กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1190.1 รับกระบี่ที่ขอบเขตสิบสี่
พวกเขาถึงเพิ่งรู้ว่าอีกไม่นานฉีถิงจี้จะไปรับหน้าที่เป็นเจ้านครคนแรกของนครบินทะยาน
และเฉินผิงอันก็จะไปเป็นราชครูต้าหลีอย่างเป็นทางการในวันเริ่มหว่านกล้า
ผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนเก้าคน หากรวมลู่จือ เส้าอวิ๋นเหยียน และถัวเหยียนฮูหยินเข้าไปด้วยก็มีผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนรวมทั้งสิ้นสิบสองคน
ทุกวันนี้ทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป หากไม่พูดถึงภูเขาลั่วพั่วที่เหมือนมีเมฆหมอกล้อมวนแห่งนั้น รวมกันแล้วก็มีห้าขอบเขตบนอยู่สักกี่คน?
บนหัวกำแพงเมืองที่สูงที่สุดแห่งนั้น ระหว่างความเป็นความตาย ปล่อยแสงกระบี่ที่สว่างที่สุดในฟ้าดินออกมา
เหล้าร้อนแรงชามนี้พวกผู้ฝึกกระบี่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ ต่อให้ดื่มมาแล้วหมื่นปีก็ยังรู้สึกว่ายังไม่สาแก่ใจ
อันที่จริงฉีถิงจี้ไปรับหน้าที่เป็นเจ้านคร สำหรับพวกผู้ฝึกกระบี่อาวุโสอย่างพวกเกาส่วงแล้วเป็นเรื่องที่สามารถรับได้
ในเมื่อเจ้าสำนักคนใหม่แค่ให้พวกเขารอดูไปก่อน ก็หมายความว่าครั้งหน้าที่ใต้หล้าห้าสีเปิดประตูอีกครั้ง พวกเขาก็จะสามารถ ‘กลับบ้านเกิด’ ได้อย่างมีอิสระ
เปลี่ยนให้เฉินผิงอันมารับหน้าที่เป็นเจ้าประมุข อันที่จริงก็ไม่ได้รับได้ยากขนาดนั้นเพราะถึงอย่างไรเขาก็คืออิ่นกวานคนสุดท้ายของคฤหาสน์หลบร้อน คือคนรักของหนิงเหยา
อุตรกุรุทวีปกับแจกันสมบัติทวีปคือทวีปสองแห่งที่ใกล้ชิดกับกำแพงเมืองปราณกระบี่มากที่สุด
เช่นเดียวกัน ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยอมรับสองทวีปนี้มากที่สุด
เฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่วแจกันสมบัติทวีปเคยเป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่
อิ่นกวานหนุ่มของกำแพงเมืองปราณกระบี่พวกเรา อีกไม่นานก็จะไปรับหน้าที่เป็นราชครูคนใหม่ของราชสำนักต้าหลี
บนโลกนี้มีเพียงผู้ฝึกกระบี่เท่านั้นที่เข้าใจผู้ฝึกกระบี่มากที่สุด
ในฐานะเซียนกระบี่ผู้อาวุโสที่ได้แกะสลักตัวอักษรไว้บนหัวกำแพงเมือง ทั้งยังเป็นเจ้าประมุขสกุลฉี ฉีถิงจี้จึงรู้ดีถึงข้อเรียกร้องที่ใหญ่ที่สุดในส่วนลึกของหัวใจของกระบี่ส่วนตัวกลุ่มนี้
ยกตัวอย่างเช่นสกุลหลิวธวัลทวีปที่คิดอยากจะเชิญให้เซี่ยซงฮวามารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานประจำตระกูลมาโดยตลอด
เสนอเงื่อนไขที่มองดูคล้ายล่อลวงใจคนไว้มากมายทว่าก่อนที่เฉินผิงอันจะออกหน้าเป็นคนกลางช่วยพูดให้ ทั้งสองฝ่ายไม่เพียงแต่เจรจากันไม่รู้เรื่อง ยังเกือบจะผูกปมแค้นกันด้วย
สุดท้ายเซี่ยซงฮวาถูกทำให้โมโหหนักจึงทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้กับผู้เฒ่าที่เป็น “คนกลาง” ของศาลบรรพชนสกุลหลิวโดยตรงว่า แบบนี้คือเจ้าจะถามกระบี่กับข้า
สาเหตุก็อยู่ที่สกุลหลิวที่มีกลิ่นอายพ่อค้าเข้มข้นเกินไป ทั้งยังไม่รู้ว่าผู้ฝึกกระบี่ของไพศาลแบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือคนที่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่กับคนที่ไม่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่
แล้วก็ไม่รู้ว่าผู้ฝึกกระบี่แห่งไพศาลที่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ พวกเขาต้องการอะไรมากที่สุด เงิน?
