กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1187.3 ฝ่าทะลุสามขอบเขตติด
เฉินผิงอันยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ชี้ไปยังเจ้าประมุขพรรคจินจิ่ง “ซ่งโจ้ว เริ่มจากเจ้าก็แล้วกัน”
“เจ้าจงบอกชื่อของเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้และบอกเหตุผลที่พวกเขาต้องตายมา หากเอ่ยชื่อไม่ได้ ก็ถือว่าเจ้ายอมรับว่าตัวเองคือคนที่เลวทรามที่สุด ผลลัพธ์ที่ตามมาเจ้าต้องแบกรับเอาเอง”
สีหน้าของโอสถทองเฒ่าเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างไม่แน่นอน เขากวาดตามองรอบด้านแล้วกัดฟันกรอด ในที่สุดก็เอ่ยชื่อหนึ่งออกมาพร้อมกับให้เหตุผล
ก็เพราะทหารมากฝีมือใต้บังคับบัญชาของคนผู้นี้ที่โหดเหี้ยมไร้วินัยทหารอย่างสิ้นเชิง เห็นการใช้หอกศึกแทงทารกเป็นความบันเทิง
อีกทั้งคนผู้นี้ยังเชี่ยวชาญศาสตร์การประกอบกามกิจในห้องนอนที่อำมหิตอย่างถึงที่สุด หลายปีมานี้พาทัพจับศึก แอบจับตัวผู้ฝึกตนหญิงหลายสิบคนของแคว้นใกล้เคียงมาหลอมเป็นผีงาม
ส่วนสตรีของตระกูลชั้นสูงที่หน้าตาและฐานกระดูกด้อยลงมาหน่อย ก็ล้วนถูกจับมาหลอมเป็นเตาหลอมเพื่อใช้บำรุงพลัง
สตรีที่ตกมาอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ถูกผลาญพลังต้นกำเนิดจนหมดสิ้นแล้ว คิดจะไปเกิดใหม่ก็ยากมากแล้ว
แต่คนผู้นี้กลับมีความคิดละเอียดอ่อนรอบคอบ ทำอะไรระมัดระวังอำพรางได้ดีเยี่ยม ก่อนหน้านี้ยังเป็นเพราะมีสหายคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญการมองลมปราณมองออก เขาซ่งโจ้วถึงได้รู้ความจริงเรื่องนี้
คนผู้นั้นคิดจะสู้สุดชีวิตกับซ่งโจ้ว แต่กลับถูกแสงกระบี่เส้นหนึ่งตัดหัวขาดคาที่ ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น จิตวิญญาณของคนผู้นี้ยังถูกสองนิ้วของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวขยี้ให้กลายเป็นไส้ตะเกียง
นางเป่าลมหนึ่งที ตะเกียงน้ำมันก็ถูกจุดขึ้นมา แสงไฟสว่างไสว จิตวิญญาณได้รับการทรมานเช่นนี้ เสียงร้องโหยหวนจึงดังไม่หยุด
เซี่ยโก่วยื่นมือออกไปอีกครั้ง ควักศพจนเกิดรูที่เลือดไหลนอง หยิบเอาเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ขนาดเล็กที่อยู่ในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตช่องหนึ่งมาไว้ในมือ
ปล่อยสตรีที่ถูกขังไว้ข้างในออกมา บางส่วนก็ได้กลายเป็นผีร้ายแล้ว บินวนล่องลอยไปตามเสาคาน บางส่วนยังพอเหลือจิตวิญญาณที่แท้จริงอยู่บ้าง จึงมารวมตัวกันที่มุมห้อง ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่พลันวังเวงน่าสะพรึงกลัว
ในมือของเซี่ยโก่วถือประคองตะเกียงน้ำมันที่ส่งเสียงฟู่ๆ ล้วนเป็นความเคลื่อนไหวแผ่วเบาจากการที่จิตวิญญาณของผู้ฝึกตนถูกเปลวเพลิงที่แท้จริงหล่อหลอม
ก้มหน้าลงหรี่ตามองภาพเหตุการณ์นี้ ครั้นจึงควักเอาโชคชะตาบางส่วนที่บอกรูปลักษณ์ไม่ถูกออกมาจากในศพ
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวร้องหึหนึ่งที “วิธีการจุดตะเกียงในโลกยุคหลังช่างทำอย่างลวกๆ ไร้คุณภาพจริงๆ เปลืองน้ำมันเกินไปแล้ว”
“ตะเกียงดวงนี้ของข้าอย่างน้อยที่สุดต้องเผาไหม้ไปได้นานสามปีห้าปี โดยที่ความรู้สึกที่จิตวิญญาณต้องเผชิญจะไม่ลดหายไปเลยแม้แต่น้อย ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือยังสามารถเอาโชคชะตาของเจ้ามาเติมเป็นน้ำมันได้ด้วยนะ ว้าว เจ้าได้กำไรแล้ว ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกร้อยปี”
ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ถึงกับไม่กล้ามองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว กลัวว่าหากสบตากับอีกฝ่ายแล้วนางจะถามว่า เจ้ามองอะไร
ฮ่องเต้จางฟูจือก็พูดชื่อของคนชั่วร้ายสามานย์คนหนึ่ง คนผู้นั้นจึงถูกเซี่ยโก่วใช้กระบี่ฟันผ่าออกเป็นสองท่อน แล้วถูกจุดเป็นตะเกียงไปพร้อมกัน
ผลคือพอถึงท้ายที่สุดก็ยังมีคนรอดชีวิตอีกสามสิบสี่คน บางคนเหงื่อแตกเต็มสันหลัง บางคนท่าทางเหมือนบิดาตาย
เพราะถึงอย่างไรยิ่งเปิดปากบอกชื่อช้าเท่าไรก็ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายมากเท่านั้น คนที่ผ่านด่านประตูผีมาแล้วรอบหนึ่งกลัวก็แต่ว่าคนที่อยู่ช่วงท้ายจะมองมายังตน
ระหว่างนั้นมีคนที่ถูกสายตาจ้องมองมาก็ขวัญกระเจิง ขอแค่มีสายตามาหยุดชะงักอยู่บนร่างแม้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที พลันทนไม่ไหวจึงเปิดปากใช้ภาษากลางของใบถงทวีปก่นด่าออกมาทันใด…
ฉีถิงจี้นั่งอยู่บนขั้นบันไดที่วางเก้าอี้มังกร มองการปัดแข้งปัดขาด้านล่างที่ไม่ถือว่าน่าสนใจสักเท่าไรอยู่เงียบๆ
หลังจากนั้นก็มีคนที่ไม่อาจหาเรื่องสกปรกโสมมที่ใครบางคนในตำหนักทำไว้เจอจริงๆ ในเมื่อหาผีที่ตายแทนตัวไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่อาจยอมรับว่าตัวเองสมควรตายจริงๆ
จึงปลุกความกล้าถามบุรุษชุดเขียวว่าสามารถพูดถึงเซียนซือราชวงศ์จินจั้นที่ไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประชุม แต่ทำเรื่องชั่วร้ายไว้ไม่น้อยแทนได้หรือไม่
ยังดีที่คนผู้นั้นพยักหน้ายิ้มตอบตกลง บอกว่าย่อมได้อยู่แล้ว แต่ว่าอย่างน้อยต้องบอกมาสามชื่อ ขอแค่ถูกข้าค้นพบว่ามีใครที่ไม่สมควรถูกฆ่าก็ได้แต่เอาเจ้ามาชดเชยแล้ว
หลังจากนั้นเสี่ยวโม่ก็เผยกายธรรมล่องลอย หลุบตาลงมองราชสำนักทั้งแห่ง เซี่ยโก่วได้ที่อยู่และชื่อบุคคลที่ชัดเจนมาแล้ว ก็มีแสงกระบี่ที่พร่างพราวเส้นหนึ่งพุ่งออกไปจากตำหนักใหญ่
รอกระทั่งลูกหลานตระกูลชั้นสูงคนสุดท้ายที่ไม่ใช่เซียนซือพูดชื่อสามชื่อจบ แสงกระบี่ก็ทยอยสว่างขึ้นมาเป็นลำดับ
เขาเอนหลังพิงเสาใหญ่ลงรักสีทองในตำหนัก สีหน้าซีดขาวไร้สีเลือด เหงื่อเปียกท่วมทั่วทั้งร่าง ตัดสินใจแล้วว่าชีวิตนี้จะไม่เป็นขุนนางแล้ว
กลับไปที่ตระกูลจะแค่หิ้วกรงนกหยอกนกเล่น ใช้ชีวิตที่สงบสุขปลอดภัยเท่านั้น
คนสิบกว่าคนที่เดิมทีนึกว่าจะรอดพ้นหายนะมาได้ อยู่ดีไม่ว่าดีก็ตายคาที่ไปในทันที
เซียนกระบี่จากนครบินทะยานที่ทั้งไม่อาจพูดได้ว่าอารมณ์แปรปรวน แล้วก็ไม่อาจบอกได้ว่าทำตามระเบียบกฎเกณฑ์กลุ่มนั้นก็ไม่ได้อธิบายอะไรเช่นกัน
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน เหลือบมองฉีถิงจี้ “คงไม่โทษที่ข้าเป็นแขกที่มาช่วงชิงตำแหน่งเจ้าบ้านหรอกนะ?”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “แค่มองก็รู้ว่าเจ้าคือกุนซือหัวสุนัขที่ทำหน้าที่วางแผน คอยตรวจสอบหาช่องโหว่”
เซี่ยโก่วพยักหน้าพูดอยู่กับตัวเอง “พวกคนชั่วร้ายสามานย์เหล่านี้ไม่ควรได้ตายดี พวกเราก็แค่พบเจอความอยุติธรรมแล้วชักดาบให้การช่วยเหลือ”
“ดี ต้องทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในยุทธภพ ดีมาก กระบี่ฆ่าคน ดาบช่วยชีวิต!”
