กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1184.2 ผสานมังกร
เปิดประตูแล้ว ซ่งเหอพลันรู้สึกว่าจิตใจสดชื่นปลอดโปร่งมากเป็นพิเศษ
เซี่ยโก่วปากหนึ่งที “ช่างเป็นพลังมังกรที่เข้มข้นเหลือเกิน เกือบจะจำแลงออกมาเป็นภูตได้แล้วกระมัง”
เสี่ยวโม่พยักหน้า ในสายตาของพวกเขา ห้องแห่งหนึ่งที่บนชั้นวางวางตราประทับหยกลัญจกรหลากหลายสีสันไว้จนเต็มแน่นมีเส้นใยล่องลอยอยู่ เส้นที่เล็กบางก็บางเหมือนต้นกล้าอ่อน ส่วนที่พลังปราณหนาหน่อยก็เหมือนงูตัวน้อยที่ชูหัวขึ้นมาในคันนา หนึ่งแคว้นกับหยกลัญจกรหนึ่งกอง ระหว่างกันและกันเหมือนเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ความสัมพันธ์เลวร้าย เต็มไปด้วยความเป็นศัตรู
เสี่ยวโม่ตั้งใจฟังเสียงซี่ๆ ในห้องที่คล้ายเสียงงูแลบลิ้นขู่ฟ่อดังขึ้นลงไม่หยุด
ราชสำนักยิ่งใหญ่อย่างป่ายซวงเก่า จูอิ๋งเก่า เนื่องจากชะตาแคว้นขาดสะบั้น พลังมังกรหนาใหญ่แต่กลับไม่สูง เหมือนงูตัวใหญ่ที่ขดตัว หมอบหัว เห็นได้ชัดว่าเซื่องซึมไม่กระตือรือร้น
แล้วก็มีการจำแลงโชคชะตาของแคว้นเล็กบางแห่งที่อยู่ในรูปลักษณ์แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเจียวน้อยหรือชื่อเด็ก เล็กบางแต่กลับสูง
เฉินผิงอันเปิดประตูออก แต่กลับเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวข้ามธรณีประตู
รอกระทั่งเขาเข้ามาในห้องนี้ โชคชะตามังกรที่เป็นสัญลักษณ์ของโชคชะตาแคว้นพวกนั้นก็พากันหดกลับเข้าไปในตราลัญจกร รีบซ่อนตัวทันใด ราวกับบ้านเรือนหลายหลังที่ปิดประตูเงียบไม่มีใครออกมาข้างนอก
เซี่ยโก่วเห็นภาพนี้ก็หัวเราะชอบใจอยู่กับตัวเอง เจ้าขุนเขาบ้านตนเหมือนคหบดีเลวทรามที่เคยชินกับการกดขี่รังแกชาวบ้านเดินทางมาเยือนชนบท เหมือนลูกหลานคนรวยเสเพลที่รังแกผู้ชายฉุดคร่าผู้หญิงที่เดินมาบนถนน
สองมือของเฉินผิงอันสอดกันไว้อยู่ในชายแขนเสื้อ จงใจเก็บลมปราณ ทว่าพวกงูและเจียวแห่งโชคชะตาพวกนั้นก็ยังไม่ยอมโผล่หัวออกมา
สิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์อย่างพวกมันมีความใกล้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติต่อซ่งเหอฮ่องเต้ต้าหลีที่ได้ครอบครองพื้นที่ของหนึ่งทวีปอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่กระนั้นก็มีความเคารพยำเกรงด้วย
แต่กับเฉินผิงอันที่มาเป็นราชครูต้าหลีสืบทอดตำแหน่งต่อจากชุยฉานกลับเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู และความหวาดกลัวอย่างมหาศาล นอกจากนี้การที่เฉินผิงอันเคยมีการ “ผูกพันธะสัญญา” กับหวังจูมังกรที่แท้จริงมาก่อนก็ได้ทำให้ความหวาดกลัวของพวกมันเพิ่มมากขึ้นอีกขั้น
ต่อให้แจกันสมบัติทวีปจะเป็นทวีปที่มีพื้นที่เล็กที่สุดในเก้าทวีปของไพศาล แต่กระนั้นก็ยังถูกเรียกขานว่าเป็นทวีปร้อยแคว้น
ตราลัญจกรของแต่ละแคว้นรวมกันแล้วมีพันกว่าชิ้น มีราชสำนักใหญ่บางแห่งที่ตราลัญจกรมีแค่ห้าหกชิ้น แต่ก็มีแคว้นเล็กบางส่วนที่มีมากถึงสามสิบชิ้น
ควรมอบเกียรติที่มากกว่าเดิมให้กับคนที่มีเกียรติ ดังนั้นเฉินผิงอันถึงได้เปิดปากเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้ต้าหลีของพวกเรามีทางเลือกอยู่สามอย่าง”
“อย่างแรกคือผู้ที่ก่อตั้งแคว้นอยู่ทางใต้ ให้ทำลายตราลัญจกรเก่าทั้งหมดที่ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ทิ้งทันที คืนตราลัญจกรให้กับแคว้นที่กอบกู้แคว้น การกระทานี้ถือว่ามีคุณธรรมและน้ำใจมากที่สุด”
โชคชะตาของตราลัญจกรส่วนหนึ่งเหมือนได้รับอภัยโทษ ลิงโลดอย่างถึงที่สุด ส่วนของแคว้นอย่างจูอิ๋งเก่าหรือป่ายซวงเก่ากลับเงียบงันหม่นหมอง
