กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1187.2 ฝ่าทะลุสามขอบเขตติด
เซี่ยโก่วยกนิ้วโป้งชี้มาที่ตัวเอง พูดด้วยสีหน้ามาดร้ายว่า “เจ้าขุนเขาของข้าบอกแล้วว่านิสัยการกระทำของข้าก็คือบรรพบุรุษของเหล่าผู้ฝึกตนอิสระในโลกยุคหลังโดยแท้”
“พวกเจ้าฟังสิ แบบนี้ข้าจะเป็นคนดีได้หรือ? ผลคือดีนักนะ ได้มาเจอกับพวกเจ้า ข้าก็ยังต้องยอมยกธงขาวให้”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี พวกท่านคุยกันต่อไปเถอะ ข้าไม่แย่งความมีหน้ามีตาของท่านแล้ว”
ฉีถิงจี้หัวเราะ “ไม่มีอะไรให้คุยกันมากนักหรอก ก็แค่จะเตือนพวกเขาว่าวันหน้าราชสำนักจินจั้นทำอะไร อย่าได้เอาแต่สนหัวไม่สนบั้นท้ายแบบนี้อีก”
คำหยอกเย้าของเขาที่บอกว่า “สนหัวไม่สนบั้นท้าย” ประกอบกับพอเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊เหลือบมองศีรษะทั้งหลายที่เกลื่อนพื้นในห้องโถงใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกว่าคำกล่าวนี้ของฉีถิงจี้น่าขนลุกยิ่งนัก
ฉีถิงจี้ก้าวเดินไปข้างหน้าเนิบช้า เดินไปหยุดอยู่ข้างกายจางฟูจือ สองฝ่ายยืนเคียงบ่ากัน เขามองบัลลังก์มังกรตัวนั้น จางฟูจือก็มองตามตาไม่กระพริบ เส้นเอ็นหัวใจขึงตึง
ฉีถิงจี้กล่าวต่อว่า “ใช้กำลังกดข่มผู้อื่น ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเราใช้เวทกระบี่ในการอธิบายเหตุผล ใช้เหตุผลกับพวกสัตว์เดรัจฉานแห่งเปลี่ยวร้างมาหมื่นปีแล้ว”
“เซียนซือบนภูเขาของใบถงทวีปที่อยู่เหนือมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเจ้า ข้าเองก็พอจะเข้าใจได้ มาอยู่ในใต้หล้าใหม่เอี่ยมที่ลัทธิขงจื๊อและศาลบุ๋นไม่อาจควบคุมพวกเจ้าได้อีกต่อไป”
“เอาตัวมาอยู่ในสถานที่ใหม่ที่กฎระเบียบมีน้อยนิด ฟ้าไม่สน ดินก็ไม่สน นิสัยป่าเถื่อนก็เลยกำเริบขึ้นมา ทำอะไรไร้ความยำเกรง ความปรารถนามากมายมิอาจพันธนาการเอาไว้ได้อีก ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ในนี้มีปัญหาเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง”
“เรี่ยวแรงของพวกเจ้ามีน้อยเกินไป”
ฉีถิงจี้ยื่นมือมาตบไหล่ของจางฟูจือ ยิ้มเอ่ยว่า “น้อยเกินไปจริงๆ แต่เรื่องที่พวกเจ้าทำตะเบ็งเสียงอธิบายเหตุผล กลับเป็นเรื่องที่ต่อให้ข้าฉีถิงจี้ใคร่ครวญชั่งน้ำหนักซ้ำไปซ้ำมาก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าจะกล้าทำ จะสามารถทำได้”
แม่ทัพบู๊คนหนึ่งที่มีความคิดอยู่ในใจ เขารู้สึกโมโหพวกผู้ฝึกกระบี่ที่พลังอำนาจบีบคั้นคนอื่น ประวัติความเป็นมาแปลกประหลาดกลุ่มนี้จริงๆ
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการชั่วร้ายวางแผนอย่างลับๆ มานานหลายปี แล้วแอบอ้างชื่อของนครบินทะยานมาเป็นนกพิราบที่ยึดรังนกกางเขนจากราชวงศ์จินจั้นหรือไม่?
