กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1184.3 ผสานมังกร
เฉินผิงอันนั่งอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง เพิ่งจะเก็บเอาน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่สีเขียวสองลูกเข้ามาไว้ในกระเป๋า
ลูกหนึ่งแกะสลักตัวอักษรโบราณเป็นคำว่า “ภูเขาชิงเฉิง” ส่วนอีกลูกหนึ่งด้านใต้แกะสลักคำว่า “ตำหนักเฉาเจิน”
ลูกแรกได้มาจากเกราะทองทวีป ลูกหลังได้มาจากใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงใช้เสียงในใจถามเซี่ยโก่ว “โก่วจื่อ ตอนที่เจ้าเที่ยวเล่นอยู่ในอุตรกุรุทวีป ได้ไปที่ภูเขาสุ่ยจิงมาไหม?”
เซี่ยโก่วนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องของหรงอวี๋ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สองเท้าวางพาดอยู่บนโต๊ะ อ่านตำราไปด้วย พอได้ยินก็ตอบว่า “เคยไป แน่นอนว่าต้องเคยไป เวทอำพรางตาและตราผนึกภูเขาสายน้ำหลายชั้นของที่นั่นไม่ได้สูงส่งสักเท่าไร ห่วยแตกมากเลยด้วยซ้ำ จะต้องมีวงแสงสีเขียวพุ่งทะยานเข้าไปในชั้นเมฆอยู่เป็นระยะชัดเจนสะดุดตาอย่างมาก”
“มองปราดๆ ข้ายังนึกว่าเป็นเถาน้ำเต้าที่มรรคาจารย์เต๋าปลูกด้วยตัวเองเลยนะ ข้าก็เลยแอบแวะไป ฮ่า โชคดีที่ตอนนั้นมีอริยะลัทธิขงจื๊อที่นั่งพิทักษ์ม่านฟ้าจับตามองข้าอยู่ หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงดึงมาแล้วเผ่นหนีไปแล้ว”
“กระอักกระอ่วนมากเลยล่ะ ภายหลังรู้ว่าพวกเรากับภูเขาสุ่ยจิงมีมิตรภาพบนภูเขาที่วกไปวนมาส่วนนั้น นั่นก็ไม่เท่ากับว่าน้ำใหญ่ชัดใส่ศาลราชามังกรหรอกหรือ ไม่เพียงแต่ต้องคืนเถาน้ำเต้าไปให้ ยังต้องขอโทษคนเขาด้วย ยิ่งเดือดร้อนให้ชื่อเสียงของภูเขาของพวกเราถูกคนอื่นเข้าใจผิดด้วย”
เฉินผิงอันได้ยินแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “จะให้ข้าช่วยจองน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกหนึ่งจากภูเขาสุ่ยจิงให้เจ้าไหม?”
เซี่ยโก่วส่ายหน้า “ไม่ต้อง เป็นเรื่องที่กว่าจะเกิดขึ้นก็อีกตั้งหนึ่งพันห้าหกร้อยปีให้หลัง ด้วยนิสัยของข้าจะให้รอคอยตาปริบๆ ก็คงรอไม่ไหวหรอก”
เฉินผิงอันกล่าว “ต้องรอนานขนาดนั้นเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วพูดชวนคุยว่า “หากยอมทุ่มเงินอย่างเต็มที่ คาดว่าก็น่าจะย่นระยะเวลาได้เป็นเจ็ดแปดร้อยปีกระมัง แต่ผลประโยชน์จากการขายน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่นี้จะต่ำลงกว่าเดิมเยอะมาก แล้วก็จะส่งผลกระทบต่อจำนวนและระดับขั้นของน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่พวกนั้นด้วย ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง สรรพสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาย่อมต้องมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ใช้วิถีแห่งมนุษย์ไปรบกวนวิถีแห่งสวรรค์จะไม่ใช่การดึงหญ้าช่วยให้เติบโตหรอกหรือ”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ปีที่ได้เก็บเกี่ยวน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ และยังมีจำนวนที่เป็นรูปธรรม เรื่องพวกนี้เจ้าล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วสงสัยยิ่งกว่า “หา?” เฉินผิงอันจึงไม่คุยกับนางเรื่องนี้อีก
เถาน้ำเต้าของเส้าอวิ๋นเหยียน ก่อนหน้านี้ได้ออกผลเป็นน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่สำเร็จแปดลูก ลูกหนึ่งในนั้นเส้าอวิ๋นเหยียนได้มอบให้เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ภูเขาลั่วพั่วได้กลายเป็นพรรคอักษรจง มอบให้กับเฉินผิงอัน
ลูกสุดท้ายซึ่งเป็นลูกที่มีระดับชั้นดีที่สุด อันที่จริงเส้าอวิ๋นเหยียนขายให้กับป่ายฉางผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน ว่ากันว่าขายได้ราคาสูงเทียมฟ้า
ทว่าการค้าขายที่ผ่านหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านนี้อีกประเภทนี้ ไม่ต้องสนใจว่าเส้าอวิ๋นเหยียนจะเสนอราคาสูงแค่ไหน ขอแค่เขายอมขาย เซียนกระบี่ป่ายฉางก็ต้องรับน้ำใจไว้ด้วยความซาบซึ้ง
แน่นอนว่าป่ายฉางรู้ดีถึงเจตนาของเส้าอวิ๋นเหยียน นั่นคือหวังให้ตนให้การดูแลภูเขาสุ่ยจิงให้มากหน่อย สำหรับเรื่องนี้ป่ายฉางรู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องรับปากอะไร
ทว่าก่อนที่ภูเขาห้อยหัวจะถูกอวี๋โต้วเก็บกลับคืนไป เส้าอวิ๋นเหยียนที่สร้างเรือนขุนฟานขึ้นมาก็เพื่อปลูกเถาน้ำเต้าเถานี้ ปีนั้นเขาคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าสงครามใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น จึงบอกให้หลิวจิ่งหลงกับหลูสุ้ยไปเที่ยวเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่แต่เนิ่นๆ เลือกพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลเอาของชิ้นนี้ย้ายไปปลูก
หากหล่อเลี้ยงได้อย่างถูกวิธี ไม่แน่ว่าอีกพันปีข้างหน้า บนเถาน้ำเต้าก็จะมีลูกน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ใหม่เอี่ยมงอกออกมาอีกครั้ง
สมบัติในสมบัติประเภทนี้ บอกว่ามีระดับขั้นเป็นอาวุธเซียน ถ้าอย่างนั้นก็เพียงแค่เพราะระดับที่สูงที่สุดก็มีแค่ระดับอาวุธเซียนเท่านั้น
ดังนั้นพอป่ายฉางซื้อน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกนั้นไปได้แล้วก็ได้ไปเยือนภูเขาสุ่ยจิงมารอบหนึ่ง ไปดูเถาน้ำเต้าเส้นนั้นกับตาตัวเอง สั่งจองล่วงหน้าไปลูกหนึ่ง
