กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1191.1 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1191.1 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
ภูเขาบรรพบุรุษของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมีชื่อว่าจูอิ่ง ดินและหินบนภูเขาเป็นสีแดงฉาน
ตอนเช้าและตอนเย็นมักจะมีแสงสีแดงเหมือนเจียวหลงที่มาขดตัวอยู่บนภูเขามองไปยังมหาสมุทร
เทือกเขาเส้นอื่นมียอดเขาทอดยาวมากมาย ตั้งตระหง่านเหมือนไผ่เขียวสูงชะลูด บนยอดเขามีเมฆหมอกที่จำแลงออกมาเป็นภาพมายาแปลกตา
ตำหนักและหอเรือนที่มีกลิ่นอายเซียนล่องลอยแต่ละแห่งคอยดึงเอาโชคชะตาน้ำมาตลอดเวลาไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืน
น้ำทะเลกระทบหน้าผาลูกคลื่นแตกกระจายเหมือนหิมะปลิวปราย สมกับคำกล่าวที่ว่าเมฆและน้ำอยู่รวมกลุ่มภูเขาหยก หมื่นสรรพสิ่งล้วนมาเป็นแขก ทิวาราตรีล่องลอยไม่หยุดนิ่ง หวนคืนกลายเป็นเสียงแห่งถิ่นกำเนิด
เฉินผิงอันก้าวเร็วๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มของหลิวทุ่ย กุมหมัดยิ้มเอ่ย “จากลากันที่ภูเขาเฉวียนเจียว ได้เจอกันอีกครั้งแล้ว”
พวกหลิวทุ่ยพากันคารวะกลับคืน เรียกขานว่าอิ่นกวาน เจ้าขุนเขา เซียนกระบี่เฉิน มีครบหมดทุกคำเรียกขาน
คนแปลกหน้าหลายคนก็เก็บสายตามองประเมินมีเลศนัยกลับมา บ้างก็มีท่าทางเฉยชาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกหลิวทุ่ยไปเสียเลย แต่ก็หันหน้ามาทางพวกเขาเหมือนกับเฉินผิงอัน ส่วนเรื่องการโอภาปราศรัยนั้นคงไม่แล้ว ไม่ได้สนิทสนมกันถึงขนาดนั้น
อันที่จริงฉีถิงจี้ไม่ได้จงใจปิดบังการดำรงอยู่ของกระบี่ส่วนตัวกลุ่มนี้ แต่ว่าทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะได้เจอหน้ากันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
คราวก่อนตอนที่หลิวทุ่ยมาเยือนสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเพื่อเข้าร่วมงานพิธีเฉลิมฉลองของสำนัก พวกเกาส่วง จู๋ซู่ยังไม่มาใต้หล้าไพศาล
หลังจากนั้นพวกเขาก็ไปอยู่ในพื้นที่มงคลเสวียนกง แม้กระทั่งพวกอู๋ม่านเหยียน ก่อนหน้านี้ก็ยังได้พึ่งใบบุญของคนพายเรือเฒ่าถึงได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเซียนกระบี่พวกนี้
หลิวทุ่ยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้ใช้เสียงในใจ เขาพูดออกมาอย่างผึ่งผายว่า “ภูเขาปี้เซียวมีเจ้าของที่แน่นอนแล้ว ใจที่ลอยค้างเติ่งมาหลายพันปีของเทียนเหยาเซียง ในที่สุดก็ได้หล่นมาอยู่ในกระเป๋าเพื่อความสบายใจพร้อมกับภูเขาบรรพบุรุษลูกนี้แล้ว”
“พระคุณใหญ่หลวงเหมือนให้กำเนิดชีวิตใหม่ คนที่ติดค้างน้ำใจของอิ่นกวานไม่ได้มีแค่ข้าหลิวทุ่ย ยังมีบรรพบุรุษผู้บุกเบิกภูเขาและบรรพจารย์แต่ละรุ่น คือการสืบทอดควันธูปของเทียนเหยาเซียงพวกเราทั้งแห่งด้วย”
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอแค่หนึ่งวันที่ข้าหลิวทุ่ยยังเป็นเจ้าสำนัก ถ้าอย่างนั้นเทียนเหยาเซียงและสำนักเบื้องล่างในหลิวเสียทวีป ผู้ฝึกตนทำเนียบทั้งหมดสองพันเจ็ดร้อยกว่าคนหากมีคำสั่งใดๆ ก็จะไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน”
“ขอแค่ไม่ได้เป็นการก่อกบฏต่อศาลบุ๋น รับรองว่าอิ่นกวานชี้ไปทางไหนก็จะบุกไปตีถึงที่นั่น”
