กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1188.3 ตลอดเส้นทางชีวิต เพียงได้เห็นอักษรก็เสมือนได้พบหน้า
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1188.3 ตลอดเส้นทางชีวิต เพียงได้เห็นอักษรก็เสมือนได้พบหน้า
“หากยังมีการเดิมพันอีก ข้าจะสับมือคนผู้นั้น!”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนที่เป็นเจ้ามือจะกินรวบได้ทุกตา!”
“อย่ามาเสแสร้งกับข้า เจ้าคือหน้าม้าของร้านเหล้า ไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร”
“ใช่แล้ว มีข้อมูลวงในที่ทำให้ได้กำไรอย่างแน่นอนบ้างไหม? ชนะมากชนะน้อยไม่เป็นไร แต่จะให้ขาดทุนทุกรอบก็คงไม่ได้กระมัง มีจริงๆ หรือ?”
“ไสหัวไปอีกฝั่งเลย แม้กระทั่งพี่น้องบ้านตัวเองก็ยังหลอกได้ลงคอ? ข้าผู้อาวุโสงดการเดิมพันแล้ว! เจ้าสาบานมาก่อนเลย…”
ผู้เฒ่าเข้าใจผิดคิดว่าผู้ถวายงานของภูเขาลั่วพั่วที่มีรูปโฉมเป็นเด็กสาวผู้นี้คือผู้ฝึกกระบี่ที่มีพรสวรรค์บางคนของแจกันสมบัติทวีปในใต้หล้าไพศาล อาจจะเป็นขอบเขตหยกดิบ
เซี่ยโก่วเอ่ยเสียงเบาว่า “เหล่าจ้าว ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ถ่อมตัวไป”
“จะบอกให้เจ้ารู้ก็แล้วกัน อันที่จริงข้าคือผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว”
จ้าวผู่ยกนิ้วโป้งให้นาง ก็ไม่รู้ว่ายอมรับในสถานะของผู้ถวายงานอันดับรองของนางหรือว่าชื่นชมในวีรกรรมของผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่งในอดีตกันแน่
อันที่จริงเซี่ยโก่วยังค่อนข้างจะประหลาดใจ สำหรับชาติกำเนิดเผ่าปีศาจของนาง ดูเหมือนว่าพวกผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้จะไม่ได้เห็นเป็นสำคัญนัก
เสี่ยวโม่ไม่ได้ร่าเริงอย่างเซี่ยโก่ว เขาแค่วางไม้เท้าเดินป่าพาดขวางไว้บนหัวเข่า พูดคุยเรื่องของการหลอมกระบี่กับฟานต้าเช่อที่อยู่ข้างๆ
คงเป็นเพราะฟ่านต้าเช่อเป็นตัวเปิดที่ดี เพียงไม่นานก็มีผู้ฝึกกระบี่คนที่สองเปิดปากขอความรู้
อยากจะลองเสี่ยงดวงดูสักหน่อย เสี่ยวโม่เองก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ
ฉีโซ่วตาแหลม แล้วก็ดูของออก
สิงกวานผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับมีหน้าวิ่งออกไปขอเหล้าดื่มทำการค้ากับเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวผู้นั้น
หากไม่เป็นเพราะในมือไม่มีเงินเหลือมากนัก ฉีโซ่วก็อยากจะเหมายันต์ที่วัสดุของกระดาษยันต์กับระดับขั้นของยันต์ไม่สอดคล้องกันอย่างยิ่งพวกนั้นมาทั้งหมด
ผู่อวี๋กับเริ่นอี้ รองเจ้านครหลักรองสองท่านของนครทัวเยว่ที่มีฐานะเป็นหนึ่งในนครใต้อาณัติสี่แห่งของนครบินทะยานก็แอบดอดออกมาพร้อมกัน