“อย่างที่สองคือหล่อหลอมพวกมันให้ผสานรวมเข้ากับโชคชะตามังกรของต้าหลี ใช้สร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง การกระทานี้ต้าหลีจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด”
เมื่อเฉินผิงอันเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทั้งห้องก็เหมือนน้ำเดือด โชคชะตาทั้งหลายราวกับมีศัตรูคนเดียวกัน พวกมันออกมาจากลัญจกรหยก ส่ายไหวรุนแรงเหมือนคนคลุ้มคลั่ง เสี่ยวโม่ขมวดคิ้วน้อยๆ กวาดพลังจิตออกไปทีเดียวก็เหมือนสาดน้ำเย็นออกไป โชคชะตาของแคว้นทั้งหลายจึงถอยกลับเข้าไปในตราลัญจกรอีกครั้ง
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ขอถามอาจารย์เฉินว่าทางเลือกที่สามคืออะไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “ยังคงเป็นการหลอมใหญ่ แต่กลับไม่เหมือนอย่างที่สอง ช่วยให้พวกมันตัดขาดกับชะตาแคว้นของราชสำนักเดิมอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันก็เหมือนการใช้เปลวเพลิงถาโถมมาหลอมทอง ดูว่ามีโอกาสที่จะให้พวกมันมารวมตัวกันกลายเป็น “โชคชะตาแห่งร่างมนุษย์” ที่บริสุทธิ์ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์มรรคาของสกุลซ่งต้าหลีอย่างลับๆ ได้หรือไม่”
“แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ราชสำนักต้าหลีก็ต้องปฏิบัติต่อมันอย่างดี ต้องปฏิบัติต่อมันอย่างมีมารยาท นี่เกิดจากกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติของมหามรรคาที่เมื่อขาดก็ต้องเติมให้เต็ม เมื่อเต็มก็ย่อมถึงคราวพร่องลง ไม่ได้บอกว่าจะต้องปฏิบัติต่อพวกคนที่นั่งบัลลังก์มังกรของทางทิศใต้ให้ดีเป็นพิเศษ และราชสำนักต้าหลีก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องใจกว้างต่อพวกเขา แต่ต้าหลีจะต้องมอบความปรารถนาดีที่มากกว่าเดิมให้กับชาวบ้านที่อยู่ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป”
“ไม่ว่าจะสามารถก่อตัวเป็นร่างมนุษย์ได้หรือไม่ ขอแค่ราชสำนักต้าหลีออกสารไปเชื่อว่ากองโหราศาสตร์ของแคว้นที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ก็ล้วนจะต้องสัมผัสได้ถึงลางที่ของจะกลับคืนสู่เจ้าของเดิมนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องมีคำสัญญาปากเปล่าอะไร ยิ่งไม่ต้องลงนามทำสัญญาใดๆ บนหน้ากระดาษ ส่วนราชสำนักที่กอบกู้แคว้นซึ่งสืบทอดระบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจักรพรรดิและแม่ทัพอัครเสนาบดีพวกนั้นจะคิดอย่างไร โชคชะตามังกรและงูที่ขดล้อมอยู่ในเมืองหลวงแห่งต่างๆ อย่างพวกมันก็จะต้องเห็นแก่ความปรารถนาดีส่วนนี้ที่สกุลซ่งต้าหลีหยิบยื่นให้ การกระทานี้ทั้งไม่สมกับเป็นอริยะปราชญ์และไม่สมกับเป็นวีรบุรุษแต่กลับจับต้องได้จริง”
ซ่งเหอเอ่ยอย่างไม่ลังเลว่า “รวมผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ก็เลือกอันนี้แล้วกัน”
ข้อเสนอของเฉินผิงอันผู้เป็นราชครู กับความเห็นพ้องต้องกันของฮ่องเต้ต้าหลีซ่งเหอ
คนหนึ่งเอ่ยวาจาแล้วบังเกิดผล คนหนึ่งปากอมโองการสวรรค์ ในห้องมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เงียบเสียงลง สุดท้ายแสงสว่างก็พลันเจิดจ้าขึ้นมา มีลางว่าจะเกิดภาพมหัศจรรย์ที่แม่น้ำลำคลองร้อยกว่าสายมารวมกันเป็นสายเดียว
ผสานมังกรกลายเป็นลำน้ำ เสี่ยวโม่พยักหน้าอยู่กับตัวเอง รู้สึกชื่นชมอย่างยิ่ง