แน่นอนว่าไม่มีใครรังเกียจว่ามีเงินเยอะเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกกระบี่ เรื่องของการหลอมกระบี่ก็คือหลุมไร้ก้น
แต่หากเจ้าพูดถึงแค่เงินอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นหันไหวจื่อ เซี่ยซ่งฮวา ผูเหอ ลี่ไฉ่ ทำไมพวกเขาถึงต้องไปกำแพงเมืองปราณกระบี่ด้วยเล่า?
กระบี่ส่วนตัวที่จากบ้านเกิดไปนานหลายปี อย่างพวกเกาส่วง หวงหลิง อยู่ในพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง วางแผนอย่างยากลำบาก ยอมสละชีวิตได้อย่างไม่กลัวตาย
รอกระทั่งคนที่ตายก็ตายไปแล้ว คนที่มีชีวิตรอดได้กลับมายังบ้านเกิด นครบินทะยานไปอยู่ใต้หล้าห้าสีแล้ว สิ่งที่สามารถมองเห็นได้อย่างกำแพงของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ได้ขาดออกเป็นสองท่อนแล้ว
ถ้าอย่างนั้นพวกเขาต้องการอะไรมากที่สุด? ก็คือใต้หล้าไพศาลจำสิ่งที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ทุ่มเทไปได้หรือไม่ ไม่เป็นไร
จะซาบซึ้งใจหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร แต่ใต้หล้าไพศาลต้องรู้เรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ก็คือความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้ฝึกกระบี่ที่มีมากมายดุจก้อนเมฆ แค่เคารพยำเกรงจากใจจริงก็พอแล้ว
ฉีถิงจี้ลุกขึ้นยืน ตบเก้าอี้ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “จำได้ว่าช่วยเก็บเก้าอี้ของเค่อชิงไว้ให้ข้าด้วย พวกเจ้าประชุมกันต่อไปเถอะ ข้าทำงานสำเร็จก็ขอถอนตัวแล้ว”
ก่อนจะออกไปจากศาลบรรพจารย์ ฉีถิงจี้บีบแผ่นหยกที่ด้านหน้าและด้านหลังแยกกันแกะสลักคำว่าเจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่หลงเซี่ยงกับชื่อแซ่ของเขาให้แตกสลายคามือ
เสี่ยวโม่มองเส้นยาวสีม่วงทองที่ยืดขยายออกไปจากร่างของฉีถิงจี้ บ้างก็แหลกสลายอย่างสิ้นซาก บ้างก็แสงสว่างพลันลดฮวบอ่อนกำลังลง
คือคนที่ทำอะไรรวดเร็วฉับไวจริงๆ
ฉีถิงจี้เห็นว่าทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืน เขาก็โบกมือ ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้อง ข้าแค่ออกจากตำแหน่งเจ้าสำนัก พื้นที่ประกอบพิธีกรรมและถ้ำสถิตของที่นี่ยังคงอยู่ ไม่ต้องไปส่งข้าเดินทางหรอก”
“ต่อจากนี้คนที่ต้องเปิดราคาก็ไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นอิดออด คนที่ต้องหั่นราคาก็ไม่ต้องเลอะเลือน ต่างคนต่างอาศัยความสามารถของตัวเอง ปิดประตูแล้วก็ล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน”
“คนครอบครัวเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ทะเลาะกันจบแล้ว ออกจากประตูใหญ่ของศาลบรรพจารย์ไป ไม่ว่าใครก็อย่าได้บ่น อย่าได้นินทาในใจให้เป็นที่ตลกขบขันของคนอื่น”
“อู๋ม่านเหยียน พวกเจ้าสามคนนั่งต่ออีกสักหน่อย อิ่นกวานยังมีเรื่องอยากจะสั่งความ วันหน้าเมื่ออาจารย์ไปอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี พวกเจ้าสามคนจะได้เข้าไปในคฤหาสน์หลบร้อนกลายเป็นผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานโดยตรง ส่วนพื้นที่มงคลเสวียนกง ข้าไม่เอาไปด้วย เอาไว้ที่สำนักกระบี่หลงเซี่ยงนี่แหละ”