พวกเขาต่างก็เป็นขอบเขตโอสถทอง นั่งดื่มเหล้าอยู่บนขั้นบันได
เมื่อครู่นี้ตอนอยู่ในห้องได้พูดคุยถึงหยวนจ้าวฮว่าของคฤหาสน์หลบหนาว เวลานี้พวกเขายังอัดอั้นอยู่เลย
เฉินผิงอันรู้ได้อย่างไรว่าหยวนจ้าวฮว่าเลื่อนเป็นขอบเขตหกด้วยคำว่าแข็งแกร่งที่สุด
แล้วยังมั่นใจด้วยว่านางคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานั้นของหลายใต้หล้า
ก่อนหน้านั้นนครบินทะยานก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติแล้ว เพราะโชคชะตาบู๊ที่หยวนจ้าวฮว่าได้รับมาเหนือกว่าสองครั้งก่อนหน้านี้มากนัก
พูดถึงขอบเขต คุณสมบัติ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจียงอวิ๋นก็คือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่มีพรสวรรค์มากที่สุดของนครบินทะยาน หยวนจ้าวฮว่ากับสวี่กงต่างก็ด้อยกว่าระดับหนึ่ง
และหยวนจ้าวฮว่า เด็กชายตัวปลอมในอดีต หัวโจกของกลุ่มเด็กๆ ทุกวันนี้ก็เติบใหญ่กลายเป็นแม่นางใหญ่ที่หน้าตางดงามหมดจดแล้ว
ผู้ฝึกยุทธหนุ่มของสายสิงกวาน แต่ละคนต่างก็มีใจใฝ่หาคฤหาสน์หลบร้อน คือเรื่องจริงที่คนทั่วทั้งนครบินทะยานให้การยอมรับ
ในเรื่องนี้ฉีโซ่วก็ดี ผู่อวี๋ เริ่นอี้ก็ช่าง พวกเขาเองก็ยอมรับเช่นกัน ในใจไม่มีความยอกแสลงใดๆ
เริ่นอี้ถามเสียงเบา “ไม่สู้เจ้าไปใต้หล้าไพศาลดีไหม?”
รากฐานมหามรรคาของผู่อวี๋ได้รับบาดเจ็บตอนอยู่บนสนามรบ ชีวิตนี้ยากยิ่งที่จะฝ่าทะลุคอขวดขอบเขตโอสถทองไปได้
ผู่อวี๋จิบเหล้าหนึ่งอีก ยิ้มเอ่ยว่า “ทำไม รีบร้อนอยากจะปลดคำว่า “รอง” นักหรือ?”
เริ่นอี้เอ่ยอย่างมีโทสะ “พูดเรื่องเป็นการเป็นงาน”
ผู่อวี๋ส่ายหน้า เมื่อก่อนตอนที่อยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่เคยคิดก็จริง แต่ทุกวันนี้ความคิดนี้กลับเจือจางลงไปแล้ว
การประชุมสิ้นสุดลง พวกเฉินผิงอันก็ไปที่จวนหนิง
ตลอดทางมีเด็กๆ ตัวเท่ากันมาออห้อมล้อม แต่ละคนต่างมีแผนการเล็กๆ น้อยๆ เป็นของตัวเอง
บุรุษชุดเขียวคนนั้นคาดเดาตัวตนได้ง่ายมาก เดินเคียงบ่ากับหนิงเหยาอยู่บนถนน
ยังจะเป็นใครไปได้อีก ก็คือเถ้าแก่รองของร้านเหล้าอย่างไรเล่า
มีเด็กบางคนถามต่อหน้าว่าเถ้าแก่รองจะเป็นเจ้ามือหาเงินสีดำอีกหรือไม่ เขามีเงินสามารถเดิมพันด้วยได้ จะให้ผิดต่อมโนธรรมในใจเป็นหน้าม้าให้ก็ไม่มีปัญหา
แล้วก็มีคนที่ช่วยถามว่าช่วงนี้ในร้านตระกูลเยี่ยนจะมีของใหม่มาหรือไม่ ผู้อาวุโสในตระกูลของเขายังรออยู่นะ เอาพัดไปเป็นของแทนใจ ยอดเยี่ยมที่สุด จ่ายเงินไม่เยอะ แล้วยังหาได้ยากด้วย
แล้วก็มีคนถามอิ่นกวานว่ารับลูกศิษย์หรือไม่ ถามพลางปล่อยหมัดส่งเดชไปด้วย
แล้วก็มีคนขอตราประทับสองสามชิ้นจากเฉินผิงอัน บอกว่าจะเอาไปมอบเป็นของขวัญให้อาจารย์ที่สอนหนังสือในโรงเรียน คราวหน้าตอนที่ตีมือเขาจะได้เบาแรงหน่อย