เซี่ยโก่วร้องว้าวอีกครั้ง ยิ่งนานวันเจ้าขุนเขาของตนก็ยิ่งมีของมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์น้องเล็กของซิ่วหู เพียงแต่เซี่ยโก่วก็มีการตระหนักรู้อยู่บ้าง คำพูดบางอย่างที่ในอดีตไม่เคยคิดเป็นจริงเป็นจัง ไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจพลันล่องลอยอยู่ในหัวใจ
ปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลที่หลับมานานหมื่นปีอย่างพวกเขา เสี่ยวโม่คิดว่าทั้งการป้องกันและการโจมตีของตนล้วนอยู่ในสามอันดับแรก แต่ปีนั้นก็ยังถูกป่ายจิ่งไล่ตามจนจำต้องไปหลบอยู่ที่ชายหาดลั่วเป่า
ใช้คำกล่าวของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวก็คือ เนื่องจากคุณสมบัติของป่ายจิ่งดีเกินไป อีกทั้งจิตสังหารก็เข้มข้นมากเกินไปจึงทำให้นางถูกสวรรค์ชิงชัง
พูดถึงแค่จือสือที่สายตามองสูงไม่เห็นหัวใคร เขายินดีมองป่ายจิ่งเป็นหนึ่งในนักพรตกลุ่มที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมนุษย์
อีกทั้งด้วยการกระทำทั้งหลายของป่ายจิ่งในยุคบรรพกาลที่ฆ่าคนชิงทรัพย์ แย่งฉายาช่วงชิงสมบัติอาคม สะบั้นระบบสืบทอดของผู้อื่น ก็ทำให้นางถูกสวรรค์ชิงชังเข้าไปอีก?
แต่ในอดีตตอนที่อยู่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง ป่ายจิ่งกลับเคยฟังคำบรรยาย นักพรตหนุ่มคนนั้นเคยโน้มน้าวนางประโยคหนึ่งว่าก่อกรรมให้น้อยลงจะไม่โดนทัณฑ์จากสวรรค์
เซี่ยโก่วนวดคลึงปลายคาง สมจู่ภวังค์ความคิด ควรจะพิจารณาเรื่องการผสานมรรคาให้ดีจริงๆ แล้ว ควรจะใช้หนี้คืนให้กับฟ้าดิน เพราะจะหลบเลี่ยงอย่างไรก็คงหนีไม่พ้น
ตอนที่พวกเฉินผิงอันออกไปจากห้องแห่งนี้ ด้านหลังก็มีบุคคลผู้หนึ่งที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่เซียน ไม่ใช่เทพและไม่ใช่ผีปรากฏตัวขึ้นมา
เรือนกายสูงเพรียว ยากจะแยกแยะว่าเป็นชายหรือหญิง ปล่อยเส้นผมสลาย ดวงหน้างามพิลาส สวมเสื้อสีเหลืองเปลือยเท้า ผิวพรรณนวลเนียนเหมือนหยกมันแพะ มีดวงตาดำสองชั้น ยามที่พูดจาน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ในดวงตามีเส้นสีทองที่เล็กมาก ล่องลอย กลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์เข้มข้นผิดสามัญ ปราณแห่งมรรคาทั่วร่างก็เผด็จการมากเป็นพิเศษ
ข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก็คือมันไม่อาจออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีได้แม้แต่ก้าวเดียว
ตั้งชื่อและฉายาด้านการฝึกตนให้ตัวเองว่าซ่งอวิ๋นเจียน ฉายาว่า “อิงหนิง”
ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ ฮ่องเต้ซ่งเหอย้อนกลับไปที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนซ่งอวิ๋นเจียนนั้นติดตามพวกเฉินผิงอันกลับไปที่จวนราชครู บุคลิกโดดเด่นไม่ธรรมดา แค่ชำเลืองมองก็ทำให้คนรู้สึกถึงพลังอำนาจ
เพราะตอนนี้ขยับเข้าใกล้ช่วงฤดูหว่านกล้า เมื่อเขาไปเดินวนอยู่ใต้ต้นท้อครู่หนึ่งก็ถึงกับทำให้ต้นท้อออกดอกเป็นสีทองทั้งต้น
เสี่ยวโม่กลับไปที่ภูเขาลั่วพั่ว เขาต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการปิดด่าน สร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตใหม่
ส่วนเซี่ยโก่วนั้นอยู่ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามที่จวนราชครูต่อ นางอยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็เลยเปิดอ่านตำราบันทึกการท่องเที่ยวที่ขอให้พี่หญิงหรงอวี๋หามาให้
ฝูชิ่งยังคงลาดตระเวนจวนตามเวลาที่กำหนด สำหรับบุคคลประหลาดที่ยืนอยู่ใต้ต้นท้อ บอกว่าตัวเองชื่อซ่งอวิ๋นเจียน นางกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น