กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1185.1 รับตำแหน่งและรับช่วงงานต่อ
ใต้หล้าห้าสีเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงหน้าหนาว
ในอาณาเขตที่กว้างใหญ่เวิ้งว้างทางทิศเหนือมีหิมะใหญ่เท่าขนห่านปลิวโปรยลงมาแล้ว
หิมะทับถมกันเหมือนก้อนหยก ทำให้ดินแดนแห่งนี้ดุจดั่งดินแดนแก้วใส
ภูเขา สายน้ำ และต้นไม้ใบหญ้าล้วนกลายเป็นสีขาวโพลน คือใต้หล้าที่ไม่ต่างจากกระดาษขาวจริงๆ
นครที่พวกเขาพบเห็นระหว่างทางล้วนสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ
ระหว่างทางยังมีสถานที่ที่บ้านเรือนนับหมื่นหลังและผู้คนมากมายรวมตัวกันอย่างแน่นหนา
ต่อให้จะเป็นพรรคตระกูลเซียนที่แย่งชิงพื้นที่ทำเลดีสวยงามมาเป็นสถานที่เปิดภูเขาก่อตั้งพรรคไปได้ ก็มีกลิ่นคาวดินมากกว่ากลิ่นอายเซียนอยู่ดี
ส่วนใหญ่มักจะทำป้ายประตูภูเขาอย่างหยาบๆ ทว่าชื่อบนกรอบป้ายกลับยิ่งใหญ่มาก หากไม่ใช่สำนักอะไรอะไรก็เป็นลัทธิอะไรอะไร แตกต่างจากทัศนียภาพของใต้หล้าไพศาลอย่างสิ้นเชิง
เซี่ยโก่วหัวเราะชอบใจ เจ้าตัวดี ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางมีไม่มาก ทว่าแต่ละคนกลับก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพบุรุษแล้ว
ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่หิมะละลาย พวกเขาเดินเลียบลำคลองสายหนึ่งที่พื้นผิวน้ำแข็งเพิ่งจะหลอมละลาย
เหยียบลงบนกองหิมะหนา รองเท้าหุ้มแข้งส่งเสียงดังสวบสาบ
เดินผ่านหมู่บ้านชนบทที่ตั้งอยู่ริมน้ำ มีเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งหนาวจนตัวแข็งเหมือนนกกระทา นั่งยองถือคันเบ็ดตกปลาอยู่ริมน้ำ
ในข้องจับปลาใบเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่ผูกไว้ตรงเอวไม่มีปลาอยู่ด้านใน
ห่างไปไม่ไกลมีสตรีออกเรือนแล้วหลายคนที่ฝ่ามือเต็มไปด้วยแผลพุพองจากการถูกอากาศหนาวกัด กำลังซักผ้าอยู่ริมน้ำ
พวกคนตัดต้นไม้ที่จับกลุ่มกันออกมาจากภูเขา แบกคานหาบที่ถูกกดจนโค้งงอ หาบถ่านไม้มาสองถุงใหญ่
พวกเขาจะไปเมืองหลวงของราชวงศ์เทียนอวี๋ เฉินผิงอันบอกว่าจะไปหาคนรู้จักที่นั่น
ฉีถิงจี้จึงเสนอว่าควรชมทัศนียภาพยามหิมะตกข้างทางให้มากหน่อย
เซี่ยโก่วย่อมยินดี บันทึกการเดินทางของนางเล่มนั้น นางคิดว่าตัวอักษรของตัวเองได้เขียนอย่างงดงามมากแล้ว
หากความยาวของแต่ละบทเพิ่มมากขึ้นได้อีกหน่อย จุ๊ๆ!
