กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1189.3 อะไรที่เรียกว่าเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ
สตรีลูบเส้นผมตรงจอนหู ถอนหายใจ “เฉินอิ่นกวานมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ทำไมไม่เชิญเขาเข้ามากินข้าวในบ้านสักมื้อ ดื่มกันอย่างตรงไปตรงมา ข้าจะห้ามเจ้าหรือไร”
“พวกเราติดค้างน้ำใจเขาถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่รู้จักวางตัวเอาเสียเลย ยังไม่ต้องพูดถึงเงินหลายก้อนที่ได้มาจากการเดิมพันในอดีตที่ทำให้เรื่องการฝึกกระบี่ของบุตรชายลดปัญหายุ่งยากที่ต้องไปขอร้องคนอื่นได้มาก พูดถึงแค่ที่นครอู่ขุย อย่างเจ้าน่ะหรือ? ขอบเขตชมมหาสมุทรใหญ่เท่ากันจะทำอะไรได้”
เหอซานยิ้มเอ่ย “ตอนที่ข้าอยู่นครอู่ขุยก็มีชื่อเสียงมีบารมีมากนะ ก็แค่ลูกไม่พูดให้เจ้าฟังเท่านั้น แต่ในใจเขามีความสุขมาก”
สตรีมองค้อน
เหอซานกลั้นขำ เอ่ยว่า “บังเอิญพอดี ก่อนหน้านี้เถ้าแก่รองผ่านไปทางเหนือได้เจอกับลูกชายของพวกเราด้วย พวกเขาสองคนยังได้พูดคุยกัน”
“วันนี้พอเจอหน้ากันเถ้าแก่รองก็ถามแสกหน้าข้าทันทีว่าใช่ลูกแท้ๆ ของข้าหรือไม่ หน้าตาไม่เหมือนข้า ยังถามว่าตอนพี่สะใภ้ยังสาวเคยมีเรื่องราวอะไรหรือไม่….เจ้าฟังดูสิ ทำเอาข้าโมโหแทบตาย ยังจะให้ข้าเชิญเขามากินข้าวอีกหรือ ฝันไปเถอะ!”
สตรีหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ หัวคิ้วพลันคลายออกโดยไม่ทันรู้ตัว นางเอ่ยว่า “ดูท่าจะไม่ได้คุยโวจริงๆ เฉินอิ่นกวานสนิทกับเจ้ามากถึงได้พูดจาทุเรศแบบนี้กับเจ้า เจ้าเองก็ไม่ได้เรื่องเลย หันหลังกลับก็ขายอิ่นกวานเสียแล้ว”
เหอซานหัวเราะเสียงดัง
นับตั้งแต่กำแพงเมืองปราณกระบี่สืบเนื่องมาถึงนครบินทะยานในทุกวันนี้ ธรรมเนียมที่ต้องนั่งยองดื่มเหล้าข้างทางล้วนต้องยกคุณความชอบให้กับร้านเหล้าร้านนั้น
แรกเริ่มกิจการของร้านเหล้าดีมากจริงๆ ถนนก็กว้างแค่เท่านั้น วางโต๊ะไว้เยอะเกินก็ง่ายที่จะขวางทาง
คนในตรอกหลายเส้นใกล้กับร้านเหล้าต้องเดินอ้อมกันไปไกล หาไม่แล้วจะให้พวกเขาเดินแทรกไประหว่างโต๊ะเหล้าสองตัวก็คงไม่ได้
ปีนั้นเตี๋ยจั้งจึงไปปรึกษากับเฉินผิงอัน นางรู้สึกว่าหากไม่เปิดร้านเพิ่มอีกร้านก็เอากำไรให้น้อยหน่อย ต่อให้ลูกค้าที่รอโต๊ะจะมีความอดทนมากแค่ไหน คนที่กำลังดื่มเหล้าก็ไม่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองอยู่ดี นานวันเข้าไม่ว่าจะมีที่นั่งหรือไม่มีก็ล้วนดื่มเหล้าไม่เป็นสุข
ตอนนั้นเถ้าแก่รองถือชามเหล้ายืนอยู่หน้าร้าน แกว่งชามเหล้าสองสามทีก็แกว่งเอาความคิดอย่างหนึ่งออกมาได้
ซือถูจีอวี้แห่งหลิวเสียทวีปและหลิ่วซวี่ประมุขน้อยแห่งลำคลองหลัวหม่า พวกเขาไปนั่งยองดื่มเหล้าที่ข้างทางก่อนใคร
เริ่มพูดว่าขนบธรรมเนียมบนโต๊ะเหล้าของใต้หล้าไพศาลไม่ดี ดื่มไปดื่มมา สิ่งที่ดื่มก็มีแต่ขอบเขต สำนัก ดื่มแซ่สกุล ดื่มสถานะ ดื่มเงิน ล้วนไม่มีความหมายอะไร
ไปๆ มาๆ ต่อให้โต๊ะจะมีที่ว่าง พวกเขาก็ชอบมารวมกันที่ข้างทางมากกว่า ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นที่ขอบเขตยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งชอบมานั่งยองดื่มเหล้าข้างทางมากเท่านั้น
ยกม้านั่งยาวให้กับพวกคนที่มาใหม่ทั้งหลาย แน่นอนว่ารวมถึงผู้ฝึกกระบี่หญิงที่มากับพวกเขาด้วย
ร้านเหล้าปิดแล้ว โต๊ะและม้านั่งด้านนอก รวมไปถึงกลอนคู่บนผนังล้วนยังคงอยู่
