กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1190.2 รับกระบี่ที่ขอบเขตสิบสี่
ถัวเหยียนฮูหยินอารมณ์ดีมาก เป็นผู้ถวายงานอันดับรองก็ยังพอได้ นางกุมหมัดเขย่าไปทางเซียนกระบี่เส้า ยินดีกับรองเจ้าสำนักเส้าด้วยนะ
เพิ่มตำแหน่งรองเจ้าสำนักมา เส้าอวิ๋นเหยียนก็รับมือไม่ถูกเหมือนกัน แต่ว่าเส้าอวิ๋นเหยียนก็ไม่ได้ขลาดกลัว ยิ่งไม่ปฏิเสธ
ว่ากันโดยมโนธรรมในใจแล้ว สำนักกระบี่หลงเซี่ยงแห่งนี้ ต่อให้ก่อนหน้านี้อยู่บนมือฉีถิงจี้ แต่หากขาดข้าไปก็ไม่ได้จริงๆ
อีกอย่างได้เป็นรองเจ้าสำนัก คราวหน้าที่ได้เจอกับเหวยเหวินหลงอีกครั้ง อย่างน้อยอาจารย์และศิษย์ก็ไม่ต้องเงียบงันกันไปทั้งสองฝ่าย แต่ละคนรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่แพ้กัน
จินเก้าที่มาจากถนนไท่เซี่ยงกับเซวียนหยางซึ่งเคยได้ครอบครอง “อารามป่ายหาว” ที่เป็นเรือนส่วนตัวของเซียนกระบี่หลังหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายมองสบตาแล้วยิ้มให้กัน ผงกศีรษะตกลง
วันหน้าพวกเขาสองคนก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว ใช้คำกล่าวของจู๋ซู่ก็คือ พวกเขาสองคนต่างก็มีนิสัยแย่ๆ เหมือนกัน ชอบทำตัวเป็นอาจารย์ของผู้อื่น ตอนนี้ดีแล้ว ได้รับหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ สอนเวทกระบี่ให้กับพวกผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์…รับรองว่าเต็มอิ่มแน่!
เฉินผิงอันเอ่ย “ขอแค่วันนี้แบ่งหน้าที่กันแน่ชัดแล้ว ข้าก็ยังยืนยันประโยคนั้น วันหน้าภูเขาลั่วพั่วจะไม่สอดมือเข้าแทรกกิจธุระใดๆ ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง”
“อย่างมากทุกๆ ยี่สิบสามสิบปี ก็จะมีการประชุมศาลบรรพจารย์ที่รวบรวมผู้ฝึกตนของสามสำนักโดยผลัดกันไปประชุมที่ภูเขาลั่วพั่ว สำนักกระบี่ชิงผิงและสำนักกระบี่หลงเซี่ยง”
เฉินผิงอันเอ่ย “หากไม่มีใครเห็นต่าง พวกเราก็ตกลงกันตามนี้นะ?”
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคัดค้าน
เฉินผิงอันมองเสี่ยวโม่ ฝ่ายหลังพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืน “สะบัด” เอาคนสิบแปดคนออกมาจากชายแขนเสื้อ
บนม่านฟ้าของใต้หล้าห้าสี อาจารย์ผู้เฒ่าเจียงยิ้มเปิดเผยความลับสวรรค์ว่า ระหว่างการประชุมของศาลบุ๋น ตาเฒ่าลี่ที่ชอบแสร้งทำเป็นคนหูหนวกเป็นใบ้มาโดยตลอดเปิดปากพูดอย่างที่หาได้ยาก ช่วยเอ่ยประโยคหนึ่งให้กับนครบินทะยาน ดูเหมือนว่าจะเป็นคำว่าเท่าเทียมกันอะไรสักอย่าง
เฉินผิงอันจึงอธิบายเรื่องการประชุมศาลบุ๋นก่อนหน้านี้ให้หนิงเหยาฟัง บอกว่าตนไปนั่งคุยกับอาจารย์ผู้เฒ่าลี่ตรงบันได อาจารย์ผู้เฒ่าศึกษาวิชาความรู้ค่อนข้างจริงจัง ตนยังถูกทดสอบไปรอบหนึ่ง สุดท้ายเฉินผิงอันยังไม่ลืมชมตัวเองประโยคหนึ่งว่าวาสนากับผู้ใหญ่ของข้าไม่เลวเลยจริงๆ
ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่ร่ายวิชาจักรวาลในชายแขนเสื้อ พาคนสิบแปดคนมาจากใต้หล้าไพศาล หนึ่งในนั้นก็มีคนเย็บผ้าเหนี่ยนซิน นางลาออกจากตำแหน่งผู้ฝึกตนบนทำเนียบของสายสิงกวานแล้ว
สายอิ่นกวานมีผู้ฝึกกระบี่สองคนที่ฝ่ายขอไปฝึกประสบการณ์ที่ใต้หล้าไพศาล ก็คือต่งปู้เต๋อกับฟ่านต้าเซ่อ
คนอื่นๆ ต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตกลางที่คุณสมบัติค่อนข้างดี อายุการฝึกตนอยู่ระหว่างหกสิบกับหนึ่งร้อยปี จำนวนชายหญิงมีอย่างละครึ่ง มีความคิดละเอียดอ่อนรอบคอบ ทำอะไรสุขุมมั่นคง
ต่อจากนี้ต่งปู้เต๋อจะไปที่สำนักอวี่หลงใหม่ที่น่าหลันไฉ่ฮ่วนเพิ่งจะได้เป็นเจ้าสำนักแค่ไม่กี่วัน ไปทำความคุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมผู้คนและกฎระเบียบบนภูเขาของใต้หล้าไพศาลเสียก่อน
หลังจากนั้นนางก็จะแอบติดต่องูเจ้าถิ่นซึ่งเป็นเซียนกระบี่ผู้อาวุโสอย่างซ่งพิ่นและผูเหออย่างลับๆ เลือกสถานที่สักแห่งหนึ่งหากไม่ใช่เกราะทองทวีปก็เป็นหลิวเสี่ยทวีปแล้วเปิดภูเขาก่อตั้งพรรค
ฟ่านต้าเซ่อไม่ยอมฟังคำแนะนำของใต้เท้าอิ่นกวานว่าให้ไปอุตรกุรุทวีปหรือไม่ก็ใบถงทวีป เขาแค่อยากจะติดตามใต้เท้าอิ่นกวานเข้าไปอยู่ในจวนราชครู เป็นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่เป็นผู้ปรึกษางานด้านทหาร
เฉินผิงอันก็ได้แต่ปล่อยตามใจเขา เพราะหลายปีมานี้ฟ่านต้าเซ่อเพิ่งวางความรักที่ขมขื่นลงได้ สังหารปีศาจบนสนามรบอย่างไม่มีอิดออดขอบเขตก็ฝ่าทะลุได้แล้ว คฤหาสน์หลบร้อนก็เข้ามาอยู่ได้แล้ว ในที่สุดก็ปล่อยวางแล้ว รู้สึกว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว
ผลคือรอกระทั่งแม่นางน้อยแก้มแดงคนหนึ่งเจอเขาบนถนนแล้วเรียกเขาว่าท่านลุงฟ่านอย่างมีความสุข เขาก็กลัดกลุ้มขึ้นมาอีก
ใต้เท้าอิ่นกวานพูดถูกในคำเดียว อยู่ด้านหน้าด่านแห่งความรัก ไหนเลยจะมีเซียนกระบี่อะไรให้เอ่ยถึง
ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวอย่างลับๆ ไปให้เฉินซานชิวที่อยู่ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง บอกเขาว่าต่งปู้เต๋อมาทักษิณาทวีปแล้ว ให้เขาเป็นฝ่ายรุกหน่อย
เฉินผิงอันได้เล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้พวกเขาฟังตั้งแต่ตอนอยู่ในนครบินทะยานแล้ว ปรากฏตัวตอนนี้ก็แค่ให้ทั้งสองฝ่ายสนิทสนมคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนกระบี่หวงหลิง