เฉินผิงอันก้มตัวลงไปขยำหิมะขึ้นมาหนึ่งกำมือ บีบให้แน่น
ผ่านหมู่บ้านไปแล้ว ในจุดที่รอบด้านไร้ผู้คน เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสองแก้มแดงเป็นปั้นก็เริ่มกลิ้งลูกหิมะขนาดเท่าภูเขาลูกย่อม
นางมีความสุขมาก ร้องว้าวๆ เสียงดัง
ตลอดทางที่เดินกันมา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเซี่ยโก่วที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฉีถิงจี้ไม่อาจเอานางไปรวมกับ “ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง” ได้เลย
เฉินผิงอันได้อธิบายเรื่องหนึ่งให้ฉีถิงจี้ฟังในจดหมายอย่างชัดเจน
เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวบอกแล้วว่ามอบภูเขาปี้เซียวและหาดลั่วเป่าให้เหยาเทียนเซียงของหลิวทุ่ย
แต่อย่าหวังว่าจะเอาชื่อเสียงของอารามกวานเต๋อไปหลอกคนอื่นข้างนอก
หาไม่แล้วเขาก็จะต้องคืนกลับไปให้หมดทั้งต้นทุนทั้งกำไร
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “รู้ข้อมูลที่ใหญ่เทียมฟ้านี้แล้ว หลิวทุ่ยก็ดีใจอย่างมาก รีบส่งกระบี่บินตอบกลับมาทันที ตัวอักษรเขียนอย่างลวกๆ เห็นได้ชัดถึงอารมณ์ที่ตื่นเต้นตอนจรดพู่กัน”
“เขาบอกว่าช่วงนี้จะต้องแวะไปเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่ว ขึ้นเขาไปขอบคุณอิ่นกวานด้วยตัวเอง ในจดหมายยังถามข้าถึงความชื่นชอบของอิ่นกวานเพื่อที่เขาจะได้เตรียมของขวัญให้ถูก”
“ข้าเองก็ต้องพูดถึงอิ่นกวานดีๆ สักหลายประโยค ก็เลยบอกกับหลิวทุ่ยไปว่าเจ้าขุนเขาเฉินเป็นผู้มีใจโปร่งใส ซื่อตรงสูงส่ง แบกคุณธรรมไว้บนบ่าดั่งเหล็กกล้า ไม่ค่อยชอบกลิ่นเหม็นสาบของเหรียญทองแดง แนะนำเขาว่าแค่มาเยือนภูเขาด้วยสองมือว่างเปล่าก็พอแล้ว”
“ส่วนหลิวทุ่ยจะไปถึงภูเขาลั่วพั่วเมื่อไหร่ ข้าก็ไม่แน่ใจแล้ว”
เซี่ยโก่วผลักลูกหิมะไปแรงๆ หิมะลูกนั้นจึงกลิ้งไปหาภูเขาลูกหนึ่ง กลิ้งไปถึงกึ่งกลางภูเขาถึงได้ “หยุดเท้า”
นางปัดมือ สร้าง “เรื่องราวแห่งเซียน” ที่มากพอจะจรดพู่กันไว้ในตำราเรื่องเล่าประหลาดเช่นนี้ได้
นางพึงพอใจอย่างมาก จึงยิ้มกว้างเอ่ยว่า “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี ท่านช่างเข้าใจเจ้าขุนเขาของพวกเราดีเหลือเกิน”
เฉินผิงอันอธิบาย “น้ำใจใหญ่เทียมฟ้าขนาดนี้ แค่สมบัติอาคมชิ้นสองชิ้นจะถือว่าตอบแทนหมดสิ้นได้อย่างไร มาด้วยสองมือว่างเปล่าถึงจะดี สามารถติดค้างไว้ก่อนได้”
“ทุกวันนี้เทียนเหยาเซียงยังอยู่ในช่วงของการสร้างสำนักขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมภูเขาปี้เซียวที่ต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ต้องขัดสนไปทุกด้านอย่างแน่นอน ข้าว่าอย่างมากสุดหลิวทุ่ยก็คงกัดฟันมอบอาวุธเซียนชิ้นหนึ่งมาให้กระมัง?”