เฉินผิงอันควักกุญแจมาเปิดประตู ยืนพิงโต๊ะคิดเงิน อ่านป้ายสงบสุขที่อยู่บนกำแพง
เถ้าแก่ใหญ่เตี๋ยจั้งไม่ปรากฏตัวนานแล้ว ตัวแทนเถ้าแก่เจิ้งต้าเฟิงก็กลับแจกันสมบัติทวีปไปแล้ว บวกกับที่นครบินทะยานมีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากมาย แต่ละคนมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ขอแค่เป็นผู้ฝึกกระบี่ก็ล้วนมีงานในมือให้ทำกันแทบทุกคน กิจการร้านเหล้าย่อมสู้ในอดีตไม่ได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่เมื่อหลายปีก่อน ผู้ฝึกกระบี่มาดื่มเหล้าที่นี่ก็เหมือนเป็นการดื่มเหล้าที่มีชื่อว่า “วันพรุ่งนี้” ล่วงหน้าไปหนึ่งกา
ดังนั้นพฤติกรรมยามดื่มและความสามารถในการดื่มของพวกเขาจึงล้วนดีเยี่ยม
เฉินผิงอันหยิบชามเหล้าไปนั่งข้างโต๊ะด้านนอก
ผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่มีฉายาการฝึกตนให้พูดถึง มีแค่ชื่อและขอบเขต
ดูเหมือนว่า “ชื่อ” จะถูกเลือกมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ส่วน “ขอบเขต” ก็คือผลลัพธ์จากการมาเยือนในชาตินี้
นอกจากนี้อย่างมากสุดก็มีแค่ฉายาที่เรียกกันเล่นๆ อย่าง “ฉีออกเดินทาง” ของฉีถิงจี้ “หมี่ผ่าเอว” ของหมี่อวี้
หรือไม่ก็เป็น “ชื่อเล่น” เป็นคำเรียกบางอย่าง อย่างเช่น ‘ต่งน้อย” ของต่งซานเกิง เถ้าแก่รองของเฉินผิงอัน คนงามล่มบ้านล่มเมืองของลู่จือ
มีผู้ฝึกกระบี่ใช้เหตุผลและข้ออ้างสารพัดอย่างออกจากบ้านมาอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ออกมาจากนครใต้อาณัติ พากันเร่งรุดมาที่นี่
“เถ้าแก่รอง ถูกไล่ออกมาอีกแล้วหรือ? มือไม้อยู่ไม่สุขสินะ? ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าก็จะใช้ความสามารถสามส่วนมาดื่มกับเจ้าให้สะใจไปเลยแล้วกัน”
“เถ้าแก่รอง ช่วงนี้ข้าไปชอบแม่นางที่ดีที่หน้าตางดงามมากคนหนึ่ง กำลังเก็บเงินแต่งเมียอยู่นะ รีบเป็นเจ้ามือเร็วเข้า อย่าถ่วงรั้งการแต่งภรรยาเข้าบ้านของข้า”
“โอ้โห หาได้ยาก ใต้เท้าอิ่นกวานมารับรองแขกด้วยตัวเอง ข้าก็บอกแล้วว่าปีนั้นข้าผู้อาวุโสไม่ควรออกไปจากนครบินทะยาน พอร้านไม่มีข้า กิจการก็เลยไม่ดี…ใต้เท้าอิ่นกวานดื่มเหล้าวันนี้ไว้หน้ากันหน่อย ขอติดเงินไว้ก่อนนะ”
“เจ้าคนแซ่หลิว เจ้าเป็นขอบเขตโอสถทอง อาศัยอะไรมาแย่งโต๊ะกับขอบเขตประตูมังกรอย่างข้า ไปนั่งยองดื่มข้างทางโน่น”
……
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เฉินผิงอันเหยียบย่างมาบนพื้นดินของทักษิณาตยทวีป
และนี่ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉีถิงจี้จะเข้าร่วมการประชุมในศาลบรรพจารย์ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง
ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งลู่จือ เค่อชิงอันดับหนึ่งถั่วเหยียนฮูหยิน เส้าอวิ๋นเหยียนที่เป็นผู้คุมกฎ ผู้ดูแลคลังสมบัติ
อู่ม่านเหยียน เฮ้อชิวเซิง หวงหลง คนร่วมสำนักทั้งสามคนเดินอยู่ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ในบรรดาสิบแปดปราณกระบี่ ตอนนี้ยังมีแค่พวกเขาสามคนเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการประชุมในศาลบรรพจารย์ได้
เส้าอวิ๋นเหยียนใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า “แขกที่หาได้ยากมาเยี่ยมเยือนสำนักครั้งนี้ อิ่นกวานจะคุยเรื่องการค้าใหญ่อะไรหรือ? กำไรเป็นอย่างไร?”
