กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1185.3 รับตำแหน่งและรับช่วงงานต่อ
ใช้คำกล่าวของหยางเจินเหรินก็คือดูจากท่าทางคือแทบจะตั้งเป็นพรรคขอทานได้แล้ว
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ตัวเอกมาแล้ว”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ดูท่าติงติ่งน่าจะเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็วฉับไวมากเหมือนกันนะ”
ไม่เพียงแต่ติงติ่งเท่านั้น ยังมีสู่จ้งสู่ที่ข้างกายมีเหล่าสตรีห้อมล้อมตามมาด้วย รวมไปถึงคนหนุ่มคนหนึ่งที่ใบหน้าอมทุกข์
ด้านหลังของเขายังมีแม่ทัพเทพหนึ่งองค์และผีเซียนหญิงหนึ่งตน มีแค่ฮ่องเต้อย่างติงติ่งเท่านั้นที่ไม่ได้พาข้ารับใช้หรือองครักษ์อะไรมาด้วย
หยางมู่เม่ยใช้เสียงในใจเอ่ยสัพยอกว่า “สู่จ้งสู่ชอบอะไรแบบนี้ เวลาออกจากบ้านพิถีพิถันเรื่องการจัดขบวนเดินทางให้เอิกเกริกเป็นพิเศษ แต่นิสัยกลับยังถือว่าดี”
คือสาวใช้ที่มารดาของเขาบังคับส่งมาให้ ข้างกายบุตรชายควรต้องมีคนรู้ใจที่ช่วยดูแลเรื่องการกินอยู่ สามารถขับไล่ความเหน็บหนาวมอบไออุ่นได้อยู่สักหน่อย
สู่จ้งสู่จึงได้แต่พาข้ารับใช้ผู้ถือกระบี่ห้าคนเข้ามาในใต้หล้าห้าสีด้วยกัน
เสี่ยวพิง เจี้ยงเซ่อ ไฉ่อี ต้าเสียน ฮวายิ่ง
พวกนางล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่ ทุกวันนี้สองคนเป็นโอสถทอง สามคนเป็นประตูมังกร
อยู่ในใต้หล้าไพศาลพวกนางต่างก็ไม่โดดเด่น แต่พอมาอยู่ที่นี่ พวกนางกลับสามารถสร้าง “สำนัก” ขึ้นมาห้าแห่งได้แล้ว
สู่จ้งสู่ไม่ได้ให้พวกนางตามเข้ามาในเหลาสุรา หลี่จิ้นเองก็ให้ “ผู้ปกป้องมรรคา” สองคนรออยู่นอกตัวเมือง
สำนักฝูจีกับภูเขาจิ่วตูของฝูเหยาทวีปมีสายการสืบทอดที่ใกล้เคียงกัน ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในการเขียนถ้อยคำที่ใช้ในการทำพิธีกรรม เพื่อสืบทอดควันธูปต่อไป ไม่ให้การสืบทอดต้องขาดสะบั้นไปอย่างสิ้นเชิง
จีไห่แห่งสำนักฝูจีจึงให้หลี่จิ้นมาอยู่ใต้หล้าห้าสี อีกทั้งตอนที่อยู่บนปะรำพิธีในศาลบรรพจารย์ยังได้อัญเชิญแม่ทัพสวรรค์องค์หนึ่งลงมา มีฉายาเทพว่า “จัวหลิ่ว” และยังอัญเชิญผีเซียน “ฮวายา” ตนหนึ่งของสำนักฝูจีมาด้วย ให้เป็นผู้ปกป้องมรรคาของเด็กหนุ่มที่ถูกกำหนดเป็นการภายในให้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่
