กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1189.2 อะไรที่เรียกว่าเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ
ฉีโซ่วยังไม่ถอดใจ “สามารถพูดคุยเรื่องราคากันได้”
เฉินผิงอันหดมือกลับไปอยู่ในชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “ต่อให้เจ้ามีเงิน ข้าก็ยังยืนยันประโยคนี้”
คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กันไปอีกหลายคำ เดินไปส่งใต้เท้าสิงกวาน
ท่ามกลางแสงสนธยาเฉินผิงอันยืนอยู่หน้าประตู เกิดความคิดกะทันหันเลยจะไปที่ร้านเหล้าสักรอบ
ก่อนหน้านี้ขอคำอนุญาตจากหนิงเหยาแล้ว เซี่ยโก่วจึงได้เข้าไปในห้องหนังสือ เสี่ยวโม่ไม่วางใจก็เลยไปกับนางด้วย
ด้านในมีตำราเก็บไว้หกพันกว่าเล่ม แทบไม่มีของตกแต่งในห้องหนังสือใดๆ แล้วก็ไม่มีกรอบป้ายหน้าห้อง มีชั้นวางกระบี่ที่วางกระบี่โบราณไว้สิบกว่าเล่ม เป็นกระบี่ยาวรูปแบบของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่แตกหักเสียหายค่อนข้างเยอะ แล้วก็มีกระบี่พกส่วนตัวที่ระดับขั้นพอใช้ได้อีกหลายเล่ม คิดดูแล้วก็น่าจะเป็นของตกทอดของผู้ฝึกกระบี่สกุลหนิงในอดีต
เซี่ยโก่วกำลังหาหนังสืออ่าน เสี่ยวโม่ยืนชมม้วนภาพภูเขาสายน้ำที่แขวนไว้บนผนัง
คือวัตถุตระกูลเขียนตามแบบฉบับ ทัศนียภาพของสี่ฤดูกาลแจ่มกระจ่างตาอยู่ในม้วนภาพ บนภาพในเวลานี้ตรงกับช่วงอากาศเหมยฤดูฝนพอดี น้ำหมึกสะบัดวาดอย่างเต็มที่ สีทองฟ้ามืดมิด ฝนตกกระหน่ำรุนแรง
มีเรือแจวลำหนึ่งที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ เคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตกตามแต่อารมณ์ แล้วก็หักเหจากเหนือไปทางใต้ รอกระทั่งฝนหยุดตกฟ้าใส สิ่งที่พบเห็นรายทางก็คือดอกตู้เจวียนสีแดงสดบานสะพรั่งท่ามกลางภูเขาเขียวน้ำใสราวกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้ลุกโชน
บัณฑิตผู้มีรสนิยมพลิกอ่านคัมภีร์อยู่กับบ้าน เสมือนได้เอนกายขณะท่องเที่ยว
เซี่ยโก่วยกตำราหลายเล่มในมือขึ้นมา “เสี่ยวโม่ ตำราที่ทางการของกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นผู้จัดพิมพ์พวกนี้ถือเป็นตำราหายากที่มีเพียงเล่มเดียวที่นักสะสมตำราใฝ่ฝันหากระมัง?”
“ข้าสังเกตเห็นแล้วว่าตำราส่วนใหญ่เป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้น ใหม่เอี่ยมจนเหมือนหนังสือใหม่ที่เพิ่งซื้อมา มีแค่หนังสือสามสิบกว่าเล่มตรงชั้นนี้เท่านั้นที่ถูกเปิดอ่านค่อนข้างเยอะ กระดาษช่วงริมม้วนงอหมดแล้ว ดูเหมือนว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่จะตั้งใจเขียนให้กับผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างโดยเฉพาะ”
เสี่ยวโม่กำลังจะเตือนนางว่าอย่าคิดจะฉวยติดมือไป ล้มเลิกความคิดที่ไม่ดีนั้นเสีย
หนิงเหยากลับมาปรากฏตัวที่ระเบียง แล้วมาที่หน้าประตู ยิ้มอธิบายว่า “ห้องหนังสือห้องนี้ท่านพ่อของข้าจัดห้องขึ้นมาด้วยตัวเอง ตอนที่ท่านแม่ข้าตั้งท้องข้า อายุเท่าไรควรจะอ่านหนังสือแบบไหน อายุเท่าไหนตัวสูงเท่าไรจะหยิบหนังสือมาไว้ในมือได้พอดี”
“เขาทุ่มเทความคิดจิตใจไปมาก ผลคือรอกระทั่งข้าอ่านหนังสือออกรู้ว่าตัวเองไม่ใช่เมล็ดพันธุ์บัณฑิตไม่มีทางนั่งนิ่งได้แน่นอน พอมีโอกาสก็จะวิ่งออกไปข้างนอก ยอมเรียนหมัดกับป๋ายหมัวมัวแต่ไม่ยอมอ่านตำรา”
หนิงเหยาเข้ามาในห้อง ผงกปลายคางไปทางชั้นวางหนังสือที่อยู่ใกล้กับเซี่ยโก่วด้วยใบหน้าอ่อนโยน “ตำราที่วางอยู่ในชั้นหนังสือนั้นเหมือนกับตำราสอนเด็กประถมที่บ้านเกิดของเฉินผิงอัน ตอนที่เพิ่งจะอ่านออกเขียนได้ ท่านแม่ข้าจับตามองข้าทุกวัน ต้องอ่านต้องท่องตำรา”
“อันที่จริงท่องตำรานั้นง่ายมาก ถูกบ่นจนรำคาญ มีวันหนึ่งข้าเลยปิดประตูนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ ท่องตำราอักษรไปบทหนึ่งก่อน จากนั้นใช้ปราณกระบี่หยิบหนังสือมาเปิดอ่าน อ่านตำราทุกเล่มครบไปรอบหนึ่ง”
ก็เหมือนหลายคนในเวลานี้ที่ได้เห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก็มักจะจินตนาการถึงผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งในยุคบรรพกาลไม่ออก มักรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย
เซี่ยโก่วเองก็ยากจะจินตนาการถึงหนิงเหยาตอนเด็กได้เหมือนกัน แม่นางน้อยถูกสตรีออกเรือนแล้วคนหนึ่งเร่งเร้าให้ท่องตำรา? นั่งโมโหอยู่บนเก้าอี้คนเดียว ขัดใจอยู่กับหนังสือพวกนั้น?
หนิงเหยาอ่านหนังสือ แต่ไหนแต่ไรมาแค่พบหน้ากันเท่านั้นก็พอ ไม่เหมือนเฉินผิงอันที่ซื้อตำรามาเล่มหนึ่งก็นึกอยากจะกลืนกินมันให้หมดเกลี้ยง
จะเอาแผ่นไม้ไผ่มาแกะสลักเป็นที่คั่นหนังสือก็ยังต้องใคร่ครวญหาวิธีอ่านตำราสารพัดรูปแบบแล้วยังพูดกับนางอย่างลำพองใจว่าตระกูลปัญญาชนมีเคล็ดลับในการศึกษาเล่าเรียน
อ่านตำราก็มีวิธีของทางตระกูล เจอชื่อเดียวกันในตำราสามเล่มห้าเล่มก็สืบสาวเบาะแสต่อไป พูดให้ดูดีว่าเป็นกำรเดินสายเยี่ยมเยือน เคาะประตูผูกสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง แต่แท้จริงแล้วบางตรอกซอกซอยก็ซ่อนการฆ่าฟัน มีดปักที่ลำคอ
การอ่านหนังสือบางเล่มต้องใจแข็ง เปิดหนังสือบางเล่มต้องใจนิ่ง บางเล่มอ่านเพียงเอาบรรยากาศเช่นเรื่องภูเขาแม่น้ำ ทิวทัศน์นั่นนี่เพียงผ่านตาครั้งเดียวก็พอแล้ว
แต่ก็มีหนังสืออีกจำพวกหนึ่งที่ต้องอ่านให้เห็นทาง ต้องก้าวเข้าเรือน อ่านหนังสือแล้วอยากเห็นตัวคนเขียน อยากได้นั่งเผชิญหน้าสนทนาลับกันในห้องหนังสือ
ต้องการทำความเคยชินกับการนำตำราสองเล่มซึ่งในประวัติศาสตร์มีจุดยืนทางการเมืองไม่ลงรอยหรือมีสายธารทางความคิดต่างกันมาประลองบนเวทีเดียวกัน ดูให้ชัดว่าใครสูงใครต่ำ แยกให้ออกว่าอะไรเหมือน อะไรต่าง
และต้องสามารถดึงเส้นสายหนึ่งออกมาเดี่ยวๆ เช่นเส้นทางการไหลเวียนของเงินขาวใต้ภูเขา ไล่ย้อนจากหนังสือเจ็ดแปดสิบเล่มย้อนกลับไปหลายร้อยปีพันปีเพื่อศึกษาลึกซึ้งถึงภาพรวมทั้งหมดของเรื่องหนึ่งเรื่องอย่างแท้จริง…
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ได้ยินว่าปีนั้นฮูหยินเจ้าขุนเขาออกจากบ้านเดินทางไกลถึงได้รู้จักเจ้าขุนเขาของพวกเรา?”
หนิงเหยาพยักหน้า “ผ่านภูเขาห้อยหัวไปก็ไปที่ทักษิณาตยทวีปก่อน เดินทางผ่านทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางและอุตรกุรุทวีป แล้วค่อยไปเยือนแจกันสมบัติทวีป เข้าไปในถ้ำสวรรค์หลีจู”
นางชี้ไปที่ม้วนภาพยาวนั้น ยิ้มเอ่ยว่า “มองนานเข้าก็ย่อมสงสัยใคร่รู้ในขนบธรรมเนียมประเพณีของใต้หล้าไพศาล ตอนเด็กจ้องมองทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลงไปบนม้วนภาพวาด ดวงจันทร์เต็มดวง ดวงจันทร์เสี้ยว ในสมองก็จะมีสี่คำผุดออกมา ‘จะเป็นไปได้อย่างไร’ หลังจากที่รู้จักกับพวกเตี๋ยจั้ง พวกเขาก็มักจะมาชมทัศนียภาพที่นี่บ่อยๆ”
เซี่ยโก่วถามอย่างระมัดระวัง “ตอนอยู่ที่หน้าประตูของเมืองเล็ก คนหนึ่งอยู่นอกประตูคนหนึ่งอยู่ในประตู ก็รู้สึกตกหลุมรักเจ้าขุนเขาของพวกเราตั้งแต่แรกเห็นเลยหรือ?”
หนิงเหยาหน้าแดงเล็กน้อย พูดอย่างคลุมเครือว่า “ปีนั้นเขาตัวผอมแห้งดำเกรียม ใครจะเหลียวมองซ้ำ”
ไม่เสียแรงที่เซี่ยโก่วเป็นคนขวัญกล้าเทียมฟ้า นางยังซักถามต่อไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ “ในเมื่อพวกเจ้าสองคนไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น แล้วทำไมถึงชอบ ชอบตั้งแต่ตอนไหน ต้องมีเหตุผลกระมัง?”
“เจ้าขุนเขาชอบฮูหยินเจ้าขุนเขาก็เข้าใจได้ง่ายมาก เพราะคนบ้านนอกเห็นสตรีหน้าตางดงาม ยิ่งมองก็ยิ่งละสายตาไปไหนไม่ได้ แต่จะบอกว่าฮูหยินเจ้าขุนเขาชอบเจ้าขุนเขา ถ้าอย่างนั้นต่อให้ข้าคิดจนหัวแตกก็ยังไม่เข้าใจ”
เสี่ยวโม่แสร้งทำเป็นขมวดคิ้วน้อยๆ มองดูเหมือนตำหนิที่เซี่ยโก่วทำเสียบรรยากาศ แต่แท้จริงแล้วเขาก็อยากรู้เรื่องนี้เหมือนกัน หาไม่แล้วเขาก็คงพูดห้ามไปนานแล้ว
เซี่ยโก่วกดเสียงต่ำถามหยั่งเชิง “คงไม่ใช่ว่าจำเป็นอย่างที่ผู้ฝึกกระบี่ของที่นี่พูดกัน เจ้าขุนเขาของพวกเราไม่อาจดูกันที่หน้าตา ตอนอายุน้อยๆ ก็รู้จักพูดคำหวาน มีเคล็ดลับมากมาย สตรีที่ดีมักจะกลัวบุรุษที่ตามตอแยมากที่สุด?”
หนิงเหยาคิดแล้วก็เอ่ยอย่างเขินอายปนกรุ่นโกรธ “เป็นข้าที่ตาไม่มีแวว”
……
เวลานี้ในเมืองมีควันจากการปรุงอาหารลอยกรุ่น สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงตั้งเรียงราย ร้านขายผ้า ร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่ขายทั้งฟืน ข้าว น้ำมันและเกลือ ร้านขายธูปเทียน ฯลฯ
แน่นอนว่าที่มีมากที่สุดยังคงเป็นเหลาสุราน้อยใหญ่
เด็กน้อยสวมกางเกงเปิดก้นจับกลุ่มเล่นด้วยกันถูกผู้ใหญ่ในบ้านตะโกนเรียกเสียงดังให้กลับไปกินข้าวที่บ้าน แล้วยังมีสตรีออกเรือนแล้วที่กำลังป้อนนมบุตรนั่งเบี่ยงตัวหันข้างพลางเฝ้าร้านไปด้วย
ว่าวกระดาษบนท้องฟ้าก็ถูกกระชากกลับมาที่พื้นดิน เด็กหนุ่มเด็กสาวที่อายุใกล้เคียงกันเดินเคียงคู่กันอยู่บนถนนอย่างสบายอารมณ์
เด็กหนุ่มหยิบเอาคำพูดที่เพิ่งเรียนรู้มาใช้ บอกว่าญาติห่างไกลสามพันลี้ ญาติใกล้ชิดห้าร้อยปี แล้วอธิบายว่าคืออะไร เด็กสาวยิ้มตาหยี ก็ไม่รู้ว่านางเองได้ยินหรือไม่
หลายปีมานี้คนที่ทยอยถูกดึงตัวเข้ามาอยู่ในนครบินทะยานมีเกือบห้าแสนคนแล้ว
หนึ่งคือไม่ทำสงคราม อีกทั้งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าไม่มีการทำสงครามอีกแล้ว จิตใจของผู้คนดีขึ้น ภาพบรรยากาศของนครบินทะยานก็ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่งภรรยา ให้กำเนิดบุตรจึงกลายมาเป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่ง จากนั้นก็มีขนบธรรมเนียมที่แปลกใหม่เพิ่มมาอีกเยอะมาก
ปีนั้นเปิดประตูรับชาวบ้านพลัดถิ่นของฝูเหยาทวีปและอุตรกุรุทวีป สำหรับใต้หล้าห้าสีที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ก็คือการขว้างหินสองก้อนลงไปในสระน้ำ
ทุกวันนี้สมาชิกครึ่งหนึ่งของศาลบรรพจารย์นครบินทะยานขาดการประชุม การที่พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมก็เพราะไปบุกเบิกเส้นทางสายเหนือ ทำงานคุ้มกัน ปกป้องคุ้มครองคนไปส่ง