ถั่วเหยียนฮูหยินรู้สึกรอคอยเล็กๆ ร่วมมือทำการค้ากับอิ่นกวานหนุ่มประหยัดแรงใจไปได้มาก มีป้ายอักษรทองที่ว่าได้กำไรไม่มีขาดทุนอย่างแน่นอน
เซี่ยโก่วก้มหน้าฉีกยิ้มกว้าง ถามได้ดี! กำไรเป็นอย่างไร? ยังจะพูดถึงส่วนแบ่งอีกนะ
สีหน้าของเฉินผิงอันกระอักกระอ่วนเล็กน้อย พลันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี ได้แต่พูดอย่างคลุมเครือว่า “เดี๋ยวหลังจากนี้ก็รู้”
ก่อนหน้านี้ไม่นานหนิงเหยาเพิ่งจะมาเยือนสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ลู่จือจึงใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “ลูกศิษย์คนนั้นของข้า ได้ยินว่าเฉินผิงอันมาแล้ว นางก็หาข้ออ้างแย่ๆ ไปหลบอยู่ในพื้นที่มงคลเสวียนกงแล้ว”
หนิงเหยาเอ่ย “เจอหน้ากันแล้วก็ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน กลับเป็นชุดคลุมอาคมจินหลี่ที่ข้ามอบให้นางคราวก่อนที่ต้องมีการจัดการใหม่”
ลู่จือถามอย่างสงสัย “ในนี้มีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือ?”
หนิงเหยาพยักหน้า “มี แต่ว่าไม่เป็นไร ให้เขาแก้ไขเอง”
ลู่จือจุ๊ปากด้วยความทึ่ง
ในบรรดาผู้ถวายงานและเค่อชิงห้าขอบเขตบนที่ส่วนใหญ่คือกระบี่ส่วนตัว หลิงซวินมีชาติกำเนิดเป็นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบ นางติดตามกวอตู้ผู้เป็นคนรักมาที่นี่
ยังมีเหมยคานที่เป็นลูกศิษย์ เหมยตั้นตั้งก็มาจากเปลี่ยวร้างเหมือนกัน แต่เขาเป็นขอบเขตเซียนเหริน
ตอนที่พวกเขาอยู่บนหัวกำแพงเมืองที่เป็นซากปรักของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ได้เจอกับหนิงเหยาที่เพิ่งเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว แต่เพิ่งเคยเจอเฉินผิงอันเป็นครั้งแรก
ทว่าความสนใจส่วนใหญ่ของพวกเขากลับอยู่ที่ตัวของนักพรตบรรพกาลรุ่นอักษร ‘ว่าน’ สองคนนั้นมากกว่า
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว คนหนุ่มที่ในมือถือไม้เท้าเดินป่า พวกเขาต่างก็เป็นเผ่าปีศาจ ทว่าบ้านเกิดกลับไม่แน่เสมอไปว่าจะอยู่ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
เข้าไปในศาลบรรพจารย์ด้วยกัน เฉินผิงอันกับหนิงเหยา เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่ว พากันนั่งอยู่ด้านหนึ่งก่อนชั่วคราว
การเปิดฉากสนทนาของฉีถิงจี้ในวันนี้เรียกได้ว่าตรงไปตรงมายิ่ง “ทุกท่าน ขอโทษด้วย ไม่ต้องรอให้การประชุมของวันนี้สิ้นสุด นับแต่ตอนนี้ไป ฉีถิงจี้จะไม่ใช่เจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว”
“ผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อก็คือเฉินผิงอันเจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่วพั่ว อดีตอิ่นกวานของกำแพงเมืองปราณกระบี่พวกเรา”
“สำนักกระบี่หลงเซี่ยงแห่งทักษิณาตยทวีปกับสำนักกระบี่ชิงผิงของใบถงทวีป ตอนนี้ต่างก็ถือว่าเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่ว”
“รอให้วันหน้ามีการสร้างสำนักขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ภูเขาลั่วพั่วจะกลายเป็นปฐมสำนัก สำนักกระบี่ชิงผิงเลื่อนเป็นสำนักเบื้องบน สำนักกระบี่หลงเซี่ยงเป็นสำนักดั้งเดิม”
คนทั้งห้องโถงพากันเงียบงัน หันมามองหน้ากันเองตาปริบๆ
ฉีถิงจี้ลุกขึ้นยืน หิ้วเก้าอี้เดินไปทางเฉินผิงอัน ยิ้มเอ่ยว่า “หากมีความเห็นต่าง พวกเจ้าก็เสนอออกมาต่อหน้าเจ้าขุนเขาเฉินได้เลย นับตั้งแต่ตอนนี้ไป ข้าจะเป็นผู้ฟัง”
เฉินผิงอันได้แต่ย้ายทั้งตัวเองและเก้าอี้ไปยังตำแหน่งของฉีถิงจี้ก่อนหน้านี้
ภาพแขวนในศาลบรรพจารย์ เฉินชิงตู หลงจวิน กวานจ้าว ในอนาคตจะมีเพิ่มมาอีกสองภาพคือฉีถิงจี้และเฉินผิงอัน
ถึงอย่างไรก็อดไม่ไหว จู๋ซู่เป็นคนแรกที่เปิดปากขึ้นมาก่อน กระบี่ส่วนตัวหญิงผู้นี้หัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน “เจ้าฉีถิงจี้ตัวดี เจ้าประมุขใหญ่ฉีตัวดี! หันหลังกลับก็ขายพวกเราออกไปรวดเดียวเลยใช่ไหม? ขายได้ราคาเท่าไรล่ะ รบกวนช่วยบอกหน่อยเถอะ!”
หวงหลิงกระดกเหล้าดื่มหนึ่งอึก จุ๊ปากด้วยความทึ่ง “หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ไยพวกเราต้องทำตัวเป็นคนชั่วที่ไม่รู้จักดีชั่วเช่นนี้ด้วย”
นับตั้งแต่ที่ถูกคนพายเรือเฒ่าด่าไปรอบหนึ่ง ทุกวันนี้พวกเขาพูดจาอะไรก็มีความพิถีพิถันกันไม่น้อย
เมื่อก่อนพวกเขาไม่มีความคิดใดๆ ต่อ “ศาสตร์แห่งการพูดคุย” แล้วก็เคยได้ยินเรื่องราวบางอย่างของเฉินผิงอันตอนที่เขาปกครองคฤหาสน์หลบร้อนมาเช่นกัน แต่ว่าตอนนั้นไหนเลยจะคิดเป็นจริงเป็นจัง
รอกระทั่งได้สัมผัสกับ “วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต” ของกู้ชิงซงกับตัวเองแล้ว ถึงได้รู้ว่าเรื่องของการพูดจาก็ไม่ต่างจากเวทกระบี่จริงๆ ขอบเขตสูงต่ำก็มีความต่างราวฟ้ากับเหว
หลิงซวินกับเหมยตั้นตั้ง เนื่องจากมีชาติกำเนิดจากเปลี่ยวร้าง จึงเกิดใจใกล้ชิดกับป๋ายจิ่งและโม่เซิงอย่างเป็นธรรมชาติ
ได้ยินว่าโม่เซิงไปอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว แล้วก็เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่? ช่างเป็นสถานที่ฮวงจุ้ยมงคลที่ช่วยให้คนผสานมรรคาจริงๆ?
