กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1186.2 ข้ามีกระบี่ที่อาลาจากบ้านเกิด
เฉินจีกระตุกมุมปาก
เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนนี้ให้ถือว่าต่างก็เป็นสำนักเบื้องบนแล้วกัน รอให้วันหน้ามีสำนักเบื้องล่างเพิ่มมา ภูเขาลั่วพั่วคือภูเขาบรรพบุรุษสำนักดั้งเดิม สำนักกระบี่ชิงผิงคือสำนักเบื้องบน สำนักกระบี่หลงเซี่ยงคือสำนักดั้งเดิม”
พอรู้ว่าเฒ่าหูหนวกถูกจือสือไล่ให้มาเป็นผู้ถวายงานของภูเขาลั่วพั่ว เฉินจีก็ยิ้มเอ่ย “กานถังที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการห้ามคนทะเลาะกัน ยังกลัดกลุ้มเรื่องกระบี่บินสองเล่มนั้นอยู่ไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ป่ายจิ่งถ่ายทอดเวทกระบี่ให้เฒ่าหูหนวก ถึงอย่างไรก็เป็นการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ”
เฉินจีไม่คุยเรื่องนี้อีก ไร้ภาระหน้าที่ ไม่มีเรื่องอะไรก็ตัวเบา เขาเตรียมจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวทางเหนือก่อนแล้วค่อยอ้อมไปทางทิศตะวันออก หลังจากนั้นค่อยลงใต้ ล้วนเป็นการเดินเท้า เดินทางอย่างเชื่องช้าสบายอารมณ์
เด็กหนุ่มถือไม้เท้าเดินป่าไว้ในมือ สวมรองเท้าสาน สะพายหีบตำรา เริ่มท่องไปในใต้หล้า ข้างกายมีแค่ข้ารับใช้ถือกระบี่เฉินไห่ติดตามมาเท่านั้น
ฉีถิงจี้เอ่ยสัพยอกว่า “เอาอย่างเจ้าขุนเขาเฉินเลยนะนี่”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “อย่างท่านนี่ต่างหากที่เรียกว่าแทรกเข้ามาก่อกวนอย่างแท้จริง”
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทะยานลมไปยังนครบินทะยานที่ตั้งอยู่ใจกลางฟ้าดิน จากก่อนหน้านี้ที่เห็นภูเขาสายน้ำทางทิศเหนือเป็นสีขาวโพลนก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสีเขียว สีเหลือง
ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาล หลังจากวันเริ่มหว่านกล้าผ่านพ้นไป วันที่ห้าเดือนห้านี้หลิวเสี้ยนหยางก็จะจัดงานเลี้ยงมงคลขึ้นในวันนี้
เฉินผิงอันกับกู้ซ่านย่อมต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ส่วนหนิงเหยากับเซี่ยโก่วก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับอวี๋เชี่ยนเยว่
คราวก่อนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวอย่างเนินฝูเหยา หลิวเสี้ยนหยางบอกกับเสี่ยวโม่ว่าหากมาทันก็อย่ามัวอยู่ว่าง มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวไปพร้อมกันเลย เขาคือขอบเขตสิบสี่ ต่อให้เอาเจ้ากับกู้ซ่านที่เป็นเจ้าสำนักตัวเล็กๆ สองคนมารวมกันก็ไม่ยิ่งมีหน้ามีตามากกว่าหรอกหรือ?
แน่นอนว่าเซี่ยโก่วย่อมต้องปรบมือร้องว่าดี เฉินผิงอันจึงถามนางว่าจะจัดงานเลี้ยงมงคลกับเสี่ยวโม่ตอนไหน ไม่สู้เป็นช่วงเทศกาลจงชิวของปีนี้เลย?
ตอนนั้นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวแสร้งทำเป็นเหนียมอาย ก้มหน้าพึมพำบอกว่านี่จะเร็วเกินไปหน่อยแล้ว แต่แท้จริงแล้วดวงตากลับเป็นประกายระยิบระยับ แอบเช็ดปาก เสี่ยวโม่ ฮ่าๆ เจ้าจะหนีไปไหนได้?!
