กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1185.2 รับตำแหน่งและรับช่วงงานต่อ
คราวก่อนอยู่ที่นครบินทะยาน เขากับชุยตงซานวางแผงขายของอยู่กับพื้น ใช้สิ่งของแลกสิ่งของ แลกเปลี่ยนสมบัติอาคมบางอย่างกัน
หากจะบอกว่าเมื่อสามสิบปีก่อน ขอบเขตก่อกำเนิดสามารถเดินกร่างอยู่ในแจกันสมบัติทวีปได้
ถ้าอย่างนั้นใต้หล้าห้าสีในทุกวันนี้ ขอบเขตก่อกำเนิดก็สามารถเดินกร่างได้ทั่วทั้งทวีปแล้ว
แน่นอนว่าหากเดินกร่าง ไม่ทันระวังไปชนห้าขอบเขตบนกลุ่มน้อยเข้า หากไม่เดินออกไปตรงๆ ก็ต้องนอนให้คนหามออกไป
หยางมู่เม่ยที่ตอนอยู่ในหุบเขาผีร้ายและนครบินทะยานต่างก็ปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์ของบัณฑิตชุดดำผู้นี้ ทุกวันนี้ยังคงเป็นคอขวดขอบเขตก่อกำเนิด
รากฐานมหามรรคานั้นมาจากการสังหารสามอสุภะของหยางหนิง ซิ่งเทียนจวินน้อยแห่งหน่วยฉงเสวียนราชวงศ์ตหยวน
เขากับหยางหนิงเจินผู้เป็น “พี่ชาย” เดินทางมาเยือนใต้ฟ้าห้าสีด้วยกัน
ก่อนหน้านี้บังเอิญเจอกับกลุ่มของเฉินผิงอันในนครบินทะยาน เสี่ยวโม่มองเห็นปราณแห่งมรรคาสี่ม่วงทองเส้นหนึ่งที่เกี่ยวพันกับใต้หล้ามืดสลัวบนร่างของเขา
ในยุคบรรพกาล ภาพเหตุการณ์ผิดปกติเช่นนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “ฟ้าเส้นเดียว” การมองลมปราณของโลกยุคหลังก็มีจุดกำเนิดมาจากสิ่งนี้
ตอนนั้นเสี่ยวโม่ช่วยสะบั้นเส้นใยนั้นให้เขา ทำให้เขาได้กลับคืนมามีอิสระอีกครั้ง
เพื่อเป็นค่าตอบแทน หยางมู่เม่ยแค่ต้องไปรับหน้าที่เป็นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นของราชสำนักหนึ่ง แล้วส่งคนห้าแสนคนไปให้กับนครบินทะยานเท่านั้น
ทุกวันนี้ราชสำนักเทียนอวี๋ไม่เพียงแต่อนุญาต อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชาวบ้านเขียนหนังสือลำดับวงศ์ตระกูล สร้างศาลบรรพชนขึ้นมาในสถานที่ต่างๆ
ขณะเดียวกันก็ยังแต่งตั้งภูเขาสำยน้ำจำนวนมาก ขอแค่มีการตั้งศาลเถื่อนขึ้นมาในท้องถิ่น ขุนนางของราชสำนักก็จะไปเยือนทันที
และฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของราชสำนักเทียนอวี๋ก็คือ ติงติ่ง บุรุษแห่งฝูเหยาทวีปที่สวมเสื้อเกราะต้าซวงผู้นั้น
เป็นทั้งจักรพรรดิปลายยุคสมัยของราชวงศ์เก่า แล้วก็เป็นทั้งฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของราชสำนักใหม่ เขายืนกรานในความคิดท่ามกลางเสียงคัดค้าน ยืนหยัดที่จะไม่ใช้ชื่อแคว้นเก่า
เพียงแต่ว่าอยู่ในใต้หล้าห้าสีแห่งนี้ ไม่รู้ว่าเขาใช้เวทลับบนภูเขาอะไรถึงได้เปลี่ยนจากวิถีวรยุทธมาเป็นการฝึกตน ทุกวันนี้คือผู้ฝึกตนโอสถทองที่แท้จริงคนหนึ่ง
คงเป็นเพราะสันดอนเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยาก
ติงติ่งที่ขึ้นชื่อในฝูเหยาทวีปว่าชอบบุกเบิกที่ดิน หมกมุ่นกับการใช้กำลังทหารอย่างสิ้นเปลือง
พอมาถึงที่นี่ก็ตั้งนโยบายแคว้นที่ใหญ่ที่สุดแค่ข้อเดียว นั่นคือรับสมัครทหารซื้อมา สร้างความแข็งแกร่งให้แก่กองกำลังแคว้น เพื่ออ้อมผ่านนครบินทะยานบุกฆ่าไปทางใต้สุดของใต้หล้าแห่งนี้ด้วยความเร็วที่มากที่สุด
แย่งชิงพื้นที่ ตั้งแคว้นใต้อาณัติ ไปเล่นงานเจ้าพวกคนอ่อนปวกเปียกของฝูเหยาทวีปพวกนั้น
หยางมู่เม่ยถามอย่างใคร่รู้ “พี่ชายคนดี ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านนี้คือ?”
