กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1190.3 รับกระบี่ที่ขอบเขตสิบสี่
บนเส้นทางการฝึกตนของหลิวทุ่ย เขามีสตรีคนรู้ใจมากมายข้างกายไม่เคยขาดคนงาม ตอนที่เป็นหนุ่มก็ติดหนี้รักไว้มากมาย
เพียงแต่ว่าปีนั้นแสวงหาการบินทะยานถึงได้เก็บความคิดในส่วนนี้ลงไปได้ ตั้งใจตามหาเส้นทางของการพิสูจน์มรรคาเป็นพิเศษ ละทิ้งความรักชายหญิงที่เป็นอุปสรรคทางจิตแห่งมรรคาทิ้งไป
พูดถึงแค่บรรพจารย์เถียนเซียน หงอี้แห่งวิหารหลงหวังรุ่ยเฉิง นางกับบรรพบุรุษสกุลหงราชวงศ์จินจั้นก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน
บนภูเขาก็เป็นเช่นนี้ วกวนไปมา สุดท้ายก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่สหาย ผู้เยาว์หรือญาติที่เกี่ยวดองกันผ่านการแต่งงานในอดีตก็คือศัตรูที่ผูกอาฆาตพยาบาทกัน
ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดอย่างหัวชิงกง บิดามารดาของนางต่างก็เป็นผู้ฝึกตนของกึ่งกลางภูเขา ลูกหลานคู่รักเทพเซียนจะถูกบนภูเขาเรียกขานว่าทายาทเซียน
แต่คนที่สามารถเดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จะเป็นโล้เป็นพายได้อย่างแท้จริง กลับมีไม่มาก สภาพการณ์คล้ายคลึงกับจ้วงหยวนแห่งการสอบเคอจวี่ในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่จุดเริ่มต้นสูง สุดท้ายผลสำเร็จบนมหามรรคากลับกลายเป็นว่ามีขีดจำกัด เหมือนอย่างหัวชิงกงนี้ถือว่าแปลกแยกแล้ว
นางอยู่ในสามทวีปทางทิศตะวันตกของใต้หล้าไพศาลก็มีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างมาก ก็คือเซียนกระบี่ที่เป็นบุคคลเหมือนอย่างผูเหอ พูดง่ายๆ ก็คือมีชาติกำเนิดดีมาก สำนักแข็งแกร่ง ชอบท่องพเนจร นิสัยแย่ วิธีการป่าเถื่อน
ก่อนหน้านี้อยู่ที่ภูเขาเฉวียนเจียว นางเองก็เคยไหว้วานให้อิ่นกวานหนุ่มช่วยนำความไปบอกต่อ เพื่อที่จะได้เป็นเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง
เพียงแค่เพราะแขนงสายสกุลของนางมีการสร้างศาลบรรพชนไว้ในทักษิณาทวีป คือพรรคบนภูเขาชั้นล่างสุดของระดับสอง ไม่มีผู้มีพรสวรรค์มาร้อยปีแล้ว ทว่ากิจการกลับยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ศาลใหญ่ก็คือหัวชิงกงที่คิดอยากจะออกจากคอขวดมานานหลายปีแล้ว ให้นางจัดการกิจธุระต่างๆ มาสิบกว่าปี ดูว่าจะสามารถกอบกู้สถานการณ์ที่กำลังเสื่อมถอยได้หรือไม่
ไม่ให้อีกร้อยปีข้างหน้ากลายเป็นตระกูลชั้นสูงล่างภูเขาอย่างสิ้นเชิง คิดจะตีเหล็กก็ยังต้องให้ตัวเองแข็งแกร่งเสียก่อน เอาแต่ควักเงินเชิญผู้ถวายงานและเค่อชิงให้มากอบกู้สถานการณ์ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่แผนการในระยะยาว