บุรุษจะต้องหยุดเท้าพูดคุยกับพวกเด็กๆ สี่ห้าประโยค
บ้างก็ยิ้มตาหยีเอ่ยคำพูดประหลาดที่ตอนนี้พวกเขายังฟังไม่เข้าใจ แต่พวกผู้อาวุโสในตระกูลและในสำนักต้องเข้าใจได้แน่นอน
หรือไม่ก็บอกว่าร้านตระกูลเยี่ยนยังต้องมีของที่เก็บไว้เพื่อรอขายในราคาสูงแน่นอน
บอกว่าไม่รับเด็กคนนั้นเป็นลูกศิษย์ ให้พ่อเขามานับอาจารย์อาจจะยังพอได้
เด็กน้อยฟังแล้วโมโหมาก วิ่งจากไปด้วยความเดือดดาล แล้วยังหันกลับมามองเฉินผิงอันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินอาดๆ จากไป
ทำเอาเฉินผิงอันโมโหจนเตะไปที่ก้นของเด็กน้อย
แล้วก็รับปากเด็กน้อยคนนั้นว่าคืนนี้จะช่วยแกะสลักตราประทับให้ พรุ่งนี้เช้าให้ไปรอที่หน้าประตูจวนหนิง
แต่จำไว้ว่าต้องเอาเงินค่าขนมทั้งหมดที่เก็บไว้มาด้วย จ่ายเงินแล้วได้ของทันที
ส่วนเซี่ยโก่วก็เอาพวกผีหญิงทั้งหลายมอบให้เหนี่ยนซินดูแลชั่วคราว
ผีสาวงามร้อยกว่าตนเดินขบวนอย่างยิ่งใหญ่ติดตามไปด้านหลังเหนี่ยนซินเงียบๆ
ทำเอาพวกชายโสดผีขี้เหล้าทั้งหลายที่อยู่ข้างทางมองตาไม่กะพริบ นี่คือทำอะไรน่ะ?
สายสิงกวานยังขาดคนอีกหรือไม่ ให้ไปช่วยงานจุกจิกก็ไม่มีปัญหานะ?
ก่อนหน้านี้เซี่ยโก่วได้รับความเห็นชอบจากฉีโซ่ว นางจึงเรียกเส้นทางแสงกระบี่ที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งออกมา
ช่วยเปิดทางให้กับพวกนาง หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกนางเพิ่งจะเปิดเผยร่างก็ถูกปราณกระบี่ในนครชำระล้างจนจิตวิญญาณแหลกสลาย
ก่อนหน้านี้เซียนกระบี่หญิงชื่อประหลาดคนนั้นได้ถ่ายทอดคาถาหลายบทที่เหมาะให้ผีฝึกตนให้กับพวกนางที่ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง
หลังจากที่รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนกันไปแล้ว สตรีน่าสงสารพวกนี้ก็มีความรู้สึกลิงโลด ยินดีที่ในที่สุดก็ได้หลุดพ้นห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์
ไม่มีความเศร้าสร้อยหดหู่ วังเวงชวนขนลุกเหมือนตอนที่อยู่ในท้องพระโรงของเมืองหลวงราชวงศ์จินจั้นอีกต่อไป
ส่วนลึกในใจของพวกนางต่างก็สงสัยใคร่รู้ว่าที่นี่ก็คือกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่เล่าลือในตำนานหรือ?
บุรุษที่กอดคอเล่นทายหมัดกัน ทั้งๆ ที่ห้องโถงใหญ่ของร้านเหล้าใหญ่เล็กล้วนว่างอยู่ ทำไมถึงได้ชอบมานั่งยองดื่มเหล้ากันข้างทางนะ?
หรือว่าพวกเขาต่างก็เป็นมนุษย์ธรรมดาของกำแพงเมืองปราณกระบี่?
ที่นี่ไม่ได้มีกฎว่าหากไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ก็ไม่อาจเข้ามาในร้านเหล้า มาดื่มเหล้าที่ร้านได้หรอกหรือ?