เลิกพูดจาไร้สาระกับพวกเราเสียที ทั้งสองฝ่ายนั่งลงแบ่งทรัพย์สมบัติกันก็สิ้นเรื่องแล้ว
เป็นผู้ฝึกกระบี่แล้วอย่างไร ก็ยังเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนอยู่ดีไม่ใช่หรือ ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน แต่จะไม่ต้องการเงินเทพเซียนที่กองกันเป็นภูเขาหรือ?…
แล้วเขาก็ถูกแสงกระบี่เส้นหนึ่งของฉีถิงจี้พุ่งทะลุร่างไปในเสี้ยววินาที ฝ่ายหลังยังใช้ปราณกระบี่ควักถุงน้ำดีทั้งถุงของเขาออกมาด้วย
ฉีถิงจี้ไม่แม้แต่จะมองศพนั้น เพียงเอ่ยเยาะเย้ยว่า “ก็ไม่เห็นว่าถุงน้ำดีจะใหญ่สักเท่าไรเลย”
ฉีถิงจี้กล่าว “วันนี้ยังต้องมีพวกเจ้าอีกส่วนหนึ่งตายไปอย่างแน่นอน จำไว้ว่าช่วยเอาคำพูดไปบอกคนที่อยู่ข้างล่างด้วยว่า เดินให้เร็วหน่อย บนเส้นทางสู่น้ำพุเหลืองสายนั้นยังมีคนตามมาอีกเป็นขบวน”
“หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาตายไปพร้อมกับความไม่เข้าใจ บอกไปว่าฉีถิงจี้เป็นคนพูดว่าพวกเจ้าอ่อนแอเกินไป ไม่มีบินทะยานสักคนเดียวก็ยังกล้าทำเรื่องใหญ่เกินตัวไร้ชื่อไร้แปได้”
ฉีถิงจี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ไม่ยำเกรงสิ่งใด พวกเจ้าไม่กลัวเลยจริงๆ นะ แล้วนี่จะต่างอะไรจากพวกสัตว์เดรัจฉานของเปลี่ยวร้างเล่า?”
เสี่ยวโม่ที่ยืนอยู่นอกประตูมาโดยตลอดเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “เรื่องราวหลายอย่างอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี”
ในตำหนักมีขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊อยู่กันหกสิบกว่าคน ผู้ฝึกตนของใบถงทวีปยึดครองสัดส่วนไปถึงเก้าส่วน ที่เหลืออีกสิบกว่าคนแค่เอามาเสริมหน้าตาเท่านั้น
หากไม่ใช่คนในตระกูลของเทพเซียนผู้เฒ่าขอบเขตก่อกำเนิดคนใดก็คือคนในตระกูลชนชั้นสูงของบางแคว้นในใบถงทวีปในอดีตที่ทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อตำแหน่งขุนนางมา มารวมตัวกันชั่วคราวเพื่อประชุมเช้าในท้องพระโรง
มีเซียนซือไม่น้อยที่เพิ่งมาเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกซึ่งต่างก็มีความคิดที่อยากจะแสวงหาความร่ำรวยสูงศักดิ์ท่ามกลางความเสี่ยงบ้างมากบ้างน้อย
มือกระบี่ชุดเขียวที่นั่งอยู่บนธรณีประตูของตำหนักใหญ่อยู่ตลอดเวลาพลันเปิดปากถามว่า “รู้จักจ้าวเถี่ยเยี่ยน ซางจั้วของตระกูลเซียนหรือไม่?”
โอสถทองเฒ่าคนหนึ่งที่ถือสู้หยกไว้ในมือ สวมชุดขุนนางขยับเท้าออกไปอย่างระมัดระวัง หันหน้าไปทางประตูใหญ่
ประสานมือก้มหัวคำนับบุรุษชุดเขียว เอ่ยเสียงสั่นว่า “เรียนท่านเซียนกระบี่ ข้ารู้จักพวกเขา”
คนผู้นั้นยิ้มถาม “พวกเจ้าเป็นอะไรกัน?”
