กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1187.1 ฝ่าทะลุสามขอบเขตติด
ฉีถิงจี้คือใคร?
นี่คือคำถามที่สำคัญอย่างมากจริงๆ
ข่าวสารของใบถงทวีปถูกปิดกั้น เห็นแค่นิดเดียวก็พอจะสรุปภาพรวมได้ทั้งหมด แต่ละทวีปของไพศาลในอดีตก็เหมือนกับคนคนหนึ่ง หนึ่งทวีปมีขนบธรรมเนียมและนิสัยใจคอของหนึ่งทวีป
ยกตัวอย่างเช่นฝูเหยาทวีปที่ขนบธรรมเนียมผู้คนแกร่งกร้าว เหมือนคนทะลุบุ่มบ่ามที่ใช้แต่กำลัง เหมือนกับว่าเป็นญาติห่างๆ ของอุตรกุรุทวีป
ส่วนใบถงทวีปนั้นมั่นใจในตัวเองจนเกินเหตุ เหมือนคนแก่คร่ำครึที่ส่ายหัวโคลงเคลง เอาแต่ปิดประตูอยู่กับตัวเอง คิดว่าความรู้ของข้าคืออันดับหนึ่งในใต้หล้า
แน่นอนว่านี่ก็มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่ในอดีตศาลบุ๋นไม่อนุญาตให้ผู้ฝึกบนขอบเขตก่อกำเนิดและผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองมาเยือนใต้หล้าห้าสีด้วย
จางฟูจือ ฮ่องเต้ไท่จงของราชวงศ์จินจั้น มีฉายาทางธรรมว่า ซานจือ คือโอสถทองหนุ่มคนหนึ่ง เป็นผู้ฝึกตนทำเนียบของใบถงทวีป
เขาเพิ่งจะนั่งครองบัลลังก์มังกร แต่กลับไม่ได้สวมมงกุฎจักรพรรดิ แล้วก็ไม่สวมชุดคลุมมังกร
เกล้ามวยผมสูง สวมชุดนักพรตแขนเสื้อกว้าง รูปร่างกายาสูงใหญ่ ดวงตาสีเขียวอมฟ้า คิ้วทั้งสองข้างทอประกายแปลกตา แขนยาวจนปลายนิ้วหย่อนต่ำกว่าหัวเข่า เปี่ยมด้วยภูมิรู้ทางอักษร รูปโฉมและกิริยาสง่างามยิ่ง
ฮ่องเต้รีบลุกขึ้นจากบัลลังก์ทันใด เดินก้าวเร็วๆ ลงมาจากขั้นบันได
กลัวว่าหากตัวเองเดินช้าไปจะถูกกระบี่ปาดคอ หรือไม่ก็ถูกฟันผ่าเอว เมื่อเป็นเช่นนี้เซียนกระบี่หนุ่มที่บอกว่าตัวเองไม่ชอบแหงนหน้าคุยกับผู้อื่นก็จะสามารถก้มหัวคุยกับเขาได้แล้วไม่ใช่หรือ?
ฮ่องเต้เดินไปข้างหน้าสิบกว่าก้าวแล้วโค้งคำนับ ก้มหัวค้อมเอว เอ่ยว่า “จางฟูจือแห่งพรรคป่ายเฉิงคารวะเซียนกระบี่ฉี”
ไม่เหมือนกับพรรคตระกูลเซียนหลายแห่งที่เปลี่ยนไปใช้อักษรจง พรรคป่ายเฉิงยังคงใช้ชื่อเก่า กฎระเบียบเก่าบนภูเขาทุกอย่างล้วนยังคงเดิม ระเบียบพิธีการในศาลบรรพจารย์ก็ไม่มีจุดใดที่เป็นการล้ำเส้น
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “เจ้าขุนเขา จางฟูจือผู้นี้โชคดียิ่งนัก ได้เป็นฮ่องเต้อย่างมึนๆ งงๆ เวลานี้ยังเหมือนคนที่ดื่มเหล้าเมาแล้วยังไม่สร่างอย่างไรอย่างนั้น รู้สึกว่าเก้าอี้ตัวนั้นนั่งแล้วร้อนกัน ใจคิดแต่ว่าหากสถานการณ์มั่นคงเมื่อไหร่จะรีบยกตำแหน่งให้ผู้อื่น”
เฉินผิงอันไม่ได้เดินเข้าไปในตำหนักใหญ่พร้อมกับฉีถิงจี้ แค่นั่งลงบนธรณีประตู บนพื้นปูด้วยอิฐสีทองหยาบๆ ที่เพิ่งออกมาจากเตาเผาใหม่ๆ ปูได้ไม่แน่นสนิทด้วยซ้ำ
หากอยู่ที่ใบถงทวีป ช่างปูกระเบื้องคงถูกตัดหัวไปแล้วกระมัง?