ชายเนื้อตัวสกปรกมอมแมมที่เกาะกลุ่มกันดื่มเหล้าอยู่ข้างทางเริ่มส่งเสียงผิวปาก พวกอันธพาล ผู้ชายใต้หล้านี้ล้วนเป็นแบบเดียวกันหมด
มีบุรุษที่รูปโฉมอ่อนเยาว์ถือชามเหล้า ไม่รู้ว่าไปได้ข่าวมาจากไหนจึงใช้ภาษากลางของใบถงทวีปสำเนียงไม่ชัดรีบบอกชื่อแซ่ของตัวเอง ถามว่าแม่นางแซ่อะไร แต่งงานหรือยังเหอะ หน้าหนาจริงๆ
พวกนางใช้เสียงในใจกระซิบพูดคุยกัน ข้างทางก็มักจะมีเสียงหัวเราะฮาครืนดังขึ้นๆ ลงๆ
พวกนางไม่เข้าใจ “ภาษาราชการ” ของนครบินทะยาน
แต่ตลอดทางมานี้เดิมทีสตรีก็มีจิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผมอยู่แล้ว ยิ่งสังเกตเห็นคำกล่าวสองอย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นนามหรือว่าชื่อแซ่ที่ถูกพวกเขาพูดถึงมากที่สุด
ดูเหมือนว่าขอแค่พูดออกมาก็จะตามมาด้วยเสียงหัวเราะชั่วร้าย เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ ต่อให้ไม่หัวเราะก็ทำสีหน้ามีเลศนัย
เหนี่ยนซินที่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุดก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้พวกนางฟัง นั่นก็คือคำว่า “อิ่นกวาน’ และคำว่า “เถ้าแก่รอง’
ตอนนี้สถานที่ที่พวกนางไปพักชั่วคราวคือสถานที่ของผู้ฝึกยุทธสายสิงกวาน คือสถานที่ที่มีพายุหมัดมารวมตัวกัน
เมื่อเทียบกับที่แห่งอื่นที่มีผู้ฝึกกระบี่มากมาย ปราณกระบี่ไหลรินแล้ว ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าหลายเท่า
แล้วนับประสาอะไรกับที่เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ชื่อว่าเซี่ยโก่วผู้นั้นยังมอบยันต์แผ่นหนึ่งมาให้
พอเหนี่ยนซินเรียกออกมาใช้ก็กลายเป็นตำหนักหลังหนึ่ง พวกนางจึงพากันกรูเข้าไปข้างใน
แยกย้ายกันไปหาสถานที่พักผ่อนบำรุงจิตวิญญาณ เพียงไม่นานพวกนางก็ค่อยๆ มาปรากฏตัวอยู่ตามศาลาและหอเรือนทั้งหลาย
เอนพิงที่นั่งคนงาม เดินขึ้นสู่ที่สูงมองไปยังนครบินทะยานทั้งแห่ง
เพียงแต่สายตาของพวกนางมักจะถูกปราณกระบี่ขัดขวาง ทำให้เห็นเป็นเมฆหมอกหนา เห็นทัศนียภาพได้ไม่ชัดเจนนัก
เพียงไม่นานก็มีสตรีที่คืนสติกลับมา บุรุษที่ดื่มเหล้าเล่นทายหมัดอยู่สองข้างทางริมถนนพวกนั้น ต่อให้จะพูดจาสัปดนตามประสาคนเมาซึ่งพวกนางฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ทำให้พวกนางรู้สึกหวาดกลัว
อาจเป็นเพราะพวกนางเป็นผี มืดและสว่างมีความแตกต่าง ทำให้สัมผัสได้ว่าบนร่างพวกเขาคล้ายจะมีพลังชีวิตที่เร่าร้อน แต่ถูกเก็บงำไว้ภายใน
นอกจากนี้แม้ทั้งสองฝ่ายจะคุยกันไม่รู้เรื่อง และพวกเขาก็มีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป แต่ส่วนลึกในดวงตาของพวกเขาคล้ายจะเหมือนกัน นั่นคือแววตาที่คนมองคน
ดีจริงๆ
มาถึงจวนหนิง
