้จิงจำลองมาสังหารศัตรู เดิมทีก็เป็นเวทอำพรางตาชั้นหนึ่งอยู่แล้ว”
“ปีนั้นเพื่อเล่นงานเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ราชสำนักต้าหลีพวกเราได้วางแผนไว้ยาวไกล อาจารย์ชุยเตรียมการที่จะทั้งรบทั้งถอยมาจนถึงทางเหนือของแจกันสมบัติทวีป เฝ้าพิทักษ์เมืองหลวงต้าหลีไว้ให้ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เรื่องที่มีการวางแผนอย่างลับๆ มีอยู่เก้าเรื่อง รวบรวมกระบี่เซียนของแต่ละฝ่ายมาไว้ สร้างสำนักวิถีกระบี่แห่งหนึ่งขึ้นมา สร้างน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่และกระบี่คู่น้ำและภูเขาของสองทวีปขึ้นมา และยังมีการระเบิดพร้อมกันของนครมังกรเฒ่ากับมหาบรรพตทักษิณเก่า หลอกสังหารเผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างไปนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นเรื่องหนึ่งในนั้น”
เซี่ยโก่วฟังแล้วร้องว้าวด้วยความทึ่งไม่หยุด เสี่ยวโม่เองก็ตกตะลึงเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย
บอกตามตรง ในฐานะนักพรตยุคบรรพกาลที่เมื่อหมื่นปีก่อนก็ได้เข้าร่วมศึกเดินขึ้นสวรรค์ครั้งนั้นมากับตัวเอง ส่วนลึกในใจของเขาจึงยากที่จะมองสงครามของโลกในยุคหลังสูงได้
เซี่ยโก่วมองเจ้าขุนเขาบ้านตน รู้ว่าวิธีการอันเลิศล้ำทะลุฟ้าพวกนี้ของซิ่วหู คราวหน้าพอกลับมามองภาพบินทะยานร่างกายมนุษย์ต้าหลีภาพนี้อีกครั้ง ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้ร้ายกาจสักเท่าไรแล้ว?
เซี่ยโก่วนึกถึงการเปรียบเปรยของเจ้าขุนเขาก่อนหน้านี้ การเยาะเย้ยตัวเองเช่นนั้นคือการบรรยายอย่างเห็นภาพชัดเจน บอกว่าหากซิ่วหู่อยู่ข้างๆ ก็คงจะพูดว่า “แค่นี้เองหรือ?” ไม่เสียแรงที่เป็นพี่น้องที่มีมิตรภาพของคนร่วมสำนักกัน
มิน่าเล่าโจวอันดับหนึ่งถึงได้บอกว่าหากเขามีอาจารย์ชุย มีเจ้านครเจิ้งให้การช่วยเหลือก็สามารถสร้างคุณูปการที่ใหญ่เทียมฟ้าได้เช่นกัน
ความสนใจของเฉินผิงอันไม่เหมือนกับพวกเขา มนุษย์ใช้เรี่ยวแรงอย่างเต็มที่ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจนหมดสิ้น แคว้นทุ่มทรัพย์สมบัติจนหมด เส้นแบ่งชัดเจน มีการลงโทษและให้รางวัลอย่างชัดเจน
มีแบบอย่างให้ยึดถือยกตัวอย่างเช่นอดีตฮ่องเต้ของแคว้นชิวสมคบคิดกับเผ่าปีศาจ แม่ทัพใหญ่ซูเกาซานก็บุกเข้าไปในวังหลวงโดยตรง ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ชักดาบฟันหัวของเขาทันที
ชุยฉานสามารถใจกว้างกับความผิดพลาด รวมไปถึงความสกปรกโสมมต่างๆ ที่เกิดจากนิสัยใจคอของมนุษย์ได้มากพอ ถึงขั้นที่ว่ายังเอาความเลวร้ายมากมายของนิสัยมนุษย์มาใช้ประโยชน์โดยตรง ในด้านของเรื่องราวเป็นเหมือนหินและทองที่เสียดประสานกัน สุดท้ายก็หล่อหลอมเอาความองอาจเที่ยงธรรมของวีรบุรุษและอริยะปราชญ์ให้ถูกกระตุ้นขึ้นมาในใจคน
ยกตัวอย่างเช่นผังอวิ๋นบรรพจารย์ผู้เฒ่าของพรรคอวี้ฝางที่ต่อให้จะรักตัวกลัวตายแสวงหาในชื่อเสียงและผลประโยชน์มากแค่ไหน ก็ต้องอยู่บนสนามรบของลำน้ำใหญ่ที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรองให้พอสามปี ถึงจะกลับภูเขาได้