จากรายงานของสายลับ สำนักใหญ่ทั้งหลายทางทิศตะวันออกอย่างป่ายอวี้จิง ตำหนักสุ้ยฉู อารามเสวียนตู เดิมทีก็คิดจะรับตัวมนุษย์ธรรมดาจำนวนมากเข้ามาอยู่ในอาณาเขตอยู่แล้ว จึงได้สร้างเรือข้ามทวีปที่จำนวนรวมมากน่าดูชมเอาไว้ เพียงแต่ว่าเกิดความวุ่นวายภายใน เรื่องนี้จึงถูกวางไว้ก่อนชั่วคราว
ใต้หล้าใหม่เอี่ยมนำพาสภาพการณ์ของวิถีทางโลกที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนให้เกิดขึ้น คนมีค่ามากกว่าเงินเทพเซียนมากนัก
ทุกวันนี้ในนครบินทะยาน การค้าหลายอย่างล้วนเป็นงานและอาชีพที่ในอดีตไม่มีทางพบเห็นได้ในกำแพงเมืองปราณกระบี่
จิตแห่งมรรคาของผู้ฝึกตนกระเพื่อมเล็กน้อย สิ่งเล็กน้อยที่พบเห็นในสายตา กลับเป็นการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ธรรมดา
นครบินทะยานเริ่มสร้างศาลบรรพจารย์ เรียบเรียงทำเนียบวงศ์ตระกูล จัดเตรียมของใช้สำหรับวันตรุษจีน งานโคมไฟในเทศกาลหยวนเซียว ทิ้งกระจาดเครื่องเซ่นในวันเทศกาลจงหยวน วันเหมายันก็สำคัญราวกับวันตรุษจีน
เฉินผิงอันเลือกเส้นทางที่ค่อนข้างเงียบสงบ เห็นบุรุษคนหนึ่งนั่งดื่มเหล้าเงียบๆ อยู่หน้าประตูบ้านหลังไม่ใหญ่นัก คือคนคุ้นเคย จึงร้องทักไปคำหนึ่ง
“ไม่มีแสงแดดแล้วสักหน่อย ไฉนเซียนกระบี่เหอถึงยังมานั่งผ่อนคลายอารมณ์อยู่ตรงนี้อีกเล่า”
ผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตกลางชื่อว่าเหอซาน พอได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย คำพูดที่คุ้นเคยก็เหมือนคนดื่มเหล้าดื่มจนตัวชา รีบลุกขึ้นยืน ยืดคอยาวออกไป สายตาสอดส่ายไม่หยุดนิ่งถูมือเอ่ยว่า
“เถ้าแก่รองแวะมาเยี่ยมเยือนหรือ? หึ ข้ามีความสามารถมีคุณธรรมใด เอ๊ะ ทำไมถึงมามือเปล่าล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยีเดินไปหา ยื่นแขนไปรัดคอเขา “เซียนกระบี่เหอมีบุตรชายที่ดีอยู่หลายคนเลยนะ แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นลูกแท้ๆ”
“ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่จุดตั้งป้ายศิลาทางทิศเหนือข้ามองปราดเดียวก็จำได้แล้ว พูดจาน่าฟังจริงๆ เหมือนเจ้ามาก ไม่เสียแรงที่อยู่พรรคเดียวกับกู้เจี้ยนหลง”
คิดถึงอาเหลียง แม้ว่าใบหน้าจะไม่หล่อเหลา แต่เรือนกายกลับกำยำ แต่หากถามว่าตัวสูงแค่ไหน เขากระโดดทีหนึ่งต้องสูงหนึ่งจั้งแน่นอน
พอพูดถึงอิ่นกวานผู้นั้น พรสวรรค์โดดเด่น วิชาหมัดดุจเทพ ถูกผู้ฝึกยุทธหญิงมาขวางทางบนถนน เจ้าลองเดาดูสิว่าเป็นอย่างไร แค่หมัดเดียวก็ล้มคว่ำ!
เหอซานตบแขนของเถ้าแก่รอง ยิ้มเอ่ยว่า “ไปนั่งในบ้านสิ พี่สะใภ้ฝีมือไม่เลว ถือเสียว่ากินอาหารมื้อดึกก่อนล่วงหน้า?”
เฉินผิงอันปล่อยมือออก ถามเสียงเบาว่า “เกิดอะไรขึ้น ไปทำตัวเจ้าชู้หลายใจอยู่ข้างนอกแล้วถูกพี่สะใภ้จับได้หรือ?”
เหอซานกลอกตามองบน “อย่าพูดเหลวไหล พี่สะใภ้ได้ยินเข้า นางจะระแวงจริงๆ ด้วยรูปโฉมของข้า เถ้าแก่รองเจ้าเองก็รู้ดี”
“ปีนั้นอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ คนที่เอาชนะข้าได้มีไม่มาก ก็มีแค่พวกอู๋เฉิงเพ่ย หมี่ปักลายบุปผาเท่านั้น ก็ไม่โทษที่หลายปีมานี้พี่สะใภ้ของเจ้ามักจะไม่วางใจอยู่เสมอ”
เฉินผิงอันนั่งลงบนขั้นบันได เหอซานจึง “นั่งลง” ตาม เฉินผิงอันยื่นเหล้ากาหนึ่งส่งไปให้ เหอซานกรอกเหล้าดื่มหนึ่งอึก “เหล้าดี!”
อันที่จริงเฉินผิงอันรู้นิสัยของเหอซานดี ภรรยาของเขาไม่ใช่ผู้ฝึกตน สำหรับผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตกลางอย่างเหอซานแล้ว เวลาสิบปีผ่านไปไวเหมือนดีดนิ้ว จะนับเป็นอะไรได้
ต่อให้ผ่านไปอีกสามสิบปี หรืออีกหลายสิบปี เหอซานก็ยังคงมีรูปโฉมไม่ต่างจากทุกวันนี้
สตรีสามารถหลอกตัวเองได้ แต่กระจกกลับไม่หลอกคน กำแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีตมีผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นหลายคนที่ขอแค่คนรักไม่ใช่ผู้ฝึกตน ต่างก็ต้องมีอุปสรรคแบบเดียวกันนี้ที่ต้องข้ามผ่านไป
เหอซานถามอย่างใคร่รู้ “เถ้าแก่รอง คำพูดประหลาดมากมายพวกนั้นของเจ้า ไปเรียนมาจากที่ไหนกันแน่?”
เหอซานนวดคลึงปลายคาง เอ่ยว่า “มีพรสวรรค์เลิศล้ำ เป็นเองโดยไม่ต้องเล่าเรียนหรือ? หรือว่าถูกกล่อมเกลามาตั้งแต่เด็ก เข้าใจสิ่งหนึ่งก็ต่อยอดไปถึงเรื่องอื่นได้?”
เฉินผิงอันถาม “เจ้าจะร่วมสอบหรือ?”
เหอซานถามอย่างสงสัย “หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันก็คร้านจะอธิบาย พูดคุยกับเขาอีกสองสามประโยคก็ขอตัวลากลับไป บอกว่าอาหารมื้อดึกมื้อนี้ให้เหลือค้างไว้ก่อน
เหอซานกลับเข้าไปในเรือน ไปที่ห้องครัว สตรีกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็น นางได้กลิ่นเหล้าก็ขมวดคิ้วน้อยๆ หันหน้ามาถามว่า “ไปดื่มฉี่ม้ากับใครข้างนอกมาอีกล่ะ”
เหอซานหัวเราะ “เถ้าแก่รองบังเอิญผ่านทางมาพอดี ข้าบอกว่าข้าเลิกดื่มแล้ว เขากลับดึงดันจะให้ข้าดื่มให้ได้ ช่วยไม่ได้ ก็ได้แต่ดื่มเป็นเพื่อนเขาไปเล็กน้อย”
สตรีตกตะลึง อดบ่นไม่ได้ นางถูมือแล้วเตรียมจะพุ่งตัวออกไป เหอซานรั้งนางเอาไว้ “เถ้าแก่รองกลับไปนานแล้ว”