เฉินผิงอันชะลอฝีเท้าลงตรงหน้าประตูตามความเคยชิน เดินเข้าประตูใหญ่มา
ตอนที่เดินผ่านลานประลองยุทธก็เห็นแม่นางน้อยที่เป็นขอบเขตก่อกำเนิดแล้วกำลังฝึกท่าเดินนิ่ง
หนิงเหยาพาพวกเซี่ยโก่วไปเลือกที่พัก เฉินผิงอันหยุดเท้าอยู่ที่นี่เพียงลำพัง
เฝิงหยวนเซียวปลุกความกล้าถามว่า “ใต้เท้าอิ่นกวาน อาจารย์ของข้ากลับไปถึงบ้านเกิดแล้วสบายดีไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “สบายดี ภูเขาไท่ผิงได้ฟื้นคืนควันธูปของระบบสืบทอดกลับมาแล้ว”
“อาจารย์ของเจ้ารับผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขามาคนหนึ่ง แล้วยังมีเค่อชิงอีกจำนวนหนึ่ง”
“ข้ายังได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ไม่นานอาจารย์ของเจ้าออกจากสำนักไปเยือนซากปรักที่เซียนโบราณใช้หลอมโอสถในยุคบรรพกาล หวังจะไปเสี่ยงดวงดู”
“โลกภายนอกเล่าลือกันว่าด้านในมีโอสถเซียนอยู่ขวดหนึ่งที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างมาก ว่ากันว่าหากกินยานั้นแล้วจะเป็นบินทะยานได้ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ”
เฝิงหยวนเซียวพยักหน้า หัวคิ้วคลายออก แม่นางน้อยวาดฝันว่าสักวันหนึ่งในอนาคตจะได้ไปเยือนใบถงทวีป
เฉินผิงอันลังเลอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เอ่ยอะไร
เฝิงหยวนเซียวอายที่จะอวดวิชาหมัดต่อหน้าอิ่นกวานหนุ่มจึงหาข้ออ้างง่ายๆ กลับไปฝึกหลอมลมปราณในเรือนพักของตัวเอง
เฉินผิงอันก็เดินไปที่เรือนของตัวเองอย่างคุ้นเคย ในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือแห่งนั้นบนโต๊ะยังมีวัตถุดิบที่ทำตราประทับซึ่งยังไม่ได้แกะสลักวางอยู่
ไม่รู้ว่าหนิงเหยามาที่ห้องตั้งแต่เมื่อไหร่
เห็นว่าเฉินผิงอันกำลังก้มหน้าแกะสลักตัวอักษรด้านล่างตราประทับชิ้นหนึ่งอย่างมีสมาธิ คือคำว่ากลืนเข้าไปทั้งลูก?
แล้วพอหยิบตราประทับที่แกะสลักตัวอักษรด้านล่างไว้เรียบร้อยแล้วอีกหลายชิ้นขึ้นมาดู
ก็เห็นเป็นประโยคว่า ข้าผู้อาวุโสเปิดตำราเหมือนปล่อยหมัด? แค้นนี้ไม่ชำระไม่ใช่ลูกผู้ชาย?
อึ้งตะลึงไปพักหนึ่ง แล้วหนิงเหยาก็หลุดหัวเราะอย่างอดไม่ได้
“อยากให้พรุ่งนี้พวกเขาโดนตีที่โรงเรียนขนาดนี้เลยหรือ?”
เซี่ยโก่วที่เอาหน้าแนบผนังถูกเสี่ยวโม่ลากตัวไป
เฉินผิงอันยิ้มพลางชี้ไปที่ตราประทับชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ข้างกัน หนิงเหยาหยิบขึ้นมาอ่านตัวอักษรด้านล่าง
นี่ค่อยดีขึ้นหน่อย
ท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ฝีมืออยู่เหนือตัวอักษร
เสียงอ่านตำราท่ามกลางดอกซึ่งกลิ่นควันและสายฝน
อ่านตำราหมื่นเล่มจนปรุโปร่ง
สอนคนมาเกินพันคน
วันนี้สอนหนังสือก็คือการอ่านหนังสือของวันพรุ่งนี้