กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1188.2 ตลอดเส้นทางชีวิต เพียงได้เห็นอักษรก็เสมือนได้พบหน้า
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1188.2 ตลอดเส้นทางชีวิต เพียงได้เห็นอักษรก็เสมือนได้พบหน้า
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “โก่วจื่อ เจ้ากล้าจะมาเปรียบเทียบกับข้าหรือ?”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“ก็พวกเรามีกันอยู่แค่สี่คน ข้าคงไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับขอบเขตของฮูหยินเจ้าขุนเขาหรอกกระมัง?”
ถือยันต์หดย่อพื้นที่ ระหว่างภูเขาสองลูกมีทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์อยู่ผืนหนึ่ง
ต่อให้เฉินผิงอันจะเห็นทัศนียภาพของทะเลสาบที่มีริ้วคลื่นน้าอยู่ไกลๆ เป็นครั้งที่สองแล้ว
แต่ก็ยังรู้สึกทึ่งกับอานุภาพแห่งการสร้างสรรค์ของฟ้าดินอยู่ดี
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า
“ไพศาลกับเปลี่ยวร้างต่างก็ไม่มีทะเลสาบใหญ่ขนาดนี้”
“ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับมณฑลเสี่ยวซื่อของใต้หล้ามืดสลัวแล้ว น่านน้าของที่ไหนจะใหญ่กว่ากัน”
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “ถึงอย่างไรตอนนี้ก็เป็นสถานที่ที่ไร้เจ้าของ”
“ไม่สู้ให้ข้าเอาอย่างฮูหยินเจ้าขุนเขา ไปดึงเอารากภูเขาเส้นหนึ่งออกมาจากใต้ทะเลสาบ”
“จากนั้นตั้งป้ายศิลาแผ่นหนึ่งขึ้นมา ใช้ปราณกระบี่แกะสลักตัวอักษร เขียนเป็นคำว่า “แดนบินของเซี่ยโก่ว” ดีไหม?”
เสี่ยวโม่รู้สึกปวดหัวยิ่งนัก
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะพยักหน้า
“อันที่จริงสามารถตั้งป้ายศิลาไว้ในหลายๆ ที่หน่อยได้”
“ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสร้างโอสถทองของเซี่ยโก่ว ภูเขาแห่งการเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน สถานที่บรรลุเซียน สถานที่แห่งการบินทะยาน”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ดูสมจริงและเปี่ยมไปด้วยพลังแล้ว”
“แต่ตัวอักษรที่แกะสลักบนป้ายศิลาจะต้องให้ดูเก่าหน่อย ต้องมีกลิ่นอายของความโบราณที่มีอายุขัยยาวนาน”
“ยกตัวอย่างเช่นยามที่แกะสลักตัวอักษรตอนเป็นขอบเขตหยกดิบเนื่องจากขอบเขตต่ำ ปณิธานกระบี่ก็จะตื้นเขินสักหน่อย”
“ทว่าจิตสังหารเข้มข้น เพิ่งจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนจะมีความกล้าเฉพาะตัว”
“ยามเป็นเซียนเหริน พลังอำนาจก็ยิ่งเปี่ยมล้น แต่ก็เริ่มเก็บงำไว้ภายใน”
“หลังบินทะยานก็ค่อยยืดอกตั้งตรง ปลดปล่อยลมปราณออกมาเต็มที่ทั้งมีใจองอาจยิ่งใหญ่กลืนภูผาและสายน้าได้”
“แล้วยังมีความสง่างามเดียวดายที่ร้อยปีพันปีก็หาไม่พบ”
“เมื่อเป็นเช่นนี้หากเซียนซือบังเอิญมาเห็นป้ายศิลาก็ต้องตกตะลึงอย่างมากจิตใจเลื่อมใสใฝ่หา”