ฉีถิงจี้ออกจากตำหนักใหญ่ของศาลบรรพจารย์ไปเพียงลำพัง
ประตูเปิดออกด้วยตัวเอง รอกระทั่งฉีถิงจี้เดินข้ามธรณีประตูออกไป ประตูใหญ่ก็ค่อยๆ ปิดลง
ประตูใหญ่สองบานกำลังจะปิดเข้าหากัน ฉีถิงจี้หันไปมองลอดผ่านร่องประตู มองไปยังอิ่นกวานหนุ่มที่ยังยืนอยู่ในห้องโถง
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจถาม “นี่ก็คือ “เรื่องเล็กน้อย” ที่เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีพูดถึงหรือ?”
ฉีถิงจี้หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ แล้วก็หันหน้ากลับเดินจากไป
อ้อมผ่านเพดานเหลี่ยมเปิดอ้า เดินออกจากประตูใหญ่บานแรกของศาลบรรพจารย์ มายืนอยู่ข้างราวรั้วของดาดฟ้าชมทัศนียภาพที่ปูด้วยหยกขาว
หันหน้าเข้าหามหาสมุทร มองริ้วคลื่นสีมรกตไกลหมื่นลี้บนทะเล จิตแห่งมรรคาของฉีถิงจี้พลันเบาลง ฟ้าดินเหมือนได้เผยโฉมหน้าใหม่เอี่ยม
เส้าอวิ๋นเหยียนเอ่ย “คราวหน้าข้าจะช่วยทำแผ่นหยกเจ้าสำนักแผ่นใหม่ให้กับอิ่นกวาน”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ
กระทั่งบัดนี้ ถัวเหยียนฮูหยินที่ในหัวสมองยังมีแต่แป้งเปียกถึงได้สังเกตเห็นว่าอิ่นกวานหนุ่มมารับหน้าที่เป็นเจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่เพราะภูเขาลั่วพั่วกลายมาเป็นสำนักเบื้องบนของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเท่านั้น
อันที่จริงตอนที่อยู่ในใต้หล้าห้าสีแห่งนั้น เฉินผิงอันก็เคยปรึกษาเรื่องนี้กับฉีถิงจี้กันอย่างละเอียดมาก่อน
ลู่จือต้องไม่ยินดีมารับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อแน่นอน สามารถให้เส้าอวิ๋นเหยียนที่ทำงานเก่งมารับตำแหน่งที่ว่างลงได้
ให้เกาส่วงที่มีบารมีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดากระบี่ส่วนตัวมารับหน้าที่เป็นผู้คุมกฎ
จู๋ซู่มาจากตระกูลใหญ่บนถนนอวี้ฮู้ เชี่ยวชาญเรื่องการทำบัญชี นางเป็นผู้ดูแลจวนเฉวียนฝู่ คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก
ถัวเหยียนฮูหยินยังคงเป็นเค่อชิงอันดับหนึ่ง สถานะไม่เปลี่ยนแปลงไป แต่หากในบรรดากระบี่ส่วนตัวมีใครที่อยากจะได้สถานะนี้เป็นพิเศษก็สามารถพูดคุยกันได้
เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีเจ้าไปปรึกษากับกระบี่ส่วนตัวผู้นั้น ข้ากับถัวเหยียนฮูหยินจะทำการค้ากัน เอาผลประโยชน์ที่แท้จริงมาแลกเปลี่ยนยศตำแหน่งก็แล้วกัน
นอกจากนี้คู่รักอย่างกวอตู้ หลิงซวิน อาจารย์และศิษย์อย่างเหมยคานกับเหมยตั้นตั้ง ในบรรดาคนทั้งสี่ ทางที่ดีที่สุดคือมีคนหนึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานอันดับรอง…ตอนนั้นฉีถิงจี้ตอบรับอย่างรวดเร็ว บอกว่าล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย
ผลคือเฉินผิงอันถูกฉีถิงจี้วางกับดักเล่นงาน ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดจริงเสียด้วย?
ถัวเหยียนฮูหยินคืนสติกลับมาแล้ว นางนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็แอบหัวเราะกับตัวเอง
เหวยเหวินหลงลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเซียนกระบี่เส้า พวกเราที่ย้ายจากเรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัวไปอยู่ภูเขาลั่วพั่ว เขาคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภของที่นั่นเชียวนะ
ทุกวันนี้ภูเขาลั่วพั่วคือสำนักเบื้องบน หากอาจารย์และศิษย์ได้พบหน้ากันอีกครั้ง? นางเหลือบมองเส้าอวิ๋นเหยียน เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
ถัวเหยียนฮูหยินดันพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด ยิ้มตาหยีถามว่า “วันหน้าพวกเจ้าอาจารย์และศิษย์พบหน้ากัน จะนับลำดับอาวุโสกันอย่างไร? จะเรียกอีกฝ่ายอย่างไร?”
เส้าอวิ๋นเหยียนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ในใจของพวกจู๋ซู่รู้สึกอึดอัดอยู่นิดๆ ก่อนหน้านี้กระบี่ส่วนตัวอย่างสิ่งอวิ๋นกับหลิ่วสุ่ยที่ค่อนข้างจะสนิทกันเคยโน้มน้าวให้พวกเขาไปอยู่สำนักกระบี่ชิงผิง
แต่พวกเขากลับปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม คาดว่ารอกระทั่งข่าวแพร่ไปถึงใบถงทวีป คงมีคำพูดเหน็บแนมทำนองว่าไยต้องถอดกางเกงผายลมอยู่ไม่น้อย? รู้สึกสะใจอย่างมาก อิ่นกวานทำเรื่องนี้ได้งดงามอย่างถึงที่สุดจริงๆ?
พวกอู๋ม่านเหยียนอารมณ์ดีกันอย่างมาก ทั้งสามารถไปดูใต้หล้าใหม่เอี่ยม แล้วยังได้เข้าไปเป็นผู้ฝึกกระบี่สายของอิ่นกวานในคฤหาสน์หลบร้อน เรื่องดีมาเยือนเป็นคู่
ถึงอย่างไรพวกเขาก็อายุยังน้อย เกี่ยวกับเรื่องของการจากบ้านเกิดเดินทางไกล มักจะมีความวาดฝันมากกว่าความห่วงพะวงอยู่แล้ว
เส้าอวิ๋นเหยียนเสนอแนะว่า “อิ่นกวาน คำกล่าวที่บอกว่าทุกอย่างล้วนคงเดิมของเจ้าต้องให้เป็นโมฆะไป การแบ่งงานอย่างเป็นรูปธรรมของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงต้องมีการตัดสินกันใหม่ ฉวยโอกาสนี้มาหาข้อสรุปอย่างรวดเร็ว”
ถัวเหยียนฮูหยินตกใจอยู่บ้าง เซียนกระบี่เส้าใจกล้าไม่น้อยเลยนะ
เส้าอวิ๋นเหยียนอธิบาย “เรื่องนี้ เดิมทีข้าก็พิจารณาชั่งน้ำหนักมานานมากแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าสำนัก การประชุมศาลบรรพจารย์ครั้งนี้ ข้าก็จะต้องเสนอออกมา”
“ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ ควรรับลูกศิษย์ก็รับลูกศิษย์ ควรจัดการเรื่องต่างๆ ก็จัดการไป ผู้ฝึกกระบี่ทำเนียบของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ยิ่งนานก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น พวกเราไม่อาจเป็นตัวถ่วงอนาคตบนมหามรรคาของพวกเด็กๆ อายุน้อยได้เด็ดขาด!”