“คำพูดเหล่านี้มองดูเหมือนเป็นคำเลื่อนลอยไร้สาระ แต่กลับไม่เลื่อนลอยสักนิดสำหรับหลิวทุ่ย เจ้าสำนักฉีสามารถช่วยรับประกันให้ได้”
ฉีถิงจี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “เจ้าขุนเขาเฉิน เค่อชิงฉีถิงจี้สามารถช่วยเป็นคนรับรองแทนหลิวทุ่ยครั้งหนึ่ง สามทวีปที่อยู่ทางทิศตะวันตกมีคำกล่าวอย่างหนึ่งที่แพร่หลาย คำพูดที่หลิวทุ่ยเอ่ยสามารถเอาไปใช้เป็นตั๋วเงินได้โดยตรงเลย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ผู้เยาว์หรือจะกล้าเรียกใช้เทียนเหยาเซียงอย่างส่งเดช หากมีเรื่องจะขอร้องจริงๆ ก็ต้องปรึกษากันก่อน”
หลิวทุ่ยรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เจ้าสำนักเค่อชิงอะไรกัน? ฉีถิงจี้เป็นเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่วตั้งแต่เมื่อไหร่?
เนี่ยชุ่ยเอ๋อถูกคำพูดของหลิวทุ่ยทำให้ตกใจสะดุ้งโหยง อะไรที่เรียกว่านอกจากก่อกบฏ ก็ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย?
แล้วที่บอกว่าเอาภูเขาปี้เซียวภูเขาบรรพบุรุษของเทียนเหยาเซียงใส่กระเป๋าไว้ให้สบายใจล่ะ คือคำกล่าวประหลาดอะไรอีก?
จิงเฮารู้เรื่องปฏิทินเก่าแก่ของภูเขาปี้เซียวดี แต่กลับไม่ได้เปิดเผยความลับให้เนี่ยชุ่ยเอ๋อ
เกาเกิงรู้ทว่าความลับระดับนี้รู้แล้วสู้ไม่รู้ยังดีกว่า อย่างเช่นภูเขาชิงกงที่ก็แค่ให้เช่าเหมือนกัน นอกจากกำรบอกกล่าวกันปากต่อปากระหว่างเจ้าขุนเขาสองรุ่นแล้วก็ไม่มีทางที่คนที่สามจะรู้ได้เด็ดขาด
การที่หลิวทุ่ยรู้สึกไม่เป็นสุข ก็เพราะเขารู้ดีว่าพวกคนที่ยืนอยู่บนหอชมทัศนียภาพในตอนนี้อย่างพวกหนิงเหยา ฉีถิงจี้ ลู่จือนั้นยืนอยู่บนยอดเขาอย่างไร
แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังต้องรวมคนที่เมื่อครู่นี้ตัวอยู่บนบก แต่ส่งกระบี่ไปบนทะเลสองครั้ง รวมไปถึงเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่อยู่ข้างกายเขาที่แค่มองก็รู้ว่าเป็นเซียนกระบี่ผู้แข็งแกร่งที่ตบะสูงอย่างมาก
หลิวทุ่ยมีสัมผัสที่เฉียบไวมากต่อการกระทำของ “คนร่วมเส้นทาง” เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวชื่อประหลาดคนนั้น สีหน้าท่าทาง โดยเฉพาะน้ำเสียงจังหวะจะโคนซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยยามที่นางพูดล้วนจัดเจนยิ่ง
หลิวทุ่ยรู้ดีอยู่ในใจว่านางจะต้องเป็นคนที่ลงมืออำมหิตที่สุดในบรรดาเซียนกระบี่กลุ่มนี้แน่นอน อย่างน้อยเวทกระบี่ของนางก็ใช้แนวทางเดียวกับฉีถิงจี้
เนื่องจากโชควาสนานำพา ตอนที่หลิวทุ่ยเป็นเด็กหนุ่มก็เคยเรียนศาสตร์นรลักษณ์โบราณบทหนึ่ง ก็คือการฟังเสียงแล้วแยกแยะคน
“เซี่ยโก่ว” ผู้นี้จะต้องเป็นคนประเภทที่กินคนไม่คายกระดูกแน่นอน
คำพูดของผู้ฝึกตนบนยอดเขา ส่วนใหญ่มักจะพูดอย่างกว้างๆ อยู่บนยอดเขาเหมือนกัน อันที่จริงก็มีการแบ่งเป็นระดับต่างๆ
พูดถึงแค่บินทะยานแข็งแกร่งกับบินทะยานอ่อนด้อย ต่างกันแค่คำเดียวก็ไม่อาจใช้มาตรวัดทั่วไปมาประเมินได้
เขาดูแคลนสู่หนันยวนบินทะยานใหม่แห่งถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋ คิดดูแล้วบินทะยานที่มียศ “ผู้ฝึกกระบี่เต็มตัว” อย่างพวกลู่จือ จะให้เกียรติหลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงอย่างเขาหรือไร?