เกี่ยวกับกระบี่ส่วนตัวอีกประเภทหนึ่งที่ผ่านภูเขาห้อยหัวเข้าไปในใต้หล้าไพศาล ฉีถิงจี้กับเฉินจีต่างก็บอกชื่อและที่อยู่ของพวกเขามาให้แล้ว
พวกต่งปู้เต๋อรู้ดีว่าต่อจากนี้ตัวเองต้องทำอะไร ต้องไปเจอใคร ยกตัวอย่างเช่นหวงหลิงกับกระบี่ส่วนตัวอายุน้อยจะเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ แวะไป “เยี่ยมเยือน”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “การประชุมศาลบรรพจารย์ของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว เส้าอวิ๋นเหยียนกับหวงหลิงอยู่ต่อ ข้ากับพวกต่งปู้เต๋อจะคุยเรื่องรายละเอียดกันอีกหน่อย”
“คนอื่นๆ ที่เหลือสามารถออกไปชมทัศนียภาพกันได้แล้ว ใช่แล้ว พวกเฮ้อชิวเซิงก็อยู่ฟังด้วยได้เหมือนกัน ต่งปู้เต๋อกับฟ่านต้าเซ่อคือผู้อาวุโสในคฤหาสน์หลบร้อนของพวกเจ้า”
หนิงเหยากับลู่จือลุกขึ้นยืนก่อน เสี่ยวโม่นั่งอยู่หน้าประตู เซี่ยโก่วก็เดินเตร็ดเตร่ออกไปข้างนอก
หนิงเหยาใช้เสียงในใจพูดคุย บอกว่าในอนาคตเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวจะขอเชิญให้ลู่จือไปเป็นแขกที่ดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ ลู่จือยิ้มเอ่ยว่านี่ใต้เท้าอิ่นกวานเริ่มปูทางจัดการเรื่องการผสานมรรคาไว้ให้ข้าแล้วหรือ?
หนิงเหยาบอกว่าไม่ใช่ความคิดของเฉินผิงอัน แต่เป็นเจ้าอารามผู้เฒ่าที่เสนอขึ้นมาเอง ลู่จือพยักหน้า ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปดูสักหน่อย
เซี่ยโก่วที่ก็มีนามแฝงว่า ‘เหมยฮวา” กระซิบกระซาบกับเหมยคานที่แซ่เดียวกัน “เหมยคานอ่า ศิษย์รักของเจ้าคนนี้ ไฉนถึงตั้งชื่อได้ประหลาดเช่นนี้ รวมกับแซ่แล้วอ่านด้วยกันก็ง่ายที่จะทำให้เข้าใจผิด ฟังเหมือนคนไม่มีความรับผิดชอบ” (เหมยตั้นตั้ง) เจ้าลองท่องหลายๆ รอบสิ เห็นด้วยไหมล่ะ?
เหมยคานอึ้งตะลึง ลองท่องเงียบๆ อยู่หลายรอบก็ดูเหมือนว่าเป็นอย่างนั้นจริงเสียด้วย? หรือว่าควรจะโน้มน้าวให้เหมยตั้นตั้งเปลี่ยนชื่อดี?
เสี่ยวโม่เอ่ย “เซียนกระบี่เหมย อย่าไปฟังนางพูดเหลวไหล ชื่อนี้ของสหายเหลยเจ๋อดีมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าตั้งมาจากบทกวีโบราณของอาจารย์ป่ายเหย่ที่บอกว่า “ข้าก็คือผู้ที่ใจสงบไม่ยึดติด (ตั้นตั้ง) เช่นกัน สะบัดภูษาก็พร้อมร่วมเดินบนทางสายเดียวกับท่าน”
“เขาที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจ กราบเซียนกระบี่เหมยเป็นอาจารย์ แล้วจากบ้านเกิดเดินทางไกลไปด้วยกัน ก็คือการสะบัดภูษาจากไปเมื่อภารกิจลุล่วง คือเซียนกระบี่ที่ดำเนินตามวิถีของจอมยุทธ์”
แล้วเสี่ยวโม่ก็ใช้เสียงในใจคุยกับเซี่ยโก่วอีกว่า “รากฐานวิถีกระบี่ของเหมยตั้นตั้งมีความเกี่ยวข้องกับทั้งวิชาอสนีและวิชาวารี เขาไม่ได้ตั้งชื่อส่งเดช”