เกาส่วงพยักหน้ายิ้มเอ่ย “พวกเราจะเอาแต่กินดื่มรอตายไปวันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหลอมกระบี่อยู่ในพื้นที่มงคลเสวียนกงไม่ได้”
“ผลสำเร็จบนมหามรรคาในอนาคตของแต่ละคนมีสูงมีต่ำ สรุปแล้วจะมีน้ำหนักกี่มากน้อย อย่างน้อยข้ากับพวกจินเก้า เซวียนหยางต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจ”
“หากสมมติว่าในอีกหกสิบปีให้หลัง ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ จะหลุดพ้นไปจากทำเนียบของสำนัก ไปอยู่นครบินทะยานของใต้หล้าห้าสี ถ้าอย่างนั้นความคิดส่วนตัวของข้าก็คือควรจะออกแรงสักเล็กน้อยในช่วงเวลานี้”
“ไม่อาจปล่อยให้พวกคนรุ่นเยาว์ในวันหน้าของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงรู้สึกว่าพวกผู้ถวายงาน เค่อชิงรุ่นแรกล้วนเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ หากจะบอกว่านอนเสวยสุขอยู่บนบัญชีบุญกุศลคุณความดี พวกเราก็ไม่มีคุณความชอบอะไรสำหรับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงทั้งนั้น”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาแบ่งตำแหน่งหน้าที่และภาระงานภายในสำนักกันก่อนดีไหม?”
ภูเขาลั่วพั่วที่เป็นสำนักเบื้องบน ผู้คุมกฎคือฉางมิ่งที่มีฉายาว่าหลิงชุน ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งคือเจียงซ่างเจิน เหวยเหวินหลงอยู่ฝ่ายเฉวียนฝู่
ทางฝั่งของสำนักกระบี่ชิงผิง ชุยตงซาน หมื่อวี้ ชุยเหวย จ้งชิว บวกกับชิงถงเค่อชิงอันดับหนึ่งที่ยังไม่เปิดเผยสถานะ
“คำพูดของเจ้าสำนักถือเป็นคำขาด มีอะไรให้ต้องปรึกษาหารือกันเล่า”
ลู่จือเปิดปากพูดขึ้นมาก่อน “เฉินอิ่นกวานดูแลคฤหาสน์หลบร้อนได้ดี หรือว่าจะดูแลสำนักกระบี่หลงเซี่ยงให้ดีไม่ได้?”
ถือว่าเป็นการชี้นำแนวทางแล้วหรือ เส้าอวิ๋นเหยียนได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน
มีการประชุมในศาลบรรพจารย์ที่ไหนเป็นเช่นนี้ ในความเป็นจริงแล้วเขาได้เตรียมคำพูดมาไว้นานแล้ว ภายนอกต้องมีเหตุผลให้พวกเกาส่วงรู้สึกสบายใจ
สืบสาวราวเรื่องกันแล้ว ในฐานะเจ้าของเรือนชุนฟาน ปีนั้นเส้าอวิ๋นเหยียนได้หลอกเจ้าของเรือข้ามฟากและผู้ดูแลเรือของไพศาลกี่มากน้อยให้ไปนั่งลง ร่วมมือกันหาเงิน เขาไม่มีใจเดียวกันกับเฉินผิงอัน แล้วใครจะมี?