เฉินผิงอันแนะนำให้รู้จัก “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี บรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง เซี่ยโก่ว ผู้ถวายงานอันดับรองของบ้านข้า”
หยางมู่เม่ยมึนงง เขามายังใต้หล้าห้าสีค่อนข้างเร็ว ข่าวใหม่ล่าสุดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับใต้หล้าไพศาลล้วนมาจากการพูดคุยตามตรอกซอกซอย หรือฟังคนอื่นคุยกันบนโต๊ะเหล้าระหว่างที่เดินทางอยู่ในนครบินทะยาน
ถึงอย่างไรข้อมูลที่ได้มาก็ค่อนข้างมีจำกัด สิ่งที่รู้จึงมีไม่มาก
หยางมู่เม่ยจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พี่ชายคนดี เจ้าว่าบังเอิญหรือไม่ ไม่ต้องให้ข้าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปรวบรวมรายงานข่าวมา สู่จ้งสู่ กับ หลี่จิ้น ทุกวันนี้ก็อยู่ที่นี่ เป็นขุนนางในราชสำนักเหมือนกับข้า”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “คงเป็นเพราะเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ฟ้าดินก็ล้วนร่วมแรงร่วมใจ ได้เวลาที่ชะตาแคว้นของราชวงศ์เทียนอวี๋พวกเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าแล้ว”
หยางมู่เม่ยกุมหมัดเขย่าสองสามที “ขอให้สมพรปาก ขอให้สมพรปาก”
ติงหรงคอยจับสังเกต “พี่ชายคนดี” ผู้นี้อยู่ตลอด น่าเสียดายที่ไม่อาจอาศัยการพูดคุยแค่ไม่กี่ประโยคมาวิเคราะห์นิสัยใจคอและตบะตื้นลึกของเขาได้
ฉีถิงจี้เปิดปากถาม “หลี่จิ้นไหน? เด็กหนุ่มแห่งสำนักฝูจี ฝูเหยาทวีปน่ะหรือ?”