เซี่ยโก่วครุ่นคิดเล็กน้อยก็รู้สึกว่าเป็นเหตุผลข้อนี้ จึงเริ่มบ่นเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีว่าไร้คุณธรรม
“ในเมื่อหวังดี ไฉนถึงได้ต้องพูดให้เป็นคำเหน็บแนมด้วยเล่า”
ฉีถิงจี้ผงกปลายคาง “เป็นขนบธรรมเนียมที่เจ้าขุนเขาของเจ้าเป็นคนริเริ่ม”
“ชื่อเสียงบนภูเขาของหลิวทุ่ยในสามทวีปทางทิศตะวันตกค่อนข้างจะธรรมดา บอกว่าเขามีนิสัยอำมหิตโหดเหี้ยม มีแค้นต้องชำระก็ไม่ถือว่าเกินจริงเลยสักนิด”
“แต่ขอแค่ได้เป็นสหายกันแล้วก็ถือว่าเขามีคุณธรรมอย่างมาก ถือเป็นคนที่มีนิสัยชอบช่วยเหลือคนสนิท ไม่สนใจเหตุผล ข้าเชื่อว่าภูเขาลั่วพั่วต้องการพันธมิตรบนภูเขาที่เป็นอย่างนี้คนสองคน”
“ทางฝั่งของฝูเหยาทวีป หากจะบอกว่าใครคืออันดับหนึ่งบนภูเขา แน่นอนว่ายังต้องเป็นบินทะยานเฒ่าหยางเชียนกู่”
“ในอดีตตอนที่หลิวทุ่ยไม่ได้ขอบเขตถดถอย เขาก็บอกเองว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหยางเชียนกู่ แต่หากจะพูดถึงศักยภาพของพรรค อย่าวางแต่โฮ่วซานในตอนนี้เลย ต่อให้เป็นก่อนที่หยางเชียนกู่จะไปอยู่สวนกงเต๋อ โฮ่วซานก็ยังสู้เทียนเหยาเซียงไม่ได้”
ฟังมาถึงตรงนี้ เซี่ยโก่วก็เอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าหากไม่เป็นเพราะเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีให้การช่วยเหลือบนสนามรบ หลิวทุ่ยก็ต้องถูกแขวนไว้บนผนังรอกินควันธูปแล้ว”
“แค่ข้อนี้ก็บอกให้รู้แล้วว่าหลิวทุ่ยไม่ใช่คนเลวร้าย หาไม่แล้วเจ้าขุนเขาก็ไม่มีทางให้เสี่ยวโม่นำความไปบอกแก่สหายปี้เซียว ผ่านไปอีกแค่ไม่กี่วันก็ถึงวันเริ่มหว่านกล้าแล้ว เจ้าขุนเขา….พูดได้ไหม?”
เฉินผิงอันกวาดตามองไปรอบด้าน ขว้างลูกหิมะในมือไปยังยอดสูงสุดของหิมะลูกใหญ่ที่นอนหมอบอยู่ตรงกึ่งกลางภูเขา ยิ้มเอ่ย “มีอะไรให้พูดไม่ได้ล่ะ”
เซี่ยโก่วเอ่ย “วันเริ่มต้นฤดูหว่านกล้า เจ้าขุนเขาจะรับตำแหน่งราชครูต้าหลีอย่างเป็นทางการดั่งน้ำมาลำคลองก่อเกิด ถึงเวลานั้นราชสำนักต้าหลีก็จะมีการจัดงานพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่”
“ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ซ่งเหอถึงกับบอกเป็นนัยแก่เว่ยป๋อว่าขอให้ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราเอาตัวยอดฝีมือหลายๆ คนมาช่วยเสริมให้ดูมีบารมี ทำอย่างไรถึงจะข่มขู่ให้คนกลัวได้ก็ให้ทำอย่างนั้น จะต้องขับดันมาดของเจ้าบ้านแห่งหนึ่งทวีปให้โดดเด่น”
“ถึงเวลานั้นในเมืองหลวงจะไม่มีผู้คนล้นเต็มทุกตรอกหรอกหรือ? แรกเริ่มเจ้าขุนเขารู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด เอาแค่ว่าวันใดไปเข้าร่วมการประชุมเช้าก็แค่ไปยืนอยู่ในท้องพระโรง แค่นี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานได้เปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว ไม่เพียงแต่ภูเขาลั่วพั่วจะส่งตัวแม่ทัพและพลทหารผู้แข็งแกร่งมาหลายคนเท่านั้น ยังจะเชิญสหายรักอีกหลายคนมาด้วย หากหลิวทุ่ยบังเอิญมาตรงเวลานี้พอดีก็สามารถนับเขาเป็นคนหนึ่งในนั้น มาร่วมสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ด้วยกันอย่างไรล่ะ”
ฉีถิงจี้ยิ้มถาม “เจ้าขุนเขาของเจ้าคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วสินะ ข้าเองก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้?”