เสี่ยวโม่รู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี
เซี่ยโก่วกวักมือเรียกผีหญิงพวกนั้น “ไม่ต้องกลัว ข้าย่อมมีวิธีจะมอบโชควาสนาบนภูเขาอย่างหนึ่งให้กับพวกเจ้า เรียนวิชาตระกูลเซียนเป็นแล้วค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย”
ฉีถิงจี้เดินไปทางธรณีประตูของประตูใหญ่ เอ่ยว่า “สามปีให้หลังข้าค่อยมาเยือนใหม่”
“พวกเจ้าวางใจได้เลย ถึงเวลานั้นจะต้องยังมีการฆ่าคนอีกแน่นอน จำนวนครั้งที่มาเยือนมากเข้า พวกเจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเส้นขีดจำกัดต่ำสุดของข้าอยู่ตรงไหน”
“แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือราชสำนักจินจั้นยังคงอยู่ ไม่เป็นไร ต่อให้เปลี่ยนราชสำนักเปลี่ยนพื้นที่ประกอบพิธีกรรม พวกเจ้าก็ยังอยู่ในใต้หล้าแห่งนี้อยู่ดี”
นี่จะทำให้คนวางใจได้อย่างไรกัน?
ฮ่องเต้ไม่ลืมส่งเซียนกระบี่หนุ่มไปถึงหน้าธรณีประตู ฉีถิงจี้บอกว่าให้หยุดส่งเท่านั้น จางฟูจือก็หยุดเดิน
ไม่ได้ออกไปจากเมืองหลวงทันที พวกเขาร่ายเวทอำพรางตาไปนั่งลงบนหลังคาที่ปูด้วยกระเบื้องแก้วใสสีเขียวมรกต
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “เจ้าขุนเขากังวลว่าที่นี่จะมีบุคคลอย่างหวงเจิ้นซ่อนตัวอยู่หรือไม่ใช่ไหม? ขนาดแค้นเล็กกลายเป็นแค้นใหญ่ยังรับมือได้ยากขนาดนี้”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ห่างไปไกลที่บ้างก็ถูกอาจารย์กำจัด บ้างก็ถูกผู้อาวุโสในสำนักสังหาร แค้นเลือดล้ำลึกขนาดนี้ จะไม่ยิ่งจับไว้ไม่ยอมวางหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่กลัวเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นว่ามีแค้นต้องชำระ ต่างคนต่างก็พูดกันไป คนไร้ชื่อเสียงฆ่าจนมีชื่อเสียง ต่างคนต่างก็มีเหตุผล สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่นับเป็นอะไรได้”
หยิบน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกนั้นออกมา ดื่มเหล้าหนึ่งอึก เฉินผิงอันเอ่ยอย่างปวดหัวว่า “ข้าแค่กังวลเรื่องลูกศิษย์ที่ลู่จือรับมาใหม่อย่างเฉิงซานไฉ่แห่งร่องเจียวหลง”
“กว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งชุดคลุมอาคมจินหลี่ตัวนั้นก็ยังมอบให้ไปแล้ว คราวนี้ดันรับช่วงต่อเอาสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมาดูแล นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ถึงอย่างไรเจ้าก็จะได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่แล้ว ถึงเวลานั้นออกคำสั่งไปก็เก็บชุดคลุมอาคมจินหลี่ตัวนั้นกลับมาได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี ช่วยพูดจาเหน็บแนมกันให้น้อยๆ หน่อยได้ไหม”
“เจี้ยนเซียน กับ จินหลี่ มีความหมายพิเศษมาก หากจะบอกว่าจำต้องมอบไปให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้เจอหน้ายังดี แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พอ”
“ตอนนี้กลับดีนัก ตอนไปที่ศาลบรรพจารย์ของพวกเจ้า ข้าเห็นเมื่อไหร่ก็ต้องอึดอัดใจเมื่อนั้น”
ฉีถิงจี้เอ่ย “เจ้าไม่ต้องมาร้องทุกข์กับข้าหรอก ข้ามอบให้แค่สำนักแห่งเดียวเท่านั้น”
เฉินผิงอันถาม “ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกเดินทางไปนครบินทะยานกันเลยไหม?”