สุดท้ายสำนักฝูจีก็เหมือนกับภูเขาไท่ผิง ต่อสู้จนเหลือคนแค่คนเดียว
หลี่จิ้นกับหวงถึงมีสภาพการณ์เหมือนกัน ต่างก็เป็นต้นกล้าเพียงหนึ่งเดียวของแต่ละสำนัก
หวงถึงเองก็เคยมาอยู่ใต้หล้าห้าสี เพียงแต่ว่าหลี่จิ้นอยู่ที่นี่ต่อ รอกำลังเปิดประตูครั้งต่อไป แต่หวงถึงกลับกลับไปยังภูเขาไท่ผิงแล้ว
หยางมู่เม่ยใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า “พี่ชายคนดี อันที่จริงไม่ต้องมาทวงหนี้ถึงบ้าน เรื่องที่ข้ารับปากพวกเจ้าไว้ จะต้องทำตามคำพูดแน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ
นอกจากต้องการมาพบติงติ่งด้วยตัวเองแล้วก็ยังต้องการทำความคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของอีกฝ่ายก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะไปหาจางเถียวเสียหรือไม่
ฮ่องเต้ติงติ่ง ผู้ฝึกยุทธจางเถียวเสีย บวกกับซ่งหานหง หลางจงแห่งกองชิงลี่ฝ่ายบวงสรวงกรมพิธีกรรม รวมไปถึงผู้ฝึกกระบี่ลู่ฝางที่เจ้าอารามผู้เฒ่าจับโยนออกมา
หากตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่างอย่างแท้จริง จำนวนคนก็มากพอแล้ว
และยังมีการดำรงอยู่ของ “ภูเขา” ลูกนั้น ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดอย่างพวกหลินเจียงเซียน เรือนกายของพวกเขาจะยืนอยู่บนยอดเขาไปอย่างเนิ่นนาน ดังนั้นเฉินผิงอันจึงสามารถติดต่อกับหลินเจียงเซียนได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเฉินผิงอันยังอยากจะพบหลี่จิ้นผู้นั้นด้วย
กลุ่มของติงติ่งเข้ามาในห้อง หยางมู่เม่ยกับติงหรงลุกขึ้นยืนแล้ว คนหนึ่งเรียกฝ่าบาทคนหนึ่งเรียกเสด็จพ่อ
พวกเฉินผิงอันก็ลุกขึ้นแล้ว ฉีถิงจี้ย่อมต้องไว้หน้าอิ่นกวานและเจ้าขุนเขา
ติงติ่งกุมหมัด พูดกลั้วหัวเราะเสียงดังกังวานด้วยสีหน้าสดชื่น “ติงติ่งแห่งล่างภูเขาของฝูเหยาทวีปคารวะใต้เท้าอิ่นกวาน เจ้าประมุขฉี เซี่ยอันดับรอง!”
ติงหรงอึ้งงัน หยางมู่เม่ยก็อึ้งตะลึงไปเหมือนกัน
เจ้าประมุขฉีหรือเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี ไม่ว่าจะพูดถึงคนใดเดี่ยวๆ ก็ล้วนไม่ถือเป็นอะไร แต่เมื่ออยู่ติดกับ “อิ่นกวาน” หยางมู่เม่ยก็พลันรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของ “คนหนุ่มรูปงาม” ผู้นี้ทันที
พี่ชายคนดีจงใจพูดถึงบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาอะไรกัน ทำให้ข้าพลาดไปมากนัก!
สุราเลี้ยงต้อนรับมื้อนี้ ติงติ่งนิสัยห้าวหาญ ดื่มเหล้าเร็วมาก
แน่นอนว่าสู่จ้งสู่ต้องสงสัยใคร่รู้ในตัวของอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ หนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ผู้นี้ ชาติกำเนิดต่ำต้อย สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ ช่างเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าทำไมหลี่จิ้นถึงใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่จ้องมองอิ่นกวานที่ปักปิ่นหยกบนมวยผม สีหน้าอบอุ่น ให้ความรู้สึกเหมือนสายลมวสันต์ที่พัดโชยอยู่ตลอด
สู่จ้งสู่กระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ใช่แล้ว เฉินผิงอันกับผู้ถวายงานหลี่จิ้น ดูเหมือนว่าสองฝ่ายจะมีชาติกำเนิดที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร
เฉินผิงอันเองก็คอยสังเกตหลี่จิ้นที่ประสบการณ์ชีวิตเต็มไปด้วยสีสันแปลกประหลาด น่าสนใจอยู่เช่นกัน
ดื่มเหล้ากันไปหนึ่งมื้อ เฉินผิงอันจงใจชะลอฝีเท้า ให้ฉีถิงจี้เดินอยู่ด้านหน้ากับติงติ่งตัวเองเดินเนิบช้าเคียงข้างหลี่จิ้น
ตอนเดินอยู่ในระเบียง หลี่จิ้นหยุดเท้าลง น้ำตาพลันไหลอาบนองหน้า
เซี่ยโก่วเดินอยู่ด้านหลังสุด นางก็รู้สึกประหลาดใจมากเหมือนกัน
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือเจ้าขุนเขาบ้านตนกลับอยู่ดีไม่ว่าดีก็เอ่ยคำว่าขอโทษกับหลี่จิ้น
หลี่จิ้นมองใบหน้าที่พร่าเลือนแต่กลับอ่อนโยนนั้น เขาอยู่ในใต้หล้าห้าสี ย้อนมองชีวิตที่ผ่านมาตลอดหลายปีของตน และวันนี้ที่ได้เห็นเฉินผิงอันจากตรอกหนีผิงถ้ำสวรรค์หลีจูเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไร
จุดจบของเรื่องราวที่อยู่ในหัวใจ ถูกปิดท้ายด้วยคำแค่สองคำ ขมจริงๆ
หลี่จิ้นน่าจะเข้าใจว่าทำไมเฉินผิงอันถึงได้เอ่ยประโยคนั้น เพราะเข้าใจผิดคิดว่าตนจะเป็นหนึ่งในแผนการของโจวมี่หรือไม่?
จะมีรากฐานมหามรรคาเป็นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างหรือไม่ จะมีแผนการอย่างอื่น จะเป็นภัยแฝงของโลกมนุษย์หรือไม่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะยอมฆ่าผิดตัวดีกว่าปล่อยผิดตัวหรือไม่….หลายปีมานี้ไยหลี่จิ้นจะไม่สงสัยตัวเองเหมือนกันเล่า
เฉินผิงอันยื่นมือมาตบไหล่ของหลี่จิ้น “วางใจได้เลย ข้ากับหลี่เซิ่งและหลิวเสี่ยงจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง จะให้คำตอบที่ชัดเจนกับเจ้า”
“เมื่อมีคำตอบแล้ว หากว่าดี ก็คืออิสระที่แท้จริงแล้ว หากไม่ดี ก็จะต้องมีวิธีในการแก้ไขปัญหา ซึ่งก็แสวงหาความเป็นอิสระได้เช่นกัน”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ฟังเหตุผลที่มีเหตุผลอย่างมากข้อหนึ่ง เชื่อว่าเฉินผิงอันแห่งแจกันสมบัติทวีปก็ดี หลี่จิ้นแห่งฝูเหยาทวีปก็ช่าง ฟ้าดินโลกมนุษย์ก็อยากจะมีใบหน้าใหม่ๆ เพิ่มมาเช่นกันถึงจะได้ทำให้พวกเราดูแตกต่างออกไป”
หลี่จิ้นพยักหน้ารับแรงๆ
รอกระทั่งพวกเฉินผิงอันเดินออกมาจากเหลาสุราแล้วทะยานลมจากไป หลี่จิ้นก็พลันค้นพบว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ตนถึงกับไม่เอ่ยอะไรแม้แต่ประโยคเดียว
ก่อนหน้านี้หนิงเหยาพาเผยเฉียนออกไปจากเรือราตรี เดินทางไปเยือนสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมารอบหนึ่ง
เฉินผิงอันใช้วิธีการที่พบกันครึ่งทาง ถามฉีถิงจี้ว่าคิดอยากจะเป็นเจ้านครของนครบินทะยานบ้างหรือไม่
แต่กลับไม่ได้บอกว่าสำนักกระบี่หลงเซี่ยงต้องกลายมาเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่ว แค่แนะนำว่าให้เส้าอวิ๋นเหยียนมารับหน้าที่เป็นเจ้าสำนักต่อ อีกทั้งยังบอกด้วยว่านี่คือความคิดของอาจารย์เจิ้ง เขาเฉินผิงอันแค่รู้สึกว่าสามารถทำได้
ฉีถิงจี้ย่อมรู้สึกหวั่นไหว
เลือกจะเปิดสำนักก่อตั้งพรรคในใต้หล้าไพศาลคือแผนการระดับล่างที่จำต้องทำ ปีนั้นเขาจะไม่อยากไปอยู่ใต้หล้าใหม่เอี่ยมได้อย่างไร?
น่าเสียดายที่เฉินชิงดูไม่อนุญาตให้ผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนคนใดอยู่ในนครบินทะยาน
ถึงขั้นที่ว่าแรกเริ่มเฉินผิงอันกับเฉินซีต่างก็ต้องคอยระแวงคอยป้องกันเขาอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่าฉีถิงจี้ทั้งมียางอาย แล้วก็มีใจเห็นแก่ตัว อยากรู้ว่าจะอาศัยคุณความชอบด้านการสู้รบส่วนนี้มาทำให้ศาลบุ๋นยอมยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษหรือไม่
เห็นได้ชัดว่านอกจากการหลอมกระบี่แล้ว เส้นทางที่ฉีถิงจี้เดินก็คือเส้นทางของการสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมของซิ่วหูชุยฉานเช่นกัน
เพียงแต่ว่าฉีถิงจี้คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะเป็นฝ่ายเชิญให้เขาเข้าไปอยู่ในนครบินทะยานด้วยตัวเอง
เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “ไปบอกกับอริยะที่นั่งพิทักษ์ม่านฟ้าหน่อย บอกว่าให้เขาช่วยนำความไปบอกต่ออาจารย์เฮ้อของแจกันสมบัติทวีป ให้เสี่ยวโม่มาเยือนใต้หล้าห้าสีรอบหนึ่ง ส่วน…”
เซี่ยโก่วรีบรับคำต่อทันใด “คำพูดแข็งกร้าวพูดให้อ่อนโยน ต้องเลือกใช้ถ้อยคำให้ละมุนละม่อม ท่าทีต้องชัดเจน เคล็ดลับพวกนี้ข้ารู้หมดแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจอกับเสี่ยวโม่แล้วก็ไปทางใต้ก่อนรอบหนึ่ง ให้เสี่ยวโม่ทำความเข้าใจกับนักพรตสามร้อยคนนั้น ตรวจสอบสภาพจิตใจและประวัติที่ผ่านมาของพวกเขาแล้ว คนที่ฆ่าได้ เจ้าก็จัดการให้หมด”
เซี่ยโก่วถาม “หากว่าคนทั้งสามร้อยคนล้วนสมควรตายล่ะ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าให้หมด”
เซี่ยโก่วลังเลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อภูเขาลั่วพั่วของพวกเราหรือไม่?”
เฉินผิงอันกล่าว “เสี่ยวโม่มองคน เจ้าออกกระบี่ ข้ารับผิดชอบเอง”
ใบหน้าฉีถิงจี้เผยรอยยิ้ม พยักหน้ารับ เซี่ยโก่วเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
เฉินผิงอันกล่าว “รีบไปรีบกลับ”
แสงกระบี่ราวกับสายรุ้งที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
นครบินทะยานตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางฟ้าดินของใต้หล้าห้าสี หนิงเหยา “ล้อมพื้นที่” ด้วยตัวเอง ตั้งป้ายศิลาแบ่งเขตแดนหนึ่งแผ่นไว้รอบสี่ทิศ
จุดที่ตั้งป้ายศิลาของทางทิศเหนือ พวกเขาพลิ้วกายลงตรงตีนเขา ครั้นจึงเดินขึ้นเขาไปช้าๆ
ผู้ฝึกกระบี่อายุน้อยกลุ่มที่เฝ้าพิทักษ์อยู่ที่นี่จำคนทั้งสามตรงตีนเขาได้ ต่างก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
ไม่เพียงแต่อิ่นกวานหนุ่มที่มา ฉีถิงจี้ก็ตามมาด้วยหรือ?
เดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน ฉีถิงจี้ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เจ้าเองก็ไม่ต้องจงใจเอาเจิ้งจวี้จงมาเป็นโล่กำบัง ด้วยนิสัยการกระทำของเขา ต้องให้ข้าออกจากตำแหน่งเจ้าสำนักแน่”
เฉินผิงอันไม่ได้โต้แย้ง แค่โบกมือ “วิญญูชนช่วยให้ผู้อื่นสมความปรารถนา คนถ่อยแย่งชิงของรักของคนอื่น แม้ข้าจะไม่ถือเป็นวิญญูชน แต่กลับไม่กล้าเป็นคนถ่อย”
ฉีถิงจี้พูดด้วยสีหน้าสง่างาม “หลิวทุ่ยยอมติดค้างน้ำใจผู้อื่น แต่ข้ากลับไม่ยินดี”
“แต่ก่อนจะหวนกลับมายยังใต้หล้าห้าสี ข้าจะไปเยือนเปลี่ยวร้างรอบหนึ่งเพื่อทำความปรารถนาหนึ่งให้ลุล่วง”
“หวังว่าหลังจากที่เจ้ารับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงไปดูแลแล้วจะไม่เกิดอคติต่อผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนกลุ่มนั้น”
“และยังมีเรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง ลู่จือจะผสานมรรคาอย่างไร เจ้าต้องครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา”
“หากนางสามารถตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด แต่ขอแค่วันหนึ่งที่ลู่จือหาเส้นทางของการผสานมรรคาไม่เจอ เจ้าสำนักคนใหม่อย่างเจ้าก็ต้องสิ้นเปลืองความคิดให้มากขึ้นแล้ว”
“นอกจากนี้ข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอร้อง ไม่ได้ปรึกษากับเจ้า แต่ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น”
“ตามธรรมเนียมปฏิบัติของไพศาล สำนักกระบี่หลงเซี่ยงจะต้องเป็นสำนักเบื้องล่าง สำนักกระบี่ชิงผิงได้เลื่อนเป็นสำนักเบื้องบน ภูเขาลั่วพั่วคือสำนักดั้งเดิม คือศาลบรรพชน”
“ข้าไม่เพ้อฝันให้สำนักกระบี่หลงเซี่ยงกลายเป็นสำนักเบื้องบน บีบให้สำนักกระบี่ชิงผิงกลายเป็นสำนักเบื้องล่าง แต่เจ้าสามารถให้สำนักกระบี่หลงเซี่ยงและสำนักกระบี่ชิงผิงอยู่ในอันดับที่เท่าเทียมกันได้ ไม่มีการแบ่งเป็นสำนักเบื้องบนสำนักเบื้องล่างอะไร”
ขอแค่เฉินผิงอันรับช่วงต่อเอาสำนักกระบี่หลงเซี่ยงไปดูแล ภูเขาลั่วพั่วก็จะได้ก้าวกระโดดเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าไพศาลอย่างสมชื่อ
ภูเขาเถาฝูของฝูลู่อวี๋เสวียน เมื่อเทียบกันแล้วก็ยังด้อยกว่า
พูดถึงแค่สำนักกระบี่หลงเซี่ยงก็มีผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนกลุ่มใหญ่ซึ่งมีลู่จือเป็นหนึ่งในนั้น
เฉินผิงอัน ชุยตงซาน ทุกวันนี้ต่างก็เป็นขอบเขตเซียนเหรินกันแล้ว และยังมีเสี่ยวโม่ที่เป็นขอบเขตสิบสี่ ป๋ายจิ่งที่เป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ
ฉีถิงจี้ไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้เฉินผิงอันได้ปฏิเสธ พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมให้กังขาว่า “ไม่ต้องแสร้งปฏิเสธให้เสียเวลา เจ้าและข้าต่างก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ”
ในฐานะสิบแปดปราณกระบี่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอด ฉีถิงจี้ย่อมต้องพามาอยู่ที่ใต้หล้าห้าสีด้วยกัน
แต่ลู่จือ เส้าอวิ๋นเหยียน ถั่วเหยียนฮูหยิน พวกเขาต้องยินดีที่จะได้เห็นเป็นเช่นนี้
กระบี่ส่วนตัวกลุ่มนั้นคาดว่าก็ไม่น่าจะถึงขั้นผลักไสอิ่นกวานคนสุดท้ายผู้นี้
เฉินผิงอันกล่าว “อย่าเพิ่งคุยเรื่องพวกนี้เลย ต้องให้เฉินจีตอบตกลงก่อนถึงจะได้”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ ก็เป็นเขาที่เป็นพวกเคร่งตำราที่สุด เฮอะ ในบทต้าย่า แห่งคัมภีร์เหวินหวัง คำว่าเฉินจีก็คือความสว่างไสวรุ่งเรือง”
และเวลานี้เอง บนยอดเขาแห่งนั้นก็มีคนสองคนเดินอ้อมมาจากด้านหลังป้ายศิลา
เฉินจีที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม ขอบเขตก่อกำเนิด ข้างกายมีสาวใช้คนหนึ่งติดตามมาคือเฉินเหยียนเฉวียน ขอบเขตหยกดิบ
เฉินซีสละร่างมาเกิดใหม่ ตั้งชื่อให้ตัวเองว่าเฉินจี อยู่ในใต้หล้าห้าสี ทุกปีในช่วงระยะเวลาเจ็ดแปดปีจะได้ฝ่าทะลุขอบเขตหนึ่งขั้น
เฉินซียิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ตัดสินใจได้เด็ดขาดเช่นนี้ ดีมากเลยนะ”
เฉินผิงอันสงสัย ไฉนเฉินจีถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ข้าเป็นคนเรียกเขามาเอง”
เฉินจีถามอย่างใคร่รู้ “ศาลบุ๋นยอมตกลงให้ฉีถิงจี้เข้ามาในใต้หล้าห้าสีได้อย่างไร?”
เฉินผิงอันตอบ “ขึ้นไปบนฟ้า ถามกระบี่กับโจวมี่มารอบหนึ่ง ได้สะสมคุณความชอบไว้ส่วนหนึ่ง”
แน่นอนว่ายังต้องไว้หน้ากันด้วย ดังนั้นก่อนที่การเปิดประตูครั้งหน้าจะเกิดขึ้น บางทีเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีอาจจะไม่ปรากฏตัว แค่สมาชิกในศาลบรรพจารย์ของนครบินทะยานรู้กันเองก็พอแล้ว
เฉินจีถามอย่างสงสัย “ไม่ต้องเลี่ยงเอ่ยชื่อนี้หรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ไม่ต้องมีข้อห้ามอะไรเลย ทุกวันนี้เวลาข้าอยู่วางๆ ก็จะฝึกเขียนตัวอักษร เขียนสองคำว่า ‘โจวมี่’ ไว้บนกระดาษหลายแผ่น”
พอเฉินจีได้รับจดหมายลับของฉีถิงจี้ก็ออกเดินทางทันที แค่บอกกล่าวกับหนิงเหยาไว้ก่อนแล้วก็ออกมาจากนครบินทะยานอย่างเงียบเชียบ
ออกมาท่องในใต้หล้า ไม่ได้กำหนดจำนวนปีที่แน่ชัด ไม่แน่ใจว่าจะกลับไปตอนไหน
ลูกหลานสกุลเฉินบนถนนไท่เซี่ยงมีเมล็ดพันธุ์บัณฑิตอยู่เยอะมาก เพียงแต่ว่าอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ พวกเขาไม่อาจหลบอยู่ในห้องหนังสือเพื่อศึกษาหาวิชาความรู้ได้จริงๆ
ห้วงเวลาอันงดงามดั่งนกบินผ่าน เพียงพลิกกลับฝ่ามือก็กลายเป็นเรื่องราวในวันวาน
ทุกวันนี้ปณิธานของเฉินจีอยู่ที่การผสานมรรคา แล้วก็อยากจะอ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้ด้วย
“เด็กหนุ่ม” อยากจะสะพายหีบตำราออกทัศนาจร หาซื้อตำราจากคนอื่นให้มากขึ้น เดินทางให้ไกลขึ้น จดบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินมาจากภูเขาสำยน้ำ
เฉินจีเอ่ย “ฉีถิงจี้ ไม่ใช่ว่าขอบเขตสูงแล้วจะเป็นเจ้านครได้ดีนะ”
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ “เจ้าแค่ออกทัศนาจรของเจ้าไปก็พอ ไม่ต้องมาสอนข้าว่าควรทำอะไร”
เฉินจีเอ่ย “คราวหน้าที่ข้ากลับมายังนครบินทะยาน ก็อย่าให้ข้าต้องทำให้เจ้าต้องถอยออกจากตำแหน่งก็แล้วกัน”
ฉีถิงจี้กล่าว “รอให้เจ้าหวนคืนสู่ขอบเขตบินทะยานอีกครั้งค่อยมาพูดจาใหญ่โตเช่นนี้ก็ยังไม่สาย”
เฉินผิงอันไม่เข้าร่วมด้วย ทั้งสองคนต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่อาวุโสที่ได้แกะสลักตัวอักษรไว้บนหัวกำแพงเมือง พูดจาตรงไปตรงมา สนิทสนมกันดีจริงๆ
เฉินจีเอ่ย “ไม่สู้ให้สำนักกระบี่ชิงผิงเป็นสำนักเบื้องบนต่อไป ขณะเดียวกันก็ให้สำนักกระบี่หลงเซี่ยงเป็นสำนักดั้งเดิม”
ฉีถิงจี้พยักหน้า “ความคิดดี!”
เฉินผิงอันกำลังจะอ้าปากพูด เฉินจีกลับยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย”
ฉีถิงจี้ยิ้มกล่าว “เรื่องดีมาเป็นคู่”
เฉินผิงอันทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เฉินจีเอ่ยคล้อยตาม “ยกสำนักแห่งหนึ่งประคองส่งสองมือให้เป็นของขวัญแสดงความยินดี หมื่นปีที่ผ่านมาก็มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวกระมัง?”
ฉีถิงจี้ร้องเอ๊ะหนึ่งที “ข้าเพิ่งจะค้นพบว่านี่คือวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่นะนี่”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ริมฝีปากขยับขมุบขมิบ
ฉีถิงจี้ถามอย่างสงสัย “ภาษาถิ่นของเมืองเล็กหรือ?”
เฉินจีอืมรับหนึ่งที เอ่ยว่า “สาเหตุเป็นเพราะตอนนี้อารมณ์ของอิ่นกวานค่อนข้างจะตื่นเต้นกระมัง”
ก็จริงนะ เพิ่งจะรับตำแหน่งราชครูต้าหลี แล้วยังต้องรับช่วงต่อดูแลสำนักกระบี่หลงเซี่ยงอีก