เนี่ยชุ่ยเอ๋อรู้สึกอึดอัดอย่างมาก เห็นได้ชัดว่านางไม่เข้าพวกมากยิ่งกว่าหลิวทุ่ยเสียอีกถูกพลังอำนาจที่มองไม่เห็นข่มกำราบ จิตแห่งมรรคาติดขัด
นอกจากขอบเขตไม่พอแล้วสาเหตุที่มากกว่านั้นยังเป็นเพราะนางไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ ทว่าเวลานี้ที่นี่กลับมีผู้ฝึกกระบี่เยอะเกินไป
จะดีจะชั่วนางก็ขึ้นเขามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก คือหยกดิบอายุน้อยที่ได้ยินได้ฟังคำว่า “ผู้มีพรสวรรค์” มาจนหูด้านชา แล้วยังเป็นศิษย์เอกของบินทะยานเก่าแก่ เจ้าแห่งหนึ่งทวีปอย่างจิงเฮาอีก
แต่พอมาอยู่บนลานกว้างนอกศาลบรรพจารย์ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง เนี่ยชุ่ยเอ๋อกลับไม่มีแม้แต่ความคิดจะเปิดปากพูด
โชคดีที่ในที่สุดก็ได้เห็นคนเหี้ยมหาญอย่างหลิวทุ่ย “สะอึกอึ้ง” นอกจากนางจะรู้สึกประหลาดใจมากแล้ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกสบายอารมณ์อย่างมาก ในหัวมีแต่คำว่าเจ้าหลิวทุ่ยก็มีวันนี้ด้วยหรือ?
กลับเป็นผู้ฝึกกระบี่สามคนที่มีหัวชิงกงเป็นหนึ่งในนั้นที่ต่อให้ขอบเขตจะไม่สูง แต่กลับกลายเป็นว่ามีความหมายของการสอดคล้องกับมรรคา นอกจากจะระมัดระวังตัวอยู่บ้างเล็กน้อยแล้วก็ยังเจียมตัวด้วย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เคยรบเคียงบ่าเคียงกับเซียนกระบี่กลุ่มของซ่งพิ่นมาก่อน
ผู้ฝึกกระบี่สามคนได้เจอกับอิ่นกวานหนุ่มและเซียนกระบี่หนิงอีกครั้งต่างก็มีความรู้สึกแปลกใหม่ที่น่ามหัศจรรย์บางอย่าง รู้สึกว่าตบะของหนิงเหยาลึกล้ายิ่งกว่าเดิม และเฉินผิงอันก็ดูเหมือนจะสบายๆ มากกว่าเดิม?
ส่วนเนี่ยชุ่ยเอ๋อแห่งภูเขาชิงกงที่เดินทางมาในครั้งนี้ นางเองก็ไม่ใช่ว่าแค่มาเที่ยวเล่นภูเขาสายน้ำเป็นเพื่อนสหายรักอย่างหัวชิงกง หรือจะไปเสี่ยงดวงที่ภูเขาปี้เซียวของเทียนเหยาเซียงเท่านั้น
แต่เป็นเพราะคราวก่อนที่อยู่บนภูเขาเฉวียนเจียว อาจารย์ของนางได้ออกคำสั่งข้อหนึ่งแก่นาง
ความหมายคร่าวๆ ก็คือให้นางกับหัวชิงกงเดินทางไปด้วยกัน ดูว่าจะมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่วที่แจกันสมบัติทวีปด้วยกันหรือไม่
เกาเกิงศิษย์น้องของเจ้าคบหาสหายหลายคนอยู่ที่นั่น ไม่ธรรมดาเลยล่ะ พอไปถึงที่นั่นก็จำไว้ว่าให้ถนอมถ้อยคำดุจทองคำ พูดให้น้อย
ให้ใส่ใจเด็กชายสวมชุดเขียวที่มีฉายาว่าจิ่งชิงมากเป็นพิเศษ หากพวกเจ้ามีวาสนาได้พบเจอหน้าเขาในสถานที่แห่งใดบนภูเขาก็เชิญให้เขามาเป็นแขกที่ภูเขาชิงกงของพวกเรา บอกไปว่าพี่ใหญ่จิงแห่งภูเขาชิงกงเชื้อเชิญด้วยความกระตือรือร้น คิดถึงสุรามื้อเช้ามานานมากแล้ว
นอกจากนี้ก็ไม่ต้องมีการกระทำใดๆ ที่เป็นการวาดงูเติมขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อาจดูแคลนเพิกเฉยต่อสหายจิ่งชิงผู้นี้ได้….