ยืนชมทัศนียภาพบนหัวเรือด้วยกัน หลิวทุ่ยยิ้มเอ่ย “สหายหม่านโพ่ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้อยู่ที่ภูเขาเฉวียนเจียวเจ้าจะเคยเจอกับอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นมาก่อนแล้ว รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อไม่รู้ว่าทำไมหลิวทุ่ยถึงได้ถามเช่นนี้ นางยังคงตอบไปตามสัตย์จริงว่า “เห็นได้ไม่ชัดนักจึงแค่ให้ความเคารพอยู่ไกลๆ เท่านั้น”
บุรุษชุดเขียวผู้นี้ ภายนอกมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างมาก แววตาใสกระจ่าง แต่เนี่ยชุ่ยเอ๋อรู้ดีว่าตนเองยังคงมองบุปผาอยู่ในม่านหมอก
คำสั่งสอนของอาจารย์ คนบนภูเขาอย่างแท้จริงที่ตบะล้ำลึก ฝึกอบรมบ่มเพาะนิสัยใจคออยู่เสมอ ต้องไม่มีทางทำให้เจ้าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาฉลาดแค่ไหนกันแน่
หลิวทุ่ยเอ่ย “ออกจากบ้านมาครั้งนี้ สหายหม่านโพ่ตั้งใจเดินทางมาพร้อมกับพวกเถียนเซียน หากไม่ได้ไปที่สำนักกระบี่หลงเซี่ยงก็เป็นที่สำนักกระบี่ชิงผิง คงไม่ใช่ว่าตาเฒ่าจิงคิดจะให้เจ้าใช้แผนคนงามกับอิ่นกวานหรอกนะ? วิธีการไม่เลว แต่ข้าว่าอาจไม่ได้ผลเสมอไปนะ”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เจ้าสำนักหลิวอย่าล้อผู้เยาว์เล่นเลย”
หลิวทุ่ยเองก็เคยเสียเปรียบในเรื่องลำดับอาวุโสที่สูงมาก่อน ไม่อย่างนั้นด้วยรูปโฉมและคุณสมบัติของเนี่ยชุ่ยเอ๋อ หากเขาอ่อนเยาว์กว่านี้สักแปดร้อยปีพันปี ก็คงต้องให้สหายจิงเฮามีลำดับอาวุโสสูงขึ้นให้จงได้
ในสามทวีปมีสตรีสองคนที่รูปโฉมงดงามเป็นเอกในใต้หล้า ที่พูดนั้นก็หมายถึงซ่งพิ่นแห่งเกราะทองทวีปที่ได้ครอบครองกระบี่พก “ฝูเหยา” และเนี่ยชุ่ยเอ๋อแห่งภูเขาชิงกงในหลิวเสี่ยทวีปที่มีฉายาว่า “หม่านโพ่”
ในเมื่อพวกนางชื่อเสียงทัดเทียมกัน แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็ไม่ถูกชะตากับอีกฝ่าย บางครั้งที่บังเอิญเจอกัน แต่ละคนต่างก็แค่ปรายตามองอีกฝ่ายแล้วไม่พูดอะไร
สำหรับเนี่ยชุ่ยเอ๋อแล้ว หลิวทุ่ยที่เป็นทั้งสหายบนภูเขาทั้งยังเป็นพันธมิตรบนภูเขากับอาจารย์ คือบุคคลบนยอดเขาที่ยิ่งอยู่ใกล้กันมากเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกอันตรายมากเท่านั้น
บุคคลประเภทนี้ สายตา คำพูด ท่าทางของพวกเขาต่างก็เปี่ยมล้นไปด้วยประกายเฉียบคม
การที่พวกเขามีจิตใจทะเยอทะยานก็คล้ายกับเป็นการบอกความจริงอย่างหนึ่งให้กับคนอื่นตลอดเวลาว่า ของบางอย่างนั้นควรเป็นของข้า คนบางคนจะนับเป็นอะไรได้ ตอนที่ข้าเปิดปากพูดพวกเจ้าก็แค่ฟังไปเท่านั้นพอ…
ดังนั้นส่วนลึกในใจของเนี่ยชุ่ยเอ๋อ นางจึงอยากจะเห็นตอนที่หลิวทุ่ยต่ำต้อยกว่าคนอื่นพลังอำนาจถูกลดทอนลงอยู่บ้าง แต่ก็แค่ยากมากที่จะเห็นภาพนี้เท่านั้น
เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ก็ดี หยางเซียนกู่แห่งโฮ่วซานฝูเหยาทวีปก็ช่าง ต่างก็เป็นคนที่มีความอาวุโสเท่าเทียมกับหลิวทุ่ย และยังมีสู่หนันยวนเจ้าแห่งถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋ บินทะยานใหม่
ก่อนหน้านี้ไม่นานหลิวทุ่ยก็ยิ่งพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าชั่วชีวิตหลบอยู่ในขอบเขตบินทะยานที่เหมือนกระดองเต่าจะนับเป็นอะไรได้ หากจะพูดถึงหยางเซียนกู่ อยู่ที่ภูเขาโฮ่วซานของเขาไฉนขอบเขตถึงได้สูงที่สุด แต่คุณความชอบด้านการสู้รบกลับอยู่ต่ำสุดก็ช่างน่าประหลาดจริงๆ …
ได้ยินมาว่าหลิวทุ่ยเคารพนับถือและซาบซึ้งใจในตัวของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีที่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาอย่างมาก
ในทางส่วนตัวอาจารย์เองก็เคยวิจารณ์หลิวทุ่ยให้นางและเกาเกิงผู้เป็นศิษย์น้องฟังประโยคหนึ่ง บอกว่าสหายอย่างหลิวทุ่ยคือพวกนักล่าอย่างแท้จริง
ส่วนพวกเจ้า ทุกวันนี้ลำดับอาวุโสต่ำ ตบะตื้นเขิน พละกำลังน้อย ก็เคารพเขาหลิวทุ่ยไปได้เลย ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเขา
หลิวทุ่ยยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ทางฝั่งของภูเขาเฉวียนเจียวฝูเหยาทวีป ผีอวี๋จิ่นที่หวนกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เขากับซ่งพิ่นมีวาสนาในชาติก่อนที่ยังไม่ได้ชดใช้ให้จบสิ้น”
“ตอนที่ซ่งพิ่นอายุยังน้อยแล้วสามารถถูกกระบี่ชื่อ “ฝูเหยา’ รับเป็นนายได้ แน่นอนว่าต้องมีวาสนา เจ้าอ้วนอวี๋จิ่นเองก็เป็นคนมหัศจรรย์คนหนึ่ง ในอดีตเคยไปหาข้าที่ภูเขาปี้เซียว อยากจะเชิญให้ข้าออกมาจากภูเขา บอกว่าเขาต้องการสร้างวีรกรรมที่หนึ่งทวีปก็คือหนึ่งแคว้น ให้ฝูเหยาทวีปทั้งแห่งใช้แซ่ตามเขา ถามข้าว่าต้องการทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์ถูกโลกยุคหลังจดจำไปอีกหมื่นปีหรือไม่”
“ข้าในเวลานั้นอายุยังน้อยมาก เกือบจะหวั่นไหวแล้ว ถูกบรรพจารย์เรียกไปด่าเสียจนไม่เหลือชิ้นดี ติงติ่งที่ทุกวันนี้มาก่อตั้งราชสำนักเทียนอวี๋ไว้ในใต้หล้าห้าสีก็ยิ่งเอาอย่างอวี๋จิ่น อวี๋จิ่นยินดีช่วยเหลือกู้ซ่านหาสถานที่ผายลมอยู่ในศาลบรรพจารย์สำนักฝูเหยาก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะไม่มีความคิดเล็กๆ ว่าอยากสานต่อวาสนาเก่า”
พวกหัวชิงกงก็เพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องวงในบนยอดเขาพวกนี้เป็นครั้งแรก
แต่หลิวทุ่ยกลับไม่ได้บอกว่าปีนั้นฮ่องเต้อวี๋จิ่น แท้จริงแล้วไม่ได้มีความรักพัวพันกับซ่งพิ่นที่เป็นราชครูหญิงในชาติก่อน แต่เกิดการช่วงชิงบนมหามรรคาที่อันตรายมากต่อกัน