สำหรับการที่ศิษย์หลานฟู่เสียนเข้าร่วมกับความวุ่นวายภายในของแคว้นชิว ในใจของผังอวิ๋นรู้สึกดูแคลนอย่างถึงที่สุด ต่อให้ช่วงหลายปีมานี้ต้าหลีไม่มีเงาของซิ่วหูแล้ว ก็ไม่ใช่ราชสำนักที่แคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นชิวจะสามารถงัดข้อได้ ไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้างเลย
แม้ว่าอะไรก็ตามที่กฎหมายของราชสำนักต้าหลีไม่ได้กำหนดไว้ ล้วนสามารถทำได้ด้านหนึ่งยินดีมอบโอกาสที่จะลองผิดลองถูกให้ แต่ขณะเดียวกันในขั้นตอนผลักดันไปข้างหน้าก็ต้องมีการแก้ไขความผิดอย่างต่อเนื่อง
ความตั้งใจเดิมของซ่งเหอคือเฉินผิงอันย้ายชั้นวางน้ำเต้าอันนี้ และพวกหินสังหารมังกรทั้งหลายไปโดยตรง
สุดท้ายเฉินผิงอันหยิบเอาน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ระดับขั้นไม่ธรรมดาที่อยู่ในจุดสูงที่สุดของชั้นวางมาสองลูก แยกกันหล่อเลี้ยงกระบี่บิน “เป่ยโต้ว” และ “ชิงผิง”
ในมุมของห้องกระบี่ยังมีหินสังหารมังกรวางกองกันอยู่อีกส่วนหนึ่ง ล้วนมาจากถ้ำสวรรค์หลีจู
เฉินผิงอันจึงเลือกหินสังหารมังกรอีกสองชิ้นที่ขนาดใหญ่เท่าต้นเสามา บอกให้เสี่ยวโม่ฟันมันออกเป็นสองส่วน วางไว้ในน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่เก่าใหม่สามใบซึ่งมีเจียงหูเป็นหนึ่งในนั้น
ซ่งเหอผิดหวังอยู่บ้าง ก็เหมือนอย่างที่ตนกล่าวไว้ ไม่กลัวว่าเฉินผิงอันจะเอาไปเยอะกลัวแต่เฉินผิงอันจะเอาไปน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่เอาไปเลย
โชคดีที่เฉินผิงอันไม่ได้เอ่ยประโยคทำนองว่า “ขอยืมไปใช้ก่อน” ออกมา ซ่งเหอจึงถอยไปเลือกระดับรอง บอกให้เสี่ยวโม่และเซี่ยโก่วต่างก็เลือกเม็ดกระบี่หรือไม่ก็หินสังหารมังกรกันไป
เสี่ยวโม่ยิ้มปฏิเสธความหวังดีของฮ่องเต้อย่างละมุนละม่อม
เซี่ยโก่วมีนิสัยที่ว่าเจ้าเกรงใจข้า ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจเจ้ามาโดยตลอด นางเลือกหินสังหารมังกรสองก้อนที่ขนาดไม่ใหญ่มาทันที
ไม่ได้เอามาเปล่าๆ เซี่ยโก่วยื่นมือมาลูบหมวกขนเตียว พูดรับรองกับฮ่องเต้ซ่งเหออย่างหนักแน่นว่าวันหน้าตนจะต้องเลือกลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งจากราชสำนักต้าหลีแน่นอน
ซ่งเหอจึงยิ้มแล้วเดินไปปลดน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่สีแดงสดลูกหนึ่งมาจากจุดที่สูงที่สุดของเถาน้ำเต้า ยื่นส่งให้เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว “ขออวยพรล่วงหน้าให้เซี่ยอันดับรองรับลูกศิษย์ได้ราบรื่น”
เมื่อครู่นี้ซ่งเหอก็สังเกตเห็นแล้วว่าสายตาของนางไปหยุดอยู่ที่ของชิ้นนี้นานมากท่าทางอยากได้ เซี่ยโก่วเสียใจภายหลังอย่างถึงที่สุด หากรู้แต่แรกคงจะพูดว่า “คนสองคน” ไปแล้ว นางจึงขยับสายตากวาดมองไปทางเถาน้ำเต้านั้นอีกหลายที
ซ่งเหอไม่ใช่คนขี้เหนียว แล้วก็ไม่สนว่าน้ำเต้าแต่ละลูกจะตกไปเป็นของใคร เอาวางไว้ตรงนี้ก็มีแต่จุดจบที่ต้องกินฝุ่น ยังไม่สู้มอบให้ป้ายจิ่งโดยตรง
แต่เสี่ยวโม่กลับยื่นมือมากดหมวกขนเตียวของเซี่ยโก่วเอาไว้ เอ่ยเตือนว่า “หยุดแต่พอสมควร!”