“แม้จะบอกว่าเนื้อหาบนป้ายศิลามีเพียงน้อยนิด แต่กลับเหมือนได้อ่านตำนานเทพเซียนบทที่สั้นที่สุดทว่ามีสีสันตระการตามากที่สุดในโลกมนุษย์”
“ในอนาคตใต้หล้าห้าสีทั้งแห่ง ใครก็เดาไม่ออกว่า ‘เซี่ยโก่ว” เป็นเทพเซียนจากที่ใดกันแน่”
“ใครเล่าจะกล้าแย่งอาณาเขตของเซียนกระบี่โบราณ แย่งชิงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเช่นนี้ไปครอง”
เซี่ยโก่วเอ่ยชื่นชมจากใจจริง
“เจ้าขุนเขา บอกตามตรงเลยนะ นอกจากฝึกตนแล้ว เรื่องอื่นๆ ทุกเรื่องที่ท่านคิด ในหัวล้วนไม่มีความวกวนอ้อมค้อมเลย”
นี่ยังเป็นเพราะมีฮูหยินเจ้าขุนเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเซี่ยโก่วก็คงมีความในใจอยากพูดมากกว่านี้
เดิมเสี่ยวโม่อยากจะตำหนินางสักสองสามคำ แต่กลับเห็นหนิงเหยายิ้มจนตาหยี ทั้งยังพยักหน้าให้
เซี่ยโก่วทำอะไรไม่เคยเลอะเลือน จึงไปตั้งป้ายศิลาแกะสลักตัวอักษรทันที
เฉินผิงอันกล่าว “ทางที่ดีที่สุดควรเปลี่ยนชื่อ หรือไม่ก็ตั้งฉายาขึ้นมาใหม่เลย”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคิดแล้วก็รู้สึกว่าอย่าเลยดีกว่า แค่ “เซี่ยโก่ว” ก็ดีมากแล้ว
ดวงตาเซี่ยโก่วพลันเป็นประกายวาบ นึกวิธีดีๆ ที่เป็นการพบกันครึ่งทางได้
นางสะบัดเอาผีงามตนหนึ่งที่แค่มองก็รู้ว่าคุณสมบัติพอใช้ได้ แต่กลับหลงเดินทางผิด
ถามชื่อแซ่ของนางแล้วก็ใช้ชื่อของนางในการตั้งป้ายศิลาแทน
เซี่ยโก่วถ่ายทอดคาถาแหวกน้าบทหนึ่งให้กับนาง แล้วพากันลงไปใต้ทะเลสาบ
ถือโอกาสสอนวิชาย้ายภูเขาบทหนึ่งแก่นางด้วย เฉินผิงอันก็ปล่อยให้นางก่อกวนไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยโก่วมาเยือนนครบินทะยาน จึงรู้สึกแปลกใหม่กับทุกอย่าง
ระดับความคึกคักเจริญรุ่งเรืองเหนือกว่าที่คาดคิดไว้มาก
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “ฮูหยินเจ้าขุนเขา ข้าสามารถสร้างเรือนส่วนตัวของเซียนกระบี่ไว้ที่นี่ได้หรือไม่?”
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “ถ้าเจ้าตัดใจควักเงินตัวเองมาสร้างได้ลงนะ”
ต้องการเงิน ในกระเป๋าไม่มีเงินเกล็ดหิมะแม้แต่เหรียญเดียว แต่กลับมียันต์อยู่กองใหญ่
เซี่ยโก่วหยิบยันต์สามภูเขาสองปีกใหญ่ อออกมาจากชายแขนเสื้อ สะบัดแล้วถามว่า
“ในนครบินทะยานมีคนหลอกง่ายที่ยินดีซื้อหรือไม่? ข้าลดให้ได้นะ ห้าส่วน!”
เฉินผิงอันถาม “ต่อให้กระดาษยันต์จะธรรมดาแค่ไหน ถึงอย่างไรก็ต้องผลาญจิตใจและปราณวิญญาณไปในระดับหนึ่ง”
“เจ้าวาดยันต์มากมายขนาดนี้จะได้กำไรจริงหรือ?”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยเหตุผลชอบธรรม
“เจ้าขุนเขา คำพูดประโยคนี้ของท่านพูดไม่เหมือนร้านผ้าห่อบุญเลยนะ ไม่ช่ำชองเสียเลย”
“สิ่งที่ข้าวาดคือยันต์หรือ? คือเงินต่างหาก คือตั๋วเงิน!”