ซ่งพิ่นที่พอจะได้ครอบครองภาพบรรยากาศของเจ้าบ้านแห่งหนึ่งทวีป คิดอยากจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น แย่งชิงราชบัลลังก์ตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ ถูกอวี๋จิ่นวางแผนเล่นงาน นางจึงต้องละสังขารไปทั้งอย่างนี้ แต่ราคาที่อวี๋จิ่นต้องจ่ายก็ไม่น้อย นับแต่นั้นมาก็ได้ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งการเดินไปบนเส้นทางของการพิสูจน์มรรคา วิถีผี
ราชสำนักแห่งหนึ่งแตกแยกล่มสลายไปอย่างรวดเร็ว นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม “ฝูเหยา” กระบี่มีชื่อที่จำแลงมาจากโชคชะตาแคว้นเกินครึ่งทวีป ทำไมถึงได้ออกไปจากฝูเหยา ไปหาซ่งพิ่นที่กลับชาติมาเกิดใหม่ที่เกราะทองทวีป เลือกที่จะรับนางเป็นเจ้านายด้วยตัวเอง
คงเป็นเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนใหญ่คนใดก็ตามที่อยู่บนยอดเขานานเข้าก็ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเซียนเรื่องราวที่คุ้นเคยกับความจริงของประวัติศาสตร์ในหนึ่งทวีป น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้เขียนตำรา
อันที่จริงอารมณ์ของหลิวทุ่ยไม่ได้ผ่อนคลายอย่างที่แสดงออกเลยสักนิด เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเจอหน้ากับอิ่นกวานหนุ่มที่ตอนนี้มีหน้ามีตาอย่างถึงที่สุด แล้วนับประสาอะไรกับที่ตนยังติดค้างน้ำใจใหญ่เทียมฟ้ากับภูเขาลั่วพั่วของพวกเขา
หลิวทุ่ยบังคับเรือหลิวเสี่ยให้มุ่งหน้าไปยังภูเขาบรรพบุรุษของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ขอบเขตบินทะยานเก่าแก่ในอดีตของฝูเหยาทวีปที่เอาแต่ทำให้คนอื่นปวดหัว ถึงกับกำลังคิดไม่ตกว่าอีกเดี๋ยวเมื่อเจอกับเฉินผิงอันแล้วควรจะเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไรดี?
ต้องรู้ว่าได้รับผลประโยชน์จาก “ฝนใหญ่” ครั้งนั้น อันที่จริงหลิวทุ่ยได้หวนกลับสู่ขอบเขตบินทะยานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่เคยป่าวประกาศให้ภายนอกรู้เท่านั้น
กลับกลายเป็นว่าจงใจป่าวประกาศว่าถ้ำสวรรค์ป่ายจือปิดแล้ว แต่กลับได้ผลน้อยมาก….
หลิวทุ่ยแค่อยากจะเห็นว่าในฝูเหยาทวีปจะมีเจ้าลูกหมาคนใดที่พอเห็นตนขอบเขตถดถอยแล้ว อีกทั้งยังเห็นหยางเชียนกู่เดินออกมาจากสวนกงเต๋อแล้วจะโน้มเอียงไปหาโฮ่วซาน
เรื่องที่เขากลับมาเป็นบินทะยาน หยางเชียนกู่รู้ดี แต่ว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงของวิญญูชนต่อกัน หลิวทุ่ยเองก็อยากจะปิดบังจิงเฮาสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ตอนที่อยู่บนภูเขาเฉวียนเจียวกลับถูกมองออกได้ในปราดเดียว
รอกระทั่งการเดินทางไปเยือนภูเขาลั่วพั่วสิ้นสุดลง ได้หวนกลับไปยังฝูเหยาทวีปอีกครั้ง หลิวทุ่ยจะไปคิดบัญชีย้อนหลังกับเจ้าพวกคนที่เกิดมาพร้อมสันดานขบถพวกนั้น ให้คนกลุ่มนี้ควบคุมปากตัวเองให้ดี ถึงขั้นที่ว่าจะยังจงใจสุมไฟ…