นางจึงได้แต่ห้ามฮ่องเต้ที่ขยับเท้าไปแล้ว ตบอกพูดรับรองว่า “ฝ่าบาท มองออกว่าพวกเราต่างก็เป็นชายหญิงองอาจที่เคยอ่านตำรามามากมาย แต่กลับทำอะไรรวดเร็วฉับไว วันหน้าหากท่านไม่ถูกชะตาผู้ฝึกตนคนใดของทวีปอื่นก็บอกข้ามาแค่คำเดียว รับรองว่าจะจัดการให้งดงาม สะอาดเอี่ยมอ่อง จะให้เล่นงานเขาจนตายหรือแค่ร่อแร่ปางตายก็แค่บอกมาคำเดียวเท่านั้น!”
ซ่งเหอฟังคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความป่าเถื่อนประหนึ่งโจรป่าเช่นนี้ก็อารมณ์ดีมาก
เฉินผิงอันเดินมาที่ข้างโต๊ะเพียงลำพัง ในกล่องหยกขาวใสแวววาวสามใบบรรจุเม็ดกระบี่เอาไว้สามเม็ด แต่กลับมีตำราอยู่เล่มเดียว เขาเปิดอ่านลวกๆ ก็พอจะเข้าใจได้แล้วเก็บทั้งกล่องกระบี่และตำราไว้ในชายแขนเสื้อ
เอ่ยว่า “ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้คือการเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่สิ่งเหล่านี้กลับเอาไปใช้ในงานส่วนรวม เพราะช่วงนี้ฝูชิ่งจะกลับไปที่ราชวงศ์อวิ๋นเซียว ข้าคิดว่าจะหาตัวช่วยให้นางสักหน่อยแล้ว จากนั้นค่อยทำการปูพื้นเตรียมความพร้อม”
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ท่านราชครูจัดการเองได้เลย”
เรื่องทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว ซ่งเหอก็เตรียมจะขอตัวลากลับไป
เฉินผิงอันพลันเสนอว่าให้ไปที่ห้องตราลัญจกรด้วยกัน ซ่งเหอไม่เข้าใจว่าจะไปที่นั่นทำไม จึงคิดแค่ว่าไปเดินเล่นเท่านั้น
ในห้องแห่งนี้กองตราประทับหยกลัญจกรของแคว้นต่างๆ ในแจกันสมบัติทวีปที่ราชสำนักต้าหลีเก็บรวบรวมมา
แคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ หากว่าเป็นแคว้นที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ล่าสุดก็ถือว่ายังดี ก็แค่สร้างหยกลัญจกรชิ้นใหม่ขึ้นมาเท่านั้น แต่หากว่าเป็นแคว้นทั้งหลายที่สืบทอดระบบอันชอบธรรมซึ่งได้กอบกู้แคว้น กลับจะค่อนข้างกระอักกระอ่วนแล้ว
นอกจากที่ราชสำนักของแคว้นต่างๆ จะต้องสร้างหยกลัญจกรขึ้นมาใหม่แล้ว หลายปีมานี้ก็ต้องมีการติดต่อกับกรมพิธีการและศาลหงหลูของต้าหลีอยู่ตลอด หวังว่าต้าหลีจะสามารถมอบหยกลัญจกรที่เป็นของ “ราชสำนัก” เหล่านี้กลับคืนมาได้
เพราะถึงอย่างไรต่อให้พวกเขาจะสร้างหยกลัญจกรแต่ละชิ้นขึ้นมาใหม่โดยอิงตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ แต่หยกลัญจกรเก่าที่ราชสำนักต้าหลีเก็บไว้ก็จะเป็นของเหลือค้าง หรือควรจะพูดว่าถูกกักโชคชะตาแคว้นและโชคชะตามังกรส่วนหนึ่งเอาไว้
สำหรับผลกระทบที่มีต่อโชคชะตาแคว้นและพลังอำนาจของแคว้น บางทีอาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่ปัญหาคือมันจะคงอยู่อย่างนี้ไปตลอด ก็เหมือนโฉนดที่ดินเก่าฉบับหนึ่งที่ไม่เคยถูกส่งมอบกันในที่ว่าการ
ตามหลักแล้วในเมื่ออนุญาตให้แต่ละแคว้นทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปกอบกู้แคว้นแล้ว สกุลซ่งต้าหลีก็ควรจะคืนหยกลัญจกรพวกนี้กลับไป แต่ชุยฉานเคยเอ่ยประโยคหนึ่งในการประชุมเล็กอย่างชัดเจนว่า ของพวกนี้จะคืนไปให้หรือไม่ หรือจะคืนให้เมื่อไหร่ วันหน้าค่อยว่ากัน
ผลคือเก้าอี้ที่อยู่ในห้องทรงพระอักษรตัวนั้นเปลี่ยนคนนั่งแล้ว เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปกลายเป็นบัญชีเลอะเลือนบัญชีหนึ่ง
จ้าวตวนจิ่นแห่งกรมพิธีการสามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ได้ ทว่าหลายปีมานี้เยี่ยนหย่งเฟิงแห่งศาลหงหลูกลับถูกตามตอแยจนหัวโตกว่าเดิมเป็นสองเท่า
จ่างซุนเม่าอดีตหัวหน้าเขาปัดกันไปอยู่ที่กองส่งสารก่อน ทุกวันนี้ก็ยิ่งเปลี่ยนไปเป็นเจ้ากรมขุนนางแล้ว ดีนักนะ วันนี้การประชุมเล็กแยกย้ายแล้ว เก้ามนตรีน้อยใหญ่หวนกลับไปที่ระเบียงพันก้าวด้วยกัน
จ่างซุนเม่าเป็นฝ่ายเดินมาอยู่ข้างกายเยี่ยนหย่งเฟิง ใต้เท้าเจ้ากรมยังหัวเราะร่าเอ่ยเตือนด้วยประโยคหนึ่งว่า เยี่ยนหงหลู เรื่องของหยกลัญจกรแคว้นต่างๆ อย่าได้ถ่วงเวลาให้ล่าช้าอีกเลย จะคืนให้หรือไม่คืนให้ก็ต้องมีหลักเกณฑ์นะ อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คงไม่จำเป็นต้องเปิดการประชุมขึ้นมาโดยเฉพาะหรอกกระมัง
เยี่ยนหย่งเฟิงร่างเล็กกายา เดิมทีก็ผิวคล้ำอยู่แล้ว พอได้ยินอย่างนี้ก็ยิ่งหน้าดำทะมึน
พอคิดถึงพวกเจ้าตะพาบน้อยที่อยู่ในศาลหงหลูของตน แต่ละคนยังดีใจแทนที่นายท่านจ่างซุนเม่าได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางสวรรค์ รู้สึกว่าศาลหงหลูของพวกเราถือเป็นบ้านเดิมครึ่งตัวของเจ้ากรมผู้เฒ่าแล้ว วันหน้าไม่พูดว่าจะลำเอียงเข้าข้าง แต่หากให้การดูแลมากหน่อยโดยที่ยังอยู่ในกฎระเบียบก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมเข้าใจได้
….เยี่ยนหย่งเฟิงนึกอยากจะเรียกเจ้าลูกกระต่ายพวกนี้ให้มายืนอยู่ต่อหน้าแล้วด่าให้ยับเยินยิ่งนัก….