ฉีถิงจี้กลับส่ายหน้า “ถึงอย่างไรก็มีแค่เรื่องนั้น พวกเจ้าพูดถึงตอนอยู่ในศาลบรรพจารย์ของนครบินทะยานก็พอแล้ว”
“เจ้าเป็นคนเปิดปากพูด หนิงเหยาไม่คัดค้าน เฉินจีเองก็คล้อยตาม ยังจะมีใครเห็นต่างอีกหรือไร? ข้าคงไม่ไปนครบินทะยานแล้ว จะไปรอพวกเจ้าที่ม่านฟ้า คราวหน้าที่ข้ากลับมาที่นี่ก็เตรียมจะเอาอย่างเฉินจี ใช้นามแฝง เปลี่ยนแปลงสถานะเดินทางท่องไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นเวลาหกสิบปี”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็ได้”
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “ครั้งแรกที่ข้ามาเยือนที่แห่งนี้ ถือว่าเป็นการ เปิดประตูต้อนรับความมงคล หรือไม่?”
เสี่ยวโม่พยักหน้าเอ่ย “ฆ่าตะพาบไปหลายตัว ชีวิตในปีหน้าของมนุษย์ธรรมดาก็จะดีขึ้นเยอะมากแล้ว”
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว “ใช่แล้ว จะให้ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในเทศกาลชิงหมิง (เชงเม้ง) ตลอดทั้งปีก็คงไม่ได้กระมัง”
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อันที่จริงคนที่รู้สึกแย่ที่สุดก็ยังคงเป็นเจ้าขุนเขาเฉินที่ซ่อมแซมแก้ไขชัยภูมิของใบถงทวีปอย่างไม่เคยบ่นถึงความยากลำบาก”
เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย ควรจะหาวิธีบอกให้พวกเขารู้ถึงสถานการณ์ล่าสุดของใบถงทวีปดีไหม?”
เซี่ยโก่วไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันใด แย้งเสี่ยวโม่อย่างที่หาได้ยาก “ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ?”
เฉินผิงอันอืมรับหนึ่งที “เทศกาลหยวนเซียวของปีหน้าจะครึกครื้นกว่านี้ เทศกาลจงชิวเองก็น่าจะมีบรรยากาศที่เข้ากับเทศกาลได้มากกว่าเดิม”
เซี่ยโก่วคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ก็จริงนะ”
เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจกล่าว “คุณชาย สหายปี้เซียวบอกว่าเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง ก็ให้ข้านำความไปบอกลู่จือว่า หกสิบปีให้หลังให้นางพาลูกศิษย์คนหนึ่งไปที่ดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ เขามีเรื่องจะปรึกษากับนาง”
“ก่อนหน้านี้ข้าถามว่าเวลาที่เหมาะสมนั้นหมายถึงอะไร สหายปี้เซียวกลับอมพะนำ บอกแค่ว่าความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึงทุกอย่างย่อมกระจ่างชัดเจน ตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมเหมาะสมแล้วหรือไม่?”
เซี่ยโก่วร้องว้าว เอ่ยชื่นชมไม่หยุด “สหายปี้เซียวช่างมีคุณธรรมน้ำใจ เท่จริงๆ”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็ยังเดาถึงความตั้งใจของเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ออก ได้แต่เอ่ยว่า “พวกเราเอาความไปบอกนางก่อนก็แล้วกัน”
ฉีถิงจี้เงยหน้ามองทิศไกล
มีคนขี่กระบี่มายังที่แห่งนี้ เดินทางลงใต้มาตลอดทาง
นี่ก็น่าจะเป็นพลังอำนาจและบารมีบนมหามรรคาของบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้ากระมัง?
ประหนึ่งจักรพรรดิแห่งฟากฟ้าที่ออกตรวจตราลาดตระเวนโลกมนุษย์ หมื่นภูเขาต้องก้มหัวให้ ทะเลเมฆพากันหลีกทางไปด้วยตัวเอง
เห็นภาพบรรยากาศนี้แล้ว ฉีถิงจี้ย่อมต้องรู้สึกอิจฉา แต่หากจะพูดถึงความริษยา กลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย
หนิงเหยาเผยกายบนหลังคาเรือน ถามอย่างสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
“อยู่ดีๆ เฝิงหยวนเซียวก็ฝ่าทะลุขอบเขตสามขั้นติด ตัวนางเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
ฉีถิงจี้อึ้งตะลึง ก่อนจะยิ้มอย่างเข้าใจ เฉินผิงอันคลี่ยิ้มกว้างสดใส
เสี่ยวโม่กระจ่างแจ้งได้ทันใด เซี่ยโก่วยกมือตบข้างแก้มตัวเองเบาๆ ว้าว!