เซี่ยโก่วกลับพึมพำกับตัวเอง “ข้านี่ก็ใช้คำสุภาษิตนี้ได้อย่างชำนาญเข้าขั้นเหมือนกันนะ!”
เฉินผิงอันฝืนมโนธรรมในใจเอ่ยว่า “ห่างจากขอบเขตสูงสุดที่มีรสนิยมและคนทั่วไปล้วนพากันชื่นชมอีกเล็กน้อย”
ฉีถิงจี้คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ หรือว่าป๋ายจิ่งของเมื่อหมื่นปีก่อนก็มีนิสัยเช่นนี้เหมือนกัน?
เขาอดไม่ไหวเอ่ยสัพยอกไปว่า “เซี่ยอันดับรองแค่เขียนประสบการณ์ที่พบเจอมาในช่วงยุคบรรพกาลก็จะได้ตำรามหัศจรรย์เล่มหนึ่งแล้ว”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อ โบกมือเป็นวงกว้าง พูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีท่านไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หากเขียนตามความจริง จะมีโรงพิมพ์แห่งใดกล้าช่วยพิมพ์เป็นรูปเล่มวางขายให้ล่ะ”
“ทางการก็ต้องจับข้าไปเข้าคุก เข้าใจผิดคิดว่าข้าคือผู้ฝึกตนอิสระที่ฆ่าคนเพื่อชิงทรัพย์ ไม่อย่างนั้นไม่ว่าใครก็เขียนเรื่องราวที่แท้จริงในยุทธภพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาออกมาได้น่ะสิ”
ฉีถิงจี้ไม่รู้จะพูดกับนางอย่างไร เฉินผิงอันหัวเราะดังลั่น
บนเส้นทางที่พอจะเรียกว่าทางหลวงได้ มีรถเข็นล้อเดียวบรรทุกถ่านขนเข้าสู่ตัวเมืองขยับเข้าใกล้ตัวอำเภอ
ข้างทางมีร้านขายเสื้อผ้าเก่า ขอทานที่เนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าขาดวิ่นสองสามคนด้านหนึ่งก็อยากได้เสื้อผ้าฝ้ายที่แม้จะเก่าแต่ยังแน่นหนา ด้านหนึ่งก็อาบแสงแดดที่ไม่ต้องจ่ายเงินไปด้วย
ในรถม้าคันหนึ่งที่เคลื่อนออกมาจากเมืองมีลูกหลานขุนนางที่สีหน้าเย็นชาอยู่คนหนึ่ง
ทุกวันนี้ที่นี่มีลาและล่อให้พบเห็นได้ไม่มาก คนที่สามารถขี่ม้าได้นั่นก็ย่อมต้องเป็นคนรวยสูงศักดิ์
ในใจฉีถิงจี้รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง ฟ้าดินใหม่เอี่ยมแห่งใหม่ โลกที่เป็นดั่งกระดาษขาว
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ริมน้ำ ในที่สุดก็มีปลาตัวหนึ่งงับเบ็ด จึงถูกจับโยนใส่ไปไว้ในข้องจับปลา
ฉีถิงจี้เองก็เข้าใจดีถึงความตั้งใจของอิ่นกวานหนุ่ม มาหาคนที่ราชสำนักเทียนอวี๋เพื่อคุยธุระคือเรื่องจริง ให้ตนได้เห็นขนบธรรมเนียมผู้คนของใต้หล้าห้าสีมากขึ้นก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจน
ชื่อเสียงและลาภยศคือเหยื่อล่อปลาที่ดีที่สุดในโลกใบนี้
มหามรรคาและความเป็นอมตะบนภูเขาล่อลวงคน นับแต่โบราณตราบจนปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่อดทนไม่งับเบ็ดได้?