หลังจากนั้นฮว่อหลงเจินเหรินผสานมรรคาได้สำเร็จก็หาเวลาว่างไปเยือนภูเขาสุ่ยจิงรอบหนึ่ง แล้วก็ได้สั่งจองน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ให้กับยอดเขาพาตี้หนึ่งลูก
เมื่อเป็นเช่นนี้เถาน้ำเต้าเส้นนี้ก็ถือว่าได้หวนกลับคืนสู่มาตุภูมิเดิมอย่างแท้จริง ได้หยั่งรากลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคงแล้ว ผ่านการดำเนินงานอย่างยากลำบากมาเป็นเวลาพันปี
เส้าอวิ๋นเหยียนขายน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ออกไปได้ทั้งหมดแปดลูก ก็คือความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขาที่ไม่เล็กแปดส่วน
นอกจากภูเขาลั่วพั่วกับป่ายฉางแล้ว อันที่จริงผู้ซื้ออีกหกคนต่างก็เป็นเซียนกระบี่ผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงอยู่ในใต้หล้าไพศาลมาเนิ่นนานแล้ว
ดังนั้นเฉินผิงอันถึงได้ไหว้วานเส้าอวิ๋นเหยียน มอบกระดาษให้หนึ่งแผ่น ขอให้เขาช่วยหาซื้อวัตถุดิบวิเศษแห่งสวรรค์ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับ “โชคชะตาบุ๋น” มาให้ ไม่ต้องพิจารณาเรื่องราคาว่าคุ้มค่าหรือไม่
เพราะเขาได้เริ่มพิจารณาเรื่องของการ “เดินลงน้ำกลายเป็นเจียว” ของหน่วนซู่มานานแล้ว แต่รากฐานมหามรรคาของหน่วนซู่ไม่เหมือนกับเฉินหลิงจวินที่เป็นงูน้ำแห่งแม่น้ำอวี้เจียง นางจำแลงออกมาจากยันต์ที่ในอดีตฉุนหยางหลวี่เหยียนวาดไว้บนเสาคานเพื่อปกป้องหนังสือ
ก่อนหน้านี้หาซื้อหนังสือไปทั่ว ยืมตัวอักษรมาแล้วค่อยหลอมตัวอักษร เฉินผิงอันตั้งใจอย่างมาก อย่างกับจิ้นชิงแห่งขุนเขากลางและเฉาหย่งอดีตเฉียนถังจ่าง เขาก็ล้วนเคยมีการขอร้อง นั่นก็เพื่อสร้างแม่น้ำลำคลองแห่งโชคชะตาน้ำสายหนึ่งขึ้นมา บวกกับยันต์ที่หลวี่เหยียนมอบให้หน่วนซู่ เฉินผิงอันจึงคิดว่าตนเองได้เตรียมการอย่างรอบคอบรัดกุมแล้ว
รอแค่วันใดตัวหน่วนซู่เองบอกว่าอยากจะฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว เฉินผิงอันก็จะช่วยปกป้องมรรคาให้กับการ “เดินลงน้ำ” ของนาง นี่ย่อมไม่เหมือนกับการเดินลงน้ำที่ลำน้ำใหญ่ในอุตรกุรุปทวีปของเฉินหลิงจวิน
หน่วนซู่เดินลงน้ำ ตั้งแต่ต้นจนจบขอแค่มีอุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อยก็ล้วนถือเป็นความผิดพลาดของนายท่านเจ้าขุนเขาอย่างเฉินผิงอัน!
ผลคือพอต่อสู้กับเจียงเซ่อครั้งนี้ ความเสียหายบนมหามรรคาอย่างอื่นเขาล้วนยอมรับได้ มีเพียงเรื่องนี้ที่ทำให้เฉินผิงอันเดือดดาลจนปวดตับ นี่ก็เลยอดไม่ไหวพ่นคำหยาบไปอีกรอบหนึ่ง
ยังดีที่รอบกายไม่มีคนอื่นอยู่ แต่กลับลืมไปว่าในลานบ้านยังมีซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างจะประหลาดใจอยู่มาก
เฉินผิงอันเรียกหรงอวี๋กับฝูชิ่งมา บอกว่าช่วงนี้จวนราชครูจะมีคนมาเพิ่มอีกหลายคนแล้วบอกให้พวกนางไปบอกให้หยวนฮว่าจิ้งและซ่งซวี่มาที่นี่รอบหนึ่ง