โอสถทองเฒ่าตอบอย่างนอบน้อมว่า “ไม่กล้าปิดบังเซียนกระบี่ ข้าคือซ่งโจ้ว เจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคจินจิ่ง ฉายาในการฝึกตนคงไม่พูดถึงแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ให้สกปรกหูของเซียนกระบี่ทุกท่าน”
“จ้าวเถี่ยเยี่ยนกับซางจั้วล้วนเป็นลูกศิษย์ในสำนัก ปีนั้นพวกเขาตัดสินใจเองโดยพลการ เลือกที่จะอยู่ต่อในใบถงทวีป”
อเนจอนาถนัก
คงไม่ใช่ว่าเจ้าศิษย์ชั่วที่ไม่ได้ความสองคนตัดสินใจอยู่ต่อในใบถงทวีปโดยพลการแล้วสร้างหายนะไว้หรอกนะ?
เกิดความขัดแย้งอะไรกับเซียนกระบี่ชุดเขียวตรงหน้าผู้นี้? ถ้าอย่างนั้นตนกับพรรคจินจิ่งก็คงจะหนีความผิดเรื่องที่อบรมสั่งสอนไม่เข้มงวดไม่พ้นสินะ?
ในใจของโอสถทองเฒ่ารู้สึกเศร้านัก เด็กๆ พวกนั้นมีคุณสมบัติธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่คนเลวอะไรนี่นา หรือว่าจะโชคร้าย แสงกระบี่เปล่งวาบหนึ่งทีก็กายดับมรรคาสลายไปแล้ว?
ปัง! ศีรษะของคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดในท้องพระโรงพลันระเบิดกระจาย ศพล้มลงกองกับพื้น ดับสลายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปในเสี้ยววินาที
ขอบเขตต่างกันเกินไป พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเซียนกระบี่ท่านใดที่ลงมือ ยิ่งคร้านจะไปสืบเสาะว่าไฉนคนผู้นี้ถึงได้ตายไป
โอสถทองผู้เฒ่าตกใจจนจิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง หนังตากระตุกริกๆ แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียง
เฉินผิงอันกล่าว “คานบนเอียง แต่คานล่างดันตรง ก็ถือว่าเป็นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง ส่วนเจ้าก็ไม่ได้เอนเอียงไปทางวิถีชั่วร้ายนอกรีต ถือว่าพอใช้ได้”
“ขอถามเจ้าประมุข ทุกวันนี้ระดับขั้นขุนนางอยู่ที่ขั้นเท่าไรแล้ว?”
ซ่งโจ้วเอ่ยเสียงเบา “ทำงานอยู่ในที่ว่าการศาลกวงลู่ ขั้นสามชั้นโท ไม่ใช่ขุนนางหลักผู้ถือตราประทับ”
เฉินผิงอันพยักหน้า อยู่ดีๆ ก็ถามขึ้นว่า “ในนี้มียอดฝีมือจากพรรคเซียนชิงหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่นเซียนกระบี่เนี่ยอวิ๋นอายุน้อยผู้นั้น?”
จางฟูจือรีบเอ่ยทันใด “เรียนเซียนกระบี่ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพรรคเซียนชิงไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์จินจั้น”
“เนี่ยอวิ๋นปิดด่านมานานหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งจะลงจากภูเขาไปรับหน้าที่เป็นราชครูของแคว้นใกล้เคียง เป็นขอบเขตก่อกำเนิดแล้ว”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “เจ้าขุนเขา เขาคือเพื่อนร่วมอาชีพนะ”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “โอสถทองของเขาแหลกสลายไปเกินครึ่งแล้ว นี่เพิ่งจะผ่านไปได้แค่ไม่กี่ปีเอง ไม่เพียงแต่ไม่ถอยร่น กลับกันยังรุดขึ้นหน้า เลื่อนเป็นก่อกำเนิดแล้วหรือ?”