ป๋ายจิ่งยังเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว
เซี่ยโก่วหัวเราะร่วนมองไปทางหลิงซวิน ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อย่างเจ้านี่ถือว่าแต่งกับไก่ตามไก่ แต่งกับหมาตามหมาหรือไม่”
หลิงซวินหัวเราะ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
เสี่ยวโม่รีบแก้ไขให้ทันที “นี่เรียกว่าสามีร้องภรรยารับ”
เฉินผิงอันไม่ได้นั่งลงทันที เขายืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก็เปิดปากยิ้มเอ่ยว่า “ข้ามีข้อดีอยู่ข้อหนึ่งก็คือรู้จักตัวเองดี ดังนั้นข้าจึงรู้ชัดเจนดีว่า การที่พวกเจ้าไม่ได้ฉีกหน้าแตกหักกันทันทีหรือโยนภาระทิ้งแล้วจากไปโดยตรง ก็เพราะมีหนิงเหยาอยู่ด้วย”
“ทุกท่านสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้ เหตุผลก็เรียบง่ายมาก นั่นก็เพราะคำว่า กาแพงเมืองปราณกระบี่ เท่านั้น เพราะทุกท่านเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน มีความผูกพันมายาวนาน”
เส้าอวิ๋นเหยียนได้ยินแล้วก็พยักหน้า นี่เรียกว่าใช้อารมณ์ทำให้หวั่นไหว
ถั่วเหยียนฮูหยินอารมณ์ซับซ้อนสุดขีด ดีนักนะ วกวนไปมา สุดท้ายตนก็ยังตกอยู่ในเงื้อมมือของอิ่นกวานอยู่ดี?
“อีกอย่างก็คือผู้ช่วยสองคนที่ข้าพามาก็คือกุญแจสำคัญอย่างมาก”
“ตอนเป็นเด็กหนุ่มออกเดินทางท่องยุทธภพเพียงลำพัง กลัวฟ้ากลัวดิน ยำเกรงผีเคารพเทพ สิ่งที่กลัวที่สุดกลับยังเป็นคำว่า ‘ความยุ่งยาก’ เพิ่งจะไปเยือนทางใต้ของใต้หล้าห้าสีมารอบหนึ่ง”
“นอกจากผู้ถวายงานบ้านตัวเองสองคนอย่างเสี่ยวโม่และโก่วจื่อแล้ว ข้างกายยังมีเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีอยู่เคียงข้าง การจัดขบวนเช่นนี้ บอกตามตรงแค่คิดก็อยากขำแล้ว อดไม่ไหวพึมพำกับตัวเอง ได้ดิบได้ดีใหญ่แล้วนะเฉินผิงอัน”
ถั่วเหยียนฮูหยินฟังความนัยออกแล้ว นี่คือจะใช้เหตุผลทำให้คนเข้าใจสินะ
“สำนักกระบี่หลงเซี่ยงเป็นฉีถิงจี้ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ ผ่านไปอีกร้อยปีพันปี ความจริงข้อนี้ก็ไม่มีทางเปลี่ยน ในอนาคตจะมีจารึกภูเขาก็ดี มีบันทึกทำเนียบของสำนักก็ช่างล้วนจะเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าฉีถิงจี้คือบรรพจารย์ผู้บุกเบิกขุนเขา”
“เฉินผิงอันเป็นแค่เจ้าสำนักรุ่นที่สอง ข้าสามารถรับปากตั้งแต่ตอนนี้ได้เลยว่านับแต่นี้ไป ทุกอย่างในสำนักกระบี่หลงเซี่ยงจะยังคงเดิม อย่างน้อยภายในเวลาหกสิบปี ภูเขาลั่วพั่วก็ไม่มีทางสอดมือเข้าแทรกเรื่องใดๆ ของที่นี่”
“ข้าหวังว่าต่อให้เวลานี้ทุกท่านจะไม่พอใจ แต่ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนจากไป ลองอยู่ดูไปอีกสักสี่ห้าปี ค่อยตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปช้าหน่อยก็ได้”
ถั่วเหยียนฮูหยินฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง อิ่นกวานหนุ่มปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจจริงๆ
เกาส่วงกับหวงหลิง กระบี่ส่วนตัวขอบเขตเซียนเหรินสองคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่มองสบตากัน ต่างก็พยักหน้า
ฉีถิงจี้ลุกขึ้นยืน ผายฝ่ามือข้างหนึ่งออกมา บอกเป็นนัยว่าเจ้าสำนักคนใหม่สามารถนั่งลงได้แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มพลางนั่งลง
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ในฐานะคนนอกครึ่งตัวที่ยังไม่ออกไปจากศาลบรรพจารย์ ข้ามีเรื่องหนึ่งจะขอร้อง”
“ขอร้องทุกท่านโปรดติดตามอิ่นกวานไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีแห่งแจกันสมบัติทวีปสักรอบ”
“ไปเปิดหูเปิดตาในใต้หล้าไพศาลว่าอะไรคือคำว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่ อะไรที่เรียกว่าเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ”