กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1186.1 ข้ามีกระบี่ที่อาลาจากบ้านเกิด
หิมะใหญ่พร่างพรมไปทั่วฟ้าดิน ข้ามีกระบี่ที่พกพาอาลาจากบ้านเกิด
การเฝ้าป้ายศิลาแผ่นนี้คืองานที่สบายและเงียบสงบ ทุกวันนี้ในใต้หล้าห้าสี ใครเล่าจะกล้าไปท้าทายนครบินทะยาน? หลบเลี่ยงยังแทบไม่ทัน
ในคนกลุ่มนี้มีเด็กหนุ่มหลายคนที่อายุการฝึกตนและรูปโฉมสอดคล้องต้องกัน พวกเขาต่างก็มาฝึกประสบการณ์ที่นี่ พูดให้ถูกต้องก็คือแต่ละคนต่างก็มีคอขวดให้ต้องฝ่าออกไป
หากสามารถขยับรุดหน้าไปอีกขั้นก็จะพลันบังเกิดพลังใจฮึกเหิมดุจสายลมวสันต์พัดพา
กำแพงเมืองปราณกระบี่มีสุภาษิตอยู่ประโยคหนึ่งบอกว่า คนใจกล้าที่ขนยังขึ้นไม่ครบก็คือพูดถึงลูกกระต่ายน้อยทั้งหลายที่ “เกิดอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ เติบโตขึ้นมาในนครบินทะยาน” เหล่านี้
ผู้ฝึกกระบี่อายุน้อยที่มาร่วมวงความครึกครื้นที่นี่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ คนสิบกว่าคนมาออกันอยู่ในอาณาเขตริมขอบของหอสูงที่ตั้งแผ่นศิลา บ้างก็นั่งยองบ้างก็ยืน พากันวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบเบาๆ
พวกเขาจำเฉินผิงอันกับฉีถิงจี้ได้จึงเริ่มเอ่ยสัพยอกใต้เท้าอิ่นกวานที่มีฉายาและคำพูดมากมายคนนั้น
“เถ้าแก่รอง เมื่อไหร่จะได้ดื่มสุรามงคลของท่านกับหนิงเหยาล่ะ ข้าจะต้องไปให้การสนับสนุนที่ร้านเหล้าแน่นอน แต่ว่าเงินใส่ซองขอติดไว้ก่อนนะ”
“ใต้เท้าอิ่นกวาน ได้กอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาจากเฉาสือแล้วหรือยัง? ข้ามีแผนการอันแยบยล ถามหมัดสู้ไม่ได้ก็แอบใช้กระบี่บินแทงเขาสิ เอาให้ชนะก่อนค่อยว่ากัน หน้าตาจะนับเป็นอะไรได้ ได้ยินมาว่าที่ใต้หล้าไพศาลมีการเดิมพันสถานการณ์มิพ่ายด้วยไม่ใช่หรือ ทุกวันนี้ยังสามารถลงเดิมพันได้อีกไหม? ในมือข้าพอจะมีเงินเหลืออยู่บ้าง อิ่นกวานท่านช่วยข้าลงเดิมพันว่าเฉาสือจะไม่แพ้ทีสิ”
“เถ้าแก่รอง ข้าขอฟ้องต่อหน้าท่านเลย ทุกวันนี้หมาในนครบินทะยานป่าเถื่อนมากเลยล่ะ พวกเราจะตีจะด่ามันก็ไม่ได้ อาจารย์และพวกผู้อาวุโสต่างก็ห้ามพวกเราไว้ บอกว่าให้พวกเราระวังหน่อย อย่าเผลอทำให้อาเหลียงหรือไม่ก็เถ้าแก่รองบาดเจ็บ”
“อาจารย์ของข้าบอกว่าปีนั้นเป็นหน้าม้าร้านเหล้าที่ไม่ได้ค่าตอบแทน และยังลงเดิมพันกับท่านอยู่หลายครั้ง ท่านติดค้างส่วนแบ่งเป็นเงินร้อนน้อยหลายเหรียญกับเขา เหนียวหนี้มานานหลายปีแล้ว จะคืนหรือไม่คืน? นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“ด้วยคุณสมบัติของอิ่นกวานจะต้องเป็นขอบเขตบินทะยานแล้วกระมัง? เมื่อไหร่จะผสานมรรคาล่ะ? เจ้าของแสงกระบี่เส้นก่อนหน้านี้คงไม่ใช่ว่า? ใช่หรือไม่ใช่ล่ะ?”
“ใต้เท้าอิ่นกวาน ได้ยินท่านลุงใหญ่ของข้าเล่าว่าท่านมีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือใคร สง่างามดุจต้นไม้หยกรับลม ทั้งยังพูดเก่ง อาศัยสิ่งเหล่านี้ถึงได้กินข้าวนิ่ม”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยีกวักมือเรียก แน่จริงก็ขยับมาคุยกันใกล้ๆ สิ
ดูแค่หน้าตาของเจ้าลูกกระต่ายพวกนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นเมล็ดพันธุ์บ้านไหน แค่มองการโคจรปราณกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์พวกนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นลูกศิษย์หรือผู้สืบทอดของเจ้าตะพาบที่พฤติกรรมยามดื่มเหล้าย่ำแย่คนใด
ทุกวันนี้ผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนของนครบินทะยานยังคงมีจำนวนไม่มาก
นอกจากเฉินไห่ที่มีชื่อเล่นว่าเหยียนเฉวียนซึ่งรับหน้าที่เป็นนักรบพลีชีพอยู่ข้างกายเฉินจีแล้ว ยังมีสิงกวานฉีโซ่วที่เป็นคนยุ่งมาก ยิ่งนานวันชื่อเสียงก็ยิ่งดีมากขึ้นเรื่อยๆ
เกาเหย่โหวแห่งเฉวียนฝู่ชอบเก็บตัวเงียบอยู่ในจวน ทุกวันเอาแต่ดีดลูกคิดคิดบัญชี ว่ากันว่ายิ่งนานก็ยิ่งหน้าเหม็นขึ้นเรื่อยๆ
เติ้งเหลียงผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง มักจะเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นประจำด้วยการไปเยือนคฤหาสน์หลบร้อนบ่อยๆ
พวกเขาสนิทสนมกันแล้วก็สามารถล้อกันเล่นได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็สู้ชื่อเสียงของคนเงาของต้นไม้ของเถ้าแก่รองไม่ได้ แค่ยืนอยู่ตรงนั้น หากไม่เอ่ยสัพยอกสักสองสามคำ คนอื่นก็จะรู้สึกว่าได้ดื่มเหล้าปลอม เปลืองเงินเปล่าแล้ว
ช่วงนี้มีขอบเขตก่อกำเนิดเพิ่มมาใหม่ห้าคน ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นมีสองคน เค่อชิงสามคนที่ประจำการอยู่ในนครบินทะยานล้วนเป็นโอสถทองของไพศาลในอดีตที่มาฝ่าทะลุขอบเขตอยู่ในใต้หล้าห้าสีแห่งนี้
เฉินจีกับฉีถิงจี้ค่อนข้างเข้าใจร้านเหล้าและการเป็นเจ้ามือของเฉินผิงอันดี แต่คิดไม่ถึงว่าผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้จะยังคงได้รับความนิยมเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกคนยังยอมรับเหมือนโดยปริยายว่าเขาคืออิ่นกวาน
อันที่จริงผู้ฝึกกระบี่อายุน้อยจำนวนครึ่งหนึ่งต่างก็ไม่เคยไปเยือนร้านเหล้าเล็กในอดีตมาก่อน นี่ก็น่าจะเรียกว่าการสืบทอดของสำนัก คือวิชาความรู้ที่ถ่ายทอดกันผ่านปากต่อปากอย่างลับๆ กระมัง?
เฉินจีกับฉีถิงจี้ ทุกวันนี้ต่างก็เปลี่ยนสถานะแล้ว ในช่วงเวลาที่ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งแล้วอีกเดี๋ยวก็ต้องจากลากันไปอีกนี้ พวกเขาจึงพูดคุยถึงเนื้อหาที่เมื่อก่อนนี้หากเจอกันในบ้านเกิดย่อมไม่มีทางคุยกันแน่นอน
กำแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีต พวกเขาสองคนกับต่งซานเกิง ผู้ฝึกกระบี่ที่ได้แกะสลักตัวอักษรตอนที่ยังมีชีวิตอยู่สามคนนี้ นอกจากจะเคารพยำเกรงเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแล้ว แต่ละคนต่างก็มีความไม่พอใจอยู่ด้วย
อีกทั้งตัวเฉินจีเองยังเป็นลูกหลานของสกุลเฉิน แต่เขาเองก็ยังไม่พอใจในตัวบรรพจารย์ของตระกูลตัวเองอย่างเฉินชิงตูอย่างมากเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
พูดถึงแค่เรื่องเดียว ผู้ฝึกกระบี่คนอื่น หากออกจากเมืองไปฆ่าปีศาจได้มากพอ สะสมคุณความชอบทางการสู้รบได้มากพอแล้วก็สามารถไปยังภูเขาห้อยหัว นับแต่นี้ได้หลุดพ้นไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ คล้ายกับการถูกลบชื่อออกจากทำเนียบของสำนักในไพศาล นับแต่นั้นมาจะมีอิสระเป็นของตัวเอง แต่ทำไมขอแค่แซ่เฉิน ขอแค่เป็นลูกหลานสกุลเฉินบนถนนไท่เซี่ยงก็ต้องไม่มีทางทำได้?