แน่นอนว่าจางฟูจือย่อมบอกเล่าทุกอย่างที่ตัวเองรู้ เขาอธิบายว่า “คนผู้นี้ได้ครอบครองกระบี่พกเล่มหนึ่งที่ระดับขั้นสูงมาก มีชื่อว่า “ซือเจี่ย” อีกทั้งพรรคเซียนชิงยังฝากความหวังไว้ที่เขามาก ไม่ว่าจะเป็นสมบัติหรือโชควาสนาอะไรก็ล้วนมอบให้เซียนกระบี่หนุ่มผู้นี้”
“เนี่ยอวิ๋นสามารถฝ่าทะลุขอบเขตได้ แม้ว่าจะค่อนข้างน่าประหลาดใจ แต่ก็พอจะเข้าใจได้”
ราชวงศ์ที่เนี่ยอวิ๋นอยู่ก็คือแคว้นแข็งแกร่งทางทิศใต้ที่เป็นรองแค่ราชวงศ์จินจั้น ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ฝ่ายหนึ่งมีลด อีกฝ่ายหนึ่งก็ย่อมมีเพิ่ม ใครจะได้ฮุบกลืนใครก็ยังบอกได้ยาก
แม้ว่าจางฟูจือจะไม่มีใจอยากครอบครองอำนาจ แต่เขากลับรู้ว่าหากไม่เป็นเพราะเซียนกระบี่กลุ่มนี้ให้เกียรติมาเยือน พอออกจากวังหลวงไป คนไม่น้อยในตำหนักก็จะส่งข่าวบอกผลลัพธ์ของการประชุมไปให้แก่พรรคเซียนชิงอย่างลับๆ ถึงขั้นที่ว่าคนที่รับจดหมายก็คือตัวของเนี่ยอวิ๋นเอง
เซี่ยโก่วหันหน้ามา ยื่นมือมาป้องข้างปาก เอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าขุนเขา บังเอิญหรือไม่ เขาก็เป็นเซียนกระบี่หนุ่มคนหนึ่งเหมือนกันนะ”
เจ้าขุนเขา ในเมื่อปีนั้นเจ้าหมอนี่กล้าพูดว่าผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่คือคนเถื่อนที่ชอบการเข่นฆ่ามากที่สุด ไม่สู้ให้ข้าไปแทงเขาเลยดีไหม?
เฉินผิงอันส่ายหน้า แค่เตือนฉีถิงจี้ประโยคเดียวว่าสามารถจับตามองคนผู้นี้ให้มาก คือผู้ฝึกกระบี่ที่ฉลาดมาก เชี่ยวชาญการเฝ้าสังเกตและประเมินสถานการณ์มากเป็นพิเศษ
ฉีถิงจี้รู้ดีแก่ใจว่าการที่เฉินผิงอันเปลี่ยนความคิดกะทันหัน มาเยือนด้วยตัวเองครั้งนี้ก็เพราะเป็นห่วงแม่นางน้อยที่อยู่ในนครบินทะยาน
เฟิงหยวนเซียว นางถือกำเนิดขึ้นมาจากการจำแลงมหามรรคาของฟ้าดินในใต้หล้าห้าสี พูดง่ายๆ ก็คือนางกับหนิงเหยาต่างสยบกำราบกันและกัน ต่างก็เป็นจุดอ่อนของกันและกัน
หากให้เหตุการณ์ของราชสำนักจินจั้นกลายมาเป็นเหตุการณ์ปกติทั่วไปของทางทิศใต้ทั้งแห่ง จะส่งผลกระทบลึกล้ายาวไกลที่ไม่เล็กต่อจิตแห่งมรรคาของแม่นางน้อยคนนั้น
เกี่ยวกับสถานการณ์ของใต้หล้าห้าสี คนนอกต่างก็มีการคาดเดาต่างๆ นานา แต่คำตอบกลับเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เกินครึ่งก็คือคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสถานการณ์ของใต้หล้ามืดสลัวกับสถานการณ์ของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ผู้หลอมลมปราณได้ครอบครองตำแหน่งสูงไปทั้งหมด มนุษย์ธรรมดากลายมาเป็นผู้พึ่งพาอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายก็ไปถึงความสมดุลที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่ง
แต่กลับไม่ได้ทำให้คนรู้สึกว่าเหมือนกับใต้หล้าไพศาลที่ระหว่างบนภูเขากับล่างภูเขามี “สันปันน้ำ” ที่แบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน ไม่ได้ “ใกล้เคียง” เลยด้วยซ้ำ