ศาลบรรพจารย์ของนครบินทะยานเปิดการประชุมขึ้นมากะทันหัน
มีสิงกวานฉีโซ่วบุคคลสำคัญอันดับสองอย่างเหนี่ยนซิน เกาเหย่โหวแห่งเฉวียนฝู่ และเติ้งเหลียงผู้ถวายงานอันดับหนึ่งมาเข้าร่วมการประชุมพอดี
พวกเขาแต่ละคนหากไม่อยู่ในเมืองก็อยู่ในนคร หรือภูเขาใต้อาณัติใกล้เคียง เพียงไม่นานก็เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม
ทางฝั่งของคฤหาสน์หลบร้อน ผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานตอนนี้ยังมีแค่ต่งปู้เต๋อ หลัวเจินอี้ ฉางไท่ชิงและฟ่านต้าเซ่อเท่านั้น
คนอื่นๆ ที่เหลืออย่างพวกกู้เจี้ยนหลง หวังซินสุ่ย ตอนนี้อยู่ห่างไปค่อนข้างไกล
เจอเฉินผิงอัน พวกเขาต่างก็ไม่ประหลาดใจ
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็น ตรงเข้าสู่หัวข้อหลักทันที
สำหรับเรื่องที่ฉีถิงจี้มารับหน้าที่เป็นเจ้านครอย่างลับๆ
ทางฝั่งของสายสิงกวานย่อมไม่มีความเห็นใดๆ ฉีโซ่วก็ยิ่งไม่มีเหตุผลให้ไม่พอใจ
ในเมื่อเฉินผิงอันเป็นคนเสนอขึ้นมาเอง ทางฝั่งของสายอิ่นกวานก็แค่ผลักเรือตามน้าไม่มีความเห็นต่างใดๆ
โดยภาพรวมแล้วผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของนครบินทะยานต่างก็มีสภาพจิตใจเหมือนกับจางก้ง
คิดว่าจะดีจะชั่วนั่นก็คือเซียนกระบี่เก่าแก่คนหนึ่ง
นักบัญชีใหญ่แห่งนครบินทะยานอย่างเกาเหย่โหวไม่มีความคิดเห็นอะไรเช่นกัน
เขาไม่สนใจว่าเจ้าจะให้ใครมาเป็นเจ้านคร ขอแค่อย่าเปิดปากขอเงินกับข้าผู้อาวุโสก็ถือว่าเป็นเจ้านครที่ดีแล้ว
หากฉีถิงจี้ยังสามารถช่วยเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ นั่นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
น่าเสียดายที่วันนี้กู้เจี้ยนหลงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หาไม่แล้วเขาก็น่าจะโพล่งประโยคหนึ่งออกมาว่า “วันหน้านครบินทะยานจะไม่แซ่ฉีเลยหรือ”
เฉินผิงอันอธิบายสถานการณ์การสู้รบล่าสุดระหว่างใต้หล้าไพศาลกับใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด
รวมไปถึงการพิสูจน์มรรคาของผู้ฝึกตนบนยอดเขาในเก้าทวีปของไพศาล
และยังมีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วสารทิศในใต้หล้ามืดสลัว
ระหว่างนั้นก็มีผู้ฝึกกระบี่สองสามคนที่ผลัดกันออกไปดื่มเหล้าอยู่นานหน่อย
ก็จะถูกเสียงในใจของใครบางคนเร่งให้ไสหัวกลับมา ให้ข้าผู้อาวุโสได้ออกไปสูดอากาศบ้าง
ไม่ใช่เพราะพวกเขาจงใจไม่ไว้หน้าเฉินผิงอัน
สุนัขรับใช้อันดับหนึ่งของอิ่นกวานที่ผู้คนให้การยอมรับอย่างฟ่านเต้าเช่อก็ยังออกไปแอบดื่มเหล้าอีกสองอึกเช่นกัน
กลับเป็นการประชุมในศาลบรรพจารย์ก่อนหน้านี้ที่หนิงเหยาเป็นผู้จัดประชุมที่ไม่มีผู้ฝึกกระบี่คนใดแอบดอดออกไปเช่นนี้ อย่างน้อยผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานก็ไม่มีทางลุกขึ้น
เล่าสถานการณ์ด้านนอกจบแล้ว เฉินผิงอันก็พูดถึงสองสถานที่อย่างราชสำนักเทียนอวี๋และราชสำนักจินจั้น