ตัวอำเภอที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวงของราชสำนักเทียนอวี๋แห่งนี้คือ นครที่ไร้กำแพง มีลำคลองสายหนึ่งล้อมรอบเมือง
พวกเขาเข้ามาในเมืองแล้วก็เห็นแท่นสูงที่ก่อขึ้นจากอิฐเขียวเป็นทั้งที่ว่าการชลประทานในท้องถิ่น แล้วก็เป็นทั้งเวทีแสดงงิ้ว ช่องโพรงด้านล่างคือเส้นทางสำหรับสัญจรผ่าน
วันนี้มีงานเทศกาลศาลเจ้าพอดี ร้านรวงจึงตั้งซุ้มประดับประดาไปด้วยสีสัน ผู้คนหนาแน่นเบียดเสียด
บุรุษร่างกายปราดเปรียวหลายสิบคนที่ที่ว่าการจ้างมาทำการแสดงตีลังกา กระโดดเชือก พลิกโต๊ะไต่เสา พ่นสุราพ่นไฟ แสดงฝีมือเพื่อถวายความบันเทิงแด่เทพเจ้า
แล้วก็มีสตรีรูปร่างแข็งแรงหลายสิบคนที่บ้างก็สวมชุดผ้าป่านสวมหน้ากาก แสดงเป็นยมทูตหัววัวหน้าม้า บ้างก็แต่งหน้าหนาเข้มสวมชุดสีสด แต่งตัวเป็นเย่ชารัวข่า (ยักษ์และรากษส)
เวทีแสดงงิ้วเปลี่ยนอุปกรณ์ประกอบฉากไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เอาภูเขาดาบต้นไม้กระบี่มาวาง เดี๋ยวก็เป็นโม่ เลื่อยและกระทะทองแดง ราวกับภาพนรกภูมิอันน่าสยดสยอง
มีคนสองคนสะพายห่อผ้ามือเท้าคล่องแคล่วปีนขึ้นไปยอดบนสุดของเสาไม้ไผ่เอาโคมไฟกระดาษขาวที่ร้อยเป็นพวงยาวสองพวงขึ้นไปแขวน จากนั้นก็โปรยกระดาษเงินลงมายังล่างเวที
ฉับพลันนั้นก็ราวกับมีหิมะโปรยปราย พวกผู้ชมที่อยู่นอกเวทีรู้สึกเป็นกังวลสีหน้าเหมือนคนเห็นผี ทั้งไม่กล้ามองมาก แล้วก็ตัดใจจากไปไม่ได้
เด็กน้อยขี้กลัวหลายคนหดตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่แล้วร้องไห้เสียงดัง
โชคดีที่เป็นตอนกลางวันที่แสงแดดงดงามสาดส่อง หากเป็นตอนกลางดึก ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์ก็คงไม่กล้าเดินบนถนนแล้ว
บรรยากาศคึกคัก เซี่ยโก่วมองเพลิน
มีบุรุษเสเพลคนหนึ่งคิดอยากจะลวนลามหญิงสาว ถูกเซี่ยโก่วยื่นมือผลักออกไปนอกกลุ่มคน ถีบเข้าที่ข้อพับหัวเข่าของบุรุษผู้นั้น ฝ่ายหลังคุกเข่าลงกับพื้นทันที
หญิงสาวได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็หันไปมอง แต่กลับเห็นบุรุษผู้นั้นทำท่าเหมือนกราบคำนับฟ้าดิน
แล้วพอมองไปเห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ยกสองมือเท้าเอวยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล หญิงสาวก็ปิดปากหัวเราะคิก รอยยิ้มดังบุปผาผลิบาน
พอเห็นบุรุษวัยกลางคนชุดเขียวและคนหนุ่มชุดขาวที่อยู่ห่างไปไกลอีกนิด นางก็หยุดหัวเราะ หันหน้ากลับไปชมงิ้วต่ออีกครั้งอย่างเขินอาย
แต่ใจกลับคิดว่าคือพี่ชายผู้หล่อเหลาของตระกูลใดกันที่ออกมาเที่ยวงานวัดกับผู้อาวุโสในบ้าน?
ความสนใจของฉีถิงจี้อยู่แค่บนเวที ด้านบนเสาไม้ไผ่สองเสา แขวนธงพื้นดำตัวอักษรสีทองไว้เสาละผืน คือกลอนคู่ที่มีเนื้อหายาวมาก
ไม่ว่าในแดนสว่างหรือแดนมืด แสร้งเป็นเทพหรือผีก็ไร้ผล เพราะกรรมดีกรรมชั่วย่อมตอบสนองไม่คลาดเคลื่อน แล้วท้ายที่สุดผู้ใดจะหนีรอด? ชีวิตนี้ก็คือหนทางแห่งการบรรลุธรรม!
ใช้สติปัญญาคำนวณจนสุดความสามารถทั้งยามทิวาและราตรี พึงรู้ไว้เถิดว่าต่อให้เวียนเกิดเวียนตาย เปลี่ยนแซ่เปลี่ยนนาม แปรเปลี่ยนรูปโฉม ครั้นถึงคราวจบสิ้น ใจดวงนี้ก็ยังคงอยู่! พวกเราจะปล่อยให้ติดหนี้กรรมอย่างเลอะเลือนได้อย่างไร?
ฉีถิงจี้เอ่ย “สมกับเป็นบทจิ๋วจริงๆ”
ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่มีทางพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้
รอกระทั่งมาถึงใต้หล้าไพศาล ฉีถิงจี้ก็รีบไปเยือนเกาะทองทวีปที่สถานการณ์การสู้รบดุเดือดทันที
สงครามปิดฉากลงแล้วก็ไปเปิดสำนักกระบี่หลงเซี่ยงที่ทักษิณาตยทวีป หลายปีมานี้ก็วิ่งวุ่นอยู่บนภูเขาตลอด เขาไม่เคยได้สัมผัสกับพวกชาวบ้านเลยจริงๆ
การแสดงจบลงแล้ว คนด้านล่างเวทีก็พากันแยกย้ายไปอย่างรวดเร็ว
ขุนนางของที่ว่าการงานชลประทานพุงพลุ้ยคนหนึ่งเห็นว่าไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นก็พาเสมียนกลุ่มหนึ่งกลับไปยังที่ว่าการ
บุรุษร่างกายกำยำที่ก่อนหน้านี้ปีนขึ้นไปโปรยเงินบนลำไม้ไผ่กับสตรีสวมหน้ากากสวมเครื่องประดับหัวคนหนึ่งไม่ได้ตามพวกเขาไป แต่รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะซุบซิบกันพักใหญ่
แล้วพวกเขาก็กระโดดลงมาจากบนเวทีสูงด้วยกัน เดินมาอยู่ข้างกายพวกเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พี่มู่เม่ย นี่คือทำอะไรหรือ?”
ก็คือเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นคนที่สองของราชวงศ์เทียนอวี๋ หยางมู่เม่ย ฉายา “อู๋หย่า”
ส่วนคนแรกนั้นได้ถูกเขาใช้เหตุผลสองข้อไล่ออกไปแล้ว
ข้อแรก เขาใช้ขอบเขตโอสถทองประลองคาถากับอีกฝ่าย เอาชนะอีกฝ่ายมาได้
ข้อที่สอง อันที่จริงเขาคือขอบเขตหยกดิบ
เทพเซียนผู้เฒ่าขอบเขตก่อกำเนิดคนนั้นยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเต็มใจ จึงออกจากตำแหน่งขุนนาง เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ ย้ายไปรับหน้าที่ผู้ดูแลในจวนของเจินเหริน “อู๋หย่า” อย่างลับๆ แทน
หยางมู่เม่ยยิ้มเอ่ย “อยู่วางไม่มีอะไรทำก็เลยมาทำความเข้าใจความทุกข์ยากของชาวบ้านด้วยตัวเอง ในเมื่อมาสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่มาดูอย่างเดียวก็ต้องทำอะไรให้เป็นจริงเป็นจังสักหน่อย”
“ควรจะรวบรวมกลิ่นอายผู้คนอย่างไรก็ต้องใช้ความคิด ยกตัวอย่างเช่นการขึ้นมาบนเวทีแสดงงิ้ว ทั้งก่อนหน้าและภายหลังง่วนทำงานไปประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่เก็บเงินจากชาวบ้านแม้แต่เหวินเดียว”
เฉินผิงอันพยักหน้าชอบใจ
“พี่ชายคนดี ท่านผู้นี้คือองค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนอวี๋ของพวกเรา แซ่ติงนามหรงปั้น ไม่เรื่องมากเลยสักนิด อาหารเลิศรสกินได้สบาย อาหารบ้านๆ ก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อย นอนบนเตียงป๋อปู้ที่ทำอย่างพิถีพิถันได้ นอนบนพื้นในศาลเจ้าก็ได้เหมือนกัน”
หยางมู่เม่ยยิ้มเอ่ยแนะนำว่า “องค์หญิง ขอแนะนำให้รู้จัก ท่านผู้นี้ก็คือพี่ชายคนดีที่ข้ามักจะเล่าให้ท่านฟังบ่อยๆ!”
สีหน้าของติงหรงปั้นยาก กุมหมัดทักทาย ไม่รู้ว่าควรจะเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไรถึงจะเหมาะสม ได้แต่เอ่ยประโยคหนึ่งว่าได้ยินชื่อเสียงยิ่งใหญ่มานานแล้ว
นางถูกชะตากับหยางเจินเหรินอย่างมาก มักจะฟังเขาเล่าเหตุการณ์ “ไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน” ที่อุตรกุรุทวีปบ้านเกิดบ่อยๆ
บอกว่าเขากับพี่ชายคนดีที่อายุน้อยมากความสามารถเข้าใจผิดกัน เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร บุกตะลุยไปในหุบเขาผีร้ายที่ร้ายอย่างสมชื่อแห่งนั้นด้วยกัน ในที่สุดก็กลายมาเป็นพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมยากกัน
หากจะพูดถึงการวางแผน ฝีมือของพวกเขาก็ถือว่าสูสีกัน หากจะพูดถึงตบะ ห่างกันเพียงเสี้ยวเดียว พูดถึงเรื่องหน้าตา ตนกลับคว้าชัยชนะได้อย่างมั่นคง
เฉินผิงอันยิ้มกุมหมัดคารวะกลับคืน “คารวะองค์หญิง”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ค่อนข้างจะถูกชะตากับสตรีผู้นี้ ท่วงท่าองอาจ เรือนกายแข็งแกร่งกำยำ ก้นแม้จะใหญ่แต่กลับแบนราบ แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนที่ฝึกวรยุทธการต่อสู้มาจนชำนาญ
หยางมู่เม่ยอดไม่ไหวถามว่า “พี่ชายคนดี ผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ของข้าอย่างอาจารย์เสี่ยวโม่ล่ะ ทำไมไม่มาที่นี่ด้วยกัน?”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวพยักหน้า เจ้าหมอนนี่เป็นงานดีนะ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เขากำลังปิดด่าน”
หยางมู่เม่ยใช้เสียงในใจถามหยั่งเชิง “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นแสงกระบี่เส้นนั้นวาบผ่านไปก็ให้รู้สึกคุ้นตายิ่งนัก คงไม่ใช่ว่า?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เสี่ยวโม่ฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว”
หยางมู่เม่ยหยิบพัดพับแกนหยกเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ รู้สึกปลงอนิจจังยิ่งนัก ใช้พัดพับเคาะฝ่ามือ “ตรงกับคำโบราณประโยคนั้นจริงๆ คนดีย่อมได้ดีตอบแทน!”
เซี่ยโก่วจุ๊ปากด้วยความทึ่ง ขอบเขตก่อกำเนิดเล็กๆ คนหนึ่งรู้จักพูดคุยถึงขนาดนี้? ตำแหน่งไม่คู่ควรกับความสามารถเลยนะ
หยางมู่เม่ยหลอกเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นคนแรกว่าตนเป็นหยกดิบ แน่นอนว่าเป็นกลยุทธ์ที่เขาใช้เป็นประจำยามออกท่องยุทธภพ
ถามมรรคาด้วยขอบเขตโอสถทองได้สำเร็จกลับเป็นเรื่องจริง สรุปก็คือจริงๆ เท็จๆ เดาถูกก็ถือว่าเจ้าชนะ