เฉินผิงอันเอ่ย “ฮ่องเต้ไท่จงไม่ได้เป็นกันง่ายขนาดนั้น”
เสี่ยวโม่เอ่ยเสริมมาว่า “คุณชาย คนผู้นี้ทั้งไม่ได้เข้าร่วมกับภูเขาลูกเล็กที่แอบโค่นล้มฮ่องเต้พระองค์ก่อนอย่างลับๆ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่ฆ่าคนบริสุทธิ์พร่ำเพรื่อ ก่อนหน้านี้เขาเป็นรองเจ้ากรมพิธีการ ไม่มีการกระทำป่าเถื่อนโหดร้ายอะไร ข้ากับเซี่ยโก่วจึงคิดว่าตอนนี้ยังไม่ต้องไปแตะต้องเขา”
เฉินผิงอันพยักหน้า “คนผู้นี้เหมือนนักพรตที่สืบทอดระบบที่ถูกต้อง ความคิดจิตใจส่วนใหญ่ยังคงอยู่บนภูเขา”
บุรุษชุดเขียวปักปิ่นหยกบนมวยผมที่นั่งอยู่บนธรณีประตู คนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าเดินป่ายืนอยู่นอกประตู เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสีหน้ามีความสุขยืนอยู่ในประตู
ความสงบนิ่งนั้นกระทบเข้ามาในคลองจักษุของทุกคน เดิมทีนี่ก็ควรเป็นภาพที่มอบความรู้สึกสงบสุขให้กับผู้คน เพียงแต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับศีรษะที่ “หันมามองหน้ากันเอง” ที่อยู่ในตำหนักใหญ่ คราบเลือดบนพื้นที่ไหลนองเป็นเส้นวกวน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าอกสั่นขวัญผวา
จางฟูจือไม่ได้ถามว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในราชวงศ์จินจั้นใช่ฝีมือของเซียนกระบี่ตรงหน้าผู้นี้หรือไม่
ขนาดฮ่องเต้ยังไม่ถาม พวกขุนนางคนสำคัญของราชสำนักทั้งหลาย แน่นอนว่าต้องยิ่งปิดปากเงียบสนิทดุจจักจั่นในหน้าหนาว
หรือว่าเซียนกระบี่ที่มาจากนครบินทะยานพวกคิดอยากจะให้เลือดล้างแผ่นดินอีกสักรอบ ถึงได้จงใจรอให้พวกเขามารวมตัวกัน?
ถ้าอย่างนั้นพวกเขาควรจะยื่นคอรอให้ตัดแต่โดยดี? หรือว่าควรจะดื้อรั้นต่อต้านก่อนแล้วค่อยโดนตัดหัวถึงจะเหมาะสมยิ่งกว่า?
ต่อให้จะไม่รู้ว่าฉีถิงจี้คือเทพเซียนจากฝ่ายใด แต่ก็น่าจะรู้จักนครบินทะยานกระมัง
วันนี้มีการเรียกประชุมในท้องพระโรงอย่างเร่งด่วน นอกจากปรึกษาเรื่องที่จางฟูจือขึ้นครองราชย์แล้ว หัวข้อพูดคุยที่แท้จริงก็มีแค่ข้อเดียว คนร้ายคือใคร?
ก่อนหน้านี้ในอาณาเขตของแคว้น มีแสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งฉวัดเฉวียนไปทั่ว
ในชั่วพริบตาเดียวผู้ฝึกตนสองร้อยกว่าคนที่กุมอำนาจใหญ่อยู่ราชสำนักจินจั้น ในบรรดานั้นมีขอบเขตหยกดิบสองคนที่คนหนึ่งอยู่ในมุมมืด อีกคนอยู่ในมุมสว่าง เขียนดินก็มีถึงยี่สิบหกคน
พวกเขากลับตายอย่างสิ้นซากไปทั้งอย่างนี้
เพียงแค่ชั่วพริบตาจริงๆ
อีกทั้งยังเป็นวิธีการของเซียนกระบี่ที่กระบี่บินเด็ดหัวคนไกลหมื่นลี้ด้วย
ดังนั้นแทบทุกคนต่างก็คาดเดาว่าเป็นหนิงเหยาที่เป็นผู้ปล่อยกระบี่
หาไม่แล้วก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าในใต้หล้าห้าสีทุกวันนี้จะยังมีใครที่มีพลังสังหารเช่นนี้อีก
อีกอย่างราชสำนักจินจั้นก็ยังมีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าจริงหรือเท็จ ในอดีตหนิงเหยาเคยเดินทางมาทางทิศใต้แล้วยังเคยฆ่าคนด้วย
ปีนั้นผู้ฝึกตนสิบสองคนที่มีชื่อเสียงของใบถงทวีป โอสถทองสาม ประตูมังกรเก้า ล้อมสังหารสตรีหน้าตางดงามคนเดียวที่ถูกเข้าใจผิดคิดว่าขอบเขตสูงสุดของนางก็แค่ก่อกำเนิด
คนหนึ่งในนั้นคือโอสถทองที่สวมเสื้อเกราะน้ำค้างหวานของสำนักการทหาร ผลคือแค่โดนกระบี่ของสตรีผู้นั้นไปทีเดียว เรือนกายและเสื้อเกราะก็เปราะบางเหมือนกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง
หนิงเหยาแห่งนครบินทะยาน
กองกำลังในพื้นที่แห่งหนึ่งเผชิญหน้ากับตบะของคนคนเดียว นางก็คู่ควรกับตำแหน่งอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขาจริงๆ
ส่วนบุคคลอันดับสองของใต้หล้า ก็น่าจะเป็นเต้ากวานหนุ่มจากป้ายอวี้จิงที่มีฉายาว่า ชิงซาน เล่าลือกันว่าคือลูกศิษย์คนเล็กของมรรคาจารย์เต๋า
แต่ก็ยังเคยเสียเปรียบด้วยน้ำมือของหนิงเหยา ว่ากันว่าเพราะเรื่องของการตั้งป้ายศิลา ผู้ฝึกกระบี่ของนครบินทะยานกับเต้ากวานของป้ายอวี้จิงเกิดปัญหาขัดแย้งกัน
เพียงไม่นานหนิงเหยาก็เดินทางไกลมาถึงทางทิศตะวันออก การถามกระบี่ครั้งนั้นมาเพื่อทวงถามความผิด เต้ากวานผู้นั้นถูกซ้อมจนต้องไปปิดด่าน…
ฟ้าสูงแผ่นดินกว้างไกล ผู้ฝึกตนเซียนดินคิดอยากจะทะยานลม บินทะยาน ไปถึงม่านฟ้า ไปพูดคุยกับอริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อด้วยเหตุผล ไม่ใช่เรื่องง่าย
อีกอย่างต่อให้เจอตัวอริยะปราชญ์ผู้มีเทวรูปอยู่ในศาลบุ๋นซึ่งอยู่สูงเหนือผู้ใดท่านนั้นจะมีความหมายหรือ?
หนิงเหยาคือบุคคลอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่ผู้คนให้การยอมรับแล้ว ทุกวันนี้ทั่วทั้งทิศใต้มีคนพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือว่านางต้องเป็นขอบเขตเซียนเหรินแน่นอน แล้วก็มีคนที่พูดอย่างมีหลักมีฐานว่ามีความเป็นไปได้มากว่านางจะเป็นเซียนกระบี่ขอบเขตบินทะยานแล้ว
พวกเขาสงสัยว่าต่อให้อริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อยินดีช่วยอธิบายเหตุผล แต่หนิงเหยาจะยอมฟังหรือไม่?
ในฐานะบุคคลอันดับหนึ่งในฟ้าดินของใต้หล้าห้าสี จะต้องใช้เหตุผลอะไร? ฮ่องเต้คิดจะก่อกบฏหรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ความสัมพันธ์ระหว่างกำแพงเมืองปราณกระบี่กับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็ไม่แย่ หาไม่แล้วทำไมถึงให้นครบินทะยานเป็นผู้ครอบครองใจกลางของฟ้าดิน?
ถึงเวลานั้นอริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อจะให้ราชวงศ์จินจั้นไปงัดข้อกับนครบินทะยานโดยตรง
จากนั้นหนิงเหยากับพวกผู้ฝึกกระบี่ที่สังหารปีศาจราวกับขยี้มดตัวเล็กๆ พวกนั้นก็จะจ้องเป๋งมาที่พวกเขาแล้วพูดว่าในศาลยังมีใครจะฟ้องร้องข้าผู้เป็นขุนนางอีกหรือไม่ อย่างนั้นหรือ?
อีกอย่างเล่าลือกันว่า เป็นแค่ข่าวลือนะ บอกว่ามีอิ่นกวานคนสุดท้ายแซ่เฉินคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นคนในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ด้วยซ้ำ แต่เขากลับเป็นทั้งคนรักของหนิงเหยา แล้วก็เป็นทั้งลูกศิษย์คนสุดท้ายของเหวินเซิ่งด้วย
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าทุกวันนี้คนผู้นี้มีฐานะอะไรอยู่ในศาลบุ๋น?
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อไปถึงม่านฟ้าแล้วจะเจอเขาที่มาเฝ้าตอรอกระต่ายอยู่นานแล้ว?
กระดาษฟ้องร้องของพวกเจ้าข้ารับไว้แล้ว อ้อ ต้องการฟ้องหนิงเหยาคนรักของข้าอย่างนั้นหรือ?
ฉีถิงจี้ปรายตามองจางฟูจือ เอ่ยว่า “พวกเจ้าอย่าได้ใส่ร้ายข้า คนที่ออกกระบี่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ข้า ข้าคนนี้ไม่ใช่คนใจร้อนเจ้าอารมณ์ ชีวิตนี้ทนรับความอยุติธรรมไม่ได้ที่สุดแล้ว”
ไม่ต้องใช้วิธีการบนภูเขาใดๆ เมื่อฉีถิงจี้เอ่ยประโยคนี้ออกมา เฉินผิงอันก็สามารถสัมผัสได้ถึงความโล่งอกของนายท่านขุนนางเซียนทั้งหลายพวกนี้
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “แล้วก็ไม่ต้องเข้าใจผิดคิดว่าหนิงเหยาเป็นผู้ลงมือ ตอนนี้นางยังไม่มีเวลาว่างพอจะมาจัดการกับหนองเน่าเฟะอย่างพวกเจ้า”
ในเมื่อฉีถิงจี้ไม่ใช่ตัวการร้ายที่ออกกระบี่อย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ใช่หนิงเหยาที่ลงมือด้วย?
ถ้าอย่างนั้นกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าก็มาเพื่อเก็บตกของดีสินะ?
ยังไม่ต้องสนว่าศีรษะพวกนั้นมาอยู่ในมือของพวกเขาได้อย่างไร นี่จะหมายความว่ายังสามารถปรึกษากันได้หรือไม่
แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงไม่ถึงขั้นที่ว่าพูดไม่เข้าหูกันคำเดียวก็หันอาวุธเข้าเข่นฆ่ากันกระมัง? ราชสำนักจินจั้นไม่อาจทนรับการทรมาทรกรรมเช่นนี้ได้ นั่นจะทำให้พวกเขาแหลกสลายจริงๆ แล้ว
ฉีถิงจี้เอามือชี้อ้อมไปหาเซี่ยโก่วที่อยู่ด้านหลัง “คนออกกระบี่คือนาง หากเป็นข้า วันนี้พวกเจ้าก็ไม่ได้มาเปิดประชุมกันหรอก”
เซี่ยโก่วยกสองแขนเท้าเอว สีหน้าจากบนใบหน้าที่แก้มแดงก่ำสองข้างนั้นมองแล้วลำพองใจอย่างมาก
แล้วนางยังจงใจพูดอย่างไม่ถ่อมตัว “แค่เรื่องจิ๊บจ๊อยเท่านั้นเอง”
จางฟูจือยิ้มเฝื่อน เขายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า
สามารถเป็นฮ่องเต้รุ่นที่สองของราชสำนักจินจั้นได้ หนึ่งเพราะนิสัยของจางฟูจืออ่อนโยน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะอาจารย์ลุงเจ้าประมุขของพรรคเขาคือหนึ่งในผู้ฝึกตนขอบเขตก่อกำเนิดที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของราชสำนักจินจั้นในเวลานี้
เชี่ยวชาญการดูดวงดาว เชี่ยวชาญการทำนาย ชำนาญในการทำพิธีอัญเชิญเทพหลิงกวน
เข้ามาอยู่ในใต้หล้าห้าสีได้ไม่นานเท่าไรก็ได้รับโชควาสนาตระกูลเซียนอย่างหนึ่ง บังเอิญโชคดีได้ฝ่าทะลุขอบเขตเลื่อนเป็นก่อกำเนิด ได้บุกเบิกสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนส่วนตัว ปิดด่านเกือบสิบปี
อยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์ ลองมองย้อนกลับไปดูเขาก็หลบพ้นหายนะจากสงครามที่มาเยือนอย่างไม่คาดฝันได้จริงๆ?
ราชสำนักทางทิศใต้ที่เดิมทีสามารถปิดแผ่นฟ้าได้ด้วยฝ่ามือเดียว เพิ่งจะมีคนตายกันไปเป็นเบือ ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งหัวของฮ่องเต้ก็ไม่เห็นแล้ว
ยังมีใครจะกล้ามานั่งบัลลังก์มังกรที่เหมือนแท่นประหารอีกเล่า?
แน่นอนว่าจางฟูจือก็ไม่กล้า หากเลือกได้ เขาก็ไม่มีทางออกหน้าอย่างนี้แน่นอน
เพียงแต่ว่าแคว้นไม่อาจขาดผู้ปกครองได้แม้แต่วันเดียว ในราชสำนักจินจั้นยังมีเซียนซือจากฝ่ายต่างๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งไม่ยินดีจะปล่อยให้ราชสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้ต้องล่มสลายไปในชั่วพริบตาจริงๆ
เลือกไปเลือกมาก็เลือกมาเป็นจางฟูจือ จางฟูจือได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าเหลวไหลสุดขีด
คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ลุงเจ้าประมุขที่กำลังปิดด่านจะออกคำสั่งหนึ่งมาโดยตรงบอกให้จางฟูจือทำตามบัญชาจากสวรรค์และหัวใจของปวงประชา ขึ้นครองราชย์สืบทอดระบบใหญ่ต่อไป
จางฟูจือจำต้องทำตาม
คนทั้งแคว้นไม่มีใครมาแย่งชิงตำแหน่งกับเขา เดิมทีจางฟูจือก็สามารถสยบใจผู้คนได้อยู่แล้ว เขาจึงกลายมาเป็นเจ้าเหนือหัวทั้งอย่างนี้
ส่วนจะเป็นได้สักกี่วัน จางฟูจือไม่แน่ใจจะต้องไปนอนอยู่ในโลงศพเป็นเพื่อนบ้านกับฮ่องเต้พระองค์ก่อนหรือไม่ ก็ยังบอกได้ยาก
เซี่ยโก่วขยับเท้าเหยียบศีรษะหนึ่งที่ตายตาไม่หลับ ก้มหน้าลงถลึงตาใส่
ไม่เสียแรงที่เคยออกท่องยุทธภพล่างภูเขาของอุตรกุรุทวีปมาก่อน นางก้มหน้าถามศีรษะนั้นว่ามองอะไรของเจ้า
แล้วนางก็กระทืบจนใบหน้านั้นเว้าบุบลงไป ดวงตาข้างหนึ่งปลิ้นกระเด็นออกมาเหมือนอาวุธลับที่พุ่งเข้าหาใต้เท้าเจ้ากรมคนใหม่ที่อยู่ห่างไปไกล ทำเอาฝ่ายหลังตกใจจนต้องรีบเบี่ยงตัวหลบ
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเงยหน้าขึ้นร้องเฮอะ “ข้าก็แค่ฆ่าคนเร็วไปสักหน่อย ไม่มีลูกเล่นมากมายอย่างเซียนซือพวกนี้”
“เดินทางมาเยือนราชสำนักจินจั้นคราวนี้ ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นแม่ทัพใหญ่ที่ชื่อว่าเจี่ยงเหมี่ยวอะไรนี่”
“เขาชื่นชอบมากที่ขุนพลใต้อาณัติลูกน้องที่รักของตัวเองสับเนื้อจนแหลกแล้วตั้งกระทะน้ำมันเดือดๆ ยิ่งชอบเห็นโครงกระดูกของเด็กกองทับถมกันเป็นภูเขา ทุกครั้งที่โจมตีนครแห่งหนึ่งจะต้องพูดอย่างน่าฟังว่าต้องการจะชำระล้างเมือง?”