ขณะเดียวกันก็มอบจดหมายลับฉบับหนึ่งให้ฝูชิ่ง ให้ส่งไปให้กู้ช่านแห่งสำนักฝูเหยาของภูเขาเฉวียนเจียวสู่เหยาทวีป
ด้านในห่อสัมภาระที่คนจิ๋วหัวโล้นสีทองสะพายไว้ นอกจากพวกอวี๋สืออู้ที่ถูกสลัดออกมาแล้วก็ยังมีน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกหนึ่งที่อยู่เคียงข้างมานานหลายปี ตอนนี้ด้านใน “เจียงหู” ก็ได้หล่อเลี้ยงชูอี สืออู่ กระบี่บินสองเล่มนี้เอาไว้
ทุกวันนี้ฟ้าดินร่างมนุษย์ล้วนอยู่ในสภาวะของหุนตุ้น แม้จะพอถือว่าเป็น “การเปิดญาณประหนึ่งเบิกเนตรสวรรค์” แต่การรักษาภาพบรรยากาศส่วนนี้เอาไว้ได้กลับถือว่าไม่ง่ายเลย
การแบ่งดวงจิตเมล็ดงาดวงหนึ่งออกมาต้องระวังแล้วระวังอีก ขนาดชำนาญการหลอมวัตถุมานานแล้วก็ยังต้องซ้อมมือก่อน เฉินผิงอันถึงจะกล้าไปทดลองหลอมตราประทับราชครูเก่าใหม่สองชิ้นนั้น
พวกอวี๋สืออู้ที่รับหน้าที่สร้างฟ้าดินมายาทั้งหลาย ก่อนหน้านี้ ย่อมต้องสัมผัสได้ถึงลางอันผิดปกติที่น่าตะลึงพรึงเพริดซึ่งฟ้าดินกำลังจะกลายเป็นหุนตุ้นวุ่นวาย ไม่พูดถึงโต้วโค่วที่ยังคงหาวิธีให้หลุดพ้นออกไปจากกรงขังแห่งนี้ที่นางรู้สึกไม่ยินยอมอย่างยิ่ง
ตอนนั้นแม้กระทั่งอวี๋สืออู้ก็ยังรู้สึกสิ้นหวัง กลับเป็นเซียวสิงที่มีสติมากที่สุด ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เลย นอกจากจะไม่ยี่หระต่อความเป็นความตายแล้ว นางยังนั่งอยู่บนขั้นบันไดเส้นทางเทพด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ยกมือขึ้นตบหัวเข่าเบาๆ คลอเพลงพื้นบ้าน รอให้ฟ้าดินแตกสลาย
เฉินผิงอันโบกชายแขนเสื้อหนึ่งที พวกอวี๋สืออู้ก็ถูกสะบัดออกมาจากฟ้าดินเล็กจักรวาลชายแขนเสื้อ
พวกเขาแต่ละคนต่างก็รู้สึกสะท้อนใจ อวี๋สืออู้สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที เริ่มมองประเมินทัศนียภาพรอบด้าน ลักษณะคล้ายห้องหนังสือ
แม่ครัวอวี๋ชิ่งยกมือมาป้องเหนือดวงตาตามจิตใต้สำนึก พึมพำเบาๆ ว่าในที่สุดก็ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งแล้ว
เซียนจ่าวกับผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วมองสบตากัน ต่างคนต่างก็สงสัย คงไม่ใช่ว่าอิ่นกวานแสดงความเมตตาอย่างที่หาได้ยาก พวกเราถูกปล่อยตัวแล้ว?
มีเพียงเซียวสิงที่ขยับเดินไปข้างหน้าก่อนอย่างไม่หวั่นเกรงอะไร ยังดีที่นางไม่ได้เดินตรงดิ่งข้ามธรณีประตูออกไปยังลานบ้านโดยตรง
เดิมทีเฉินผิงอันอยากจะถามว่าพวกหลัวฟู่เม่ยมาถึงไหนแล้ว แต่พอคิดครู่หนึ่งก็ยังบอกให้เซี่ยโก่วไปพาตัวนางมาที่นี่โดยตรง
หยวนฮว่าจิ้งกับซ่งซวี่เพิ่งจะมาถึงจวนราชครู เพียงไม่นานเซี่ยโก่วก็ไปจับตัวหลัวฟู่เม่ยมาจากบนเรือข้ามฟากลำหนึ่ง
