กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1189.1 อะไรที่เรียกว่าเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ
เฉินผิงอันมองแสงสนธยานอกหน้าต่าง ก้อนเมฆดุจเกล็ดปลาที่เรียงตัวกัน แสงอาทิตย์ที่ยังหลงเหลืออยู่เหมือนการวาดเส้นสีทอง
รอกระทั่งตะวันลาลับไปทางภูเขาตะวันตก พาแสงสุดท้ายจากไปแล้ว ดวงจันทร์ที่เหมือนคู่บำเพ็ญเพียรซึ่งผูกพันกันอย่างลึกซึ้งกำลังจะใช้แสงจันทร์ที่เหมือนจดหมายรักเขียนลงไปในภูเขาที่เงียบเหงา ในเมืองที่คึกคักจอแจ ในจอกและชามเหล้าบนโต๊ะสุรา ในสายตาของคนพเนจรที่จากถิ่นฐานบ้านเกิด
เกาเหย่โหวเทพเจ้าแห่งโชคลาภของนครบินทะยานเป็นฝ่ายมาเยือนถึงที่ ถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของน้องสาวของเขา แล้วก็ถือโอกาสพูดคุยเรื่องของเฉวียนฟู่ อีกเล็กน้อย
หนิงเหยาไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้จึงเดินออกไปจากห้อง
เกาเหย่โหวยังเป็นห่วงว่าการเปิดประตูครั้งถัดไป หากเกาโย่วชิงพาเจ้าลูกกระต่ายน้อยจากอุตรกุรุทวีปคนหนึ่งมาด้วย คือคนที่ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่ถูกชะตา นั่นจะไม่แย่หรอกหรือ ดังนั้นเกาเหย่โหวจึงขอให้เฉินผิงอันช่วยดูให้หน่อย หากเป็นเฉินหลี่ผู้นั้นจริงๆ ก็ยังพอทน เกาเหย่โหวจะยอมรับน้องเขยคนนี้
เฉินผิงอันบอกแค่ว่าจะช่วยจับตามองให้ แล้วก็พูดด้วยว่าเรื่องความรักชายหญิงมีเหตุผลให้อธิบายเสียที่ไหน
คำพูดประโยคเดียวนี้ทำเอาเกาเหย่โหวถามเขาโดยตรงว่าที่นี่มีเหล้าหรือไม่ แค่จิบนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ
เฉินผิงอันย้อนถามว่าเจ้าจวนเกามาเยือนถึงบ้านไม่รู้จักพกของขวัญมาด้วย ถึงกับยังมีหน้ามาขอเหล้าดื่มอีก?
หึม เห็นว่าที่นี่คือร้านเหล้าหรืออย่างไร เจ้าคือพี่ชายแท้ๆ ของเกาโย่วชิง ข้าไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเฉินหลี่อิ่นกวานน้อยเสียหน่อย ต้องพยายามตีสนิทเจ้าหรือไร
หากพวกเราสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมจริงๆ สายจวนเฉวียนฟู่ของพวกเจ้าทำไมไม่รู้จักช่วยสนับสนุนคฤหาสน์หลบร้อนหน่อยเล่า
หนทางแห่งฟ้าดิน ลดส่วนที่เกิน เติมส่วนที่ขาด สายสิงกวานล้วนมีแต่พวกเศรษฐีบ้านนอกฟันมีดลงไปมองไม่เห็นเลือด มีแต่เงินทั้งนั้น แล้วลองมามองสายอิ่นกวานของพวกเราสิ…
เกาเหย่โหวที่ผรุสวาทไม่ขาดปากเพิ่งจะจากไป ฉีโซ่วก็มาเยือนจวนหนิงทันที
เฉินผิงอันพาใต้เท้าสิงกวานท่านนี้ไปเดินเล่นที่ลานประลองยุทธด้วยกัน ฉีโซ่วถามว่าทำไมบรรพจารย์บ้านเขาถึงไม่ตามเข้ามาในนครบินทะยานด้วย ในนี้มีอะไรที่ต้องพิถีพิถันหรือมีข้อห้ามหรือไม่?
เฉินผิงอันบอกว่าบางทีอาจเป็นเพราะเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีรู้สึกว่าเจ้าเป็นสิงกวานได้ไม่โดดเด่นอย่างมากกระมัง
ฉีโซ่วอัดอั้นมาก ได้แต่พูดเบาๆ ว่า “เรื่องเก่าแก่ปีมะโว้แล้ว เจ้ายังไม่ยอมปล่อยผ่านอีกหรือ?”
ปีนั้นอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ ตระกูลฉีก็อยากจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจวนหนิงอย่างมาก ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ ฉีโซ่วเองก็โดดเด่นที่สุดจริงๆ คือผู้มีพรสวรรค์ชั้นเลิศในช่วงปียิ่งใหญ่เหมือนกับพวกผังหยวนจี้ เฉินซานชิว
แน่นอนว่าตระกูลฉีอยากได้แท่นสังหารมังกรที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมในจวนหนิงมาไม่ใช่แค่ปีสองปี แล้วต่างก็พูดกันว่าไม่ว่าจะมอบสินสอดให้มากแค่ไหนก็ยังได้กำไร
เพียงแค่เพราะเล่าลือกันว่า “ภูเขาลูกเล็ก” ลูกนั้นก็คือสินเดิมของหนิงเหยา แต่ใครต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่าต่อให้ไม่พูดถึง “ของขวัญตอบแทนกลับคืน” ของจวนหนิง หากใครแต่งหนิงเหยาเข้าบ้านจริงๆ สำหรับทางตระกูลแล้วจะหมายความว่าอะไร?
ดังนั้นรอกระทั่งเด็กหนุ่มแซ่เฉินจากต่างถิ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากมุมไหนมาเดินอาดๆ อยู่ที่นี่ ไปที่หัวกำแพงเมือง แล้วยังเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธที่ไม่มีค่าพอให้พูดถึง ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ด้วยซ้ำ
อันที่จริงปีนั้นตลอดทั้งกำแพงเมืองปราณกระบี่ต่างก็อดบ่นพึมพากันไม่ได้ ไอ้เด็กนี่เป็นใครกัน แซ่เฉิน? เกี่ยวข้องอะไรกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส?
เฉินผิงอันเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยการถามว่า “ยันต์ที่ซื้อมาจากเซี่ยโก่ว ราคาเท่าไร?”
ฉีโซ่วเอ่ย “ซื้อเยอะจะได้ส่วนลด ยันต์สามภูเขาหนึ่งแผ่นคิดข้าหนึ่งเหรียญเงินฝนธัญพืช หลายปีมานี้เงินเก็บส่วนตัวที่ข้าสะสมได้มีไม่มาก คิดว่าจะขอยืมจากทางตระกูลและจากสหายอีกสักหน่อย”
“ตกลงกับเซี่ยโก่วแล้วว่าไม่ว่าข้าจะรวบรวมเงินฝนธัญพืชได้กี่เหรียญ ก่อนนางจะออกไปจากนครบินทะยาน พวกเราก็จะทำการค้ากันอีกครั้ง สามารถเขียนใบเชื่อเงินไว้ก่อนได้ เซี่ยโก๋วยังบอกว่าเจ้าขุนเขาอย่างเจ้า เมื่อก่อนก็เคยทำการค้าที่คล้ายคลึงกันนี้กับข้า ดังนั้นนางจึงไม่หั่นราคากับข้าแล้ว”
เฉินผิงอันหนังตากระตุกริกๆ แต่สีหน้ายังเป็นปกติ สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เดินเล่นพลางเอ่ยไปด้วยว่า “ราคานับว่ายังยุติธรรม ยันต์นี้เอาไปใช้กับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มนั้นของเจ้าก็ราวกับวัดตัวสร้างขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ คิดดูแล้วรับมือกับเซียนเหรินที่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ก็น่าจะพอเหลือแหล่”
กระดาษยันต์ที่ธรรมดาที่สุดพวกนั้น เซี่ยโก่วซื้อมาจากร้านค้าในตลาดของเมืองหลวงต้าหลี แค่สามตำลึงก็ซื้อยันต์ได้ปึกใหญ่แล้ว อีกทั้งนั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าซื้อเยอะก็ลดเยอะอย่างแท้จริง
ฉีโซ่วกล่าว “ขอบคุณมาก”
เฉินผิงอันรู้สึกใจฝ่ออย่างที่หาได้ยาก “พวกเราสองคนคือใครกับใคร ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
คิดแล้วเฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “หากข้าจำไม่ผิด แค่คำนวณโดยอิงตามเอกสารคดีที่ข้าเคยเปิดอ่านก่อนหน้านี้ คนของนครบินทะยานทุกวันนี้ที่ต้องการ อีกทั้งยังใช้ยันต์ประเภทนี้ได้ มีประมาณยี่สิบกว่าคน?”
“แทบจะเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่มีหน้าที่หรือไม่ก็เป็นตัวสำรองอยู่ในสายสิงกวานทั้งสิ้น ตีเป็นสักสามสิบคนก็แล้วกัน คราวหน้าที่เจ้าทำการค้ากับเซี่ยโก่วก็บอกให้นางมอบให้เจ้าเปล่าๆ หกสิบแผ่น คนละสองแผ่น แผ่นหนึ่งใช้ตรวจสอบผลลัพธ์ อีกแผ่นหนึ่งใช้สำหรับการเข่นฆ่าในอนาคต ส่วนจะแบ่งโดยละเอียดอย่างไร จะมอบให้เมื่อไหร่เจ้าก็ตัดสินใจเอาเอง สรุปก็คือเจ้าเอาไปใช้เป็นน้ำใจที่มอบให้คนอื่นก็แล้วกัน”
ฉีโซ่วตกตะลึงเล็กน้อย เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจเจ้าผิดไป ขอถอนคำพูดประโยคนั้น”
เฉินผิงอันพยักหน้า
หลอกเอาเงินของฉีโซ่ว นั่นก็คือความสามารถ ขอแค่เฉินผิงอันขมวดคิ้วแค่เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเขาเป็นร้านผ้าห่อบุญมาอย่างเสียเปล่านานหลายปี
แต่หากโก๋วจื่อหลอกเอาเงินคนอื่นอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ เฉินผิงอันก็รู้สึกผิดอยู่บ้างจริงๆ
วาดยันต์ต้องสิ้นเปลืองปราณวิญญาณของผู้ฝึกตน นี่คือเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน
ยันต์สามภูเขาเลียนแบบทุกแผ่นที่เซี่ยโก่ววาดออกมา ไม่ว่าดูยังไงก็ไม่น่าจะใช้ปราณวิญญาณมากถึงหนึ่งเหรียญเงินฝนธัญพืช
แน่นอนว่า จะว่าไปแล้ว ฉีโซ่วเองก็ไม่ใช่คนโง่ เขายินดีจ่ายเงินฝนธัญพืชหนึ่งเหรียญซื้อยันต์มาหนึ่งแผ่น แสดงว่าเขาเองก็ต้องได้กำไร
หลายปีมานี้ฉีโซ่วให้ความสำคัญกับเรื่องยันต์มาก สิ่งที่แสวงหาก็คือการใช้ค่ายกลยันต์สองสามชั้นมาร่วมมือกับวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต ยกระดับพลังสังหารให้สูงขึ้นอีกขั้นได้ในเสี้ยววินาที ฆ่าศัตรูด้วยความไม่คาดฝัน
เดินกันไปได้สองสามก้าวก็พลันคืนสติกลับมา เฉินผิงอันด่าอย่างช้าๆ ปนฉุน “ฉีสิงกวาน ข้ามอบใจให้เจ้า เจ้าเองก็ต้องบอกกับข้ามาตามตรง เติ้งเหลียงได้ถ่ายทอดวิชาลับอะไรให้เจ้าหรือไม่?!”
ฉีโซ่วยิ้มเอ่ย “เรื่องอย่างการขายเพื่อน ข้าทำไม่ลงหรอกนะ”
เฉินผิงอันร้องเฮอะ “สมควรแล้วที่เขาสู้เฉินซานชิวไม่ได้”
ฉีโซ่วเอ่ย “จะพาคนสิบแปดคนออกไปได้จริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “กำลังรอฟังข่าวจากทางศาลบุ๋น ข้าว่าน่าจะหมดหวัง”
ในความเป็นจริงแล้วทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางได้รับข่าวจากอริยะสองท่านที่พิทักษ์ม่านฟ้าแล้ว
แม้ว่าในหัวข้อการประชุมที่ถูกกำหนดไว้จะมีเรื่องนี้สอดแทรกเข้ามา แต่กลับไม่ได้สิ้นเปลืองเวลามากนัก แค่ไม่กี่ประโยคก็ตัดสินใจได้แล้ว แล้วก็ไปพูดหัวข้ออื่นกันต่ออย่างว่องไว
ขั้นตอนคร่าวๆ ก็คือรองผู้อำนวยการสถานศึกษาแซ่เหมาบางคนเป็นคนเปิดปากก่อนอีกครั้ง บอกว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้เกินกว่าเหตุ ไม่มีเหตุผลที่ศาลบุ๋นจะไม่ตอบตกลง
ซิ่วไฉเฒ่าขยุ้มหนวดพูดว่าไม่ดีกระมัง เฉินผิงอันไม่ได้เป็นแม้กระทั่งวิญญูชนหรือนักปราชญ์ของสำนักศึกษา
เหมาเสี่ยวตงจึงบอกว่ารอให้เขาเป็นราชครูต้าหลีก่อนค่อยมาคุยกับพวกเราเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นก็น่าจะพูดจาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวได้แล้ว
ความนัยนอกเหนือจากคำพูดก็คือศาลบุ๋นของพวกเราไม่ได้มอบยศใดๆ ให้กับเฉินผิงอัน ส่วนเหมาเสี่ยวตงกลับเตือนว่าทุกวันนี้ใต้หล้าเปลี่ยวร้างมีกองทัพชายแดนต้าหลีอยู่หนึ่งล้านเจ็ดแสนนาย
อาจารย์ผู้เฒ่าแซ่ลี่คนหนึ่งก็คร้านจะพูดจาวกวนไปมากับพวกเขา มีผู้ฝึกกระบี่สิบแปดคนเข้าไปในใต้หล้าห้าสี มีคนออกมาสิบแปดคน ถือว่าเท่าเทียม!
ฉีโซ่วถามชวนคุย “ระหว่างทางมาเจอกับเกาเหย่โหว ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ค่อยดี?”
เฉินผิงอันขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าจวนเกาบอกว่าจะร่วมมือกับสายอิ่นกวานกำราบไม่ให้สายสิงกวานทำตัวโอหังเกินไปนัก ข้าไม่ยอมตอบตกลงด้วย บอกว่าเรื่องประเภทนี้ไร้คุณธรรมในยุทธภพเกินไปแล้ว”
“เจ้าจวนเกาโมโหมาก ตบโต๊ะถลึงตา ด่าว่าข้าเป็นคนตื้นเขินไม่คู่ควรจะปรึกษาหารือด้วย หรือว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีเป็นเจ้านครแล้ว จะปล่อยให้นครบินทะยานกลายเป็นของแซ่ฉีทั้งหมด? ข้าจะพูดอะไรได้อีกเล่า”
ฉีโซ่วหัวเราะเสียงดัง ในใจย่อมไม่เชื่อคำพูดหลอกผีนี่อยู่แล้ว แต่ฟังแล้วก็สนุกดี
คงเป็นเพราะเฉินผิงอันเองก็รู้สึกว่าเล่นใหญ่เกินไป จึงเอ่ยอย่างปลงอนิจจังไปประโยคหนึ่งว่า “ทุกวันนี้พี่ฉีหลอกได้ยากแล้ว”
ก่อนหน้านี้เกาเหย่โหวเห็นน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ระดับขั้นไม่ธรรมดาสองลูกบนโต๊ะก็รู้สึกจิตใจเร่าร้อนอยากได้ อดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เป็นฝ่ายถามถึงราคาและที่มา
ก็คือน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ระดับสูงที่เฉินผิงอันได้มาจากห้องอักษรเจี้ยน (กระบี่) คลังลับของต้าหลี ‘ชิงเฉิงซาน’ กับ ‘เฉาเจินกง’
เฉินผิงอันจึงใช้เรื่องนี้เป็นหัวข้อเปิดบทสนทนา บอกถึงความคิดที่อยากจะช่วยให้ราชสำนักต้าหลีทำการค้าใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์กับนครบินทะยาน
ขั้นแรกก็คือสมมติว่าศาลบุ๋นตอบตกลงให้เขาพาผู้ฝึกกระบี่สิบแปดคนไปจากนครบินทะยาน คนส่วนหนึ่งจะกลายมาเป็น “กระบี่ส่วนตัว” ใหม่ของนครบินทะยาน
หากจะบอกว่าในอดีตกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่ได้ให้การดูแลกระบี่ส่วนตัวที่จากบ้านเกิดไปไกล ไปเจอกับฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่มากนัก ถ้าอย่างนั้นกระบี่ส่วนตัวกลุ่มแรกของนครบินทะยานก็จะมีที่พึ่งเป็นราชสำนักต้าหลีทั้งแห่ง
ราชสำนักต้าหลีจะมอบผลประโยชน์ที่มากที่สุดให้กับพวกเขา ยกตัวอย่างเช่นมอบน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ให้คนละลูก เงินเทพเซียนหนึ่งก้อน
กระบี่ส่วนตัวกลุ่มนี้จะแยกย้ายกันไปอยู่ตามทวีปต่างๆ ตอนนี้ขอบเขตพวกเขาไม่ต้องสูง แต่จะต้องมีหัวการค้า ความคิดว่องไวปราดเปรียว
ขั้นที่สอง หลังจากพวกเขาเปิดภูเขาก่อตั้งพรรคแล้วจะเป็นเหมือนสำนักในไพศาลอย่างสำนักกระบี่ชิงผิงอุตรกุรุทวีป สำนักอวี๋หลงบนทะเล เทียนเหยาเซียงของฝูเหยาทวีป ฯลฯ แต่ละฝ่ายมีความใกล้ชิดกัน เป็นพันธมิตรกันอย่างลับๆ
ขั้นที่สาม วางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ประสานในนอก ร่วมมือกันเผชิญหน้ากับการทดสอบใหญ่จากการเปิดประตูครั้งถัดไปของใต้หล้าห้าสี
เฉินผิงอันหยุดเดิน ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีมีปณิธานอยู่ที่ขอบเขตสิบสี่ การเป็นเจ้านครก็เป็นแค่ทางลัดใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่งที่ใช้ในการทดลองผสานมรรคา”
“ในอนาคตสุดท้ายแล้วเจ้านครจะเป็นใคร ฉีโซ่วเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ขอแค่นครบินทะยานสามารถสืบทอดควันธูปและสร้างความแข็งแกร่งต่อไปได้ ข้าก็ช่าง จางก้งก็ช่าง พวกเราหลายๆ คน อันที่จริงต่างก็ไม่ถือสาว่านครบินทะยานจะแซ่อะไร”
“ถ้าอย่างนั้นก็หลักการเดียวกัน ข้าหวังว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคต ตอนที่ต้องเลือกเจ้านครรุ่นที่สามแล้ว ฉีโซ่วเองก็จะมีความใจกว้างนี้ ย้อนกลับมามองวันนี้ปีนี้ในสถานที่นี้อีกครั้งว่าพวกเราพูดคุยกันว่าอย่างไร”
ฉีโซ่วพยักหน้า “เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมา!”
เฉินผิงอันยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ กำมือเป็นหมัดแล้วโบก เอ่ยสัพยอกว่า “หากไม่เป็นเพราะหลายปีมานี้พี่ฉีเป็นสิงกวาน ทำงานเหน็ดเหนื่อยโดยไม่ปริปากบ่น เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน ทำให้คนหาข้อบกพร่องใดไม่เจอจริงๆ ก็ดูกันเถอะว่าวันนี้ข้าจะยอมให้เจ้าหรือไม่”
ฉีโซ่วเห็นของที่เฉินผิงอันกำอยู่ในมือ ดวงตาก็เป็นประกาย ถามทั้งที่รู้ดีว่า “นี่คือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ของถือเล่น เอาไว้ใช้ทำให้มีสมาธิ”
ไม่ใช่ว่าเฉินผิงอันแกล้งกระตุ้นให้อีกฝ่ายอยากได้ รอให้ได้ราคาดีแล้วค่อยเสนอขาย แต่เพราะของชิ้นนี้เหมาะแก่การทำจิตใจให้สงบระงับความคิดฟุ้งซ่าน สามารถสยบจิตใจที่เป็นดั่งวานรเตลิดดังม้าพยศได้อย่างแท้จริง
ฉีโซ่วถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขายหรือไม่?”
เฉินผิงอันตอบ “ไม่ขาย”
เศษชิ้นส่วนแก้วใสทั้งหมดสามสิบหกชิ้น
ตอนนั้นที่แบ่งสมบัติกัน เจิ้งจวี้จงได้ของที่ดีที่สุด เลือกเอาชิ้นที่ใหญ่ที่สุดไปครอง ส่วนอู๋ซวงเจี้ยงนั้นเลือกเอาเศษชิ้นส่วนแก้วใสขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันไปเจ็ดแปดชิ้น
ส่วนที่เหลือล้วนมอบให้เฉินผิงอัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหรือน้ำหนักโดยรวมก็ล้วนมีมากที่สุด
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนกินเงินเทพเซียน สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำกินควันธูปในโลกมนุษย์ แต่เส้นทางการฝึกตนของสองฝ่ายนี้แยกจากกันชัดเจน ต่างคนต่างเดินกันไปคนละด้าน มีเพียงวัตถุอย่างเศษชิ้นส่วนแก้วใสเท่านั้นที่ไม่ว่าใครก็อยากได้มาครอบครอง
ต่อให้เจ้าจะเป็นผู้ที่บรรลุมรรคา ร่างทองไร้มลทิน ร่างแห่งมรรคาไร้ช่องโหว่ คิดอยากจะยกระดับระยะทางของการปล่อยจิตหยินออกจากช่องโพรงเดินทางไกล ยกระดับความแข็งแกร่งของจิตหยางกายนอกกาย ประคับประคองกายธรรมให้สูงกว่าเดิมและมีการกลั่นให้กระชับคมมากขึ้น วัตถุชิ้นนี้ก็คือทางลัด