เดิมทีเหมยตั้นตั้งอยากจะไปหลอมกระบี่ในพื้นที่มงคลเสวียนกง เขาคือคนลุ่มหลงที่ยินดีจะมอบเวลาทั้งชีวิตให้กับวิถีกระบี่
ฉีถิงจี้ก็เคยพูดคุยกับลู่จือจนได้ข้อสรุปเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ในบรรดาผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบน เหมยตั้นตั้งคือผู้ฝึกกระบี่เพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสจะพิสูจน์มรรคาบินทะยาน
เหมยตั้นตั้งเปลี่ยนใจกะทันหัน เดินมาที่นี่ เอ่ยด้วยความเคารพนับถืออย่างถึงที่สุด “อาจารย์เสี่ยวโม่มีความรู้กว้างขวาง ช่างรู้ใจข้าจริงๆ ข้าเลื่อมใสป่ายเหย่จริงๆ”
“อีกทั้งพอจะถือว่าเชี่ยวชาญการลอบฆ่าได้อย่างถูไถ ก่อนจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน แต่ไหนแต่ไรก็ชอบเรียกตัวเองว่าจอมยุทธ์พเนจรด้วยความภาคภูมิใจ”
เหมยคานภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์คนนี้มาโดยตลอด เขาไม่เคยปิดบังการให้ความสำคัญและความชื่นชอบของตัวเองเลย “อายุการฝึกตนสองร้อยปีก็เลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน ต่อให้เป็นกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยังถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับต้นๆ อยู่ดี”
เซี่ยโก่วไม่ยอมละเว้นใครง่ายๆ “ประโยคนี้พูดไม่ถูกซะทีเดียว หากไปเกิดในกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่มีสงครามไม่หยุดหย่อนจริงๆ จะมีชีวิตรอดเกินสองร้อยปีไหมเจ้า?”
เหมยคานสะอึกอึ้งไปทันใด สีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ทว่าครั้งนี้เสี่ยวโม่กลับไม่มีความคิดที่จะช่วย “เพิ่มเติมสีสัน” ใดๆ ให้กับคำพูดของเซี่ยโก่ว ประโยคนี้ของเซี่ยโก่ว เดิมทีก็คือคำพูดที่เป็นธรรมอยู่แล้ว
เหมยตั้นตั้งคิดแล้วก็พยักหน้า “ก็ถูกนะ”
เหมยตั้นตั้งที่มีฉายาว่าเหลยเจ๋อคือผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหริน ประเด็นสำคัญคือเหมยคานอาจารย์ของเขาเพิ่งจะเป็นขอบเขตหยกดิบ นี่หมายความว่าคุณสมบัติในการฝึกกระบี่ของเขาดีจริงๆ
เขาอยากจะถามกระบี่กับเสี่ยวโม่ที่เป็นขอบเขตสิบสี่แล้วสักครั้ง เซียนกระบี่จากเปลี่ยวร้างที่มีความหยิ่งทระนงผู้นี้คิดอยากจะยืนยันถึงความห่างของสองขอบเขตว่าต่างกันราวฟ้ากับดินแค่ไหนกันแน่
เขาไม่กลัวว่าจะแพ้ กลัวก็แต่ว่ามาถึงใต้หล้าไพศาลที่ถูกมัดมือมัดเท้าแล้ว จิตแห่งมรรคาจะเกิดความเกียจคร้านเฉื่อยชา
สายตาของเหมยตั้นตั้งฉายประกายเร่าร้อน ถามว่า “อาจารย์เสี่ยวโม่ ข้าขอสัมผัสกับทัศนียภาพบนมหามรรคาของผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งสักหน่อยได้หรือไม่?”