อู๋ม่านเหยียนรู้สึกนับถือยิ่งนัก อาจารย์ลู่ทำอะไรไม่ชักช้าอืดอาดเหมือนที่เคยเป็นมาจริงๆ
ลู่จือเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “ข้าไม่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งแล้ว เป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อทั่วไป อันดับหนึ่งจะเป็นของใคร พวกเจ้าก็จัดการกันเอาเองแล้วกัน อีกอย่างก็คือตำแหน่งเค่อชิงอันดับหนึ่งของถัวเหยียนฮูหยินก็ยกให้คนอื่นเหมือนกัน”
อยู่ดีๆ ก็เสียตำแหน่งเค่อชิงอันดับหนึ่งไป ถัวเหยียนฮูหยินที่แม้จะมีสีหน้าขมขื่น ในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเนิบช้าว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะลองโยนอิฐล่อหยก ทุกคนลองฟังดู หากใครมีความเห็นต่างก็เสนอมาได้เลย”
“ข้าคือเจ้าสำนัก เส้าอวิ๋นเหยียนคือรองเจ้าสำนัก ลู่จือยังคงเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง เกาส่วงเป็นผู้คุมกฎ จู๋ซู่ดูแลเงิน เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกเรา กวอตู้รับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง เหมยตั้นตั้งเป็นเค่อชิงอันดับหนึ่ง ถัวเหยียนฮูหยินเปลี่ยนไปเป็นอันดับรอง จินเก้ากับเซวียนหยางรับผิดชอบงานเกี่ยวกับการถ่ายทอดมรรคาและหลอมกระบี่ของลูกศิษย์บนทำเนียบทุกคนของสำนัก เหมยคานดูแลเรื่องการบุกเบิกพื้นที่ การดำเนินการในพื้นที่มงคลเสวียนกง หวงหลิงรับผิดชอบเรื่องการติดต่อกับกระบี่ส่วนตัวในแต่ละทวีปอย่างลับๆ”
เกาส่วงรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันใด “ข้าแค่บอกว่าจะหาเรื่องทำบ้างเล็กน้อย แต่ไม่คิดจะเป็นผู้คุมกฎนะ ให้เซียนกระบี่หวงหลิงเป็นสิ ข้าจะเปลี่ยนกับเขาเอง”
เมื่อครู่นี้พอหวงหลิงได้ยินเรื่องการแบ่งหน้าที่ก็กำลังถูกใจพอดี รู้สึกว่าอิ่นกวานหนุ่มเข้าใจตนดีจริงๆ การจัดการเช่นนี้ถูกใจเขามากที่สุด!
เขาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อใต้หล้าไพศาล แต่สำหรับเหล้าหมักตระกูลเซียนของใต้หล้าไพศาล กลับมีความรู้สึกที่ดีเยี่ยมด้วย วันหน้าคอยติดต่อกับกระบี่ส่วนตัวของแต่ละสถานที่ ไม่ต้องคอยวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกบ่อยๆ
ดังนั้นพอได้ยินเจ้าตะพาบเกาส่วงพูดจาทุเรศทำลายคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนก็รีบเก็บน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่แล้วก่นด่าทันใด แล้วก็เพราะนั่งติดกัน เกาส่วงจึงรีบหันหน้าไปอีกทาง ไม่ลืมยกฝ่ามือขึ้นบังน้ำลายที่กระจายแตกฟอง
เซียนกระบี่หญิงอย่างจู๋ซู่กุมหมัดให้กับอิ่นกวานหนุ่มที่เป็นเจ้าสำนักคนใหม่อย่างผึ่งผาย ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าคิดมาโดยตลอดว่าตัวเองถนัดด้านการหาเงินมากกว่าหลอมกระบี่ นี่คืออาชีพเก่าของข้าแล้ว! เซียนกระบี่เส้าทำการค้าพิถีพิถันในเรื่องหน้าตาและน้ำเส้นเล็กไหลยาวมากเกินไป ข้าร้อนใจแทนเขามาตั้งนานแล้ว และในใจก็มีความคิดอยู่ก่อนนานแล้ว”