แต่บางทีอาจเป็นเพราะมโนธรรมในใจของเจ้าขุนเขาบังเกิดถึงได้บอกให้เซี่ยโก่วไปพูดคุยวางแผนกับเสี่ยวโม่ เลือกวันฤกษ์งามยามดีกันด้วยตัวเอง
ขยับเข้าใกล้นครแห่งหนึ่งที่เป็นนครใต้อาณัติซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครบินทะยาน เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วมารวมตัวกันที่นี่ เฉินผิงอันเห็นแสงกระบี่สองเส้นนั้นก็หยุดเดินอยู่บนสันเขาที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
เพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจใช้ยันต์สามภูเขาได้ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่เพิ่งผ่านการเดินทางไกลสะบัดเอาศีรษะกองใหญ่ออกมาจากในชายแขนเสื้อ ศีรษะพวกนั้นร่วงกราวลงบนพื้น มีทั้งฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นที่เป็นขอบเขตหยกดิบและยังมีนายท่านเทพเซียนทั้งหลาย
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “เจ้าขุนเขา สองร้อยยี่สิบหัว รับรองว่าไม่มีผีตนใดที่ตายไปอย่างอยุติธรรม หลายคนตายไปสองสามรอบก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ”
เสี่ยวโม่พยักหน้า “หากไม่ใช่พวกที่ลงมือสังหารคนเพื่อความบันเทิง ก็เป็นพวกที่ปล่อยปละละเลยให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดกระทำการกำเริบเสิบสาน และยังมีผู้หลอมลมปราณที่ฝึกวิถีแห่งผีอีกกลุ่มหนึ่งที่จงใจจับตัวคนเป็นๆ มาหลอมร่างเพื่อเสริมทัพหยิน วิธีการชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด”
“นอกจากนี้ยังมีวิธีการอีกมากมายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นเหตุให้ทั้งราชวงศ์อบอวลไปด้วยมลพิษสกปรก หากปล่อยนานกว่านี้สักสี่ห้าปี กลิ่นอายชั่วร้ายของที่นั่น เกรงว่าน่าจะก่อตัวขึ้นมาเป็นตัวประหลาดตัวหนึ่งแล้ว”
วิธีการพวกนั้น เสี่ยวโม่ไม่ยินดีจะพูดให้คุณชายและฉีถิงจี้ฟังมากนัก ล้วนเป็นวิธีการที่ใช้ในการย่ำยีและทรมานมนุษย์ธรรมดา
ยกตัวอย่างเช่นมีผู้ฝึกตนที่ชอบตัดข้อเท้า แม้กระทั่งรองเท้าปักลายที่สตรีสวมก็ยังเก็บไปพร้อมกันด้วย หรือยกตัวอย่างเช่นมีผู้ฝึกตนพากองทัพไปล้อมจวนแห่งหนึ่งในตัวเมือง ตัดน้ำแย่งชิงเสบียงอาหาร ก่อนจะปล้นเอาทรัพย์สมบัติมาจากคนอีกร้อยกว่าคน
คนที่อยู่ในจวนหากคิดจะเดินออกมาพร้อมร่างที่ครบถ้วนก็ต้องจ่ายออกมาเป็นทรัพย์สินก้อนหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องจ่ายเป็นดวงตา หู แขนขาทั้งสี่ หรือแม้กระทั่งหน้าอกของสตรี หากไม่มีเงินมามอบให้ ทั้งยังทนกับความเจ็บปวดไม่ได้ก็ต้องอดทนอยู่ข้างในแต่โดยดี จะฆ่าตัวตายก็ดี จะเป็นคนที่กินคนก็ช่าง
ผู้ฝึกตนและพลทหารพวกนั้นจะสร้างหอสูงไว้นอกจวน แต่ละคนฮึกเหิมมีความสุข ทำเหมือนกำลังดูงิ้วสนุก
ตอนที่เขาเดินทางมากับเซี่ยโก่วก็เงียบงันกันมาตลอดทาง สุดท้ายยังคงเป็นเซี่ยโก่วที่เปิดปากพูดขึ้นมาก่อนประโยคหนึ่งว่าเมื่อหมื่นปีก่อนยังไม่เป็นเช่นนี้เลยนะ นี่ทำให้อารมณ์ของเสี่ยวโม่ยิ่งหดหู่หม่นหมอง
เซี่ยโก่วเองก็ไม่คิดจะเอาสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาเหล่านั้นเขียนลงไปในบันทึก
ก่อนหน้านี้เซี่ยโก่วพาเสี่ยวโม่ไปถึงราชวงศ์แห่งนั้น ตรวจสอบทะเลสาบหัวใจของผู้ฝึกตนอย่างละเอียด รวบรวมข้อมูลมาได้แล้วก็มาตรวจสอบกันอีกที
ส่วนการออกกระบี่กลับเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด แสงกระบี่เปล่งวาบหนึ่งที ตามสถานที่ต่างๆ มีแสงเส้นหนึ่งผุดขึ้นมา หัวร้อยหัวก็ล้วนพากันร่วงหล่นลงพื้น กลับเป็นการไปเลือกหัวจากในวังหลวง จวนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายที่เปลืองเวลานางไปเยอะ
เฉินผิงอันถาม “ฆ่าก็ฆ่าไปแล้ว พวกเจ้ายังจะหิ้วหัวมากมายพวกนี้มาด้วยทำไม”
เซี่ยโก่วร้องอุทานอย่างตกตะลึง “ในตำราไม่ได้กล่าวไว้หรอกหรือว่า มักมีแม่ทัพที่สังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อชิงความดีความชอบ แอบอ้างผลงานเพื่อรับรางวัล?”
ฉีถิงจี้ถามขึ้นว่า “แล้วผู้ฝึกตนที่เหลืออีกแปดสิบกว่าคนนั่นเล่า เหตุใดไม่ส่งพวกเขาไปลงนรกพร้อมกัน?”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนที่จิตใจดีงามจริงจะยอมช่วยคนชั่วทำชั่ว ไม่ได้หวังให้พวกเขาลุกฮือขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมให้ผู้ใดหรอกนะ แต่หากทนดูไม่ได้ แค่สะบัดหน้าจากไปก็ทำไม่ได้หรือ?”
“จะต้องเก็บพวกมันไว้ทำไม?”
ได้ยินเช่นนี้ เซี่ยโก่วก็ลูบหมวกขนเตียวของตนพลางอธิบายคร่าวๆ ว่า “ในบรรดาพวกที่รอดชีวิต ครึ่งหนึ่งแอบวางแผนก่อกบฏอยู่เงียบๆ ส่วนอีกครึ่งที่เหลือก็แค่เคยลงมือบนสนามรบ เป็นพวกที่รักตัวกลัวตายอย่างแท้จริง ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม พวกเขาอดทนที่จะไม่กระทำชั่วในนครของแคว้นเล็กพวกนั้นได้ เพราะกลัวว่าจะสัมผัสกับเรื่องทางโลกมากเกินไป โทษทัณฑ์ในการฆ่าคนรุนแรงเกินไป ขัดต่อจิตแห่งมรรคาและการฝึกตนเลื่อนขั้น”
“ก่อนหน้านี้มีผู้ฝึกตนบางส่วนที่ก็เป็นเหมือนอย่างเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีพูด คิดอยากจะเดินจากไปให้สิ้นเรื่อง ผลคือถูกตาเฒ่าฮ่องเต้ส่งคนไปดักฆ่ากลางทางให้จบเรื่อง เป็นการบอกกล่าวอย่างชัดเจนว่าเรือโจรขึ้นง่าย แต่คิดจะลงจากเรือกลับต้องเอาชีวิตมาจ่ายเป็นค่าผ่านทาง”
พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยโก่วก็ใช้ปลายเท้าเตะหัวที่ยังสวมมงกุฎนั้นขึ้นมา “เอ้านี่ ก็คือเจ้าหมอนี่ พอจะมีตบะอยู่บ้าง ภายนอกคือคนที่ฝึกวิชาอสนีด้วยสายสืบทอดที่ถูกต้อง เบื้องหลังคือยอดฝีมือด้านวิถีแห่งผีควบกับวิชาอภินิหารของสำนักการทหาร อาศัยการฆ่าคนมาเพิ่มตบะ สนามรบก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ช่างประหยัดแรงกายแรงใจจริงๆ ยิ่งคนตายมีมากเท่าไร กองทัพหยินที่เป็นลูกน้องของเขาก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นพอมาถึงใต้หล้าห้าสี เวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าปี เจ้าหมอนี่จึงมีลางว่าจะเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว ในอนาคตเมื่อกลิ่นอายความแค้นจำแลงออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เขากับมันต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ปกป้องมรรคาให้แก่กัน เขาก็ตรงไปที่บินทะยานได้แล้ว”
ฉีถิงจี้หัวเราะหยัน “เป็นแผนการที่ดี หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่พวกที่มุทะลุบุ่มบ่ามเพราะโลภอยากได้ผลงานอะไรจริงๆ”
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “คนแซ่ฉี ไม่สู้พวกเราพาเสี่ยวโม่ไปเดินเล่นที่นั่นกันอีกสักรอบดีไหม?”
ฉีถิงจี้คิดแล้วก็รู้สึกว่าถือเสียว่าไปผ่อนคลายอารมณ์ “ก็ดีเหมือนกัน” ถือโอกาสตรวจสอบคัดกรองทางฝั่งนั้นอย่างละเอียดอีกรอบหนึ่ง ในเมื่อพวกเจ้าไร้ชื่อไร้แป ถ้าอย่างนั้นข้าฉีถิงจี้ก็จะช่วยตั้งกฎให้พวกเจ้า สอนให้พวกเจ้ารู้ว่าอะไรที่เรียกว่ากฎแห่งสวรรค์ อะไรที่เรียกว่าบ่อสายฟ้ามิอาจข้ามผ่าน ให้พวกเขาได้เห็นบรรยากาศอย่างใหม่ของวันปีใหม่
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวโม่เองก็ยินดีจะตามไปด้วย แต่ก็ยังถามว่า “คุณชาย?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าจะรอพวกเจ้าที่นครบินทะยาน พวกเราพยายามหวนกลับไปยังใต้หล้าไพศาลให้ทันก่อนวันเริ่มหว่านกล้า”
ฉีถิงจี้ยิ้มถาม “เจ้าขุนเขาเฉินไม่มีเรื่องอยากจะกำชับเพิ่มเติมหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “สิบสี่คนหนึ่งกับบินทะยานสองคน จับกลุ่มเดินทางไปด้วยกันทำไม ต้องให้ข้ากำชับพวกเจ้าว่าเดินทางปลอดภัย ระวังจะถูกลอบฆ่าหรือ?”
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ ถึงอย่างไรความสามารถในการพูดจาประชดประชันของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีก็ยังตื้นเขินไปหน่อย นางเตรียมจะสะบัดชายแขนเสื้อทำให้ศีรษะพวกนั้นสลายกลายเป็นเถ้าธุลี
ฉีถิงจี้กลับเอ่ยว่า “ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เอากลับไปด้วยทั้งหมดนั่นแหละ”
เซี่ยโก่วทำตามที่บอก แยกย้ายกันเป็นการชั่วคราวอีกครั้ง แสงกระบี่ราวกับสายรุ้ง เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น
เซี่ยโก่วมอบยันต์สามภูเขาเลียนแบบมาให้สามปีกใหญ่ แล้วก็เริ่มถ่ายทอดวิชาการใช้ยันต์นี้ให้เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีทราบ หาไม่แล้วหากอาศัยการขี่กระบี่เดินทางข้ามผ่านใต้หล้าเกือบทั้งแห่งจริงๆ จะเหนื่อยมาก
ครู่หนึ่งต่อมา แสงกระบี่เฉียบคมเส้นหนึ่งก็พลันฟันผ่าทะเลเมฆที่อยู่ข้างกายพวกเขาให้แหวกออก วาดวงโค้งมาถึง ขี่กระบี่เคียงบ่าไปกับพวกเขา
ฉีถิงจี้ยิ้มถาม “นี่คือทำอะไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “นับข้าไปด้วยอีกคน ขอไปช่วยด้วย”
เซี่ยโก่วถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าขุนเขา ไม่ใช่ว่ากลัวพวกเราจะฆ่าคนส่งเดชอย่างไม่สนใจอะไรจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะฆ่าเร็วเกินไป ฆ่าน้อยเกินไป บวกกับใช้วิธีการที่เรียบง่ายไร้การพลิกแพลง ทำให้มีแต่ปลาที่หลุดลอดหว่างแห ฆ่าไม่ถึงผีร้ายในใจคน ไม่อาจมอบจักรวาลที่สว่างไสวให้ได้”
ฉีถิงจี้เรียก “เฉินผิงอัน?”
เฉินผิงอันถาม “อะไรหรือ?”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “บนเส้นทางของโลกมนุษย์ ให้คนที่รนหาที่ตายตายไป คนที่อยากมีชีวิตรอดได้มีชีวิตรอด นี่ต่างหากจึงจะเป็นเจตจำนงเดิมของเจ้าใช่ไหม?”
เฉินผิงอันกล่าว “ผู้บรรลุมรรคาที่พิสูจน์มรรคาเป็นอมตะ ควรจะใช้จิตแห่งมรรคาโคจรด่านแห่งฟ้าแกนแห่งดิน”
เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจถาม “โก่วจื่อ หมายความว่าอย่างไร?”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าขุนเขาสอนวิธีการผสานมรรคาให้เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีอย่างไรล่ะ”
ฉีถิงจี้มองเฉินผิงอัน เฉินผิงอันมองกลับมา ใครเชื่อคนนั้นก็โง่แล้ว
ใช้ยันต์สามภูเขาปึกนั้นหมดแล้วก็ไปถึงเมืองหลวงของราชวงศ์ที่กลิ่นอายความชั่วร้ายล้อมวนเหมือนงูเหลือมยักษ์สีดำทมิฬแลบลิ้นขู่ ซึ่งเวลานี้กำลังเกิดฝนตกกระหน่ำ
ฉีถิงจี้ยืนอยู่ตรงจุดสูงของทะเลเมฆ ปล่อยกระบี่ออกไปง่ายๆ หนึ่งทีก็ฟันผ่ามันให้แหลกสลาย ทะเลเมฆหนาชั้นเหมือนประตูสวรรค์ที่เปิดออก เสาลำแสงสีทองที่เจิดจ้าสะดุดตาเสาหนึ่งสาดส่องไปทั่วเมืองหลวง
มลพิษสกปรกชั่วร้ายนั้นเหมือนกลายมาเป็นงูพิษนับพันนับหมื่นตัวที่เผ่นหนีไปทั่วสารทิศ จากนั้นหลีกทางให้กับงูตัวยาวแห่งโชคชะตาเส้นหนึ่งที่ลำตัวเป็นสีขาวหิมะ ลมหายใจรวยริน
เสี่ยวโม่กระจายแสงกระบี่ออกไป ฟันทำลายไอสกปรกโสมมที่เป็นควันดำกลิ้งหลุนๆ ให้แหลกสลายไปจนสิ้น
ในตำหนักใหญ่ คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มังกร คนที่เป็นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น ผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ที่มารับตำแหน่งใหม่ และยังมีพวกขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนหน้าใหม่
สีท้องฟ้าสว่างไสว ฝนหยุดตกท้องฟ้าเปลี่ยนมาเป็นสีครามใส พวกเขาเห็นเพียงว่ามีคนสี่คนพลิ้วกายมาอยู่นอกประตูของตำหนักใหญ่
คนที่มองดูแล้วอายุมากสุดคือมือกระบี่ชุดเขียวที่ปักปิ่นหยกไว้บนมวยผม มีสตรีเพียงหนึ่งเดียวคือเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองข้างแก้มแดงเป็นปั้น อีกสองคนอยู่ในรูปโฉมของคนหนุ่มหน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่
แล้วก็เห็นว่าคนหนึ่งในนั้นเดินข้ามธรณีประตูของตำหนักใหญ่เข้ามาก่อน เขาบอกว่าตัวเองคือฉีถิงจี้แห่งนครบินทะยาน บังเอิญผ่านทางมาพอดี
เด็กสาวที่ท่าทางซุกซนสะบัดชายแขนเสื้อสะบัดศีรษะทั้งหลายลงไปในตำหนักใหญ่ “พวกเรารู้จักมารยาทที่สุดแล้ว นี่คือของขวัญพบหน้า”
ฉีถิงจี้ก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้วก็เตะหัวที่ขวางทางออก กวักมือเรียกฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร “อย่านั่งสูงขนาดนั้น ลงมาคุยกันหน่อย ข้าไม่ชินกับการแหงนหน้าคุยกับใคร”
แสงอาทิตย์ด้านนอกสว่างเจิดจ้าอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้