เรื่องราวในโลกมนุษย์ล้วนหมุนเวียนด้วยการพบพราก ฝุ่นธุลีบนหนทางปลิวกระจัดกระจายมาเนิ่นนานแล้ว
เฉินจีใช้เสียงในใจถาม “สายกระบี่ที่ถูกอำพรางไว้ของไพศาลที่มีต้นกำเนิดจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ เจ้าได้บอกเฉินผิงอันแล้วหรือยัง?”
ในเมื่อมีผู้ฝึกกระบี่ออกจากภูเขาห้อยหัวไปเยือนใต้หล้าไพศาลอย่างเงียบเชียบ และผู้ฝึกกระบี่กลุ่มนี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าพลังพิฆาตต้องไม่มีทางต่ำเป็นแน่
ไปถึงแคว้นต่างๆ ของไพศาล ตามข้อตกลงคือไม่อนุญาตให้พวกเขาเปิดสำนักก่อตั้งพรรคอยู่ในใต้หล้าไพศาล ไม่อนุญาตให้เปิดเผยสถานะผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่
นอกจากนี้ก็ล้วนทำได้ตามสบาย ต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ก่อนถึงจะสามารถเปิดภูเขาก่อตั้งพรรค เป็นบรรพจารย์ผู้เปิดภูเขา แล้วก็รับลูกศิษย์มา ถ่ายทอดวิถีกระบี่ไปให้ นับแต่นั้นก็ได้แตกกิ่งก้านสาขา ในบางความหมายแล้วผู้ฝึกกระบี่กลุ่มเล็กกลุ่มนี้ก็ถือเป็น “กระบี่ส่วนตัว” ในอีกประเภทหนึ่งเช่นกัน
เพียงแต่ว่าสถานะและภูมิหลังของผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้ล้วนไม่ถูกจดลงในบันทึกเก็บเข้าคลังเอกสารของคฤหาสน์หลบร้อน ล้วนจะต้องถูกลบชื่อออก ไม่ทิ้งบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ ไว้
ได้แต่ให้ผู้ฝึกกระบี่อาวุโสที่อายุการฝึกตนยาวนานมากพออย่างพวกเฉินจี ฉีถิงจี้อาศัยความทรงจำจดจำไว้เท่านั้น ซึ่งพวกเขาเองก็จะรู้เรื่องวงในได้โดยอาศัยการสรุปรวบรวมข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็เบาะแสที่ได้จากรายงานแต่ละชนิด
เพียงแต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ระบบสืบทอดทั้งหลายที่สามารถสืบต้นกำเนิดย้อนมาถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่ได้ หรือหลังจากสืบทอดต่อกันไปหลายรุ่นแล้วมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ ล้วนไม่ใช่พรรควิถีกระบี่ที่บริสุทธิ์ดั้งเดิมอีกแล้ว
บ้างก็ถูกนำพาไปจากโลกมนุษย์อย่างลับๆ ด้วยการติดตามการสละร่างไปเกิดใหม่ของบรรพจารย์บุกเบิกขุนเขา โดยที่ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแม้กระทั่งคนรักและลูกศิษย์ผู้สืบทอด
ก่อนที่ผู้ฝึกกระบี่จะจากไปจะมีความละอายใจหรือไม่ จะรู้สึกเสียใจภายหลังหรือไม่ จะคิดถึงสนามรบที่มีดวงจันทร์สามดวง คิดถึงหัวกำแพงเมืองที่สูงเหนือทะเลเมฆหรือไม่…ก็คงไม่ต่างจากโต๊ะเหล้าตัวหนึ่งที่คนจากไปนานแล้วและจอกเหล้าก็ว่างเปล่านานแล้ว
ภายใต้ความเป็นอมตะ หญ้าจะไม่เหลืองหรือ?
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ยังเลย”
เฉินจีพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “เจ้าเห็นแก่ตัวขนาดนี้เลยหรือไร?”
ฉีถิงจี้ย้อนถาม “เจ้าไม่เห็นแก่ตัวเลย? ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าเฉินจีถึงไม่เป็นเจ้านครล่ะ?”
เฉินจีเงียบงัน
เฉินผิงอันจงใจให้พวกเขาสองคนได้คุยกันมากหน่อย จึงไปนั่งยองคุยเล่นอยู่กับพวกผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์
ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่อายุค่อนข้างมากใช้ศอกถองเถ้าแก่รอง ใช้เสียงในใจถามว่า “ฉีถิงจี้มาได้อย่างไร? จะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกหรือไม่ อย่าให้เป็นการชักหมาป่าเข้าบ้านเลย…”
เฉินผิงอันรีบหยุดคำพูดของอีกฝ่ายด้วยการใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “อีกไม่นานเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีจะมารับตำแหน่งเจ้านครของนครบินทะยานแล้ว จางก้ง เจ้าพูดจาเกรงใจกันหน่อย ปากต้องมีหูรูด”
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคือหนึ่งในผู้ฝึกกระบี่ที่รับผิดชอบเฝ้าป้ายศิลาทางทิศเหนือนี้ ถือว่าเป็นบุคคลอันดับสอง เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตโอสถทอง
ปีนั้นไม่อาจเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนก็เลยย้ายไปอยู่สายสิงกวาน ป่าวประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่าจะเป็นหน้าม้าให้เถ้าแก่รองต่อไป เขาคือนักรบพลีชีพที่จงรักภักดีอย่างยิ่งแล้ว
จางก้งถามอย่างสงสัย “เจ้าไม่ได้มาเป็นเจ้านครหรือ?”
เฉินผิงอันด่า “ไสหัวไปไกลๆ เลย”
จางก้งเสียดายอย่างมาก อันที่จริงไม่ว่าใครมาเป็นเจ้านครเขาก็ไม่ค่อยชอบใจนัก เป็นฉีถิงจี้ก็คงได้กระมัง จะดีจะชั่วก็เป็นขอบเขตบินทะยานเก่าแก่แล้ว
ผู้ฝึกกระบี่ขยับเป้ากางเกงด้วยความเคยชิน “เถ้าแก่รอง ที่บ้านท่านมีสตรีหน้าตางดงามที่เหมาะสมสักคนไหม ช่วยแนะนำให้ข้าได้รู้จักทีสิ พูดจาดีๆ ถึงข้าให้นางฟังหน่อย เป็นเฒ่าจันทราช่วยสานด้ายแดงไปเลย รอให้เปิดประตูคราวหน้าเมื่อไหร่ ข้าก็จะไปแต่งนางมาเป็นภรรยา ช่างเถอะ ไม่ต้องสวยมากก็ได้ ข้ากลัวจะโดนสวมเขา แค่รูปร่างได้สัดส่วนหน้าตาพอใช้ได้ก็พอ”
“จะใช่ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่ก็ไม่เป็นไร คุณสมบัติของนางก็ไม่ต้องดีมาก หลีกเลี่ยงไม่ให้อายุน้อยๆ ก็เลื่อนเป็นขอบเขตถ้ำสถิต หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีหากรักษารูปโฉมอ่อนเยาว์ไว้ได้ยาวนานก็จะไม่เดือดร้อนให้ข้ากลายเป็นวัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรอกหรือ ไม่สมควรเลย ทางที่ดีที่สุดให้อายุมากหน่อย มีรูปร่างหน้าตาของสตรีโตเต็มวัยอายุสักสามสิบปีก็แล้วกัน เมื่อก่อนตอนอยู่ร้านเหล้าท่านก็บอกไม่ใช่หรือว่า….”
เฉินผิงอันถลึงตาใส่ “นี่มันคำพูดของซือถูจีอวี้ชัดๆ เกี่ยวผายลมอะไรกับข้าด้วย?!”
จางก้งเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “จะโมโหทำไม ข้าขึ้นชื่อว่าปิดปากได้แน่นสนิทอยู่แล้ว ไม่มีทางเอาไปพูดข้างนอกหรอกน่า”
เฉินผิงอันจุ๊ปาก “แน่นจริงๆ นั่นแหละ เข้าไปอยู่ในสายสิงกวาน ขาดก็แค่ไม่ได้สลักอักษรตัวโตๆ ไว้บนหน้าผากว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานก็เท่านั้น”
จางก้งหัวเราะร่วน “นี่เรียกว่าการศึกไม่มีรูปแบบตายตัว จริงๆ ลวงๆ คนสิบคนดื่มเหล้าเป็นหน้าม้าไปแล้วเก้าคน เถ้าแก่รอง เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นคำสอนที่ท่านพูดเองกับปากไม่ใช่หรือ?”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “มานั่งเก้าอี้เย็นอยู่ที่นี่ เพราะฉีโซ่วไม่ชอบขี้หน้าเจ้า เลยคอยหาเรื่องเจ้าสินะ?”
จางก้งส่ายหน้า “ฉีโซ่วไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น มาอยู่ที่นี่ เป็นข้าที่เรียกร้องเอง คิดอยากจะลองสัมผัสด้วยตัวเองสักหน่อยว่าอะไรคือคำว่า “ฟ้าสูงแผ่นดินกว้าง” อย่างที่เอ่ยไว้ในตำรา”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็จริงนะ กำแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีตมีผู้ฝึกกระบี่เยอะเกินไป หัวกำแพงเมืองสูงเกินไป อาณาบริเวณเล็กเกินไป”
จางก้งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ยังมีเหตุผลอีกอย่างก็คือทุกวันนี้นครบินทะยานมีกฎระเบียบเยอะ ตำแหน่งและชื่อเสียงก็เยอะ หากเป็นเมื่อก่อน ยกตัวอย่างเช่นพูดถึงคฤหาสน์หลบร้อนก็หนีไม่พ้นพูดถึงว่าอิ่นกวานคือเฉินผิงอัน คนอื่นๆ ล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวาน ไหนเลยจะมีการแบ่งระดับสูงต่ำของสถานะ ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ขอบเขต เงินเดือน ลำดับขั้น อาณาเขต หน้าที่ความรับผิดชอบ ข้อพิถีพิถันยิบย่อยมากมายสารพัดอย่าง”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ จะโทษสิงกวานอย่างฉีโซ่วไม่ได้จริงๆ”
จางก้งอืมรับหนึ่งที พยักหน้า “ขนาดเถ้าแก่รองก็ยังบอกว่าช่วยไม่ได้ ก็คือเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ”
ฉีถิงจี้พูดคุยกับเฉินจีพอสมควรแล้ว เฉินผิงอันก็ลุกขึ้นยืน บอกลาพวกหน้าม้าร้านเหล้าทั้งหลาย บอกว่าพอไปถึงนครบินทะยานแล้วจะต้องไปรำลึกความหลังกับผู้อาวุโสและอาจารย์ของพวกเจ้าให้ดีๆ แน่นอน
พวกผู้ฝึกกระบี่หนุ่มทั้งหลายหรือจะคาดได้ว่าเถ้าแก่รองนึกจะเปลี่ยนสีหน้าก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าเปิดหน้าหนังสืออีก เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่วันนี้ได้กอดไหล่พูดจาสัปดนกับเถ้าแก่รองตัวแข็งทื่อไปทันใด
ลงจากภูเขาไปด้วยกัน ก่อนจะจากลากัน เฉินจียิ้มเอ่ยว่า “รอให้ข้าทัศนาจรเสร็จสิ้น เฉินไห่อยากจะไปเปิดพรรคอยู่ที่ใต้หล้าไพศาล ถึงเวลานั้นคงต้องรบกวนให้อิ่นกวานช่วยหาที่ตั้งให้”
เฉินผิงอันพยักหน้าตอบตกลง
เฉินจียิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีเชี่ยวชาญการเก็บงำอำพราง ชอบเก็บของดีไว้กับตัวเอง อิ่นกวานอย่าได้หลงกลถูกเขาหลอกเอาได้ล่ะ”
เฉินผิงอันมองฉีถิงจี้ เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉียิ้มเอ่ย “เกี่ยวกับระบบสืบทอดของกระบี่ส่วนตัวสามคนและสำนักที่พวกเขาก่อตั้งไว้ในทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางและหลิวเสี่ยทวีป เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดจะปิดบังไว้ คิดว่ารอให้ไปถึงศาลบรรพจารย์สำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้วค่อยมอบความยินดีที่ไม่คาดฝันนี้ให้เจ้า เฉินจีไม่เพียงแต่ยุ่งเรื่องชาวบ้านไม่เข้าเรื่อง ยังจะหาข้ออ้างห่วยๆ แทรกเข้ามาก่อกวน ทนเห็นพวกเราสนิทสนมกัน เพิ่งจะกลายมาเป็นพันธมิตรกันไม่ได้ คาดว่าไม่ได้เป็นเจ้านครคงทำให้เขาไม่สบอารมณ์อย่างมาก”