หลัวฟู่เม่ยมึนงงหาทิศทางไม่ถูก พอมาถึงลานบ้านที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้กลับสังเกตเห็นสตรีคิ้วตาเรียวยาวหน้าตางดงามคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นท้อ
คนของแต่ละฝ่ายต่างก็ยืนกันอยู่ในห้องหนังสือ เฉินผิงอันแนะนำตัวตนของฝูชิ่งให้พวกเขารู้จักกันก่อน “ซ่งซวี่ หยวนฮว่าจิ้ง และยังมีหลัวฟู่เม่ย พวกเจ้าไปที่ราชสำนักอวิ๋นเซียวกับฝูชิ่ง ติดต่อไปหาซูหลาง ช่วยฝูชิ่งกอบกู้ชะตาแคว้น ขึ้นครองราชย์ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ ขณะเดียวกันพวกเจ้าก็รับผิดชอบตรวจสอบและประเมินสายลับและนักรบพลีชีพของต้าหลีที่อยู่ในหลายสิบแคว้นรอบด้านร่วมกับจ้าวเหยาแห่งกรมอาญา หาตัวพวกคนที่บังอาจกอบโกยผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายมา ส่วนจะจัดการอย่างไรก็ให้ทำไปตามกฎของกรมอาญา”
ราชวงศ์อวิ๋นเซียวสืบทอดอาณาเขตภูเขาสายน้ำประมาณเจ็ดแปดในสิบส่วนของราชวงศ์ป่ายซวงเก่า แต่อารามหลิงเฟยที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตของป่ายซวง ทุกวันนี้กลับไม่ได้เป็นของราชวงศ์อวิ๋นเซียว
อารามหลิงเฟยได้เลื่อนขั้นเป็นตำหนักหลิงเฟยก่อน กลายเป็นตระกูลเซียนอักษรจง หลังจากนั้นเทียนจวินเฉาหรง หนึ่งในลูกศิษย์ผู้สืบทอดของลู่เฉินก็ได้ออกจากภูเขาเดินทางไกล เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานอยู่ในน่านน้ำมหาสมุทรระหว่างอุตรกุรุทวีปกับธวัลทวีป นี่ทำให้คนทั่วทั้งราชสำนักอวิ๋นเซียวรู้สึกเสียดายอย่างสุดแสน
เฉินผิงอันมองซ่งซวี่ เอ่ยว่า “หากต้องการพาคนมากกว่านี้ไปทางใต้ด้วยกัน พวกเจ้าก็เลือกคนได้เลย พวกหันโจ้วจิ้นก็ให้พวกเจ้าจัดการและแจกจ่ายหน้าที่กันเองได้เลย ข้าจะเขียนคำสั่งลายมือของจวนราชครูไว้ให้ฉบับหนึ่ง กรมอาญาและกรมกลาโหมจะปล่อยคนเอง ใช่แล้ว ทางฝั่งของเมืองหลวงแคว้นชิวมีสายลับชื่อว่าหวงเจี้ย กองตรวจสอบของกรมอาญาได้สอบสวนเขาไปแล้ว เป็นหลิวเหวินจิ้นแห่งแคว้นชิวที่อบรมปลูกฝังเขามากับมือจริงๆ พวกเจ้าพาเขาไปด้วย อนุญาตให้ทำความดีชดใช้ความผิด”
ก่อนหน้านี้ไม่นานซูหลางได้รับคำสั่งจากกรมอาญา เพิ่งจะสร้างพรรคในยุทธภพแห่งหนึ่งขึ้นมาในเมืองหลวงสำรองราชสำนักอวิ๋นเซียว หรือก็คือในเมืองเก่าของราชสำนักป่ายซวง ตอนนี้พรรคยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก ซ่งซวี่พยักหน้ารับ
หลัวฟู่เม่ยเพิ่งจะได้รับป้ายผู้ถวายงานอันดับสามของกรมอาญาต้าหลีมาแผ่นหนึ่ง เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าจะต้องทำงานเร็วขนาดนี้ นอกจากนางจะตื่นเต้นลิงโลดแล้ว ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ตนยังไม่ได้ประทับลายมือขานชื่อที่กรมอาญาเลยนะ
ฝูชิ่งทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ฝูชิ่ง พวกเจ้าไปถึงที่นั่นแล้วสามารถไปที่ขุนเขาใต้ก่อนได้ ไม่แน่ว่าอาจไปทันงานเลี้ยงท่องราตรีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ” ฝูชิ่งตาแดงก่ำ พยักหน้ารับอย่างเงียบงัน
เฉินผิงอันพูดกับหลัวฟู่เม่ยว่า “เจ้าเองก็สามารถเลือกคนสี่ห้าคนจากสายผู้คุมกฎในแคว้นหูให้ไปทางใต้ด้วยกันได้ แต่จำไว้ว่าหากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ การลงโทษของกรมอาญามีแต่จะหนักยิ่งกว่าไม่มีทางเบากว่า ประโยคนี้หยวนฮว่าจิ้งเจ้าเอาไปบอกกับจ้าวเหยาโดยตรงก็พอ” ดวงตาของหลัวฟู่เม่ยสว่างวาบ ยิ่งเกิดปณิธานฮึกเหิมเข้าไปใหญ่
หลังจากที่พวกฝูชิ่งออกไปจากห้องหนังสือแล้ว เฉินผิงอันก็หันไปมองพวกอวี๋สืออู้
อวี๋สืออู้ได้หลุดพ้นจากทำเนียบหยกทองของภูเขาเจินอู่แล้ว เซียวสิงที่เป็นชื่อจริงของเผ่าปีศาจมีฉายาว่า “โยวเหริน” ชุดคลุมอาคมสีเขียวมรกตมีชื่อว่า “ต้าเม่า”
อวี๋ชิ่งแม่ครัวแห่งจวนหม่าในอำเภอหย่งเจีย มาจากสายอิงเถาชิงอี ชื่อจริงคือกงซุนหลิงหลิง
ผู้ฝึกกระบี่แห่งเปลี่ยวร้างโต้วโค่ว เซียนจ่าวจากกรมเซวี่ยซวงของนครก่วงหัน
เฉินผิงอันเอ่ยกับกงซุนหลิงหลิงว่า “ข้าได้เจอกับพวกหลิวเถาจือแล้ว เจ้ามีโอกาสที่จะได้สถานะเดิมกลับคืนมา”
กงซุนหลิงหลิงไม่เหลือสีหน้าเย็นชาอีกแล้ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เฉินผิงอันเอ่ย “เซียวผู่แห่งเรือนจู่หลัน นางยังติดค้างน้ำใจที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กกับข้าครั้งหนึ่ง คราวหน้าข้าจะให้พวกเจ้าได้มาเจอกัน”
ผู้ชำระมลทินที่สถานะถูกปิดบังอำพราง เชี่ยวชาญการลอบฆ่า แบ่งออกเป็นสามสาย ซีซานเจี้ยนอิ่นที่เป็นสายหนึ่งในนั้น ล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่แทบทั้งหมด สายของอิงเถาชิงอีมีแต่สตรี
นอกจากนี้ยังมีคนเลื่อยชามที่มีอีกชื่อว่าช่างซ่อมแซม พวกเขาอยู่ในใต้หล้าไพศาลที่นอกเหนือจากแจกันสมบัติทวีป ต่างก็เลื่อนขั้นเป็นขุนนางอยู่ในราชสำนักแคว้นต่างๆ แล้ว
กงซุนหลิงหลิงพลันน้ำตาคลอเจียนจะหยด ครู่หนึ่งต่อมาสีหน้าของนางก็เปลี่ยนมาเป็นซับซ้อน หันตัวไปทางโต๊ะหนังสือ กุมหมัดแต่กลับไม่พูดไม่จา
เฉินผิงอันพยักหน้า “ช่วงนี้พวกเจ้ามาช่วยงานอยู่ที่นี่ หรงอวี๋ เจ้ามาช่วยแบ่งงานให้พวกเขา” หรงอวี๋ยิ้มรับคำสั่ง
จากนั้นก็ให้หรงอวี๋ไปแจ้งที่กรมอาญา ช่วงนี้จะต้องตรวจสอบเหวยเยว่ซานแห่งยอดเขาชิงอู้ภูเขาตะวันเที่ยง เพราะเขากับหลิวเหวินจิ้นต่างก็เป็นคนของเขตฮวาเซียง
เฉินผิงอันขอยืมตัวคนคนหนึ่งมาจากสำนักฝูเหยาของกู้ช่าน คือผู้ถวายงานสกุลหม่าอำเภอหย่งเจียเหมือนกับกงซุนหลิงหลิง ก็คือหญิงชราขอบเขตก่อกำเนิด ใช้นามแฝงว่าผูหลิ่ว ชื่อจริงคือสวีฟู่
นางกับพวกหวงเลี่ย เสิ่นเค่อได้เปิดภูเขาก่อตั้งพรรคอยู่ที่ราชวงศ์จินผู ถือเป็นภูเขาเบื้องล่างของสำนักฝูเหยา กู้ช่านย่อมไม่ถือสาในเรื่องนี้อยู่แล้ว พวกสวีฟู่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ตายอยู่ข้างนอกก็ยังไม่ต้องช่วยเก็บศพ
สวีฟู่รู้เรื่องนี้ดีอยู่แก่ใจ ไม่ถึงขั้นเศร้าระทมขมขื่นอะไร ทุกวันนี้จิตแห่งมรรคาของหญิงชราแข็งแกร่งหนักแน่น ไม่ใช่ว่านางหลงตัวเอง ยิ่งไม่ได้เป็นการชมตัวเอง
ก่อนจะออกเดินทาง กู้ช่านตั้งใจเรียกนางไปหาโดยเฉพาะ คุยกันสองสามประโยคบอกให้นางสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขึ้นมาใหม่ในแจกันสมบัติทวีป วันใดที่นางปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว สำนักฝูเหยาก็จะยอมรับว่าพรรคแห่งนั้นคือภูเขาเบื้องล่าง หากไม่อาจเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน ชั่วชีวิตนี้นางก็อย่ากลับมาที่สำนักฝูเหยาอีกเลย
ผังอวิ๋นบรรพจารย์ของพรรคอวี่ฝางคือก่อกำเนิดตัวปลอม แต่นางกลับเป็นเทพเซียนผู้เฒ่าก่อกำเนิดตัวจริง เคยปิดด่านสองครั้ง อันตรายอย่างยิ่ง สุดท้ายก็มิอาจฝ่าทะลุขอบเขตได้
หากพูดถึงแค่สวีฟู่คนเดียว บางทีอาจไม่มีใครสนใจ แต่หากพูดฉายา “เถี่ยจั๋ว” ออกมา พูดถึงแค่บริเวณโดยรอบราชวงศ์ป่ายซวงกลับไม่มีใครที่ไม่รู้จักฉายานี้
เมื่อสามสิบห้าสิบปีก่อน ขอบเขตก่อกำเนิดในแจกันสมบัติทวีปสามารถเดินกร่างได้ทั่วแล้ว หลี่ถวนจิ่งแห่งสวนลมฟ้า ฝูฉีแห่งนครมังกรเฒ่า จู๋หวงแห่งภูเขาตะวันเที่ยง สกัดคงคาเจินจวินแห่งทะเลสาบซูเจี่ยน เจ้าประมุขสกุลสวี่แห่งนครลมเย็น…คนทั้งหลายเหล่านี้ตอนนั้นล้วนเป็นก่อกำเนิด
ตอนนั้นไม่รู้ว่าสวีฟู่คิดอย่างไร พอได้รู้ถึงระบบสืบทอดที่แท้จริงของอารามหลิงเฟย การปิดด่านครั้งที่สองล้มเหลว นางก็มีใจคิดว่าตัวเองจะบังเอิญโชคดี คิดอยากจะไปหาโชควาสนาจากอารามหลิงเฟย
แน่นอนว่าย่อมถูกเฉาเซียนจวินดูแคลน แม้กระทั่งมาพบหน้านางก็ยังไม่ยอม เพียงแต่ว่าสวีฟู่ก็ไม่กล้าก่อเรื่อง ในเมื่อไปชนกำแพงต้องกินน้ำแกงประตูปิดที่นั่น หญิงชราหรือจะกล้าเคียดแค้นอยู่ในใจ กลับกันก่อนจะลงจากภูเขานางยังเอ่ยขออภัยอยู่กับตัวเองไปประโยคหนึ่งว่า “คนโง่เขลาเบาปัญญา ล่วงเกินมาเหยียบย่ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ รบกวนการฝึกตนอย่างสงบของเซียนจวินแล้ว”
หากมีสวีฟู่ ออกหน้าช่วย “ประคับประคองมังกร” ให้กับฝูชิ่ง พวกคนแก่จากราชวงศ์เดิมกลุ่มนั้นจะไม่น้ำตานองหน้าเลยหรือ? ในแจกันสมบัติทวีปมีราชสำนักสักกี่แห่งที่คู่ควรให้ขุนนางประวัติศาสตร์เอ่ยประโยคที่ว่า “ปกครองแคว้นอย่างผ่อนปรนเกินไป?”
เฉินผิงอันเขียนจดหมายด้วยตัวเองหนึ่งฉบับ แต่ไม่ได้ส่งตรงออกไปจากจวนราชครู เขาให้ภูเขาลั่วพั่วส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปยังฉีถิงจี้แห่งสำนักกระบี่หลงเซี่ยง เชื้อเชิญให้เขามาที่เมืองหลวงต้าหลี
จ่างซุนเม่ารับตำแหน่งเจ้ากรมขุนนางที่ว่างลง มีกรมขุนนางเป็นหลัก กองส่งสารและหน่วยตรวจสอบเป็นฝ่ายช่วยเสริม ก็ได้ลงมือดำเนินการตรวจสอบและประเมินใหม่ครั้งใหญ่ตามกฎระเบียบของต้าหลีซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีชวด ปีมะโรงและปีวอกแล้ว
ยามเช้าตรู่ของวันนี้ เฉินผิงอันหัวเราะร่วนยืนอยู่หน้าประตู มองหลินโส่วอีที่ยืนอยู่นอกประตูด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ที่แท้หลินโส่วอีก็ส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งไปให้บิดาที่รับหน้าที่เป็นขุนนางหลักในศูนย์ตัดต้นไม้ บอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆ หลินเจิ้งเฉิงตอบจดหมายกลับมาอย่างว่องไว บอกให้หลินโส่วอีย้ายไปที่จวนราชครูทันที ด้านหนึ่งก็ให้อ่านตำราเตรียมสอบเคอจวี่ ด้านหนึ่งก็ให้ทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนการทำงาน….
ในจดหมายยังเขียนกฎระเบียบและช่องทางทั้งในทางลับและทางแจ้งของวงการขุนนางมาไว้ให้ด้วย ดูจากท่าทางแล้วหากหลินโส่วอีสอบเคอจวี่ไม่ราบรื่นก็อย่าหวังว่าจะมีจดหมายฉบับที่สองอีก ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่จดหมายจากคนในครอบครัวเขียนด้วยตัวอักษรมากมายขนาดนี้ หลินโส่วอีเองก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บากหน้ามาที่จวนราชครู ในเมื่อเป็นที่พักขุนนางก็ย่อมต้องมีที่ให้นอน
หรงอวี๋พบว่าตอนที่เปิดเตาเล็กทำอาหาร คงเป็นเพราะการปรากฏตัวของหลินโส่วอี คำพูดและสีหน้าของท่านราชครูถึงได้แตกต่างไปจากเดิม
ฉีถิงจี้ได้รับจดหมายลับก็ขี่กระบี่ข้ามมหาสมุทรมา แน่นอนว่าเฉินผิงอันได้บอกกล่าวกับป่ายอวี้จิงจำลองไว้ก่อนแล้ว ฉีถิงจี้ขึ้นฝั่งแล้วก็ตรงดิ่งมาถึงนอกเมืองหลวงของต้าหลี ยื่นส่งเอกสารผ่านด่านแล้วก็เดินเท้าไปถึงระเบียงพันก้าว ตลอดทางคนเดินถนนจะต้องพากันหันมามองเขา ไม่ใช่เพราะรู้ตัวตนของฉีถิงจี้ แต่เป็นเพราะ “คนหนุ่ม” ผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเกินไปแล้ว
เซี่ยโก่วพาเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีมาที่เรือนด้านหลัง จากนั้นก็ไปจรดพู่กันดุจบุปผาผลิบานของตัวเองต่อไป ฉีถิงจี้เพียงแค่เหลือบมองซ่งอวิ๋นเจียน ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มตาหยี
เข้ามาในห้องหนังสือแล้วก็เห็นว่าเฉินผิงอันได้ยกเก้าอี้สองตัวมารอไว้แล้ว ต่างคนต่างนั่งลง
ฉีถิงจี้คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะเสนอว่าจะไปนครบินทะยานใต้หล้าห้าสีพร้อมกันกับเขา ฉีถิงจี้ยิ้มถาม “อิ่นกวานช่วยยื่นรายงานให้ทางศาลบุ๋นแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ศาลบุ๋นตอบตกลงแล้ว แต่ยังต้องหักคุณความชอบไปส่วนหนึ่ง” ฉีถิงจี้เอ่ย “ไม่เป็นไร”
เรียกเซี่ยโก่วมาด้วยกัน พวกเขาไปถึงม่านฟ้า ไปเยือนใต้หล้าห้าสี แต่กลับไม่ได้ตรงดิ่งไปที่นครบินทะยาน กลับไปพลิ้วกายลงทางทิศเหนือ