สรุปก็คือคำสั่งสอนของอาจารย์เอ่ยได้ทั้งแปลกประหลาดทั้งยังวกวนอ้อมค้อมยิ่ง ไม่เหมือนนิสัยการกระทำที่รวดเร็วฉับไวของอาจารย์ในเวลาปกติเลย
ทั้งสองฝ่ายนัดกันดื่มสุรามื้อเช้าหรือ? นั่นคือภาษาลับคือวิธีการอะไรบนภูเขาหรือไม่?
เมื่อเหตุการณ์ผิดแผกไปจากปกติย่อมต้องมีปัญหา เนี่ยชุ่ยเอ๋อหรือจะกล้าประมาท ทำเอาตลอดทางมานี้นางคิดไปคิดมา ใคร่ครวญซ้ำๆ จนได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่าไปถึงภูเขาลั่วพั่วแล้ว ไม่ถูกสิ ขึ้นฝั่งที่แจกันสมบัติทวีปแล้ว นางแค่ยึดในหลักของคำว่า “เคารพ” ก็พอ
ไม่หวังสร้างคุณความชอบ แต่ขอแค่อย่าให้ทำผิดพลาด ทำดีกับคนอื่นในทุกๆ เรื่อง คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะผิดไปแน่
หลิวทุ่ยรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง จึงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ต่อให้ทุบหม้อขายเหล็ก ในเวลาสิบปีต่อจากนี้เทียนเหยาเซียงก็ต้องรวบรวมให้ได้สมบัติที่มีระดับขั้นเป็นอาวุธเซียนชิ้นหนึ่ง ออกมาให้ได้ เพื่อชดเชยให้เป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีในการเปิดสำนักของอิ่นกวาน”
การที่เรือหลิวเสียแล่นช้าเช่นนี้ก็เพราะหลิวทุ่ยคอยปลีกเวลามายุ่งกับเรื่องนี้อยู่ตลอด เขาใช้เวทลับติดต่อไปหาสหายที่สนิทคุ้นเคยกันในแต่ละทวีป ดูว่าจะมีหนทางหาซื้ออาวุธเซียนชิ้นหนึ่งได้หรือไม่
ถึงขั้นที่ว่าเตรียมพร้อมสำหรับที่จะให้เช่าถ้ำสวรรค์ป่ายฉือส่วนหนึ่งแล้ว
เดิมหลิวทุ่ยคิดว่าหากสามารถหาอาวุธเซียนชิ้นหนึ่งได้ระหว่างที่เดินทาง พอไปถึงภูเขาลั่วพั่วก็น่าจะมั่นใจได้หลายส่วน
น่าเสียดายที่เซียนเหรินบนยอดเขาของแต่ละทวีปในทุกวันนี้ แต่ละคนล้วนอยากจะบินทะยานกันทั้งนั้น
ใครเล่าที่ไม่แย่งชิงกันพยายามพิสูจน์มรรคา อยากจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น?