หลักในการคบหาสหายของหลิวทุ่ยเรียบง่ายอย่างถึงที่สุด ท่องอยู่ในยุทธภพก็ต้องมีคุณธรรมในยุทธภพ ใครเคารพเขา เขาจะเคารพคนผู้นั้นให้มากยิ่งกว่า ใครหลอกเขา เขาก็จะหลอกคนผู้นั้นให้มากกว่า
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพลันเปล่งวาบขึ้นบนทะเล พริบตานั้นก็ฟันผ่าพื้นผิวทะเลไม่รู้กี่ร้อยลี้ ราวกับว่าระหว่างนั้นถูกแสงกระบี่อีกเส้นหนึ่งขัดขวางไว้เล็กน้อย แสงกระบี่จึงขยับเบี่ยงเส้นทางออกไปเล็กน้อย บังเอิญพุ่งผ่านพื้นผิวมหาสมุทรห่างจากเรือหลิวเสี่ยที่หลิวทุ่ยนั่งมาหลายสิบลี้
อย่าว่าแต่พวกผู้ฝึกกระบี่เซียนดินอย่างหัวชิงกงที่ยังไม่ได้เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนใหญ่ที่เคยเห็นทัศนียภาพบนยอดเขามาก่อนอย่างหลิวทุ่ยก็ยังอกสั่นขวัญผวา
ได้แต่บังคับเรือหลิวเสี่ยให้พุ่งขึ้นสูงร้อยจั้ง เหลือบตาไปเห็นแสงกระบี่เส้นนั้นเปล่งวูบผ่านไป แต่กระนั้นก็ยังคงทิ้งผิวกระจกแก้วใสที่มีปราณกระบี่อึมครึมน่าสะพรึงกลัวเส้นหนึ่งไว้บนทะเลและในน้ำ เนิ่นนานก็ไม่สลายหายไปไหน
คงเป็นเพราะสองฝ่ายที่ถามกระบี่กันก็สังเกตเห็นการดำรงอยู่ของเรือหลิวเสี่ยที่มาเยี่ยมเยือนลำนั้นเหมือนกัน
แสงกระบี่เส้นที่สองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากภูเขาบรรพบุรุษของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงก็ยิ่งมีแววว่าจะเปลี่ยนแปลงเส้นทาง แสงกระบี่พร่างพราวตัดแบ่งฟ้าดิน เหมือนเชือกยาวสายฟ้าหนาเท่ายอดเขาที่ระเบิดออก หักเหเปลี่ยนทิศทางอยู่กลางอากาศอย่างกำเริบเสิบสาน
ผู้ฝึกกระบี่ที่รับกระบี่อยู่บนทะเลเพียงลำพังผู้นี้มีตบะที่ไม่อ่อนด้อยแล้ว แต่กระนั้นก็ยังถูกบีบให้เผยกายธรรมร่างใหญ่ยักษ์ที่ในมือถือกระบี่ยักษ์
จำแลงออกมาเป็นหลากหลายสีสันที่รบพัวพันกับปราณกระบี่สีทองที่ผลุบโผล่อย่างลับๆ ล่อๆ เส้นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง คมกระบี่กับแสงกระบี่พุ่งปะทะกัน
ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็นออกไป ในรัศมีพันลี้รอบด้านก็เหมือนฝนไฟที่ตกลงมาเป็นระลอก
สุดท้ายกายธรรมก็ถูกแสงกระบี่เส้นนั้นปั่นทะลวงลำคอ กายธรรมของเซียนกระบี่พังทลายดังครืนครั่น
ผู้ที่ส่งกระบี่อยู่บนฝั่งใช้ความคิดเล็กน้อย แสงกระบี่ก็รวมตัวกันขึ้นเป็นกระบี่ยาวที่จับต้องได้จริงเล่มหนึ่ง ชี้ไปที่หน้าผากของคนที่รับกระบี่บนทะเล
บนเรือหลิวเสี่ย หลิวทุ่ยพอจะดีกว่าทุกคนหน่อย เขาชั่งน้ำหนักของตบะและขอบเขตของสองฝ่ายที่ถามกระบี่กัน คนที่รับกระบี่บนทะเล ตอนที่ตนอยู่บนยอดเขาก็ยังพอจะมีโอกาสชนะอยู่หลายส่วน แต่หากจะบอกว่าชนะโดยที่สังหารอีกฝ่ายได้ เขากลับไม่กล้าเพ้อฝัน ไม่เคยคิดเช่นนี้เลย
ส่วนคนที่ส่งกระบี่อยู่บนฝั่งอย่างสบายๆ ผู้นั้น…จะไปมีเรื่องกับเขาทำไม?
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็จิตวิญญาณสายไหวไม่หยุดนิ่ง ถูกปณิธานกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลขุมนั้นชักนำบ้างมากบ้างน้อย ต่อให้แต่ละคนจะร่ายใช้วิธีการต่างๆ เพื่อทำให้จิตแห่งมรรคามั่นคง พวกเนี่ยชุ่ยเอ๋อและหัวชิงกงก็ยังรู้สึกตะลึงพรึงเพริดสุดขีด เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พิศแสงกระบี่เหมือนได้เห็นมรรคา
เหมยตั้นตั้งได้รับผลประโยชน์อย่างมาก เขายอมรับความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดไม่มีความลังเล แล้วถึงได้ขี่กระบี่กลับมาที่สำนักกระบี่หลงเซี่ยง
เรือหลิวเสี่ยลำนั้นก็เทียบท่าตามมาติดๆ หลิวทุ่ยพาคนกลุ่มหนึ่งพลิ้วกายลงที่ตีนเขา เดินผ่านซุ้มป้ายแล้วก็ขี่กระบี่ไปยังหอชมทิวทัศน์
ไม่รอให้หลิวทุ่ยเปิดปากพูด ฉีถิงจี้ก็ใช้เสียงในใจเตือนว่า “เจ้าเคยขอบเขตถดถอยเพิ่งจะได้กลับมาเป็นบินทะยาน ขอบเขตยังไม่มั่นคง พลังตบะอ่อนด้อย คาดว่านอกจากนี้ก็เกี่ยวข้องกับการที่ตอนนั้นเจ้าอยู่ในภูเขาปี้เซียวด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้ยิน “คำสั่ง” ที่บอกกล่าวไปทั่วยอดเขาและใต้หล้าหลายแห่ง”
“เขาคนนั้นร่วมกับเจิ้งจวีจง อู๋ซวงเจี้ยง ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ร่วมกันสังหารปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร คนที่ปล่อยกระบี่เป็นคนสุดท้ายก็คือเขา”
“หลังจากนั้นแสงกระบี่ที่อยู่สูงและห่างไกลที่ใช้ผสานมรรคาเส้นนั้นก็แค่เป็นเวทอำพรางตาชั้นหนึ่งที่เฉินผิงอันจงใจร่ายออกมาเท่านั้น คนที่เขาจะหลอกก็คือผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่มน้อยที่ขอบเขตสูง แต่ก็ไม่สูงมากพออย่างพวกเจ้า”
หลิวทุ่ยได้ยินแล้วจิตแห่งมรรคาก็สะเทือนเลือนลั่น เฉินผิงอันร่วมแรงกับเจิ้งจวีจง อู๋ซวงเจี้ยงสังหารเจียงเช่อ?!
นี่จะไม่ใช่ว่าหมื่นปีให้หลังโลกมนุษย์ก็มีการร่วมสังหารปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารครั้งที่สองหรอกหรือ?!
เนี่ยชุ่ยเอ๋อก็จำสตรีสะพายกระบี่คนนั้นได้ หนิงเหยา! และยังมีลู่จือที่อยู่ข้างกายนาง!
ความสนใจของผู้ฝึกกระบี่กลุ่มของหัวชิงกงค่อนข้างจะแตกต่างออกไป ความสนใจของพวกเขานอกจากเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีแล้ว ตอนนี้แน่นอนว่ายังให้ความสนใจผู้ฝึกกระบี่หนุ่มที่สวมหมวกเหลือง รองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไผ่เขียว
หางตาของเนี่ยชุ่ยเอ๋อเหลือบไปเห็นหลิวทุ่ยจากเทียนเหยาเซียง เวลานี้ไหนเลยจะมีบารมีอำนาจอะไรให้เอ่ยถึง
หลังจากนั้นพวกหลิวทุ่ยก็เห็นว่าท่ามกลางแสงแดด เฉินผิงอันเดินออกมาจากศาลบรรพจารย์ ด้านหลังของเขามีคนหนุ่มที่สถานะไม่แน่ชัดกลุ่มหนึ่งติดตามมา
ราวกับว่าบุรุษที่อบอุ่นอ่อนโยนได้นำพาภาพที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาออกมาด้วย แสงอาทิตย์ที่เร่าร้อน สิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ กับเหล่าผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่เฉียบคม