หยางมู่เม่ยพยักหน้า “ไม่กล้าปิดบังเจ้าสำนักฉี ก็คือเขานั่นแหละ”
ในเมื่อคือบรรพบุรุษผู้บุกเบิกภูเขาของสำนักวิถีกระบี่แห่งหนึ่ง คิดดูแล้วก็ต้องมีขอบเขตเริ่มต้นที่หยกดิบขึ้นไป
เพียงแต่ไฉนเขาถึงไม่เคยได้ยินชื่อของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมาก่อนเลยล่ะ จนใจจริงๆ ใต้หล้าห้าสีกว้างใหญ่เกินไปแล้ว
ถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนอยู่ในทวีปแห่งหนึ่งของใต้หล้าไพศาล ทุกวันนี้ข้อมูลของแคว้นอื่นและรายงานข่าวทุกฉบับที่รวบรวมมาได้ ล้วนเลอค่าอย่างมาก สายลับทุกคนที่ออกเดินทางไกลไปข้างนอกก็ไม่ต่างจากนักรบพลีชีพจริงๆ แล้ว
ส่วนหลี่จิ้น เขากลับไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มแล้ว อีกทั้งยังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความแค้นลึกล้ำขมขื่นอยู่ตลอด มักจะคอยถอนหายใจอยู่เนืองๆ
เวลาปกติหยางมู่เม่ยไม่ค่อยชอบคบค้าสมาคมกับเขานัก เขาชอบคนและเรื่องราวที่กระตือรือร้นคึกคักมากกว่า
อย่างเช่นติงหรงที่ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายองอาจ มีชีวิตชีวา วาดฝันถึงยุทธภพจึงออกมาท่องยุทธภพ
การที่ฉีถิงจี้รู้สึกประหลาดใจก็เพราะมีสองสาเหตุ
หนึ่ง สถานะของหลี่จิ้นพิเศษ หากว่ากันในบางระดับแล้ว สามารถถือได้ว่าเป็นลูกศิษย์นักการของสำนักฝูจีผู้นี้ที่เป็นผู้เปิดฉากสงครามใหญ่ของสองใต้หล้าขึ้นมา
นอกจากนี้ก็คือคนของฝูเหยาทวีปเข้ามาอยู่ในใต้หล้าห้าสี เลือกตำแหน่งอยู่ทางทิศใต้สุด
นี่ไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวข้ามใต้หล้าแห่งหนึ่งจากใต้มาเหนือ เลือกที่จะมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ราชสำนักเทียนอวี๋หรอกหรือ?
หยางมู่เม่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าสำนักที่เฉินผิงอันเรียกด้วยความเคารพว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีคนนี้ถึงไม่สนใจสู่จ้งสู่มากกว่า?
สู่จ้งสู่ไม่ใช่พลทหารตัวน้อยไร้ชื่อเสียงอะไร ในฐานะหนึ่งในตัวสำรองของสิบคนรุ่นเยาว์ในหลายใต้หล้า
บุตรชายเพียงคนเดียวของสองสามีภรรยาแห่งถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋ ผู้มีพรสวรรค์ที่บอกว่าพันปีถึงจะมีครั้งหนึ่งของหลิวเสียทวีป แล้วยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ด้วย
เพียงแต่ว่าสำหรับฉีถิงจี้แล้ว อย่าว่าแต่ตัวสำรองอะไรเลย ต่อให้เป็นหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ก็ต้องรอให้วันใดให้พวกเขาพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานเสียก่อนถึงจะเข้าตาเขาได้
หาไม่แล้วก็จะถือว่าแค่ได้ยินชื่อแล้วปล่อยผ่านไป อย่างมากสุดก็แค่จำชื่อของอีกฝ่ายได้เท่านั้น
หากจะพูดกันเรื่องพรสวรรค์ไม่พรสวรรค์อะไรจริงๆ โดยเฉพาะผู้ฝึกกระบี่ จะสามารถเปรียบเทียบกับกำแพงเมืองปราณกระบี่ของพวกเราได้หรือ?
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “พี่มู่เม่ยช่วยแนะนำให้สักหน่อย ข้าอยากไปพบฮ่องเต้ของพวกเจ้าที่เมืองหลวง”
ติงติ่งคือหนึ่งในเจ็ดวิญญาณของบรรพบุรุษรองสำนักการทหาร
หยางมู่เม่ยยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้ง่ายเลย ข้าจะส่งกระบี่บินแจ้งข่าวฉบับหนึ่งไป พวกเราหาที่พักเท้ากันก่อน รอฟังข่าวที่ตอบกลับมาจากเมืองหลวงพลางดื่มกันไปด้วยดีไหม? มาถึงถิ่นของข้าแล้วก็ต้องให้ข้าแสดงน้ำใจของเจ้าบ้านให้เต็มที่นะ”
เขาคือเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น ตำแหน่งขุนนางใหญ่ที่สุด
สู่จ้งสู่เป็นรองเจ้ากรมโยธา รับหน้าที่ดูแลเรื่องงานการก่อสร้างของสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง
หลี่จิ้นรับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้ได้รับการบันทึกชื่อ ชื่อเสียงไม่โดดเด่น เพราะฮ่องเต้จงใจช่วยปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขาไว้ให้
เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นคือตำแหน่งที่สถานะสูงส่งแต่ไม่ต้องทำงานหนัก อยากจะยุ่งก็ยุ่งได้ อยากจะอยู่วางก็อยู่วางได้ อยากจะยุ่งเรื่องคนอื่นก็ตามใจ ถึงอย่างไรก็เป็นตำแหน่งที่สบายที่สุดแล้ว
เฉินผิงอันพยักหน้า “เอาใกล้ๆ นี้ก็พอ”
หยางมู่เม่ยเลือกเหลาสุราร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงอย่างชำนาญ กิจการของร้านธรรมดา
พอเข้ามาในห้องโถงใหญ่เขาก็ตะโกนเสียงดัง “เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้าปันรั่วมาห้าจิน ปลาซัวฮวานึ่งหนึ่งจาน ผักซวนหลีผัดเผ็ดหนึ่งจาน แล้วก็หั่นหมูหมักซีอิ๊วมาสักสี่ห้าจิน…”
ลูกจ้างร้านเบิกตากว้าง “หมายถึงอะไรกัน?”