เสี่ยวโม่รู้สึกลังเล ไม่ใช่ว่าดูแคลนขอบเขตเซียนเหรินของเหมยตั้นตั้ง แค่กลัวว่าตัวเองจะกะน้ำหนักในการออกกระบี่ไม่ดี ก่อนหน้านี้กลับไปปิดด่านที่หอบูชากระบี่ภูเขาลั่วพั่วเดิมทีก็เพื่อทำให้ขอบเขตมั่นคง เขาไม่เหมือนกับเซี่ยโก่ว ในยุคบรรพกาลก็เคยทิ้งทอดสายสืบทอดไว้หลายสาย
ลู่จือที่อยู่ห่างไปไม่ไกลรู้สึกว่าน่าสนใจ โอ้อวดคุณสมบัติในการฝึกตน ไปหาป่ายจิ่งคือหาผิดคนแล้ว และหากคิดจะโอ้อวดถึงความกล้าหาญของตนหนึ่งก็อย่าไปหาเสี่ยวโม่
ฉีถิงจี้ยิ้มอธิบายว่า “ไม่สู้พวกเจ้าไปบนพื้นผิวมหาสมุทรที่กว้างขวาง แล้วก็ประลองฝีมือกัน หยุดแค่พอสมควรเท่านั้น”
เสี่ยวโม่รู้สึกว่าสามารถทำได้ เลยบอกให้เหมยตั้นตั้งไปที่ทะเลก่อน อย่างน้อยก็ออกห่างจากที่แห่งนี้ไปสักสามพันลี้ ตนจะตามไปทันที
ฉีถิงจี้หรี่ตามองไปยังทิศไกล ดวงตะวันสาดแสงสีทอง มหาสมุทรเป็นสีเขียวมรกตราวกับกระจก พอจะมองเห็นจุดเล็กๆ เท่าเมล็ดงาเมล็ดหนึ่งอยู่ระหว่างก้อนเมฆและผืนน้ำ
คิดดูแล้วเจ้าหลิวทุ่ยผู้นั้นมาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะบังเอิญจริงๆ ฉีถิงจี้ใช้เสียงในใจพูดคุยอยู่ไกลๆ ว่า บอกว่าไม่ต้องไปหาเฉินผิงอันที่แจกันสมบัติทวีปแล้ว ตอนนี้อิ่นกวานหนุ่มก็อยู่ในภูเขา
เรือหลิวเสี่ยลำหนึ่งพุ่งทะยานไปบนมหาสมุทรอย่างว่องไว แล้วก็พลันหมุนหัวเรือกลับตรงดิ่งไปยังแนวเส้นเลียบชายฝั่งของทักษิณาทวีป เจ้าของเรือก็คือหลิวทุ่ย
บินทะยานเก่า เซียนเหรินใหม่ที่ขอบเขตถดถอยผู้นี้สวมชุดสีขาวคาดเข็มขัดหยก บนศีรษะสวมกวานดอกบัวสีเขียวมรกต รูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม แต่แววตาอำมหิต กลิ่นอายแห่งมรรคาเข้มข้น ฉายประกายเฉียบคม แค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร
สำนักเบื้องล่างของเทียนเหยาเซียงได้ครอบครองถ้ำสวรรค์ป่ายจือของหลิวเสี่ยทวีป มีแร่ธรรมชาติ งามดุจเครื่องเคลือบดุจหยก ซุกซ่อนปราณวิญญาณ คืออ่างรวมสมบัติแห่งหนึ่ง หากไม่เป็นเช่นนี้ก่อนหน้านี้ไม่นานเรื่องที่เทียนเหยาเซียงคิดจะซ่อมภูเขาปี้เซียวก็ไม่ต้องแม้แต่จะพูดถึงเลย
บนเรือหลิวเสี่ยลำนี้ยังมีแขกอยู่อีกหลายคน ส่วนใหญ่คือผู้ฝึกกระบี่ คู่รักเทพเซียนที่เป็นเซียนดินอายุน้อยคู่หนึ่ง เยี่ยนโฮ่วเต้ากับเถียนเซียน เถียนเซียนก็คือผู้ฝึกกระบี่โอสถทองหญิงที่ก่อนหน้านี้อยู่ภูเขาเฉวียนเจียว เผชิญหน้าคุมเชิงกับหวังเจี่ย “ขอบเขตบินทะยาน” นางใจกล้าไม่น้อยเลยจริงๆ
แม้กระทั่งหนิงเหยาก็ยังรู้ว่าบรรพจารย์ของเถียนเซียนมาจากวิหารหลงหวังนครรุ่ยเฉิงแซ่หง ในอดีตเคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ ยังได้ครอบครองเรือนกระบี่ส่วนตัวหลังหนึ่ง มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับลู่จือ
ในเมื่อเป็นอิ่นกวานแล้ว หนิงเหยาจึงยังเคยเปิดอ่านเอกสารคดีลับบางส่วนของคฤหาสน์หลบร้อน จุดสำคัญที่เปิดอ่านแน่นอนว่าเป็นคำอธิบายเสริมและกระดาษบันทึกพวกนั้น
หงอี้คือบรรพจารย์ผู้คุมกฎคนก่อนของวิหารหลงหวังรุ่ยเฉิง ปิดด่านเร้นกายจากโลกมานานหลายปีแล้ว ขณะเดียวกันนางยังได้สร้างสายจิตรกรรมฝาผนังของศาลกงจู่ฝานซือขึ้นมา สมาชิกของสายนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่ มีสตรีอยู่ค่อนข้างมาก
เถียนเซียนก็คือลูกศิษย์ของลูกศิษย์ของหงอี้ นางกับเยี่ยนโฮ่วเต้าผู้เป็นคนรัก แรกเริ่มสุดอยากเป็นเค่อชิงของสำนักกระบี่ชิงผิงแห่งใบถงทวีป มีการปูพื้นมาก่อนด้วยการทำเรื่องเป็นการเป็นงาน ในอนาคตค่อยเปิดปากขอสถานะผู้ถวายงานมา
คิดไม่ถึงว่าก่อนหน้านี้ไม่นานสำนักกระบี่ชิงผิงจะส่งกระบี่บินแจ้งข่าวฉบับหนึ่งไปที่ศาลกงจู่ฝานจื้อ คือลายมือของชุยตงซานผู้เป็นเจ้าสำนักเอง ในจดหมายเรียกพวกเขาว่าผู้ถวายงานโดยตรง
ช่างเป็นความน่ายินดีที่ไม่คาดฝันจริงๆ
ครั้งนี้พวกเขาเดินทางไปหาประสบการณ์ที่ฝูเหยาทวีปกับหัวชิงกง เนี่ยชุ่ยเอ๋อ ต่างฝ่ายต่างเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปีแล้ว นัดหมายกันว่าจะไปที่ภูเขาปี้เซียวที่เป็นภูเขาบรรพบุรุษของเทียนเหยาเซียงก่อน
แล้วค่อยไปทักษิณาทวีปด้วยกัน ไปหาประสบการณ์ที่ใบถงทวีป เล่าลือกันว่าหาดถั่วเป่าตรงตีนเขาของภูเขาปี้เซียว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีสมบัติล้ำค่าตระกูลเซียนสิบกว่าชิ้นที่รอคอยคนมีวาสนาไปเอามาครอง
ไม่รู้ว่าเหตุใด เทียนเหยาเซียงถึงไม่คิดจะขุดดินลึกลงไปสามชื้อ เก็บสมบัติที่เกิดขึ้นจากการช่วงชิงอานุภาพแห่งฟ้าดินไปครองทั้งหมด แค่ปล่อยให้พวกมันเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อยู่ที่หาดลั่วเป่า บางครั้งที่มีผู้ฝึกตนได้สมบัติไปครอง เทียนเหยาเซียงก็ไม่ขัดขวาง
ปล่อยให้พวกเขาเอาออกไปจากอาณาเขตของภูเขาปี้เซียว ถึงขั้นที่ยังปกป้องพวกเขากลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจวนเซียนหรือราชสำนักบางแห่ง
ดังนั้นยามที่คนทั้งฝูเหยาทวีปพูดถึงบรรพจารย์แต่ละรุ่นของเทียนเหยาเซียง ก็อยากจะยกนิ้วโป้งให้ มีคุณความชอบอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ คือคุณธรรมที่สูงส่งยิ่งนัก!
หลิวทุ่ยกับจิงเฮาที่มีฉายาว่า “ชิงกงไท่เป่า” คือสหายรักบนภูเขาที่ค่อนข้างจะถูกชะตากัน เขากับถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยถูกกันนัก
ดังนั้นเกาเกิงขอบเขตหยกดิบลูกศิษย์ผู้สืบทอดของจิงเฮาถึงได้ไปเป็นเจินเหรินผู้ปกป้องแคว้นที่ราชวงศ์จินผูฝูเหยาทวีป และหลิวทุ่ยก็เคยบอกกล่าวให้ฮ่องเต้สกุลหงรู้ไว้ก่อนแล้ว