สถานที่เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำให้คนล่างภูเขาบังคับควบคุมเรื่องราวของบนภูเขาได้ก็คือราชสำนักต้าหลี
ฉีถิงจี้แค่เหยียบย่างเข้าไปในเมืองหลวงต้าหลี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ท่องไปในแจกันสมบัติทวีปตามความหมายที่แท้จริงเลย
ปีนั้นพอเขาได้ยินว่าต้าหลีฮุบกลืนพื้นที่ของหนึ่งแคว้นก็เริ่มสงสัยใคร่รู้ในตัวของราชครูชุยฉาน เริ่มรวบรวมข้อมูลล่าสุดของแจกันสมบัติทวีปมา
ภายหลังออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ จนกระทั่งถึงตอนที่สงครามปิดฉากลง ฉีถิงจี้มีความเข้าใจราชสำนักต้าหลีมากขึ้น แล้วก็รู้สึกเสียดายต่อการที่พลาดโอกาสได้พบหน้าซิ่วหูผู้นั้นมาโดยตลอด
หวนกลับมายังใต้หล้าไพศาล ก่อนจะเดินทางไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ฉีถิงจี้อยากจะท่องไปในแจกันสมบัติทวีปสักรอบหนึ่งก่อนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาเขตของราชสำนักต้าหลี
เฉินผิงอันบอกฉายาของเทพเซียนผู้เฒ่าและชื่อพรรคของใบถงทวีปออกไปสิบกว่าชื่อรวมไปถึงชื่อของปรมาจารย์วิถีวรยุทธ ดูว่าในตำหนักใหญ่แห่งนี้จะมีใครที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดหรือไม่
อริยะปราชญ์ศาลบุ๋นสองคนที่เฝ้าพิทักษ์ใต้หล้าห้าสี คนหนึ่งคือผู้อำนวยการใหญ่คนแรกของสถานศึกษาหลี่จี้ อีกคนหนึ่งคือผู้บุกเบิกสำนักศึกษาเหอช่าง รับผิดชอบจดบันทึกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในเวลาหกสิบปีของใต้หล้า พวกเขายังต้องข่มกลั้นความสะอิดสะเอียนในใจหาตัวพวกคนของใบถงทวีปที่ลักลอบเข้ามา
ที่แท้กลุ่มของผู้ฝึกยุทธและผู้ฝึกตนที่ปีนั้นพยายามจะปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทร ใช้วิธีการต่างๆ แอบแฝงตัวเข้ามาในใต้หล้าห้าสีอย่างผิดกฎก็ล้วนถูกศาลบุ๋นลากตัวออกมาแล้ว
มีขอบเขตก่อกำเนิดสามคน ผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองเจ็ดคนและผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลสองคน รวมทั้งสิ้นสิบสองคน
ต่างก็ถูกสะบัดออกมาจากชายแขนเสื้อของอาจารย์ผู้เฒ่าเจียง ตอนนั้นเขายังบอกให้เฉินผิงอันที่ต้องผ่านทางไปพอดีเอาไปโยนทิ้งไว้ที่ใบถงทวีปด้วย
ผลคือก็ยังมีเหลืออยู่อีกส่วนหนึ่งจริงๆ แต่ว่าคนส่วนใหญ่ล้วนตายอยู่ใต้คมกระบี่ของเซี่ยโก่วหมดแล้ว ตอนนี้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และยืนอยู่ในตำหนักใหญ่ก็เหลือแค่สองคนเท่านั้น
คราวนี้ทำให้พวกเขาตกใจกลัวอย่างแท้จริงแล้ว ความลับระดับสุดยอดเช่นนี้ ในศาลบรรพจารย์ของพรรคบ้านตนยังมีแค่คนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ เซียนกระบี่วัยกลางคนที่มาจากนครบินทะยานผู้นี้รู้ได้อย่างไร?
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “บรรพจารย์สองคนของพวกเจ้าก็คือจงหลิวผู้เป็นเจ้าประมุขกับเหลี่ยนหูเจินเหรินสินะ คราวหน้าข้าค่อยไปคิดบัญชีกับพวกเขา”