อีกไม่นานฝ่ายแรกจะมาเป็นพันธมิตรกับนครบินทะยาน เขาแค่รับผิดชอบเชื่อมสะพานสานความสัมพันธ์ให้เท่านั้น
ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น ทางฝั่งของนครบินทะยานก็ต้องช่วยกันคิดหาคำตอบที่แน่ชัด
หากจะปฏิเสธก็จำไว้ว่าให้ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปให้หยางมู่เม่าที่เป็นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นก็พอแล้ว
หากเห็นด้วย ฮ่องเต้ติงติ่งจะเดินทางมาเยือนนครบินทะยานด้วยตัวเองรอบหนึ่ง
นอกจากนี้ก็คือฮ่องเต้จางฟูจือยินดีจะรับผู้ฝึกกระบี่ของนครบินทะยานกลุ่มหนึ่งให้ไปรับหน้าที่เป็นผู้ถวายงาน
ขณะเดียวกันก็จะมอบผลหลีตอบแทนผลท้อ
ราชวงศ์จินจั้นจะส่งตัวอ่อนผู้ฝึกกระบี่ทุกคนในอาณาเขตให้มาฝึกตนที่นครบินทะยาน
เฉินผิงอันแนะนำให้สิงกวาน อิ่นกวานและเฉวียนฝู่ ส่งคนฝ่ายของตัวเองไปหนึ่งคน
ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกับจางฟูจือ เลือกที่จะเข้าไปในราชวงศ์จินจั้นอย่างลับๆ
แล้วก็ไม่ต้องบอกกล่าวกับผู้ฝึกกระบี่บ้านตัวเองก่อน
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็แนะนำสายอิ่นกวานว่าสามารถให้ผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มที่รับผิดชอบห้องเก็บเอกสารนามว่าไหวฉงจือออกไปฝึกประสบการณ์ข้างนอกได้
หลัวเจินอี้พยักหน้า นางหมายตาเด็กหนุ่มคนนั้นมานานแล้ว จะต้องถูกชะตากับเขาอย่างแน่นอน
เฉินผิงอันพูดถึงเรื่องสองเรื่อง
ตนจะรับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลี
ตกลงกับฉีถิงจี้ไว้แล้วว่าเขาจะรับช่วงต่อเอาสำนักกระบี่หลงเซี่ยงไปดูแล
แต่ฉีถิงจี้จะพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดสิบแปดคนเข้ามาอยู่ในใต้หล้าห้าสีด้วยกัน
ฉีโซ่วถาม “พาเข้ามาได้หมดเลยหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าจะคิดหาวิธี ดูว่าจะสามารถปรึกษากับทางศาลบุ๋นได้หรือไม่ว่าจำนวนรวมไม่มีลดไม่มีเพิ่ม”
“ข้าพาคนออกไปสิบแปดคน ฉีถิงจี้ก็เอาคนสิบแปดคนมาชดเชยอะไรทำนองนั้น”
ก่อกำเนิดเฒ่าแซ่เส้าคนหนึ่งตกตะลึงอย่างหนัก ถามว่า “ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
ต่งปู้เต๋อยิ้มเอ่ย “ลองคุยดูก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องค่อยๆ นั่งลงต่อรองราคากัน”
ก่อกำเนิดเฒ่าพยักหน้า เรื่องของการทำการค้า อิ่นกวานคือผู้เชี่ยวชาญจริงๆ
แต่ไหนแต่ไรก็ยอมตัดใจวางศักดิ์ศรีหน้าตาของตัวเองลงได้
ฉีโซ่วถามหยั่งเชิง “หากศาลบุ๋นยอมตอบตกลงจริงๆ เจ้าจะพาใครออกไปบ้าง?”
ด้วยนิสัยของเจ้าเฉินผิงอันผู้นี้ ต้องไม่มีทางไปแตะต้องทางฝั่งเฉวียนฝูแน่นอน
ดังนั้นฉีโซ่วจึงทั้งกลัวว่าเขาจะหันมีดใส่สายสิงกวาน แล้วค่อยใช้ข้ออ้างทำนองว่าต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสำนักกระบี่หลงเซี่ยง?
ยิ่งกลัวว่าเฉินผิงอันจะตัดสินใจอำมหิตเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
พาผู้ฝึกกระบี่สิบกว่าคนของสายอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร้อนไปอยู่ที่ใต้หล้าไพศาล
ไปอยู่ที่ราชสำนักต้าหลีหรือไม่ก็สำนักกระบี่ชิงผิงโดยตรง พูดให้ไพเราะว่าเป็นกาฝึกประสบการณ์?
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “พวกเจ้าลองปรึกษากันดู ไม่ต้องเป็นผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของนครบินทะยานพวกเราก็ได้”
“ฝูเหยาทวีปทางทิศเหนือ ใบถงทวีปทางทิศใต้ล้วนสามารถเลือกหาตัวคนที่เหมาะสม”
“ดูว่าพวกเขาจะยินดีหวนคืนสู่บ้านเกิดหรือไม่”
“หากทางทิศตะวันออกมีนักพรตที่อยากจะไปใต้หล้าไพศาลก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
“ถือเสียว่าเป็นกาขึ้นทะเบียนไว้ก่อนศาลบุ๋นจะยอมตอบตกลงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ฉีโซ่วโล่งอก
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็รู้ว่าเมื่อมีการเปิดประตูครั้งถัดไปเกิดขึ้น หลังจากนั้นใต้หล้าห้าสีจะต้องปิดประตูไปอีกตลอดกาล
มีเพียงผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยานกลุ่มเล็กเท่านั้นที่ถึงจะสามารถอาศัยวิชาอภินิหารประเภทต่างๆ เดินทางเข้าออกใต้หล้า
ถึงเวลานั้นก็คือการทดสอบใหญ่ครั้งที่สองของนครบินทะยาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งจะได้ยินมาว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งในใต้หล้ามืดสลัวเกิดเหตุพลิกผันแล้ว
รอกระทั่งการเปิดประตูครั้งหน้ามาถึง ถึงเวลานั้นจะมีนักพรตและชาวบ้านที่ตกยากอีกมากน้อยแค่ไหนที่กรูกันเข้ามาที่นี่? ไม่อาจจินตนาการได้เลย
เหนี่ยนซินที่ยามอยู่ในการประชุมมักจะทำตัวเป็นคนใบ้เอ่ยว่า “ข้าสามารถตามกลับไปที่ใต้หล้าไพศาลได้หรือไม่?”
ฉีถิงจี้ได้เป็นเจ้านครแล้ว นางจะอยู่งัดข้อกับฉีโซ่วต่อในสายสิงกวานหรือไม่ก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ใต้เท้าสิงกวานว่าอย่างไร?”
ฉีโซ่วเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปก่อนสิทธิ์หนึ่งแล้วกัน”
หนิงเหยาบอกว่าเสี่ยวโม่ผสานมรรคากลายเป็นขอบเขตสิบสี่ได้สำเร็จแล้ว
แสงกระบี่ที่เห็นก่อนหน้านี้ก็คือแสงกระบี่ที่เสี่ยวโม่เรียกออกมา
จากนั้นก็แนะนำเซี่ยโก่วให้ทุกคนรู้จัก หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือเล่าเรื่องในอดีตของผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่ง
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่นั่งอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าประตูหันหน้ามายิ้มให้คนในห้อง
เซี่ยโก่วกำลังอารมณ์ดี นางขายยันต์ออกไปได้หลายแผ่น มือหนึ่งส่งเงินมือหนึ่งมอบของ
หากไม่ได้จริงๆ ก็เขียนใบเชื่อเงินไว้ก่อนก็ได้
ผู้ฝึกกระบี่ก่อกำเนิดเฒ่าคนหนึ่งกำลังศึกษายันต์แผ่นนั้นซ้าไปซ้ามา
ยืนยันให้แน่ใจว่าตัวเองถูกเชือดหมูหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนของเฉินอิ่นกวาน
นิสัยยามทำการค้าจะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้
ตอนอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ จ้าวผู่ไม่เคยไปดื่มเหล้าที่ร้านเหล้า
จึงไม่เคยเขียนป้ายสงบสุขปลอดภัย แล้วก็ไม่เคยซื้อตราประทับซื้อพัดจากร้านตระกูลเยี่ยน
แต่กระนั้นเขาก็ยังเคยถูกหลอกเอาเงินอย่างสาหัสมาแล้วหลายครั้ง