หากมีอาวุธเซียนที่สอดคล้องกับชะตาชีวิตชิ้นหนึ่งเพิ่มมาได้ก็ย่อมดีที่สุด จะหลอมใหญ่ให้มันกลายเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต หรือถอยไปเลือกระดับรอง หลอมเป็นรากฐานของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมก็จะมีความมั่นใจว่าจะพิสูจน์มรรคาได้สำเร็จเพิ่มขึ้นมาสองสามส่วน
ดังนั้นตอนนี้จึงไม่ใช่ช่วงเวลาอันดีในการหาอาวุธเซียนจริงๆ เดิมทีก็หาได้ยากอยู่แล้ว อีกอย่างราคาก็เพิ่มขึ้นสูงมาก
อันที่จริงที่หาดลั่วเป่ายังพอจะมีสมบัติประหลาดอยู่สองสามชิ้น ระดับขั้นคือสมบัติเซียนยุคบรรพกาลอย่างไม่ต้องสงสัย พวกมันยังคงเป็นของที่ไร้เจ้าของ
เพียงแต่ว่าหลิวทุ่ยหรือจะกล้าทำเช่นนั้น กลัวก็แต่ว่าเทียนเหยาเซียงเพิ่งจะเริ่มลงมือขุดสมบัติ เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวก็ถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่าให้ไต่สวนเทียนเหยาเซียง เอาผิดหลิวทุ่ยแล้ว
ผินเต้าเพิ่งจะมอบถ้ำปี้เซียวกับหาดลั่วเป่าให้เจ้า เทียนเหยาเซียงก็เริ่มทำตัวล้างผลาญแล้ว ชอบเอาของของคนอื่นไปแสดงเป็นน้ำใจของตัวเองนักใช่ไหม?
ในเมื่อเขาปกป้องภูเขาพิทักษ์ชายหาดเช่นนี้ หลิวทุ่ย จงเอาภาพแขวนและป้ายวิญญาณทุกชิ้นในศาลบรรพจารย์ของพวกเจ้ามารำลึกความหลังกันที่อารามกวานเต๋าเสีย…..
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับอาวุธเซียนที่หลิวทุ่ยจะมอบให้ แค่เอ่ยตามมารยาทว่า “เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
หลิวทุ่ยได้ยินเสียงพิณก็รู้ความนัย ในใจกระจ่างแจ้ง รู้แล้วว่าไม่ต้องสนว่าจะเกรงใจหรือไม่เกรงใจอะไร มีแค่ประโยคที่ว่ามีมารยาทเข้าไว้ย่อมไม่ถูกตำหนิ นั่นต่างหากถึงจะเป็นสัจธรรม
เวลานี้คิดจะหาซื้ออาวุธเซียนค่อนข้างน่าปวดหัวจริงๆ แต่ความกลัดกลุ้มก็เป็นแค่ชั่วขณะเท่านั้น ยันต์คุ้มกันกายสามารถใช้ได้นานไปหลายพันปี ข้อนี้หลิวทุ่ยแยกแยะได้อย่างชัดเจน
ตาเฒ่าจิง ชิงกงไท่เป่ามีเฉินชิงตูที่มีฉายาด้านการฝึกตนว่า “ชิงตี้” เป็นที่พึ่ง ทุกวันนี้หลิวทุ่ยกับเทียนเหยาเซียงก็มีแล้วเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
การที่ไม่ได้พูดกันโดยใช้เสียงในใจก็เพราะหลิวทุ่ยจงใจพูดให้คนมีใจฟัง ยกตัวอย่างเช่นเนี่ยชุ่ยเอ๋อกับหัวชิงกงที่อยู่ข้างกายฟัง
เฉินผิงอันชี้ไปยังเสี่ยวโม่ที่อยู่ข้างกาย “ไม่กล้าละโมบในคุณความชอบ คนที่ช่วยพูดจาดีๆ แทนเทียนเหยาเซียงให้เจ้าอารามผู้เฒ่าฟังคือเสี่ยวโม่ของพวกเรา เขากับเจ้าอารามผู้เฒ่าเป็นสหายรักที่สนิทสนมกันมานานหลายปีแล้ว”
“หากเปลี่ยนให้ข้าไปที่อารามกวานเต๋าจริงๆ ก็อย่าพูดถึงว่าช่วยเหลืออะไรเลย มีแต่จะช่วยให้เสียเรื่องมากกว่า ได้กินน้ำแกงประตูปิดถือว่ายังดีด้วยซ้ำ”
หลิวทุ่ยตกตะลึงอยู่ในใจ เป็นสหายกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวหรือ? แล้วแม่งยัง สนิทสนมกัน มากด้วย?
คนที่ปล่อยแสงกระบี่เส้นหนึ่งที่มีความหมายอย่างไร้ที่สิ้นสุดในโลกมนุษย์ก่อนหน้านี้ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากบนทะเล ข้ามผ่านใต้หล้า ไม่ใช่หนิงเหยา? แต่เป็นผู้ฝึกกระบี่ “หนุ่ม” ที่ท่าทางสุภาพมีมารยาทผู้นี้หรือ?