หยางมู่เม่ยหัวเราะฮ่าๆ “อาหารขึ้นชื่อ เอามาอย่างละจาน เหล้าที่ดีที่สุดเอามาก่อนห้าจิน”
ลูกจ้างร้านเอ่ยเสียงเบา “ท่านลูกค้า หากสั่งอาหารตามวิธีการนี้ของท่าน ราคาจะไม่ถูกนะ”
หยางมู่เม่ยตบเงินก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะ “เยอะไปทอนคืน น้อยไปเดี๋ยวจ่ายเพิ่ม”
ลูกจ้างร้านเก็บเงินก้อนนั้นมา จากนั้นแบมือออก “ท่านลูกค้า ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกแปดเฉียน”
หยางมู่เม่ยหันไปมองติงหรง นางจึงได้แต่หยิบเศษเงินเม็ดหนึ่งออกมา เอ่ยว่า “ไม่ต้องทอน เพิ่มเป็นกับแกล้มสักสองสามจานมาแทน”
มีลูกค้ารายใหญ่มาเยือน เถ้าแก่พาพวกเขาขึ้นไปบนชั้นสองด้วยตัวเอง เลือกห้องเงียบสงบที่อยู่ใกล้กับหน้าต่าง ทุกวันนี้พวกคนเจ้าเล่ห์มีเยอะ คนหลอกง่ายมีน้อย
หยางมู่เม่ยกับเฉินผิงอันผลัดกันปฏิเสธตามธรรมเนียมอยู่พักหนึ่ง ผลคือก็ยังคงเป็นหยางมู่เม่ยที่นั่งตรงตำแหน่งประธาน
ยิ้มอธิบายว่า “พี่ชายคนดี นี่คือเงินจากหยาดเหงื่อและสายเลือดที่พวกเราได้มาจากความสามารถเลยนะ เวลาปกติข้ากับแม่นางติงตระเวนไปทั่วยุทธภพหากินอยู่ตามท่าเรือ ใช้ชีวิตโดยการอาศัยแค่คำว่า แค่พอถูไถ ดังนั้นวันนี้จึงไม่มีอาหารเลิศรสอะไร แค่มีความจริงใจก็พอแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ความพิถีพิถันแบบคนยากที่ต้องแค่ถูไถเอา มีเหล้ามีเนื้อ ก็คือความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว วันหน้าพี่มู่เม่ยมีโอกาสก็ไปที่ภูเขาบ้านข้า อย่างอื่นไม่กล้าพูด แต่รับรองว่าทุกวันจะมีเหล้ามื้อเช้ากับอาหารมื้อดึกเพิ่มมา”
หยางมู่เม่ยพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะคิดเป็นจริงเป็นจังแล้วนะ”
ขนบธรรมเนียมการดื่มเหล้ามื้อเช้าของภูเขาลั่วพั่ว เป็นเฉินหลิงจวินที่อาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น
บนโต๊ะเหล้าของเฉินหลิงจวินมีการผลัดกันชนจอก มีการเล่นทายหมัด ล้วนเป็นการมอบใจให้แก่กัน
คุยโวเรื่องของตัวเอง แน่นอนว่าไม่เคยเลอะเลือน แต่ไม่ว่าจะยกยอตัวเองให้สูงส่งแค่ไหนกลับไม่เคยนินทาว่าร้ายใคร บนโต๊ะเหล้ากลัวก็แต่ว่าพอดื่มจนเมาแล้ว ใครๆๆ ไม่ถือเป็นอะไรได้ หรือเขาก็แค่โชคดี เปลี่ยนมาเป็นข้าแล้วจะเป็นอย่างไร อย่างไร
หยางมู่เม่ยเรียกเฉินผิงอันว่าพี่ชายคนดีอย่างเดียว ติงหรงก็ไม่ถามอะไรมาก ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้ใช้วิธีลับรวมเสียงให้เป็นเส้นถามด้วย
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “เล่าลือกันว่ากระบี่บินสองเล่มของเซียนกระบี่สู่ผู้นี้ มีวิชาอภินิหารสองอย่างที่ตรงกันข้ามพอดี ไม่รู้ว่าเขาหลอมกระบี่อย่างไรกันแน่”
สู่จ้งสู่มาถึงใต้หล้าห้าสี สร้างหอเฉ่าหรันแห่งหนึ่งขึ้นมา แล้วยังเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบอยู่ที่นี่
หยางมู่เม่ยเป็นคนที่มีใจทะเยอทะยานไม่น้อย เคยอยู่บนหอเฉ่าหรันมาระยะเวลาหนึ่ง แต่กลับค่อนข้างจะยอมรับนับถือในการฝึกตนของตัวสำรองคนรุ่นเยาว์ผู้นี้ หากสู่จ้งสู่คือวัตถุดิบฟ้า ตนก็คือวัตถุดิบดินสินะ?
จากเรื่องวงในที่หยางมู่เม่ยแพร่งพรายออกมา ตอนที่สู่จ้งสู่ยังอายุน้อยเคยเลื่อมใสอยากไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างมาก
แต่การที่ไม่ได้อยู่ในนครบินทะยาน เหตุผลก็เรียบง่ายมาก เซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบที่ได้ครอบครองกระบี่บินสองเล่มอย่าง “ซานฝู” และ “หวงเหมยอวี่” รู้สึกว่าคฤหาสน์หลบร้อนแห่งนั้นข่มกำราบเขา ดังนั้นสามารถมาเที่ยวเยือนนครบินทะยานได้ ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะอยู่นาน
ฉีถิงจี้เอ่ย “เจ้าต้องการจะวางแผนเพื่อเฒ่าหูหนวกที่เป็นผู้ถวายงานคนนั้นหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เฒ่าหูหนวกไปอยู่ภูเขาลั่วพั่วเพราะสถานการณ์บีบบังคับ เป็นเรื่องที่จำต้องทำ เขาทำอะไรไม่เลอะเลือน ทั้งออกแรงทั้งลงมือทำงาน”
“ข้าที่เป็นเจ้าขุนเขาย่อมไม่อาจปล่อยให้เขาบ่นพึมพำตลอดทั้งปีว่าปรับตัวเข้ากับน้ำและดินไม่ได้ ทำตัวสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมในพื้นที่ไม่ได้”
ฉีถิงจี้ส่ายหน้าเอ่ย “ข้าว่าน่าจะมีความหมายไม่มาก กระบี่บินสองเล่มของเฒ่าหูหนวกขัดแย้งกันเองจริง กระบี่บินของสู่จ้งสู่กลับแค่มองดูเหมือนว่าวิชาอภินิหารตรงข้ามกัน”
“ปราณกระบี่ของซานฝูเหมือนไอร้อนลอยระอุ ปณิธานกระบี่หวงเหมยเหมือนม่านฝนเหมือนคุกน้ำ แต่สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ยังคงอยู่บนเส้นสายเดียวกัน”
“เฒ่าหูหนวกเองก็ไม่โง่ ในอดีตเขาเองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับเซียวสวิ้น อยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่มานานหลายปีขนาดนั้น ก็ยังหาวิธีแก้ไขปัญหาไม่ได้อยู่ดีใช่หรือ?”
ความหมายนอกเหนือจากคำพูดของฉีถิงจี้ก็คือ ขนาดเฒ่าหูหนวกอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ยังไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ได้ มาถึงใต้หล้าไพศาลความหวังก็มีแต่จะยิ่งเลือนราง
เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “ต้องลองเสี่ยงดวงดูสักหน่อย”
ฉีถิงจี้ยิ้มกล่าว “เถ้าแก่มือที่สะบัดมือทิ้งร้านนับว่าใส่ใจแล้ว”
เซี่ยโก่วไม่สบอารมณ์แล้ว เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีพูดจาแฝงการเหน็บแนม นิสัยนี้ไม่ดีเลยจริงๆ
อาหารถูกยกมาวาง เฉินผิงอันคีบปลานึ่งให้หยางมู่เม่ยและฉีถิงจี้ก่อน เนื้อปลาคล้ายปลาหลู
เซี่ยโก่วเอาอย่าง เป็นฝ่ายช่วยรินเหล้าลงในชามขาว ติงหรงแอบพยักหน้ากับตัวเอง เด็กสาวคือผู้เยาว์ในตระกูลของ “พี่ชายคนดี” หรือ? ออกมาจากบ้านมาฝึกประสบการณ์ด้วยกัน?
คุณสมบัติและความประพฤติเป็นเช่นไร ตอนนี้ยังบอกได้ยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นคนที่ตามีแวว
แม้ว่าติงหรงจะมีชาติกำเนิดจากเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้ท่องอยู่ในยุทธภพ พอได้เห็นการกระทำของพวกผู้สูงศักดิ์และมีอำนาจบางคน นางก็ยิ่งไม่ชอบใจ
การคุยกันไปเรื่อยเปื่อยอันที่จริงก็คือกับแกล้มที่ดีที่สุด
หยางมู่เม่ยเคี้ยวเนื้อปลาอย่างละเอียด เอ่ยว่า “ถึงอย่างไรก็เป็นใต้หล้าใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่ง ฟ้าอำนวยดินอวยพรล้วนยังไม่ได้มั่นคงอย่างแท้จริง จะต้องมีเรื่องมหัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ นานวันเข้าก็ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอีกต่อไป”
“ทางทิศตะวันออก พวกนายท่านเต้ากวานที่มาจากใต้หล้ามืดสลัวพวกนั้น ไม่รู้ว่าอย่างไรเดิมทีได้แบ่งอาณาเขตกันไปเรียบร้อยแล้ว และต่างคนต่างก็เริ่มดำเนินการในพื้นที่ของตัวเองแล้ว อยู่ดีๆ สถานการณ์กลับเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่ง”
“ตีกันไปตีกันมา ได้ยินมาว่าตีกันจนน้ำสมองเกือบจะกระเซ็นออกมา ไม่ใช่การต่อสู้กันตัวต่อตัวด้วยซ้ำ แต่เป็นการรุมซ้อม บางครั้งที่ใครอยู่โดดเดี่ยว ก็เป็นเจ้าลอบโจมตี ข้าแอบเล่นงาน วิธีการมีมากมาย”
“เอาเป็นว่าใครกล้าลงจากภูเขา คนผู้นั้นก็ต้องดวงซวย จับกลุ่มเดินทางไปด้วยกันก็ยังไม่มั่นคงพอ ศาลบรรพจารย์บางส่วนอยู่ดีๆ ก็พังถล่มลงมา ทำเหมือนกลายมาเป็นอุตรกุรุทวีปของพวกเราอย่างไรอย่างนั้น หากไม่เป็นเพราะติดขัดที่สถานะ ข้าก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาที่นั่นจริงๆ”
“พวกเราอยู่ห่างจากทิศใต้มำไกลที่สุด ได้ยินว่าที่นั่นก็ไม่เคยหยุดพักกันเลย ทุกวันคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้งฝอย กุ้งฝอยกินดินโคลน”
“เล่าลือกันว่ามีราชวงศ์แห่งหนึ่งที่กินอาณาบริเวณกว้างขวางอย่างมาก ฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นก็เป็นหยกดิบที่ไม่รู้ว่าโผล่ออกมาจากมุมใด หลังจากเป็นพันธมิตรกับพรรคสองแห่งบนภูเขาแล้วก็มีเซียนดินอยู่ค่อนข้างเยอะ”
“ป่าวประกาศว่าจะต้องร่วมแรงกันสร้างวิถีทางโลกที่สงบสุขซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอดีตขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารแม้แต่น้อย ผู้ฝึกตนหลายร้อยคนลงมือพร้อมกันก็ไม่ต่างจากการกวาดล้างทำลายหลายแคว้นให้สิ้นซากวอดวายแล้ว”
“ดูเหมือนว่าระหว่างนี้จะยังมีราชสำนักที่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นแคว้นแข็งแกร่งที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ น่าเสียดายที่กว่าล่างภูเขาจะรวบรวมกำลังทหารหลายแสนนายขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“กองทัพชายแดนฝีมือดีสองกองก็ยังไม่พอยัดซอกฟันของเทพเซียนบนภูเขาเหล่านั้น สนามรบบนพื้นดิน ภูเขาศพมหาสมุทรเลือด เหล่าเซียนซือที่ทะยานเมฆขี่หมอกเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ”
“จึงสร้างภูตผีขึ้นมากลุ่มใหญ่ ใช้เวทคำถามบงการให้กองทัพหยินข้ามผ่านดินแดน ถือโอกาสจัดการกับแคว้นเล็กทั้งหลายที่อยู่รอบด้านไปด้วย นี่ก็น่าจะเพื่อข่มขวัญสร้างบารมีกระมัง”
“พวกแคว้นที่ต้องตกใต้อาณัติ ช่วงปีแรกๆ ต่างก็อเนจอนาถกันมาก โจรปล้นยังเหลืออะไรบ้าง แต่กองทัพเคลื่อนผ่านกลับไม่เหลือแม้แต่ซาก ขอแค่เป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เคยมีบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์ คาดว่าก็น่าจะเกิดขึ้นทุกวันเลยกระมัง”
ฉีถิงจี้ขมวดคิ้วน้อยๆ
เซี่ยโก่วสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย ตวัดตะเกียบรัวเร็วราวกับบิน คล้ายคนไร้หัวจิตหัวใจ
หางตาของติงหรงคอยเหลือบสังเกตสีหน้าแววตาของพี่ชายคนดีผู้นั้นอยู่ตลอด น่าเสียดายที่มองความผิดปกติอะไรไม่ออก
ก็ถูกนะ ปีนั้นสามารถวางแผนปัดแข้งปัดขา ประลองปัญญา ประลองความกล้าหาญกับหยางเจินเหรินไปได้ตลอดทาง ฝีมือของทั้งสองฝ่ายสูสีกันจนต้องมานั่งแบ่งสมบัติกัน…ก็ต้องเป็นคนที่มีกลอุบายล้ำลึก มีแผนการที่ร้ายกาจอย่างแน่นอน
ติงหรงยังจำได้ถึงครั้งแรกที่ตนแอบออกมาจากเมืองหลวงไปท่องยุทธภพ นางเห็นกับตาตัวเองว่าในตรอกของตลาดแห่งหนึ่ง มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเฝ้าบ่อน้ำไว้แล้วคอยขายน้ำโดยเฉพาะ
พวกสตรีอ่อนแอ คนแก่ที่สีหน้าซีดขาว ริมฝีปากแห้งผากต้องมาเข้าแถวเพื่อจ่ายเงินซื้อน้ำ หากเห็นผู้คนเจาะน้ำแข็งบนลำคลองเอาไปเก็บไว้ในห้องใต้ดิน
ติงหรงรู้สึกว่าในที่สุดตนก็เข้าใจคำกล่าวที่ว่าตระกูลใหญ่ได้สิทธิ์ครอบครองน้ำแข็งแล้ว
แต่รอจนนางรู้ว่ายังมีพวกคนพาลในหมู่ชาวบ้านที่ทำตัวเป็นเจ้าพ่ออาจม (ผู้ผูกขาดอำนาจหรือผลประโยชน์จากของต่ำต้อยสกปรก เช่น มูลสัตว์ สิ่งปฏิกูล)…ติงหรงก็รู้สึกว่าช่างเป็นวิถีทางโลกที่เต็มไปด้วยแสงสีแปลกประหลาดน่าฉงนจริงๆ